Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

AUTO MODIFY

AUTO MODIFI : นิสสัน เผยโฉม ไอเอ็มเอ็กซ์ รถต้นแบบไร้มลพิษในงานโตเกียว มอเตอร์โชว์

Saturday, 28 October 2017 14:30

 

 

 

 

 

 

   นิสสัน เผยโฉมไอเอ็มเอ็กซ์ (Nissan IMx) รถครอสโอเวอร์รุ่นต้นแบบพลังงานไฟฟ้า ผสานเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบ และมีระยะทางขับเคลื่อนมากกว่า 600 กม. ภายในงานโตเกียว มอเตอร์โชว์

   ยานยนต์ต้นแบบนวัตกรรมใหม่แสดงแนวคิดการพัฒนาสู่อนาคตของการขับเคลื่อนอัจฉริยะของนิสสัน(Nissan Intelligent Mobility) ซึ่งเป็นแนวทางที่นิสสันมุ่งเปลี่ยนแปลงรูปแบบพลังขับเคลื่อน การขับขี่ และการใช้งานรถยนต์ที่บูรณาการอย่างกลมกลืนกับสังคมไอเอ็มเอ็กซ์ได้รับการออกแบบเพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างรถยนต์และผู้ขับขี่ที่มีความใกล้ชิดและไว้วางใจได้เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยกว่า สะดวกสบายยิ่งขึ้น และสนุกสนานกว่าเดิม ด้วยการนำเสนอความเพลิดเพลินในการเดินทางอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และความสามารถในการควบคุมโหมดการขับขี่ของตัวรถ นิสสัน ไอเอ็มเอ็กซ์มุ่งพลิกโฉมชีวิตประจำวันของผู้ขับขี่ไปอย่างสิ้นเชิง

   “ไอเอ็มเอ็กซ์คือรถต้นแบบครอสโอเวอร์ไร้มลพิษที่สะท้อนอนาคตของการขับเคลื่อนอัจฉริยะของนิสสัน”  แดเนียลเล สคิลลาชี รองประธานบริหาร ฝ่ายการตลาดและการขายโกลเบิล ธุรกิจยานยนต์ปราศจากมลพิษและแบตเตอรี่ กล่าว “ด้วยแนวคิดการขับเคลื่อนอัจฉริยะของนิสสัน เรามีความมุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสื่อสารของผู้คนและรถยนต์ รวมถึงวิธีที่รถยนต์มีปฏิสัมพันธ์กับสังคมในอนาคตอันใกล้และในระยะยาว”

ทำให้การเดินทางสนุกสนานมากขึ้น: การขับขี่อัจฉริยะของนิสสัน

   หัวใจหลักของคุณสมบัติทางเทคโนโลยีในไอเอ็มเอ็กซ์ คือ ProPILOT เวอร์ชั่นต่อไปที่นำเสนอการขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบ เมื่อเลือกใช้งานโหมด ProPILOT ระบบนี้จะเก็บพวงมาลัยไว้ในแดชบอร์ดและปรับเอนเบาะทุกที่นั่ง เพื่อให้ผู้ขับขี่มีพื้นที่มากขึ้นและทำให้ผู้โดยสารทุกที่นั่งได้รับความผ่อนคลาย และรื่นรมย์ตลอดการเดินทาง เมื่อปรับเลือกโหมดผู้ขับขี่ควบคุม (Manual) พวงมาลัยจะกลับสู่ตำแหน่งเดิมและเบาะที่นั่งก็จะปรับให้อยู่ในตำแหน่งเริ่มต้น มอบการควบคุมตัวรถคืนแก่ผู้ขับขี่อย่างราบรื่น

ยกระดับความสะดวกสบายและความพึงพอใจของการขับขี่พลังงานไฟฟ้า : พลังขับเคลื่อนอัจฉริยะของนิสสัน

   รถต้นแบบ นิสสัน ไอเอ็มเอ็กซ์ ไร้มลพิษใช้แพลทฟอร์มรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ของนิสสันที่ได้รับการออกแบบให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยให้พื้นห้องโดยสารแบนราบ จึงทำให้ภายในห้องโดยสารมีเนื้อที่ กว้างขวางและเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ ด้วยจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ แชสซีส์ของตัวรถมอบการควบคุมที่เฉียบคมซึ่งจะเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในเซกเมนท์รถครอสโอเวอร์ ระบบขับเคลื่อนที่ทรงพลังและเงียบสงบช่วยเพิ่มความเร้าใจในการขับขี่ ไอเอ็มเอ็กซ์ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสองตัวซึงติดตั้งที่ด้านหน้าและด้านหลัง จึงใช้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ มีพละกำลังรวมทั้งหมด 320 กิโลวัตต์ และแรงบิดมหาศาล 700 นิวตันเมตรที่ได้จากแบตเตอรี่กำลังสูงซึ่งได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดและปรับระบบวิศวกรรมใหม่เพื่อเพิ่มความหนาแน่นของพลังงาน แบตเตอรี่รุ่นใหม่ช่วยให้รถต้นแบบรุ่นนี้โลดแล่นได้ไกลกว่า 600 กม. จากการประจุชาร์จไฟหนึ่งครั้ง ดังนั้น ผู้ขับขี่และผู้โดยสารจึงสามารถเพลิดเพลินกับการเดินทางได้โดยปราศจากความกังวลเรื่องการประจุชาร์จไฟ

กลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม: การบูรณการอย่างอัจฉริยะของนิสสัน

   นิสสัน ไอเอ็มเอ็กซ์ ยังช่วยสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมได้อย่างที่ไม่เคยมีรถยนต์รุ่นใดทำได้มาก่อน อาทิ เมื่อตัวรถเดินทางส่งเจ้าของรถไปถึงสนามบินเสร็จสิ้นแล้ว ไอเอ็มเอ็กซ์สามารถเคลื่อนไปจอดได้เองในที่จอดที่ตัวรถสามารถเชื่อมต่อเข้ากับโครงข่ายไฟฟ้าและทำหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิดไฟฟ้า “เสมือนจริง” ด้วยการคืนพลังงานไฟฟ้ากลับสู่โครงข่ายดังกล่าว ซึ่งเป็นคุณสมบัติใหม่ของการคืนพลังงานไฟฟ้าจากรถยนต์สู่บ้านเรือนและจากรถยนต์สู่อาคาร เมื่อเจ้าของรถต้องการใช้งานตัวรถ ไอเอ็มเอ็กซ์สามารถเคลื่อนที่ไปรับได้ที่อาคารผู้โดยสารของสนามบินและมุ่งตรงกลับบ้าน กระบวนการทั้งหมดดำเนินไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพด้วยแบตเตอรี่ที่มีศักยภาพสูงขึ้นและเทคโนโลยีการเชื่อมต่อในรถยนต์ อย่าง Seamless Autonomous Mobility

ปรัชญาใหม่ของการออกแบบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพื่อยุคแห่งการขับขี่อัตโนมัติ

   จนถึงปัจจุบัน รถยนต์ได้รับการออกแบบให้มีความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างตัวถังภายนอกและภายในห้องโดยสาร การออกแบบภายนอกมอบความรู้สึกด้านความปลอดภัยจากภายนอก ขณะที่การออกแบบภายในช่วยให้ผู้ขับขี่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเพื่อสมาธิในการขับขี่  ความแตกต่างบนพื้นฐานการใช้งานดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงไปด้วยการมาถึงของรถยนต์ขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบ นักออกแบบของนิสสัน มุ่งสร้างนิยามใหม่ของพื้นที่ในห้องโดยสารของไอเอ็มเอ็กซ์ด้วยการสร้างสรรค์ความรู้สึกที่เปิดกว้าง พร้อมกับรักษาความเป็นส่วนตัว ซึ่งการทำเช่นนั้นได้ นักออกแบบของนิสสันพยายามสร้างสรรค์พื้นที่ที่เชื่อมต่อระหว่างภายในและภายนอกของรถต้นแบบรุ่นนี้

   ดีไซเนอร์ของนิสสันยังต้องการถ่ายทอดบุคลิกสำคัญของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า นั่นคือความเงียบและความนุ่มนวลด้วยไฟส่องสว่าง แต่ก็เปี่ยมด้วยความทรงพลังและความปราดเปรียว โดยได้แรงบันดาลใจมาจากแนวคิด ma ของญี่ปุ่นซึ่งเป็นความรู้สึกด้านพื้นที่และเวลา และ wa (ความกลมกลืน) แสดงออกถึงการดำรงอยู่ร่วมกันอย่างลงตัวของแนวคิดสองด้านที่ตรงข้ามกันอย่าง “การสงบนิ่ง” และ “การเคลื่อนไหว”

การออกแบบภายนอก: แสดงบุคลิกที่มีเอกลักษณ์ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

   การออกแบบไอเอ็มเอ็กซ์ ถ่ายทอดลักษณะที่สะอาดตาและสปอร์ตของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าด้วยการผนวกรวมการออกแบบเอกลักษณ์ของนิสสัน ตั้งแต่กระจังหน้า V-motion ที่คุ้นตา เส้นสายด้านข้างที่พาดขึ้นและไหลผ่านจากฝากระโปรงหน้าผ่านสู่ด้านท้ายรถ ซุ้มล้อหน้าที่มีพื้นที่กว้างขวางและรูปทรงโดดเด่นเริ่มต้นจากกระจังหน้าและขยายผ่านไปอย่างลื่นไหลสู่ด้านข้างตัวถัง ทำให้เกิดความรู้สึกทับซ้อนด้วยชั้นเลเยอร์ โทนสีแดง (vermillion) ตัดสายตาอย่างมีชีวิตชีวากับสีตัวถังขาวมุกซึ่งได้แรงบันดาลใจจาก uramasari อันเป็นการพรรณนาถึงความงดงามและความรุ่มรวยที่พบเห็นได้ที่ด้านในชุดกิโมโนตามประเพณีแบบญี่ปุ่น

การออกแบบภายใน: กว้างขวางและผ่อนคลาย มุ่งเน้นความเรียบง่าย

   ห้องโดยสารของรถต้นแบบไอเอ็มเอ็กซ์ ถอดแบบมาจากแนวคิดพื้นฐานของการจัดวางเนื้อที่ที่สามารถพบได้ในบ้านแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมที่ให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง 

   แผงการทำงานภายในตัวรถแบบพาโนรามิกระบบ OLED แสดงภาพด้านนอกตัวรถเป็นพื้นหลัง ขณะที่หน้าจอแพทเทิร์นลายไม้ติดตั้งแยกส่วนอยู่ต่ำกว่าแผงการทำงาน และโค้งรับกับการแผงประตูด้านใน ทำให้ผู้โดยสารทุกที่นั่งได้รับความรู้สึกอ่อนโยนจากภายนอกคล้ายกับแผงกั้นห้อง shoji ที่ทำด้วยกระดาษของญี่ปุ่น

   เบาะที่นั่งพิมพ์สลักด้วยเครื่องตัดเลเซอร์ทำให้เกิดแพทเทิร์น katanagare ทรงสามเหลี่ยมทแยงมุม ขณะที่หมอนรองศีรษะเป็นลวดลาย kumiki หรือบล็อกไม้ล็อกเข้ารูปแบบญี่ปุ่นทำด้วยวัสดุซิลิโคนที่นุ่มนวลและตัวโครงผลิตด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติ

   เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ช่วยให้ผู้ขับขี่ควบคุมแผงการทำงานด้วยการเคลื่อนไหวของตาและการขยับมือเพื่อสั่งการ อินเตอร์เฟซที่ใช้งานง่ายนี้ทำให้มีสวิทช์และปุ่มควบคุมแบบดั้งเดิมน้อยลง ห้องโดยสารของไอเอ็มเอ็กซ์จึงมีความเรียบง่ายและทรงประสิทธิภาพ พร้อมกับให้ความสะดวกสบายสูงสุด

 
 

AUTO MODIFY : TECHART ชุดแต่งที่ผสมผสานศิลปะและเทคโนโลยีไว้เป็นหนึ่งเดียวกัน

Sunday, 24 March 2013 19:02

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   เทคอาร์ต  ประเทศไทย  ตัวแทนจำหน่ายชุดแต่งอย่างเป็นทางการของรถยนต์พอร์ชในประเทศไทย ได้มีการเปิดชุดแต่งพอร์ชใหม่ล่าสุดเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบในรถพอร์ช ซูเปอร์คาร์  “แม็กนัม ” ซึ่งถือว่าจะเป็นชุดแต่งที่น่าจับตามองมากสำหรับที่จะใส่รุ่น คาเยนน์  โดยเทคอาร์ต  ได้รวบรวมพลังแนวคิดมีการผสมผสานของ      สไตร์การออกแบบ  เทคโนโลยีและศิลปะ ของ โทมัส  เบอริงเกอร์ (Thomas Behringer ) ผู้ออกแบบชุดแต่งเทคอาร์ต  ด้วยคุณภาพระดับพรีเมียม

   สำหรับการทำตลาดรถปอร์เช่ในปีนี้จะช่วยให้ชุดแต่ง  เทคอาร์ต ประเทศไทย มีนโยบายที่จะ เพิ่มตัวแทนจำหน่ายสำหรับตลาดเมืองไทยเพื่อรองรับปริมาณที่เติบโตของเทคอาร์ต   ปัจจุบัน  เทคอาร์ตได้มีแพคเกจชุดแต่งที่ครบวงจรและสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าพอร์ชได้ครบทุกรุ่น     เทคอาร์ต  ได้ให้ความใส่ใจในลูกค้าโดยสามารถเลือกความต้องการได้ตามใจไม่ว่าจะเป็นวัสดุ สี  ในการออกแบบชุดแต่งด้วยตัวเอง โดยราคาจะเริ่มต้นตั้งแต่  600,000 – 2,000,000 บาท และในส่วนของพนักงานที่ดูแลรถก็มีความชำนาญการสูงที่สามารถตรวจสอบตัวรถและเข้าถึงภายในตัวรถพอร์ชได้เป็นอย่างดี    เทคอาร์ต เป็นชุดแต่งที่ได้รับการยอมรับจากลูกค้าพอร์ชทั่วโลก เริ่มมาจากแนวคิดของ โทมัส เบอริงเกอร์ ( Thomas Behringer ) ซึ่งเริ่มก่อตั้งแต่ปี 1987  และเป็นผู้จำหน่ายชุดแต่งอย่างเป็นทางการเท่านั้นสำหรับพอร์ช เอจี  ซึ่งนอกจากนี้ ยังตั้งอยู่ใกล้สำนักงานใหญ่ของพอร์ช   AG    ที่ Zuffenhausen และ ศูนย์ R & D ทีWeissach  อีกด้วย                                           

   เทคอาร์ต  ประเทศไทยได้ไว้วางใจในทีมจากเยอรมันซึ่งได้เข้ามาดูแล มากกว่า 60 คน  ทั้งทีมวิศวกร  ทีมช่างเทคนิค  นักออกแบบ  ผู้เชี่ยวชาญทางด้านหนัง การตลาด  เพื่อเป็นการตอบรับในทุกๆด้านและเพื่อผลักดันให้ลูกค้ารู้สึกเหนือกว่ารถทั่วไป  เทคอาร์ต  เป็นบริษัทในเครือของ บริษัท มาสเตอร์ กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด  หรือ เอ็มจีซี  เป็นการร่วมมือระหว่างเทคอาร์ต  เยอรมัน  กับเอ็มจีซี  ซึ่งบริหารงานโดย นายจิตติศักดิ์  วงศ์ศิริ   ทั้งนี้ก็ได้มีการเปิดตัวชุดแต่งล่าสุด TECHART Boxer 981   ซึ่งชุดแต่งดังกล่าวประกอบไปด้วย    ชุดแอร์โร่ไดนามิกแบบสปอรต์ที่ผ่านการออกแบบ และทดสอบโดยใช้อุโมงค์ลม ( wind-tunnel tested) พร้อมเพิ่มความสวยงามและดุดัน ด้วยชุดแต่งฝาครอบกระจกเคฟล่า ลิ้นด้านหน้า

   สเกิร์ตข้าง และ สปอยเลอร์ด้านหลัง พร้อมชุดท่อไอเสียที่สามารถปรับเสียงท่อไอเสียจากในตัวรถได้ และล้อแม็ค TECHART รุ่น Formula III ขนาด 19 นิ้วซึ่งทำจากวัสดุForgedทำให้มีน้ำหนักเบาพิเศษ  ซึ่งทำให้ตัวรถมีความโดดเด่นเพิ่มมากยิ่งขึ้น

   ใน 2008  Jorg Hardt นักแข่งรถชื่อดัง ได้ใช้รถพอร์ช 997 รุ่น จีที 2 ลงแข่งในรายการ Tuner GP  และได้รับรางวัลชนะเลิศ  ถือได้ทำเวลาได้ดีที่สุดในรายการการันตีความสำเร็จผลของการวิจัยและพัฒนาชุดแต่งเทคอาร์ตด้วยการยอมรับจากสำนักแต่งชื่อดังในยุโรป อย่างไม่เป็นทางการ

 
 

AUTO MODIFY : MAZDA CX-5 เวอร์ชั่น Grand Touring & Active Driver

Sunday, 24 March 2013 18:57

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   อุ่นเครื่องก่อนเปิดตัวบุกตลาดรถยนต์เมืองไทยภายในปีนี้ เรานำ MAZDA CX-5 รถครอสโอเวอร์รุ่นตกแต่งพิเศษ 2 รุ่น 2 สไตล์มาให้ยลโฉมเรียกน้ำย่อยกันก่อน โดยทั้ง 2 รุ่นนี้ได้เผยโฉมเป็นครั้งแรกที่งานโตเกียว ออโต้ ซาลอน 2013 ที่เพิ่งปิดฉากลงไปในช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา

   MAZDA CX5 รุ่นตกแต่งพิเศษ คันแรกจะเป็นรุ่น Grand Touring ขุมพลังดีเซล ฉาบสีตัวถังสีแดงสด พร้อมตกแต่งด้วยชุดแอร์โรพาร์ทรอบคัน โดยมีจุดเด่นอยู่ที่สเกิร์ตทรงสปอร์ตสีดำทั้งด้านหน้า ด้านข้างและด้านหลัง  ล้อแม็กอัลลอยก็จัดเต็มด้วยขนาดใหญ่ถึง 20 นิ้วและห้องโดยสารก็เสริมแต่งลูกเล่นสไตล์สปอร์ตด้วยหนังเดินด้ายสีแดงและแต่งลูกเล่นอลูมิเนี่ยมบริเวณแป้นเบรคและคันเร่ง  ส่วนอีกคันจะเป็นรุ่น Active Driver ตกแต่งภายนอกด้วยสีขาวตามสมัยนิยม พร้อมเสริมความดุดันด้วยฝากระโปรงคาร์บอนไฟเบอร์ และสวมใส่ล้อแม็กอัลลอยสีดำสอดรับกันอย่างลงตัว ภายในห้องโดยสารก็จัดหนักด้วยการตกแต่งสไตล์สปอร์ตที่โดดเด่นเช่นเดียวกัน

 
 

AUTO MODIFY : MINI COOPER&COOPER S เพิ่มความเร้าใจด้วยชุดแต่ง John Cooper Works

Tuesday, 29 October 2013 12:45

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   มินิ ประเทศไทย เปิดตัว MINI COOPER และ MINI COOPER S รุ่นลิมิเต็ดที่มาพร้อมชุดแต่งภายในและภายนอก John Cooper Works เพื่อเพิ่มความตื่นเต้นเร้าใจและโดดเด่นไม่ซ้ำแบบใคร

   John Cooper เป็นชื่อที่ยืนยันถึงความสำเร็จของการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างรถยนต์ขนาดเล็กสัญชาติอังกฤษกับการแข่งขันสไตล์สปอร์ตมาหลายทศวรรษ MINI COOPER และ MINI COOPER S  รุ่นลิมิเต็ดพร้อมชุดแต่ง John Cooper Works มอบประสบการณ์เร้าใจในการขับขี่ด้วยชุดตกแต่งที่ยอดเยี่ยม มาพร้อมกับชุด JCW แอโรไดนามิค ล้ออัลลอย Cross Spoke Challenge ขนาด 17 นิ้ว ผสานกับพวงมาลัยหนัง JCW พร้อมระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์บนพวงมาลัย และชุดแต่งอื่นๆ อีกมากมาย ด้วยราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 2,360,000 บาท สำหรับ MINI COOPER รุ่นลิมิเต็ด พร้อมชุดแต่ง John Cooper Works และ 2,740,000 บาท สำหรับ MINI COOPER S รุ่นลิมิเต็ด พร้อมชุดแต่ง John Cooper Works นอกจากนี้ ลูกค้าจะได้รับโปรแกรม MINI Service Inclusive (MSI) ซึ่งเป็นโปรแกรมบำรุงรักษาสำหรับรถยนต์มินิ ครอบคลุมถึง 3 ปี หรือ 50,000 กม.

   หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์การขับขี่สุดเร้าใจที่เปี่ยมไปด้วยขุมพลังและรูปแบบสไตล์สปอร์ต ชุดแต่ง John Cooper Works พร้อมมอบความตื่นเต้นไร้ขีดจำกัดทันทีที่คุณเตรียมพร้อมอยู่หลังพวงมาลัย

ชุดแต่ง MINI COOPER John Cooper Works

ชุดแต่ง MINI COOPER S John Cooper Works

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม:

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย
1-800-269-269

www.mini.co.th

 
 

AUTO MODYFY : MAZDA CX-3 RACING CONCEPT

Tuesday, 22 March 2016 13:01

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เอาใจลูกค้ารถสปอร์ตแบบสุดๆ จับเอาฟรีสไตล์ครอสโอเวอร์มาสด้า ซีเอ็กซ์-3 นำมาตกแต่งพิเศษในสไตล์สปอร์ตสุดเท่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Racing Concept” เพื่อสร้างสีสันให้งานมอเตอร์โชว์ พร้อมเสริมทัพด้วยขบวนยานยนต์สกายแอคทีฟที่มากันครบครัน และข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับลูกค้าในงานมอเตอร์โชว์

   ความเป็นสปอร์ตของรถยนต์มาสด้านั้นถูกถ่ายทอดผ่านทาง DNA มาอย่างยาวนานที่ส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น ล่าสุดมาสด้าตอกย้ำจิตวิญญาณความเป็นสปอร์ตตัวจริง ด้วยการเผยโฉมรถสปอร์ตครอสโอเวอร์น้องใหม่ล่าสุด มาสด้า ซีเอ็กซ์-3 ในรูปแบบการดีไซน์และอุปกรณ์แต่งพิเศษขึ้นเป็นครั้งแรก เน้นความสปอร์ตพรีเมียมภายใต้การออกแบบที่น่าดึงดูดใจในสไตล์โคโดะ ดีไซน์ มาให้ลูกค้าได้ยลโฉมเป็นครั้งแรกเฉพาะในงานมอเตอร์โชว์เท่านั้น

   นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด กล่าวว่า มอเตอร์โชว์ปีนี้มาสด้ายังคงเน้นคอนเซ็ปต์เพื่อก้าวสู่การเป็นแบรนด์ระดับพรีเมียมที่ให้ความหรูหรา นอกจากจะนำรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ภายใต้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟที่มากันครบทุกรุ่น เพื่อให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของด้วยเงื่อนไขที่สะดวกสบายแล้ว มาสด้ายังพร้อมอวดโฉมรถสปอร์ตครอสโอเวอร์ มาสด้า CX-3 ใหม่มาตกแต่งพิเศษในสไตล์สปอร์ตเต็มขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อให้ลูกค้าได้ยลโฉมในงานมอเตอร์โชว์ในปีนี้ นับเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์สายพันธุ์สปอร์ตตัวจริงและอารมณ์บุคลิกของรถมาสด้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งรถยนต์มาสด้านั้นมีจุดเด่นในด้านรูปลักษณ์ที่สวยงามเน้นความเป็นสปอร์ตภายใต้แนวคิดการออกแบบ โคโดะ ดีไซน์ Soul of Motion หรือ จิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหว และเทคโนโลยี สกายแอคทีฟ อันเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ช่วยให้รถแรงแต่ยังคงไว้ซึ่งความประหยัด

   นอกเหนือจากการอวดโฉมรถสปอร์ตครอสโอเวอร์ตกแต่งพิเศษสไตล์สปอร์ตแล้ว แฟนๆรถแต่งสปอร์ตยังมีโอกาสได้เป็นเจ้าของอุปกรณ์การตกแต่งของแท้จากมาสด้า ที่ยกทัพมาให้ลูกค้าได้เลือกสรรอย่างครบครัน นอกเหนือจากนี้ เพื่อขอบคุณ 50,000 ความไว้วางใจในยนตรกรรมสกายแอคทีฟของมาสด้า “SKYACTIV CELEBRATION” รับข้อเสนอสำหรับลูกค้าที่จองรถมาสด้าภายในงาน สำหรับมาสด้า2 มาสด้า3 มาสด้า CX-3 และมาสด้า CX-5 รับฟรีประกันภัยชั้น1 พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา Mazda Care นาน 3 ปี  มาสด้า MX-5 รับฟรีประกันภัยชั้น1 พร้อมรับประกันคุณภาพนาน 5 ปี ส่วนมาสด้า บีที-50 โปร ลูกค้าที่นำรถคันเก่ามาแลกรับรถใหม่รับเงินเพิ่มสูงสุด 50,000 บาท สำหรับลูกค้าที่จองภายในงานจะได้รับกระเป๋าเดินทางสุดหรู หรือนาฬิกาสุดเท่ลิขสิทธิ์แท้จากมาสด้า

Mazda CX-3 Racing Concept

   มาสด้า ซีเอ็กซ์-3 Sport Concept เน้นจิตวิญญาณแห่งความสปอร์ตในแบบฟรีสไตล์ครอสโอเวอร์ด้วยชุดแต่งดีไซน์เต็มพิกัดรอบคัน เพิ่มความโดดเด่นสไตล์สปอร์ตทั้งภายนอกและภายในอย่างอิสระไร้ขีดจำกัดกับชุดแต่งเสกิร์ตรอบคันจาก Mazdaspeed ยกระดับความสปอร์ตพรีเมียมไปอีกขั้นด้วยการตกแต่งกรอบหลังคาสีดำ เพิ่มความดุดันด้วยกรอบไฟตัดหมอกสีดำเงาและสติ๊กเกอร์ออกแบบมาโดยเฉพาะตกแต่งรอบคันในสไตล์สปอร์ต และโดดเด่นกว่าใครด้วยล้ออัลลอยด์สีดำเงาพิเศษขนาด 20 นิ้ว VSF1 พร้อมดุมล้อสีดำจาก Rays และยาง Toyo Extensa HP ขนาด 225/35 R20 (หน้า) และขนาด 245/35 R20 (หลัง)

   โดดเด่นมีสไตล์ในทุกจังหวะการขับขี่ด้วยระบบเบรกหน้าดิสก์เบรกแบบมีช่องระบายความร้อนขนาด 380 มม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก 4 พอต สีแดง และระบบเบรกหลังดิสก์เบรกแบบมีช่องระบายความร้อนขนาด 355 มม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก 4 พอต สีแดง เสริมสมรรถนะความปลอดภัยให้คุณมั่นใจในทุกจังหวะความแรงกับระบบช่วงล่างแบบ Street Sport ขับขี่ได้อย่างมั่นใจในสไตล์ที่ดุดัน

 
 

AUTO MODIFY : BMW X6 M50d สมรรถนะสมบูรณ์แบบ!

Friday, 17 January 2014 10:44

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดตัวยนตรกรรมบีเอ็มดับเบิลยู M Performance ภายใต้โมเดล X6M50d เป็นครั้งแรกของประเทศไทยในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 30 ที่ผ่านมา

   BMW X6 M50d คือการผสมผสานสุดยอดขุมพลังดีเซลของบีเอ็มดับเบิลยูกับพลังสูงสุดของเครื่องยนต์ในแบบฉบับ M ที่ลงตัว รวมถึงคุณสมบัติในการควบคุมสมดุลขณะขับเคลื่อน ส่งผลให้ X6 M50d สร้างมาตรฐานใหม่แห่งวงการด้วยดีไซน์สไตล์สปอร์ตพร้อมกับคอนเซ็ปต์ที่สอดคล้องกันอย่างลงตัว

   บีเอ็มดับเบิลยูX6 M50dใหม่ล่าสุดมอบสมรรถนะดีเยี่ยมด้วยเทคโนโลยีทวินพาวเวอร์เทอร์โบและเครื่องยนต์ดีเซล  สูบเรียงแถวที่พร้อมพุ่งทะยานทันทีเมื่อเหยียบคันเร่งจากกลไกการทำงานของระบบเทอร์โบแปรผันทั้งสามระยะ ร่วมกับความสามารถในการตอบสนองของเครื่องยนต์ที่รวดเร็ว แรงบิดมหาศาลส่งตรงจากระบบเดินเบาและช่วงความเร็วต่ำสุดถึงสูงสุดที่กว้างเป็นพิเศษส่งผลให้ X6 M50d โลดแล่นด้วยขุมพลังดีเซลเต็มสูบอย่างแท้จริง

   โดยรถยนต์สายพันธุ์ M Performance มอบสมรรถนะที่เหนือกว่าด้วยแรงบิด 740 นิวตันเมตร ส่งให้การทะยานจาก 0 -100 กิโลเมตร/ชั่วโมงในเวลาเพียง 5.3 วินาที ไม่เพียงแต่เร่งความเร็วได้อย่างน่าประทับใจแต่ X6 M50dยังมาพร้อมกับอัตราการประหยัดเชื้อเพลิง 12.98 กิโลเมตรต่อลิตร สนใจสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

 
 

AUTO MODIFY : McLaren GT เผยโฉมรถแข่งซูเปอร์คาร์รุ่นล่าสุด 650S GT3

Thursday, 02 October 2014 13:53

 

 

 

 

 

 

 

 

   McLaren GT เผยรายละเอียดซูเปอร์คาร์สำหรับสนามแข่งรุ่นล่าสุด McLaren 650S GT3 โดยเปิดตัวให้แฟนๆ และสื่อมวลชนทั่วโลกได้ยลโฉมเป็นครั้งแรกแล้ว ในงาน Goodwood Festival of Speed 2014 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นรถแข่งซูเปอร์คาร์รุ่นล่าสุดที่จะใช้ประลองความเร็วในฤดูกาลแข่งขันปี 2015 ของทัวร์นาเม้นท์ GT3 ทั่วโลก ซึ่ง McLaren 650S GT3 นี้ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากรุ่น 12C GT3 ที่ทำให้แม็คลาเร็นสามารถรั้งตำแหน่งผู้นำในการแข่งขันตลอดสามฤดูกาลที่ผ่านมา

   เนื่องจากรุ่น 12C GT3 เคยกวาดถ้วยรางวัลมาแล้วมากมายทั่วโลก ทำให้การออกแบบรุ่น 650S GT3 ถือเป็นสิ่งท้าทายอย่างยิ่ง และนั่นคืออีกวัตถุประสงค์ของการสร้างสรรค์รถแข่งรุ่นนี้ โดยรุ่น 650S GT3 ถือเป็นยานยนต์ GT3 เจเนอเรชั่นที่ 2 ของแม็คลาเร็นที่เสริมความดุดันหากยังคงความโดดเด่นเช่นเดียวกับรุ่น 12C GT3 ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงการแข่งขันฤดูกาลที่ 3 อันเข้มข้น โดยในปัจจุบัน รุ่น12C GT3 ทำสถิติครองตำแหน่งแชมเปี้ยน 3 อันดับ คว้าชัยนะ 51 ครั้ง และขึ้นแท่น 71 ครั้ง และยังคงทำสถิติอย่างต่อเนื่องตลอดทุกสัปดาห์ ล่าสุดสามารถรั้งตำแหน่งผู้นำในรายการแข่งขันอันดุเดือดอย่าง Blancpain Endurance Series และ GT Asia Championship

   McLaren 650S GT3 ยังคงใช้โครงช่วงล่างคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบาเช่นเดียวกับรุ่น 650s ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของวงการยานยนต์และมอเตอร์สปอร์ตอย่าง CFD (Computational Fluid Dynamics) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์และการระบายความร้อนของเครื่องยนต์ ถูกออกแบบให้มีตัวสปลิตเตอร์ดีไซน์สุดเท่และช่องดักอากาศขนาดใหญ่ขึ้นบริเวณด้านหน้า ซึ่งลงตัวเป็นอย่างดีกับดีไซน์คลาสสิกในแบบฉบับของแม็คลาเร็น ทำให้ 650S GT3 มาพร้อมกับภาพลักษณ์ใหม่ที่ดุดันและโฉบเฉี่ยวที่จะสะกดทุกสายตา ตัวรถด้านข้างตกแต่งรอบช่องดักอากาศด้วยแถบคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบารุ่นใหม่เพื่อช่วยดักอากาศได้มากยิ่งขึ้น ส่วนปีกท้ายคาร์บอนไฟเบอร์ทำงานร่วมกับตัวสปลิตเตอร์ขนาดใหญ่เพื่อช่วยในการกระจายลมตลอดทั้งตัวรถอย่างเหมาะสม

   McLaren 650S GT3 ได้รับการออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อมอบ “ประสบการณ์แห่งประสาทสัมผัสที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวในการขับขี่” เช่นเดียวกับรุ่นสำหรับวิ่งบนท้องถนน หากได้รับการเสริมศักยภาพด้านระบบกันสะเทือน เพิ่มความกว้างช่วงล้อ และปรับแต่งระบบให้ทันสมัย เพื่อยกระดับการขับขี่ที่เฉียบคมและผสานประสาทสัมผัสของนักขับให้เป็นหนึ่งเดียวกับยานยนต์ในการแข่งขันสนาม GT อันแสนเร้าใจ นอกจากนี้ ทีมวิศวกรยังนำข้อมูลการแข่งขันจากปีก่อนๆ และข้อคิดเห็นจากทีมนักแข่งมาใช้ในการเสริมความทนทานของเครื่องยนต์ให้เหมาะสมกับการแข่งขันในระยะเวลานานมากยิ่งขึ้น

   การออกแบบและพัฒนา 650S GT3 ยังให้ความสำคัญกับการลดต้นทุน ซึ่งทีมวิศวกรประสบความสำเร็จด้วยการสร้างสรรค์รถรุ่นนี้ด้วยชิ้นส่วนและอะไหล่ที่มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น ซึ่งช่วยในการยืดระยะการดูแลเครื่องยนต์และระบบเกียร์ ร่วมกับการออกแบบใหม่หมดทั้งชิ้นส่วนและระบบการขับเคลื่อนเพื่อลดต้นทุนการใช้อะไหล่ สำหรับงานประกอบตัวรถภายนอกถูกปรับปรุงใหม่เพื่อย่นระยะเวลาการดูแลเครื่องบนพิทเลน ทั้งยังช่วยในการกระจายน้ำหนักของตัวรถได้ดีขึ้นจากการใช้ชิ้นส่วนที่มีน้ำหนักเบากว่าเดิม 

   McLaren 650S GT3 เพิ่มระดับความปลอดภัยของห้องโดยสาร ด้วยช่วงล่างแบบ MonoCell คาร์บอนไฟเบอร์ ผสานโครงส่วนบนที่ผ่านการรับรองคุณภาพจาก FIA ซึ่งใช้วัสดุที่เบากว่ารุ่น 12C GT3 และเป็นงานดีไซน์ใหม่ที่ขยายพื้นที่ห้องโดยสารทั้งส่วนวางเท้าและช่วงบน เพื่อมอบความสะดวกสบายที่เหนือกว่าให้แก่นักขับ

   อีกหนึ่งจุดเด่นของ 650S GT3 คือความเป็นเลิศในการออกแบบ ความทนทาน และการมอบประสบการณ์ขับขี่ที่เป็นหนึ่งเดียวกับยานยนต์ ภายใน 650S GT3 นำเสนอความโฉบเฉี่ยวที่เหนือชั้นด้วยหน้าปัดดิจิตัลสไตล์มอเตอร์สปอร์ตเช่นเดียวกับยานยนต์รุ่นก่อน พร้อมพวงมาลัยดีไซน์ใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรุ่น แม็คลาเร็น เมอร์ซีเดส ฟอร์มูล่า 1 นอกจากนี้ 650S GT3 ยังนำเสนอดีไซน์สุดล้ำทั้งในส่วนของเบาะนั่งรถแข่งสไตล์แม็คลาเร็นที่ผ่านการรับรองจาก FIA มาพร้อมสายรัดเข็มขัดแบบ 6 จุดตามมาตรฐานรถแข่ง โดยเบาะรุ่นใหม่นี้สามารถรองรับสรีระเพื่อเพิ่มความสบายของนักขับด้วยโครงรุ่นใหม่ที่ผลิตโดยการขึ้นรูปจากแม่พิมพ์โดยเฉพาะ

   ภาพรวมของห้องโดยสารยังถูกปรับเปลี่ยนใหม่ให้เหมาะสำหรับการพุ่งทะยานมากกว่ารุ่นก่อน ส่วนที่นั่งถูกตรึงกับโครงรถช่วงล่างโดยตรง ในขณะที่พวงมาลัยและกล่องคันเร่งไฟฟ้า (Pedalbox) สามารถปรับตำแหน่งให้อยู่ใกล้นักขับได้มากยิ่งขึ้น ส่วนแผงคอนโซลกลางถูกพัฒนาต่อยอดจากรุ่น 12C GT3 โดยดีไซน์ให้มีความเรียบง่ายมากขึ้นและเพิ่มแผงสวิตช์ควบคุมแบบเมมแบรนให้ง่ายต่อการใช้งาน รวมไปถึงการพัฒนาระบบถ่ายเทอากาศและระบายความร้อนให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

   McLaren 650S GT3 มอบสมรรถนะการขับขี่ที่แรงสุดขีดด้วยเครื่องยนต์แม็คลาเร็น V8 ทวินเทอร์โบ ‘M838T’ ขนาด 3.8 ลิตรรุ่นใหม่ล่าสุดที่ มาพร้อมกล่องควบคุมระบบไฟฟ้า (ECU) ที่พัฒนาโดยแม็คลาเร็นสำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะ ซึ่งช่วยเพิ่มสมรรถนะการควบคุมฟังก์ชั่นต่างๆ ให้ประสานงานกันอย่างราบรื่นระหว่างการประจุพลังเทอร์โบและการเปลี่ยนเกียร์ โดยใช้ระบบเกียร์แบบ Sequential 6 สปีดใหม่ล่าสุด ให้กำลังเครื่องสูงถึง 500 แรงม้าเช่นเดียวกับรุ่น 12C GT3 ซึ่งสอดคล้องกับระเบียบด้านการรักษาสมดุลของสมรรถนะเครื่องยนต์ (Balance of Performance - BOP) ของ FIA ทั้งยังสามารถระบายความร้อนได้ดีขึ้นด้วยช่องดักลมขนาดใหญ่กว่าที่อยู่ภายในกันชนและช่องดักลมด้านข้างที่ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด นอกจากนี้ ออยล์คูลเลอร์กระปุกเกียร์ถูกย้ายตำแหน่งมาติดตั้งที่ช่องดักลมขนาดใหญ่ด้านข้าง จึงทำให้ช่วงท้ายรถมีความโปร่งและยกระดับประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ได้มากยิ่งขึ้น  

   McLaren  650S GT3 ล้ำหน้าด้วยระบบกันสะเทือนรุ่นใหม่ที่ได้รับการปรับแต่งเพื่อการแข่งขันโดยเฉพาะ ด้วยช่วงล้อที่กว้างกว่ารุ่น 12C GT3 ถึง 52 มม. ระบบกันสะเทือนช่วงหน้ายังเอื้อในการใช้ยางรถแข่งรุ่นล่าสุดที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งช่วยในการยึดเกาะถนนและเข้าโค้งได้อย่างแม่นยำ ตลอดจนเสริมแรงอากาศพลศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งยังใช้ล้ออะลูมิเนียมดีไซน์ใหม่แบบ 8 ก้านขนาดใหญ่ขึ้น ด้านหน้าขนาด 12.5 x 18 นิ้วและด้านหลัง 13 x 18 นิ้ว โดยยึดไว้กับเพลาเดียวกันในสไตล์รถแข่ง การประกอบตลับลูกปืนดุมล้อที่ปรับปรุงใหม่และส่วนประกอบระบบกันสะเทือนที่มีอายุการใช้งานนานขึ้น ยังทำให้สามารถดูแลสภาพเครื่องได้ง่ายขึ้น ทั้งยังลดต้นทุนของการบำรุงรักษาได้อย่างมาก

   นอกจากการใช้ล้อดีไซน์ใหม่ที่เสริมแรงอากาศพลศาสตร์และควบคุมแรงกดของลมได้ดีขึ้น ระบบเบรกยังได้รับการพัฒนาใหม่ให้เป็นแบบโมโนบล็อค จับคู่คาลิเปอร์ก้ามเบรก 6 สูบด้านหน้ากับด้านหลัง 4 สูบ พร้อมจานเบรกสเปครถแข่ง คือด้านหน้าขนาด 380 x 35 มม และด้านหลัง 355 x 32 มม. 

   การพัฒนา McLaren  650S GT3 ใช้ข้อมูลส่วนใหญ่จากผลการวิจัยและการพัฒนาต่อยอดจากรุ่น 12C GT3 โดยจะทำการทดสอบยานยนต์ 650S GT3 นี้กับบรรดานักขับตลอดช่วงฤดูร้อน และเริ่มการผลิตในช่วงฤดูใบไม้ร่วง โดยราคาหน้าโรงงานผลิตจะอยู่ที่ประมาณ £330,000 ซึ่งทีมผู้ผลิตวางแผนผลิตตัวอย่างยานยนต์ 650S GT3 จำนวน 15 คัน เพื่อส่งเข้าแข่งขันปี 2015 และด้วยข้อเสนอการอัพเกรดให้แก่เจ้าของรถรุ่น 12C GT3 ทำให้เราอาจได้เห็นรถรุ่นนี้อีก 15 คันในการแข่งขันฤดูกาลถัดไป

 
 

AUTO MODIFY : STI Performance ตำนานความแรงจากซูบารุ

Wednesday, 22 July 2015 15:16

 

 

 

 

 

 

 

 

   SUBARU TECNICA INTERNATIONAL INC. หรือ STI สถาบันคิดค้นและพัฒนาศัยภาพและสมรรถนะยานยนต์ระดับโลกของซูบารุ ถูกก่อตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1972 โดยเริ่มทดลองกับรถ Subaru Leone คอมแพคคาร์ต้นตระกูลของ Subaru Impreza ที่เริ่มสายการผลิตช่วงปี ค.ศ. 1971-1994 มาพร้อมกับเครื่องยนแบบบ็อกซ์เซอร์และมีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบสมมาตรอันเป็นเอกลักษณ์ และลงชิงชัยครั้งแรกในสนาม Australia’s Southern Cross Rally และได้พัฒนารถยนต์ซูบารุด้วยเทคโนโลยีการปรับแต่งในแบบของ STI อย่างต่อเนื่องทั้งในแบบ AWD สำหรับสนาม World Rally Championship (WRC) รวมถึงแบบ 4WD ในสนาม Safari Rally

   ในปี ค.ศ. 1988 รถยนต์ซูบารุที่ได้รับการพัฒนาโดย STI ก็ได้สร้างชื่อเสียงกระฉ่อนโลกในฐานะที่สุดของรถยนต์ AWD และรถยนต์เทอร์โบ โดยสามารถทำลายสถิติโลกใหม่ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจุดนี้เองทำให้ผู้ที่รักในยานยนต์ที่มากสมรรถนะต่างยกย่องให้รถยนต์ซูบารุ STI กลายเป็นสุดยอดรถในฝันของคนทั่วโลก จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1994 ทั่วโลกก็ต้องตะลึงอีกครั้งเมื่อ STI พัฒนารถยนต์ซูบารุรุ่นใหม่ อย่างครบครันในโมเดล WRX ที่ไม่ทำให้แฟนๆ ซูบารุผิดหวังด้วยการคว้าแชมป์ WRC Rally 3 ปีติดต่อกัน (ปี ค.ศ. 1995, 1996 และ 1997) และสามารถคว้าแชมป์จากรายการ WRC มาครองได้มากถึง 47 ครั้ง และล่าสุดกับผลงานชิ้นโบว์แดงที่คว้าแชมป์อันดับ1 ใน Class SP3T จากรายการ Nürburgring 24-Hour Race 2015 ยิ่งทำให้ WRX STI เป็นที่หมายปองของคอรถสปอร์ตทั่วโลกอย่างปฏิเสธไม่ได้

   ยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ STI กลับมาสร้างความเร้าใจอีกครั้งกับโมเดล BRZ ในสนาม Super GT ที่ทั่วโลกต่างจับตามอง เพื่อสร้างตำนานแห่งความแรงครั้งใหม่ให้แฟนซูบารุทั่วโลกได้เห็น นอกจากนี้ เทคโนโลยี STI ยังได้ถูกนำมาเสริมในรถยนต์โมเดลล่าสุดอย่าง Subaru XV STI Performance ให้ได้สัมผัสความแรงที่ผสานระหว่างสุนทรียศาสตร์และสมรรถนะได้อย่างลงตัว เพราะหัวใจและปรัชญาของการพัฒนารถในแบบ STI ต้องคำนึงถึงเรื่อง “สมรรถนะและความปลอดภัย” เป็นสำคัญ ดังนั้นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ติดตั้งเสริมให้แก่รถจะต้องผ่านการทดสอบอย่างพิถีพิถันทั้งด้านระบบกลศาสตร์และการควบคุมการขับขี่ เพื่อให้แฟนๆ ซูบารุทั่วโลกมั่นใจในคุณภาพที่ได้มาตรฐาน

   สัมผัสนวัตกรรมความแรงและความปลอดภัยได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมซูบารุทั่วประเทศ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02 725 1888 หรือชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.motorimage.net/th

 
 

AUTO MODIFY : NISSAN JUKE TOKYO EDITION

Thursday, 13 August 2015 12:59

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท  นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว NISSAN JUKE  รุ่นพิเศษ TOKYO EDITION   นำเสนอชุดแต่งแท้  ที่พัฒนาร่วมกับนิสสัน มอเตอร์ ญี่ปุ่น  เอาใจลูกค้าที่ต้องการเพิ่มความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ที่ไม่ซ้ำแบบใคร

    สำหรับการเปิดตัว NISSAN JUKE  TOKYO EDITION ถือเป็นการตอกย้ำความสำเร็จของนิสสัน ในตลาด สปอร์ตครอสโอเวอร์ ซึ่ง NISSAN JUKE  ได้รับการยอมรับถึงความล้ำสมัย  เท่ห์ล้ำ และมีสมรรถนะเป็นเยี่ยม ภายใต้ขุมพลังขนาด 1.6 ลิตร แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 116 แรงม้า และมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและระบบความปลอดภัยครบครัน   และเพื่อเอาใจคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความล้ำสมัยมากขึ้น  จึงได้นำ NISSAN JUKE  TOKYO EDITION   มาเปิดตัวทำตลาดในเมืองไทย โดยมาพร้อมชุดแต่ง 3 แบบ 3 สไตล์  เพิ่มลูกเล่นด้วยอุปกรณ์ตกแต่งแบบใหม่สั่งตรงจากประเทศญี่ปุ่นอย่างมีสไตล์ถึง 10 ชิ้น สะท้อนอารมณ์สนุกเพิ่มความสปอร์ตในทุกมุมมอง ด้วยการมิกซ์แอนด์แมทช์สีสันภายนอกของตัวรถ อาทิ สเกิร์ตหน้าหลัง สปอยเลอร์หลังและกระจกมองข้างสีพิเศษที่ปรับและพับไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยว พร้อมแต่งสติ๊กเกอร์จากหน้าจรดท้าย ตอบสนองไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการแสดงเอกลักษณ์เฉพาะตน

   ผู้สนใจรถยนต์ NISSAN JUKE  TOKYO EDITION  สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์นิสสันทั่วประเทศ หรือที่   Call Center หมายเลข 0 2401 9600

 
 

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )