Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

AUTO NEWS

AUTO NEWS : บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย คว้า 13 รางวัลจากเวที Car & Bike of the Year 2019 ตอกย้ำความสำเร็จแห่งการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์

Monday, 11 March 2019 18:58

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย คว้ารางวัล“Car & Bike of the Year 2019”ยอดเยี่ยมแห่งปีสูงสุดถึง13 รางวัล ยืนยันคุณภาพและตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและยนตรกรรมระดับพรีเมียม สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด

รางวัลCar of the Year 2019สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู

1.    Best Hatchback under 2,000 CC: บีเอ็มดับเบิลยู 118i M Sport

2.    Best Hybrid Sedan under 2,000 CC: บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport

3.    Best Hybrid Super Car: บีเอ็มดับเบิลยู i8 Roadster

4.    Best Mid-Size Hatchback Diesel: บีเอ็มดับเบิลยู 630d GT M Sport

5.    Best Luxury Car over 3,500 CC: บีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive

6.    Best Convertible: บีเอ็มดับเบิลยู430i Convertible Luxury

7.    Best Sport Sedan: บีเอ็มดับเบิลยูM5

8.    Best Sport Coupe: บีเอ็มดับเบิลยู M4 Coupe

9.    Best Sport SUV Diesel: บีเอ็มดับเบิลยู X4 xDrive20d M Sport

รางวัลCar of the Year 2019สำหรับรถยนต์มินิ

10.Best Sport Hatchback 3 Door: มินิ JCW Hatch

11.Best Sport Hatchback 5 Door: มินิ JCW Clubman ALL4

รางวัลBike of the Year 2019สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด

12.Best Sport Heavy Weight: บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR

13.Best Adventure Heavy Weight: บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS

   มร. คริสเตียน วิดมานน์ ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ความสำเร็จของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จากงาน Car & Bike of the Year 2019 กว่า 13 รางวัล เป็นอีกมาตรวัดความสำเร็จของเรา ซึ่งถือว่าเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จทางธุรกิจ ที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย สามารถทุบสถิติยอดขายครบทั้งสามแบรนด์ พร้อมครองอันดับหนึ่งของโลกอีกครั้งด้วยอัตราการเติบโตสูงสุดในเครือข่ายบีเอ็มดับเบิลยูทั่วโลกสองปีซ้อน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภค คุณภาพยนตรกรรมเหนือระดับ และศักยภาพของเราในฐานะผู้นำในตลาดรถยนต์หรูระดับโลก”

   รางวัล Car & Bike of the Year 2019 นับเป็นหนึ่งในรางวัลประจำปีที่ทรงเกียรติที่สุดสำหรับผู้ผลิตยานยนต์ในประเทศไทย จัดโดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้ก่อตั้งและผู้จัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ในการคัดสรรสุดยอดยนตรกรรมเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยให้มีความเจริญก้าวหน้า ทั้งในด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม การออกแบบ และการผลิต โดยมีรถยนต์กว่า 132 คัน และรถมอเตอร์ไซค์ 70 คัน เข้าร่วมการทดสอบและรับการประเมินในปีนี้ ตัดสินโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากสมาคมผู้สื่อข่าวไทย สมาคมวิศวกรรมยานยนต์ไทย สถาบันวิจัยชั้นนำของมหาวิทยาลัย และนักทดสอบอิสระ

   สำหรับหลักเกณฑ์การพิจารณาCar of the Year 2019 นั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ รายละเอียดต่างๆ ของตัวรถ ตามหัวข้อที่กำหนดไว้ คือ สมรรถนะ ความปลอดภัย เทคโนโลยีพิเศษ กฏเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม ความสวยงาม และความคุ้มค่า และส่วนถัดไปคือการขับขี่จริงในสนามทดสอบ เพื่อทดสอบสมรรถนะด้านต่างๆ อาทิ การบังคับควบคุมพวงมาลัย ระบบช่วงล่าง สมรรถนะของเครื่องยนต์ แรงบิด และอัตราเร่งจาก 0-80 กม./ชม. เป็นต้น

   ส่วนหลักการให้คะแนน Bike of the Year 2019 จะแบ่งรถออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มรถตลาด (มีขนาดความจุไม่เกิน 250 ซี.ซี.) และกลุ่มรถบิ๊กไบค์ (มีขนาดเครื่องยนต์เกิน 300 ซี.ซี.) ซึ่งมีความจุไล่เลี่ยงไปตั้งแต่ รถ Light Weight (มีขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 499 ซี.ซี.) รถ Middle Weight (มีขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 799 ซี.ซี.) และรถ Heavy Weight (มีขนาดเครื่องยนต์ตั้งแต่ 800 ซี.ซี. ขึ้นไป) โดยจะรวบรวมคะแนนจากนักทดสอบอิสระ และสื่อมวลชนสายรถจักรยานยนต์ แล้วนำมาทำการหาค่าเฉลี่ย เพื่อจัดอันดับรถที่มีคะแนนสูงสุดในแต่ละประเภทรางวัล

   ในปีนี้ บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด คว้ารางวัลรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ยอดเยี่ยมแห่งปี (Car & Bike of the Year) มา 13รุ่น ได้แก่

 
 

AUTO NEWS : มาสด้าร่วมมือภาครัฐยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมยานยนต์แก้มลพิษระยะยาว

Tuesday, 12 March 2019 17:44

 

บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัดลงนามแสดงเจตจำนงอย่างชัดเจนในความร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศสำหรับประเทศไทยและทั่วโลก ด้วยการเตรียมพัฒนารถยนต์ในอนาคตที่เพิ่มประสิทธิภาพสูงขึ้น และสามารถปล่อยไอเสียให้เป็นไปตามมาตรฐาน EURO5 โดยเฉพาะการร่วมมือกันแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กและปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

   นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า เนื่องจากในปัจจุบันประเทศไทยยังคงได้รับผลจากฝุ่นละอองที่ปกคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานคร และในอีกหลายๆ จังหวัด จนส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจและการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนโดยรวม ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องหันกลับมามองที่ต้นเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น และแสวงหาวิถีทางในการลดปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้เพื่อสร้างความชัดเจนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว วันนี้ทางมาสด้าได้แสดงเจตจำนงความร่วมมือในการพัฒนารถยนต์ในอนาคต เพื่อให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นเป้าหมายเดียวกันกับมาสด้าที่ได้กำหนดวิสัยทัศน์ในระยะยาว “Sustainable Zoom-Zoom 2030”ซึ่งมาสด้ามุ่งมั่นที่จะนำสิ่งนี้มาประยุกต์ให้เข้ากับรถยนต์ในเจนเนอเรชั่นใหม่ โดยเป้าหมายหลักในปี 2030ประกอบด้วย

1.      เพื่อโลกที่สวยงาม (Earth)ด้วยการริเริ่มด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับมวลมนุษยชาติ เพื่อให้รถยนต์และมนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน สมบูรณ์แบบ และยังคงความสวยงามตลอดไป

2.      เพื่อสังคม (Society)มาสด้ามุ่งเน้นและส่งเสริมให้เกิดความปลอดภัย และการสร้างความสุขให้เกิดขึ้นในสังคม ผ่านการพัฒนายานยนต์ และระบบการจัดการที่สร้างความอุ่นใจ และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของลูกค้า

3.      เพื่อผู้คน (People)มาสด้ามุ่งมั่นที่จะสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า เสริมสร้างความสุขกายสบายใจ ด้วยการมีส่วนร่วมในการปกป้องรักษาโลกใบนี้ และการมีส่วนร่วมในสังคม ด้วยการรังสรรค์รถยนต์ที่สามารถส่งมอบความสุขในการขับขี่อย่างแท้จริง

   ด้วยวิสัยทัศน์ในระยาวดังกล่าว มาสด้าจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศ จากแนวทางการพัฒนา Well-to-Wheel การลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากรถยนต์ โดยคำนึงถึงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดวงจรชีวิตของรถยนต์ โดยมาสด้าตั้งเป้าในการลดการปล่อยมลพิษลดลงให้ได้ 50% ภายในปี 2573และตั้งเป้าหมายลดลงให้ได้ถึง90%ภายในปี พ.ศ. 2593แม้ว่ารถยนต์ในอนาคตจะยังคงใช้พลังงานทางเลือกที่สะอาด และปล่อยมลพิษต่ำก็ตาม แต่มาสด้าจะยังคงรักษาไว้ซึ่งปรัชญาการขับขี่ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และจะไม่ละทิ้งความสนุกสนานในการขับขี่อย่างแน่นอน

   ทั้งนี้ แนวทางการพัฒนาของมาสด้าในอนาคต คือ การให้ความสำคัญกับขนาดของรถยนต์ Technology Hybridเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้า Electrificationเทคโนโลยีการเชื่อมต่อการสื่อสาร Connectivity และสิ่งที่สำคัญมากที่สุด คือ การพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปภายในให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

   การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ทางสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมได้จัดประชุม เรื่องการเร่งรัดยกระดับมาตรฐานมลพิษรถยนต์เป็นมาตรฐาน EURO 5 เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก โดยผู้ผลิตรถยนต์ภายในประเทศไทยต่างให้การตอบรับเข้าร่วมการยกระดับมาตรฐานในครั้งนี้ เพื่อลดสารมลพิษจากเครื่องยนต์ในรถยนต์ใหม่ทุกรุ่นทุกคันภายในปี 2564 ร่วมกันบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กและปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยในอนาคต

   ปัจจุบันรถยนต์ที่จำหน่ายในประเทศไทยผ่านมาตรฐาน EURO 4 จากความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ทัดเทียมกับนานาชาติ ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจาก ดร. สมชาย     หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยการรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงานโดย ดร. ณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และแนวทางการกำหนดมาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศเป็น EURO 5 โดย นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พร้อมด้วยผู้บริหารจากค่ายรถยนต์ต่างๆ ให้ความสนใจเข้าร่วมลงนามในครั้งนี้รวมทั้ง นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย

 
 

AUTO NEWS : ฮุนไดร่วมสนับสนุนการแข่งขัน WorldSBK 2019

Monday, 18 March 2019 18:12

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัดจัดทริปเชิญสื่อมวลชนร่วมชมการแข่งขันรถจักรยานยนต์ระดับโลก “World Superbike 2019 (SBK)” ในฐานะที่แบรนด์ “ฮุนได” เป็นท็อปสปอนเซอร์ในการแข่งขันรายการนี้ ซึ่งนับว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวของการเข้าสู่วงการมอเตอร์สปอร์ตอย่างเต็มตัว  โดยตลอดปีจะมีการแข่งขันรวมทั้งสิ้น 13 สนาม 11 ประเทศ และจัดขึ้นที่ประเทศไทย เป็นสนามที่ 2 ในวันที่ 15 – 17 มีนาคม 2562 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต บุรีรัมย์

   นอกจากการร่วมเป็นสปอนเซอร์แล้ว บริษัท ฮุนได มอเตอร์ จำกัด ยังได้สนับสนุนรถยนต์ฮุนได “i30 Fastback N” ซึ่งเป็นรถยนต์ภายใต้แบรนด์ “N” ที่เน้นในเรื่องสมรรถนะสูง และสามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน มาใช้เป็นรถเซฟตี้คาร์อย่างเป็นทางการในทุกการแข่งขัน WorldSBK 2019 ตลอด 3ฤดูกาลอีกด้วย และฮุนไดยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสสมรรถนะของ i30 Fastback N อย่างใกล้ชิดในสนามแข่ง เพื่อเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ที่ตื่นเต้น เร้าใจ ในการแข่งขันรถจักรยานยนต์ระดับโลก ทั้งนี้ฮุนไดต้องการเผยแพร่แบรนด์ “N” ซึ่งเป็นแบรนด์มอเตอร์สปอร์ตของฮุนได ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั่วโลก โดยเฉพาะในวงการมอเตอร์สปอร์ต และการแข่งขันรายการระดับโลกที่เป็นที่ยอมรับและได้รับความสนใจจากผู้ชมจำนวนมาก เพื่อสื่อให้เห็นว่ารถยนต์ที่อยู่ภายใต้แบรนด์ “N” เป็นรถที่ได้รับการพัฒนาให้มีสมรรถนะสูง ขับสนุก สามารถใช้ได้ทั้งในสนามแข่งและในชีวิตประจำวัน

   ฮุนได i30 Fastback N ที่ใช้เป็นรถเซฟตี้คาร์ในสนามแข่ง ได้รับการดัดแปลงแค่ส่วนที่จำเป็นเท่านั้น อาทิ แผงไฟติดตั้งบริเวณหลังคาด้านหลัง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับรถเซฟตี้คาร์และช่วยเพิ่มทัศนวิสัยที่ดียิ่งขึ้นให้กับผู้ขับขี่ที่ขับตามมาด้านหลัง  เบาะที่นั่งโอบกระชับช่วยเพิ่มความมั่นใจและมอบการทรงตัวที่ดีให้กับผู้ขับขี่และทีมแพทย์ ซึ่งในการแข่งขัน WorldSBK แพทย์ส่วนใหญ่จะนั่งในตำแหน่งถัดจากผู้ขับขี่รถเซฟตี้คาร์ เพื่อช่วยปฐมพยาบาลและดูแลความปลอดภัย นอกจากนี้ยังตกแต่งด้วยแถบล้อสีแดงและสีน้ำเงินขนาด 19 นิ้ว และยางที่ได้มาตรฐาน จึงช่วยเพิ่มสมรรถนะที่ดีในการขับขี่ ทำให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น   “i30 Fastback N” เป็นรถเซฟตี้คาร์ที่มีความโดดเด่นและหรูหราที่สุด แต่สามารถปกป้องรถจักรยานยนต์ที่ผลิตมาให้มีความเร็วมากที่สุดในโลกได้เช่นกัน

   นอกจากนี้ ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ยังได้นำฮุนไดรุ่น เอช-วัน ซึ่งเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทย ไปจัดแสดงในบริเวณรอบพื้นที่ของการจัดการแข่งขัน SBK 2019ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต บุรีรัมย์ ในระหว่างวันที่ 15 – 17 มีนาคม 2562อีกด้วย

   การร่วมเป็นสปอนเซอร์ของฮุนไดในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงการมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของแบรนด์ฮุนได ที่ผลิตรถยนต์คุณภาพและพัฒนาเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำอย่างต่อเนื่อง   จนก้าวเข้าสู่วงการมอเตอร์สปอร์ต อย่างเต็มตัว และฮุนไดยังคงมุ่งมั่นคิดค้นและพัฒนาสิ่งใหม่ๆเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้ได้สัมผัสยนตรกรรมที่สามารถตอบโจทย์ในทุกไลฟ์สไตล์ได้เป็นอย่างดี

 
 

AUTO NEWS : ฮอนด้า รณรงค์ความปลอดภัย ต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ จัดแคมเปญ “สงกรานต์อุ่นใจ ขับขี่ปลอดภัยกับฮอนด้า” มุ่งลดอุบัติเหตุและสร้างความมั่นใจในทุกการเดินทาง

Sunday, 10 March 2019 18:25

 

   บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก จัดแคมเปญ สงกรานต์อุ่นใจ ขับขี่ปลอดภัยกับฮอนด้าโดยเชิญชวนลูกค้าฮอนด้าเข้ารับบริการตรวจสภาพรถยนต์ฟรี 25รายการ รวมทั้งมอบข้อเสนอผ่อนชำระค่าใช้จ่ายและส่วนลดพิเศษสำหรับอะไหล่ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม– 30เมษายน 2562ที่ศูนย์บริการฮอนด้าทั่วประเทศเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและสร้างความมั่นใจในทุกการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะมีประชาชนจำนวนมากเดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนา สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของฮอนด้าปี 2030 ที่จะมุ่งสู่การเป็นสังคมปลอดอุบัติเหตุ (Collision Free Society)ให้เกิดขึ้น

   นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า “ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของประเทศไทย ถือเป็นช่วงวันหยุดยาวและมีผู้ใช้รถใช้ถนนในการเดินทางเป็นจำนวนมาก ความปลอดภัย นับเป็นสิ่งที่ฮอนด้าตระหนักและให้ความสำคัญมาโดยตลอดฮอนด้าจึงได้จัดแคมเปญ สงกรานต์อุ่นใจ ขับขี่ปลอดภัยกับฮอนด้าโดยลูกค้าผู้ใช้รถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่นสามารถเข้ารับบริการตรวจสภาพรถยนต์ได้ฟรี 25รายการ รวมทั้งมอบข้อเสนอผ่อนชำระค่าใช้จ่ายและส่วนลดพิเศษสำหรับอะไหล่นับเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่จะช่วยสร้างความมั่นใจในการขับขี่ อีกทั้งช่วยป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุจากการใช้รถใช้ถนนตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้ได้อีกด้วย”

สิทธิประโยชน์สำหรับลูกค้าฮอนด้าในแคมเปญ “สงกรานต์อุ่นใจ ขับขี่ปลอดภัยกับฮอนด้า”

รายการที่ 1        บริการตรวจสภาพรถยนต์ฟรี 25รายการ (ตามรายการที่กำหนด)
รายการที่ 2        ส่วนลด 20% โปรแกรมอัลติเมทแคร์ (อัลติเมท 1,2,3)
รายการที่ 3        ส่วนลด 20% แพ็กเกจเช็กระยะฮอนด้าเพย์เซฟ (แพ็กเกจ 4 ระยะ)
รายการที่ 4        ส่วนลด 15% ผ้าเบรก จานเบรก และอะไหล่กลุ่มระบบปรับอากาศรถยนต์ (ตามรายการที่กำหนด)                        รายการที่ 5        ส่วนลดยางรถยนต์มูลค่าสูงสุด 800 บาท (200 บาท ต่อหนึ่งเส้น)                                                            รายการที่ 6        ผ่อนชำระค่าใช้จ่ายงานบริการ 0% 4เดือน หรือ 0% 6เดือน (ตามเงื่อนไขที่กำหนด*)

   * เงื่อนไขการผ่อนชำระ ลูกค้าที่มียอดค่าใช้จ่ายงานบริการตั้งแต่ 3,000 บาท ขึ้นไป สามารถเลือกผ่อนชำระค่าใช้จ่าย 0% นาน 6 เดือน สำหรับลูกค้าบัตรเครดิตธนาคารกรุงศรีอยุธยาและบัตรในเครือธนาคารกรุงไทย หรือผ่อนชำระค่าใช้จ่าย 0% นาน 4เดือน สำหรับลูกค้าบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกสิกรไทย โดยเป็นยอดค่าใช้จ่ายงานบริการ ได้แก่ งานตรวจเช็กตามระยะทาง (PM) งานซ่อมทั่วไป (GR) งานซ่อมตัวถังและสีประเภทลูกค้าเป็นผู้ชำระเงิน (BP) งานติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ของฮอนด้า (ACC) การซื้อแพ็กเกจเช็กระยะฮอนด้าเพย์เซฟ (2 และ 4 ระยะทาง) การซื้อโปรแกรมอัลติเมทแคร์ (อัลติเมท 1,2,3)

รายการตรวจสภาพรถยนต์ฟรี 25 รายการ

  1. ตรวจวัดค่าแบตเตอรี่ด้วยเครื่องทดสอบโวลท์/ แอมแปร์ และตรวจเติมน้ำกลั่น
  2. ตรวจเติมระดับน้ำในถังสำรองหม้อน้ำและถังเก็บน้ำล้างกระจก
  3. ตรวจการรั่วซึมของท่อยางหม้อน้ำ บน / ล่าง
  4. ตรวจทำความสะอาดไส้กรองอากาศ
  5. ตรวจระดับน้ำมันเครื่อง
  6. ตรวจระดับน้ำมันเบรก / คลัทช์ (สำหรับรุ่นที่มี)
  7. ตรวจระดับน้ำมัน พวงมาลัยเพาเวอร์ (สำหรับรุ่นที่มี)
  8. ตรวจระดับน้ำมันเกียร์
  9. ตรวจสภาพสายพานขับด้านนอก
  10. ตรวจสภาพยางปัดน้ำฝน
  11. ตรวจระดับหัวฉีดน้ำล้างกระจก
  12. ตรวจสภาพยาง วัดแรงดัน / เติมลมยาง 5 เส้น
  13. ตรวจการทำงานของไฟสัญญาณ / ไฟส่องสว่าง
  14. ตรวจการทำงานของเข็มขัดนิรภัย
  15. ตรวจการทำงานของระยะแป้นเบรก
  16. ตรวจการทำงานของระยะยกคันโยกเบรกมือ
  17. ตรวจการทำงานของแม่ปั๊มเบรก และหม้อลมเบรก
  18. ตรวจการทำงานของระบบปรับอากาศ (ความเย็น / ช่องทางลม)
  19. ตรวจสภาพของท่ออ่อนเบรก 4 ล้อ
  20. ตรวจลูกหมากและยางกันฝุ่นแร็คพวงมาลัย
  21. ตรวจยางกันฝุ่นเพลาขับด้านซ้าย
  22. ตรวจยางกันฝุ่นเพลาขับด้านขวา
  23. ตรวจถังน้ำมันเชื้อเพลิง / ท่อ และข้อต่อท่อน้ำมันเชื้อเพลิง
  24. ตรวจการทำงานของเครื่องยนต์ รอบเดินเบา / การรั่วซึม
  25. ตรวจช่วงล่าง ลูกยาง และลูกหมากต่าง ๆ

   สำหรับแคมเปญ สงกรานต์อุ่นใจ ขับขี่ปลอดภัยกับฮอนด้าลูกค้าฮอนด้าสามารถนำรถยนต์เข้าตรวจเช็กสภาพและรับบริการได้ที่ศูนย์บริการฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2562  โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง (Honda Call Center) โทร. 0 2341 7777 หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.honda.co.th

 
 

AUTO NEWS : เอเอเอสฯ เปิดตัว ปอร์เช่ สตูดิโอ แห่งแรกในอาเซียน ณ ไอคอนสยาม อย่างเป็นทางการ

Friday, 15 March 2019 18:23

 

 

 

 

 

 

 

+

 

 

   บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัดผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่าง เป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ตอกย้ำศักยภาพผู้นำเข้ารถยนต์หรูชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดงานเปิดตัว Porsche Studio Bangkok โชว์รูมคอนเซ็ปต์ใหม่ที่ถูกเนรมิตขึ้นอย่างอลังการ ณ ชั้น 1 ไอคอนสยาม (ICONSIAM) แลนด์มาร์คแห่งใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ปอร์เช่ สตูดิโอ แห่งนี้มาพร้อมนวัตกรรมดิจิตัล ที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ พร้อมมอบประสบการณ์เหนือระดับให้แก่เหล่าลูกค้า ปอร์เช่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

   ด้วยความแข็งแกร่งของปอร์เช่ ในประเทศไทย ปอร์เช่ สตูดิโอ ถือเป็นการตอกย้ำความสำคัญและความแข็งแกร่ง ของตลาดรถยนต์ปอร์เช่ในประเทศไทย ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค และมียอดจำหน่ายเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดในปี 2018 Porsche Studio Bangkok จะเป็นฐานการให้บริการและรับรอง ลูกค้าปอร์เช่ ในประเทศไทยเป็นลำดับที่ 4 ต่อจาก Porsche Centre Bangkok (ดอนเมือง), Porsche Centre Pattanakarn (พัฒนาการ) และ Porsche City Porsche Studio Bangkok เปิดให้บริการในบรรยากาศบูติก พร้อมมอบประสบการณ์แปลกใหม่ในการมีปฏิสัมพันธ์ ระหว่างปอร์เช่และผู้มาเยือน เหล่าลูกค้ายังสามารถเข้าถึงข้อมูลของแบรนด์และข้อมูลรถยนต์ปอร์เช่ได้จาก ที่ปรึกษาทางการขายซึ่งผ่านการอบรมอย่างมืออาชีพที่ประจำการ ณ ปอร์เช่ สตูดิโอ พร้อมด้วยลูกเล่นการนำเสนอ ใหม่ในคอนเซ็ปต์ดิจิตัล


 

   ก้าวแรกเมื่อมาถึงยังปอร์เช่ สตูดิโอ ลูกค้าจะพบกับ Runway หรือส่วนโถงกลางที่ตกแต่งด้วยผนังจอ LED ขนาดใหญ่นำเสนอเรื่องราวและกิจกรรมต่างๆ ของปอร์เช่ ตลอดจนเป็นพื้นที่ใช้จัดแสดงรถยนต์ปอร์เช่ รุ่นเด่น โดยลูกค้าสามารถใช้เวลาสัมผัสกับรถยนต์ปอร์เช่ได้อย่างใกล้ชิด พร้อมมุมจัดแสดงขนาดย่อมที่จะพาลูกค้าไปพบ กับเรื่องราวสำคัญของแบรนด์ รวมถึงเรื่องราวของ E-Performance ซึ่งถือเป็นไฮไลท์สำคัญของปอร์เช่ในปัจจุบัน สำหรับลูกค้าผู้ที่ต้องการออกแบบรถยนต์ปอร์เช่ในฝันในสไตล์ส่วนตัวก่อนการสั่งซื้อ สามารถเลือกสรรสีและอุปกรณ์ ตกแต่ง Exclusive Man-ufaktur ตามความต้องการได้ที่บริเวณ Trimming Area นอกจากนี้ปอร์เช่ยังรังสรรค์พื้นที่ เสมือน Café ซึ่งสามารถใช้เป็นสถานที่นัดพบและพักผ่อนสำหรับเหล่าคนรักการช็อปปิ้ง พร้อมเอาใจคนรัก ปอร์เช่ที่ชื่นชอบสินค้าระดับพรีเมียมด้วยบริเวณส่วนจัดแสดงสินค้า Porsche’s Driver Selection และ Tequipment ให้ได้เลือกสรรอย่างจุใจอีกด้วย


 

ด้วยพื้นที่ขนาด 283 ตารางเมตร โชว์รูมแห่งนี้สามารถจัดแสดงยนตรกรรมปอร์เช่ได้สูงสุดถึง 3 คัน เพื่อตอบบรับยุทธศาสตร์ของปอร์เช่ ที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับเรื่องของยานพาหนะไฟฟ้าแห่งอนาคต และการเปิดตัวของรถยนต์ปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) ที่กำลังจะมาถึง ปอร์เช่สตูดิโอแห่งนี้ยังได้ถู กใช้เป็นที่พำนักและจัดแสดงคอนเซ็ปต์ คาร์ Mission E ไปเมื่อเร็วๆ นี้อีกด้วย

   Arthur Willmann กรรมการผู้จัดการปอร์เช่ เอเชีย แปซิฟิคเปิดเผยว่า “กรุงเทพฯ ถือเป็นเมืองที่มีชีวิตชีวา ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และยังถือเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ความคิดสร้างสรรค์และเปิดรับสิ่งใหม่อยู่เสมอ นับเป็นจุดหมายปลายทางที่เหมาะสมอย่างยิ่งกับการเปิดตัวโชว์รูมในคอนเซ็ปต์ใหม่นี้ ซึ่งจะยิ่งช่วยยกระดับ ประสบการณ์ของเหล่าผู้หลงใหลปอร์เช่ให้ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับการเติบโตของกรุงเทพฯ พันธมิตรของเราอย่าง เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ได้เปิดให้บริการ ปอร์เช่ สตูดิโอแห่งแรกในภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ ในพื้นที่ทำเลทองแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ นี่คือคำมั่นสัญญาที่เราถือว่าลูกค้ามีความสำคัญมาเป็นอันดับหนึ่งในประเทศนี้ ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีจำนวนผู้ชื่นชอบรถยนต์ปอร์เช่มากเป็นอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้”


  

   Peter Rohwer กรรมการผู้จัดการ ปอร์เช่ ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า “เรามีความภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เปิดตัวโชว์รูม ลำดับที่ 4 ของปอร์เช่ ประเทศไทย ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ฝั่งตะวันตกของกรุงเทพมหานคร ถือเป็นการขยาย การให้บริการและสร้างความแข็งแร่งของเราให้ครอบคลุมพื้นที่ในย่านสำคัญของกรุงเทพฯ Porsche Studio Bangkok พร้อมแล้วที่จะให้การต้อนรับลูกค้ารวมทั้งคนรักปอร์เช่ทุกท่านอย่างเป็นทางการ”

 
 

AUTO NEWS : ปอร์เช่จัดการแข่งขันการพัฒนาโปรแกรมเพื่อใช้งานกับ มิชชั่น อี ครอส ทัวริสโม่ (Mission E Cross Turismo)

Thursday, 14 March 2019 18:02

 

 

 

 

 

 

 

   ปอร์เช่ส่งเทียบเชิญองค์กรผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อร่วมค้นคว้าหาแนว ทางการพัฒนาในเชิงdigital mobility และก้าวเข้าสู่อนาคตของยนตรกรรมสปอร์ตจากปอร์เช่ โดยอาศัยช่วงเวลาของงาน ประชุมนานาชาติMobile World Congress (MWC)  ซึ่งจัดขึ้นณ. เมือง บาเซโลน่า: ทั้งนี้ เมื่อวันอังคารที่26 กุมภาพันธ์กิจกรรมการแข่งขันPorsche Next OI เวอร์ชันที่ 2 ได้รับการแนะนำให้เป็นที่รู้จักแก่บรรดาผู้เข้าร่วมประชัน ความสามารถในการพัฒนาโปรแกรม ภายใน 9 สัปดาห์ต่อจากนี้ไป ผู้เข้าแข่งขันจะได้รับโอกาสนำเสนอผลงานและแนวคิด ของพวกเขา

   บริษัทผู้ผลิตรถสปอร์ตชั้นนำของโลกแห่งนี้กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินงานในขั้นตอนที่ 2  สำหรับการเปิดตัวกิจกรรม การแข่งขันพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อประยุกต์ใช้งานร่วมกับแพลทฟอร์มโปรแกรมการติดต่อสื่อสารความเร็ว สูงหรือ application programming interface (API) ซึ่งเป็นผลงานของ High Mobilityองค์กรพันธมิตรที่มีสำนักงานใหญ่ ตั้งอยู่ในกรุงเบอร์ลินกิจกรรมดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมใช้ทักษะความสามารถในการสร้างสรรค์และทดสอบ แอปพลิเคชันรวมไปถึงบริการออนไลน์ต่างๆ สำหรับยนตรกรรมสปอร์ตจากปอร์เช่ผ่านแบบจำลองการเชื่อมต่อภายใน รถยนต์หรือAPIs แต่ละทีมจะมีสิทธิ์ในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่แตกต่างกันมากกว่า300 รูปแบบ รวมทั้งฟังก์ชันการทำงาน และระบบอื่นๆ ที่ปฏิบัติงานภายใต้บราวเซอร์ Porsche car emulators โดยเป็นการนำเสนอผลงานและทดสอบ แอปพลิเคชันการบริการผ่านโปรแกรมการเรียนรู้Porsche Mission E Cross Turismo electric study ในสภาวะแวดล้อม เสมือนจริง

   หลังเสร็จสิ้นกิจกรรมการแข่งขันของปีที่แล้ว ปอร์เช่ยังคงมุ่งมั่นทุ่มเทค้นคว้าเพื่อแสวงหาแอปพลิเคชันที่เหมาะสมและ ตอบสนองต่อประสบการณ์การขับขี่รถยนต์ที่แตกต่างกันใน 3 ส่วน: ประกอบด้วย การใช้งานภายในที่พักอาศัย, การใช้งาน ในขณะขับขี่โดยสาร และการใช้งานเมื่อเดินทางถึงจุดหมาย ความต้องการส่งมอบที่สุดแห่งประสบการณ์การใช้งานรถ สปอร์ตสมรรถนะสูงแก่ลูกค้า คือสิ่งที่ปอร์เช่ยึดถือเป็นแรงผลักดันในการสร้างสรรค์พัฒนาเพื่อเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย ภายในที่พัก,ภายในรถยนต์ขณะเดินทาง, จนกระทั่งถึงจุดหมายปลายทาง หรือหมายถึงการช่วยเหลือผู้ขับขี่ในทุก สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไประหว่างการเดินทางนั่นเอง

   กิจกรรมการแข่งขันในครั้งนี้ เปิดกว้างให้ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมได้จากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นบรรดานักพัฒนา โปรแกรม ธุรกิจstart-ups, นักเรียน นักศึกษา, องค์กรเอกชนและบริษัทพันธมิตร ทั้งหมดที่มีวิสัยทัศน์ในการสร้างสรรค์ ประสบการณ์การใช้งานที่เหนือระดับให้แก่ผู้ขับขี่รถยนต์ปอร์เช่ ผ่านนวัตกรรมเทคโนโลยีAPIที่ล้ำสมัยรายละเอียดเพิ่ม เติมสามารถติดตามได้ที่www.porsche-next-oi-competition.comโดยเปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่30 เมษายน2019 ทั้งนี้ผู้ที่นำเสนอแนวคิดได้น่าสนใจและผ่านการคัดเลือก จะได้เข้าร่วมการแข่งขันรอบสุดท้ายซึ่งจะ ขึ้นในช่วงต้นเดือน มิถุนายน ทีมที่คว้าตำแหน่งชนะเลิศจะได้รับโอกาสพิเศษในการดำเนินงานต้นแบบกับผู้เชี่ยวชาญของปอร์เช่

   Risto Vahtra ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของHigh Mobility กล่าวว่า“เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ร่วมงานกับปอร์เช่อีกครั้ง ระหว่างกิจกรรมการแข่งขันที่จะจัดขึ้นในปีนี้ เราหวังว่าจะพบกับแอปพลิเคชัน และบริการออนไลน์ที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่าครั้งที่ ผ่านมาการทำงานร่วมกับแผนกวิศวกรรมของปอร์เช่ เปรียบเสมือนการกำหนดบรรทัดฐานของการขับขี่ในอนาคต

   “กิจกรรมการแข่งขันในครั้งแรกได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรับแนวความคิดและแรงผลักดันใหม่ๆ จากภายนอกเข้าสู่องค์กร เรามุ่งหวังที่จะเติมเต็มระบบPorsche’s ecosystem ให้สมบูรณ์แบบที่สุดด้วยสิ่งต่างๆ ที่ได้รับจากการแข่งขันNext OI ในครั้งนี้รวมทั้งค้นพบนักพัฒนาโปรแกรมฝีมือดีที่จะมาร่วมงานกับเราในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า”Andy Grau Innovation Manager ของปอร์เช่กล่าวแสดงความคิดเห็นในฐานะผู้จัดการโครงการPorsche Next OI

นักพัฒนาโปรแกรมมากกว่า1,000 รายเข้าร่วมการแข่งขันPorsche Next OI” ในปี 2018

   ปอร์เช่เปิดตัวกิจกรรมการแข่งขันพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ปี2018โดยมุ่งเน้นที่ การแข่งขันออกแบบ และพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อตอบรับต่อการใช้งานรถสปอร์ตในอนาคตทั้งในแง่ของ แนวคิดด้าน สารบันเทิงแวดล้อม, ระบบนำทางผ่านดาวเทียมnavigation, ระบบparking applications รวมทั้งระบบchassis ด้วยระยะเวลากว่า 2 เดือนผู้เข้าร่วมการแข่งขันทั้ง1,055 รายจากกว่า50 ประเทศทั่วโลกจะได้รับโอกาส นำเสนอผลงานของตนเองผ่านระบบAPIs มากกว่า140รูปแบบ,รวมแอปพลิเคชันและบริการ ออนไลน์ที่เชื่อมต่อกับตัวรถ สูงสุดกว่า270แอปพลิเคชันที่เกิดขึ้นในการแข่งขันดังกล่าว

 
 

AUTO NEWS : มาสด้าเนื้อหอมกลุ่มพระนครทุ่ม 1.5 พันล้าน เปิดโชว์รูมใจกลางย่านเศรษฐกิจ 4 แห่งรวด

Friday, 22 February 2019 17:07

 

 

 

 

 

 

 

 

   หลังจากประกาศนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับการพัฒนาการบริการหลังการขาย พร้อมเร่งมือปรับปรุงและขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายภายใต้ภาพลักษณ์ใหม่ Mazda Corporate Identity ให้เสร็จสมบูรณ์ภายในสิ้นปีนี้ เพื่อรองรับกับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ล่าสุดกลุ่ม “พระนคร ยนตรการ” นักลงทุนรายใหญ่แห่งวงการยานยนต์ทุ่มเม็ดเงินมหาศาลกว่า 1.5 พันล้านบาท เปิดโชว์รูมบนพื้นที่เขตเศรษฐกิจที่กำลังรุ่งเรืองของกรุงเทพฯ 4 แห่งรวด ประเดิมสาขาแรกบนถนนเกษตร-นวมินทร์ พื้นที่กว่า 5 ไร่ ก่อนจะเปิดสาขาอุดมสุขต่อในเดือนมีนาคม, สาขารัชโยธินในเดือนพฤษภาคม และสาขารัตนาธิเบศร์ในเดือนพฤศจิกายนนี้

   คุณอัตสึชิ ยาสึโมโต้ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า มาสด้าให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการปรับปรุงมาตรฐานการบริการทั้งก่อนและหลังการขาย โดยเฉพาะรูปแบบของโชว์รูมและศูนย์บริการมาสด้า ได้เร่งดำเนินการต่อเนื่องมาอย่างน้อย 2 ปี เพื่อปรับให้เป็นดีไซน์ใหม่ตามที่มาสด้าได้ออกแบบขึ้น พร้อมทั้งรูปแบบการให้บริการด้านการขายและหลังการขายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งวันนี้เริ่มมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เข้ามาร่วมธุรกิจกับมาสด้า ปัจจุบันนอกจากผู้จำหน่ายที่ลงทุนกับมาสด้ามาอย่างยาวนานแล้ว เรายังได้นักธุรกิจรายใหม่ๆ ทั้งไทยและต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนกับมาสด้า ล่าสุดทางกลุ่มพระนครซึ่งถือเป็นผู้คร่ำหวอดธุรกิจในอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยเข้ามาเป็นพันธมิตร

   ด้วยจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มาสด้าจำเป็นต้องเร่งมือปรับปรุงโชว์รูมเดิมทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี้ พร้อมๆ กับการเฟ้นหาพันธมิตรเพื่อเข้ามาร่วมลงทุน ซึ่งล่าสุดกลุ่มพระนครได้เล็งเห็นศักยภาพของมาสด้าที่มีโปรดักซ์ที่หลากหลาย มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย และมีแผนการพัฒนาธุรกิจที่เด่นชัด จึงตัดสินใจทุ่มเม็ดเงินลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาท เพื่อสร้างโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่ที่ทันสมัยและอยู่ใจกลางย่านเศรษฐกิจที่สำคัญของกรุงเทพ โดยเน้นรองรับลูกค้าบน 4เส้นทางสายเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นถนนเกษตร-นวมินทร์ ซึ่งเป็นแหล่งชุมชนคุณภาพที่ได้รับการยกย่องเป็น Best Location For Business นักพัฒนาที่ดินต่างให้ความสนใจรุมจับจองพื้นที่เตรียมลงเสาสร้างธุรกิจ เขตอุดมสุขที่เป็นเขตชุมชนขนาดใหญ่ มีความขยายตัวอย่างรวดเร็ว สังเกตเห็นได้จากคอนโดที่ขึ้นเหมือนดอกเห็ด เขตรัชโยธินย่านธุรกิจที่ขยายตัวต่อเนื่องมาจากกรุงเทพฯ ชั้นใน องค์กรชั้นนำหลายแห่งเลือกที่จะปักหลักในเขตนี้ หรือแม้แต่ย่านรัตนาธิเบศร์ ซึ่งอยู่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตกที่ความเจริญเข้าถึงอย่างรวดเร็ว ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของครอบครัวสมัยใหม่ได้ดี ซึ่งทุกแห่งล้วนเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของมาสด้าทั้งสิ้น

   ด้านนายธวัชชัย จึงสงวนพรสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท พระนคร เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด กล่าวว่า กลุ่มพระนครเติบโตมาจากการประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมยานยนต์มายาวนานกว่า 58ปี แตกย่อยออกเป็นหลากหลายสินค้าและบริการที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมรถยนต์แบบครบวงจร สำหรับ มาสด้า พระนคร เป็นธุรกิจอันดับที่ 13ที่เรามองเห็นถึงการเติบโตของมาสด้ามาหลายปี ผนวกกับแนวคิดการดำเนินธุรกิจที่เป็นรูปธรรม มีวิสัยทัศน์ที่เด่นชัด ในขณะที่ความต้องการครอบครองรถยนต์มาสด้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีแนวโน้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การตัดสินใจลงทุนภายใต้แบรนด์มาสด้าจึงเกิดขึ้น ด้วยเงินลงทุนมหาศาลกว่า 1,500ล้านบาท กระจายอยู่บนทำเลศักยภาพ 4 แห่ง เน้นปักหมุดในจุดบนเส้นทางสายเศรษฐกิจเป็นหลัก และจะเปิดให้ครบทั้ง 4 แห่ง ภายในปีนี้ ซึ่งได้ฤกษ์ประเดิมเปิดสาขาแรกบนถนนเกษตร-นวมินทร์ และต่อด้วยสาขาอุดมสุขในเดือนมีนาคม, สาขารัชโยธินในเดือนพฤษภาคม และสาขารัตนาธิเบศร์ในเดือนพฤศจิกายนนี้

   สำหรับสาขาเกษตร-นวมินทร์ เป็นโชว์รูมที่มีความโอ่อ่า หรูหรา และทันสมัย ที่สุดบนถนนสายนี้ บนพื้นที่กว่า 5 ไร่ รองรับการบริการลูกค้าได้ครบวงจรทั้งส่วนของโชว์รูมและศูนย์บริการ รองรับรถได้สูงสุดถึง 1,000คัน ต่อเดือน พร้อมศูนย์ซ่อมสีและตัวถังขนาดใหญ่ที่สามารถให้บริการได้สูงสุดถึง 300คันต่อเดือน วันนี้มาสด้าพระนครพร้อมแล้วที่จะมอบการบริการที่เหนือความคาดหมายตามนโยบายของมาสด้า และร่วมสร้างประการณ์ที่ดีตั้งแต่ก้าวแรกของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ

 
 

AUTO NEWS : ปอร์เช่ทดสอบเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม NOx-absorbing surface นวัตกรรมล้ำสมัย เพื่ออากาศบริสุทธิ์

Monday, 04 March 2019 18:30

 หนึ่งในมาตรการยกระดับศักยภาพการผลิตของปอร์เช่ เพื่อมุ่งสู่ความเป็นโรงงานที่ปราศจากผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมหรือ “Zero Impact Factory” คือการนำเทคโนโลยี nitrogen dioxide-absorbing surface มาติดตั้งใช้งานเป็นครั้งแรกในบริเวณส่วนหน้าของอาคารโรงงานแห่งใหม่ ซึ่งได้รับการก่อสร้างขึ้นเพื่อการผลิตปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) โดยเฉพาะ ส่วนประกอบของอาคารดังกล่าวสร้างขึ้นจากวัสดุอะลูมิเนียมเคลือบด้วยสาร ไทเทเนียมไดออกไซด์ โดยสารเคลือบดังกล่าวทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการสลายตัวของอนุภาคมลพิษที่มีโอกาส ปนเปื้อนในแหล่งน้ำ และลดปริมาณของสารไนเตรตเมื่อสัมผัสกับแสงอาทิตย์ภายใต้สภาพอากาศที่มีความชื้นต่ำสำหรับ โครงการนำร่องนี้ ปอร์เช่ได้ดำเนินการทดสอบระบบขจัดของเสีย NOx-absorbing ที่เปี่ยมไปด้วยความล้ำสมัยโดยการ ติดตั้งลงในพื้นที่อาคารทั้งหมดกว่า 126 ตารางเมตร การออกแบบดังกล่าวให้ประสิทธิภาพการทำงานของระบบ ที่เทียบเท่ากับความสามารถในการกำจัดมลพิษของต้นไม้ใหญ่ถึง 10 ต้น ภายใต้ขนาดของพื้นที่ที่ใช้ประมาณช่องจอด รถยนต์เพียง 10 คันเท่านั้น “ในกรณีที่ผลการประเมินสามารถยืนยันถึงสิ่งที่เราคาดหวังไว้ย่อมไม่มีเหตุผลอะไรที่จะทำให้ เราปฏิเสธการใช้เทคโนโลยี nitrogen oxide-absorbing surface อันยอดเยี่ยมนี้ กับอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ” ข้างต้นคือคำกล่าวของ Albrecht Reimold สมาชิกคณะกรรมการบริหาร ผู้ดูแลรับผิดชอบส่วนงานการผลิต และโลจิสติกส์ ของ Porsche AG

    “การพัฒนาอย่างยั่งยืนคือภาพรวมที่เกิดจากองค์ประกอบย่อยหลายๆ ส่วน” Albrecht Reimold อธิบายเพิ่มเติม “เราต้องรักษาไว้ซึ่งความมุ่งมั่นในการค้นหาวิธีการต่างๆ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการดำเนินงานที่ ตอบสนองต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในขั้นตอนการปฏิบัติของเราตลอดทั้งกระบวนการผลิต” โรงงานแห่งใหม่ของปอร์เช่ ตั้งอยู่ในสำนักงานใหญ่ที่ Stuttgart-Zuffenhausen กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างเป็นสถานที่สำหรับประกอบรถยนต์ พลังงานไฟฟ้าสมบูรณ์แบบคันแรกของปอร์เช่ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวออกสู่สายตาสาธารณชนครั้งแรกในช่วงปลายปี ทั้งนี้สาย การผลิตปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) จะเป็นกระบวนการที่ปราศจากสารคาร์บอนไดออกไซด์ “เราทุกคนล้วน ยืนหยัดในอุดมการณ์ที่จะสร้างสรรค์ยนตรกรรมสปอร์ตสมบูรณ์แบบขึ้นจากสายการผลิตที่ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อระบบ นิเวศน์” Albrecht Reimold กล่าวย้ำ

    ปอร์เช่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางในการพัฒนาอย่างยั่งยืน เห็นได้ชัดจากการก่อสร้างอาคารและสาธารณูปโภค ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรงงาน บริษัทผู้ผลิตรถสปอร์ตชั้นนำของโลกแห่งนี้ ประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยมพร้อมทั้งผ่านการ พิจารณาจากคณะกรรมการของ German Sustainable Building Council (DGNB) มอบรางวัลระดับ “Platinum” ให้แก่อาคารโรงงานผลิตระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าแห่งใหม่สำหรับปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan)

 
 

AUTO NEWS : เวิร์นส์ ออโตโมทีฟ เปิดตัวโชว์รูมวอลโว่ สาขาหัวหมาก มอบประสบการณ์สุดล้ำแนวใหม่ภายใต้บรรยากาศที่หรูหราทันสมัย จากแรงบันดาลใจของการต้อนรับที่อบอุ่นสไตล์สแกนดิเนเวียน

Sunday, 03 March 2019 20:15

 

 

 

 

 

 

   วอลโว่ นำเสนอนิยามใหม่แห่งประสบการณ์ที่เหนือระดับสำหรับผู้บริโภค “Volvo Retail Experience (VRE)” ผ่านแนวคิดโชว์รูมโฉมใหม่ “Cool on the outside, warm on the inside” ที่โดดเด่นด้วยการต้อนรับอันอบอุ่นเป็นกันเองและเน้นการสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าภายใต้บรรยากาศที่หรูหราทว่าเรียบง่ายแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายการตกแต่งแนวสแกนดิเนเวียน โดยบริษัท เวิร์นส์ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้แทนจำหนายรถยนต์วอลโว่รายใหญ่ที่สุดของเมืองไทยตอบรับกลยุทธ์ดังกล่าว ปรับเปลี่ยนโชว์รูมวอลโว่สาขาหัวหมาก เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ภายใต้แนวคิด “Beyond Experience” ที่เพียบพร้อมทั้งบริการด้านการขาย การให้คำปรึกษา และบริการซ่อมบำรุงเต็มอัตราแก่ลูกค้าวอลโว่ในประเทศไทย

   มร.เอเดรียน ยัน กิต ยิป กรรมการผู้จัดการ บริษัท แปซิฟิค ไทย มอเตอร์สปอร์ตส์ - เวิร์นส์ ประเทศไทย กล่าวว่า “ด้วยประสบการณ์ทางธุรกิจยาวนานกว่า 112 ปีในภูมิภาคเอเชีย ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่า กลุ่มบริษัทเวิร์นส์พร้อมทุ่มเทมอบประสบการณ์ผู้บริโภคชั้นเลิศภายใต้แนวคิด  ‘Beyond Experience’ โดยโชว์รูมวอลโว่แห่งใหม่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นนี้ ผ่านการให้บริการที่ดีเยี่ยมแก่ลูกค้าทุกท่าน ภายใต้บรรยากาศที่สวยงามหรูหรา เปิดโล่งและโปร่งสบายตาในทุกโซนบริการ”

   “แนวคิดโชว์รูมใหม่นี้ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมในทุกรายละเอียดแก่ลูกค้าที่ให้ความสำคัญอย่างมากกับบริการที่เหนือระดับ เราจึงพยายามเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ลูกค้าเกิดปฏิสัมพันธ์ในแบบฉบับสวีดิช และทำให้โชว์รูมเวิร์นส์สาขาหัวหมาก นำแนวคิด Volvo Retail Experience (VRE) มาใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการสร้างอัตลักษณ์องค์กรใหม่ของเรา”

   แนวคิด Volvo Retail Experience (VRE) ให้ความสำคัญกับวิสัยทัศน์ที่เปิดกว้างทั้งในด้านพื้นที่และการออกแบบภายในโชว์รูม พร้อมสอดแทรกสัมผัสที่เงียบสงบและหรูหราแบบสแกนดิเนเวียน ผ่านการออกแบบเส้นสายทางสถาปัตยกรรมที่เรียบง่ายสะอาดตา เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ให้ความรู้สึกปลอดโปร่งและยกระดับวิสัยทัศน์สำหรับลูกค้า เน้นการแบ่งกั้นพื้นที่ภายในด้วยกระจกเพื่อให้ลูกค้ามองเห็นกิจกรรมต่าง ๆ ในห้องเวิร์กช็อปรูปแบบใหม่และการติดสปอตไลต์บริเวณส่วนหลังโชว์รูมที่มักเป็นจุดอับสายตา สำหรับส่วนโชว์รูมด้านในมีการจัดพื้นที่นำเสนอข้อมูลอย่างสมดุลทั้งแบบวัตถุจริงและแบบสื่อดิจิทัล เพื่อให้มั่นใจได้ว่าพื้นที่บริการเกิดการบูรณาการและให้ความรู้สึกเปิดกว้างที่สมบูรณ์แบบ และนี่คือสิ่งชี้วัดความเชื่อถือที่ลูกค้ามีต่อวอลโว่เสมอมา

   บรรยากาศโชว์รูมจำหน่ายรถยนต์รูปแบบใหม่นี้ถูกออกแบบเพื่อช่วยให้ลูกค้ารู้สึกผ่อนคลายเป็นกันเอง และทำให้ทุกครั้งที่มาเยือนโชว์รูมกลายเป็นช่วงเวลาที่ดี พบการต้อนรับที่อบอุ่น และรู้สึกรื่นรมย์ไม่ว่าจะอยู่ในโซนนั่งรอรับบริการ โซนทำงาน หรือโซนประเมินรถยนต์ กลาวได้ว่านี่คือการเปลี่ยนให้โชว์รูมกลายเป็นห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ซึ่งลูกค้าจะได้พักผ่อนแสนสบายบนเฟอร์นิเจอร์แบบสแกนดิเนเวียนและมีสัญญาณอินเตอร์เน็ต Wi-Fi ใช้ฟรี ในขณะที่โซนด้านหน้าติดถนนออกแบบให้เป็นส่วนจัดแสดงรถยนต์วอลโว่รุ่นใหม่ที่ดึงดูดใจผู้มาเยือน

   “การให้ความสำคัญกับความรู้สึกสบายของลูกค้านับเป็นความต้องการของวอลโว่ เพื่อให้ลูกค้าที่มาใช้บริการหลังการขายรู้สึกผ่อนคลายเมื่อนำรถยนต์มารับบริการและต้องนั่งรอ จุดประสงค์หลักคือการยกระดับประสบการณ์ผู้บริโภคผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพของโชว์รูม ซึ่งบริการส่วนใหญ่ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นในช่วงเวลาของการมาใช้บริการครั้งนั้น” มร.เอเดรียน ยัน กิต ยิป กล่าว

   การติดตั้งหน้าต่างกระจกช่วยให้ลูกค้าที่รออยู่สามารถมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเวิร์กช็อปได้อย่างชัดเจน ช่างเทคนิคส่วนบุคคล Volvo Personal Service (VPS) ของวอลโว่ที่ผ่านการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดีซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบงานของลูกค้าเฉพาะรายยังสามารถให้คำแนะนำแก่ลูกค้าได้โดยตรง ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่นเป็นกันเอง ทั้งยังสามารถเชิญลูกค้าให้เข้ามาดูรถยนต์ภายในเวิร์กช็อปได้หากจำเป็นต้องมีการซ่อมแซมเพิ่มเติมในจุดต่าง ๆ โดยภายในปี 2019 นี้ เวิร์นส์คาดว่าจะสามารถให้บริการรถยนต์ได้เฉลี่ยราววันละ 30 คัน

   เวิร์นส์คือบริษัทผู้จำหน่ายรถยนต์ระดับหรูชั้นนำแห่งภูมิภาคเอเชีย ซึ่งภาคภูมิใจในการมอบประสบการณ์ชั้นเลิศแก่ลูกค้าเฉพาะรายได้ในแบบฉบับ “Wearnes Experience” ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานการให้บริการชั้นเยี่ยมของวอลโว่ ซึ่งวอลโว่จะยังคงนำเสนอโซลูชั่นที่ดีเยี่ยมเพื่อการดูแลรถยนต์ของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าทุกท่านอุ่นใจได้ว่าจะสามารถเดินทางได้อย่างราบรื่นและปลอดภัยในทุกเส้นทาง

 
 

AUTO NEWS : บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ทุบสถิติยอดขายครบสามแบรนด์ พร้อมครองอันดับหนึ่งของโลกอีกครั้งด้วยอัตราการเติบโตสูงสุดในเครือข่าย บีเอ็มดับเบิลยูทั่วโลกสองปีซ้อน

Tuesday, 26 February 2019 19:54

 

 

 

 

 

 

 

   บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยสร้างสถิติใหม่ด้วยอัตราการเติบโตปีต่อปีของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูที่ 20% ซึ่งนับเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในเครือข่ายบีเอ็มดับเบิลยูทั่วโลกถึงสองปีซ้อน นอกจากนี้ แบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดยังสามารถสร้างประวัติศาสตร์ด้วยยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในประเทศไทย ความสำเร็จทั้งหมดนี้ช่วยให้บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปประเทศไทย มียอดส่งมอบรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ในระดับหลักหมื่นติดต่อกันเป็นปีที่สอง พร้อมเดินหน้าสานต่อความสำเร็จตลอดปี 2562 ด้วยทัพยนตรกรรมพรีเมียมในหลากหลายเซกเมนต์ และนวัตกรรมแห่งอนาคตที่ตอบสนองความต้องการของตลาดอย่างรอบด้าน ทั้งประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ สายการผลิตที่เปี่ยมประสิทธิภาพ และบริการแบบครบวงจร พร้อมสร้างประโยชน์อันยั่งยืนและคุณค่าให้แก่สังคมผ่านกิจกรรมและโครงการที่หลากหลาย

   มร. คริสเตียน วิดมานน์ ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยเผยว่า “ความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีในตัวเราคืออีกมาตรวัดความสำเร็จที่สำคัญ โดยในปี 2561 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้รับเลือกให้เป็นบริษัทรถยนต์อันดับหนึ่งในการสำรวจ Thailand’s Most Admired Company 2018โดยนิตยสารแบรนด์เอจ ด้วยคะแนนที่ยอดเยี่ยมในด้านนวัตกรรม ภาพลักษณ์แบรนด์ ความสำเร็จทางธุรกิจ และความรับผิดชอบต่อสังคม แน่นอนว่าในปี 2562 นี้ เราจะเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จในทุกด้าน

   เริ่มต้นจากการเปิดตัวรถยนต์และมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ๆ มากมายเพื่อตอบสนองทุกความต้องการด้านการขับขี่ ดังจะเห็นได้จากการเผยโฉม บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 ใหม่ บีเอ็มดับเบิลยู Z4 ใหม่ หรือมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT ในวันนี้ ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีล้ำยุคอย่าง 3D Printing มาเพิ่มทางเลือกในการผลิต ปรับแต่งรถยนต์ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น และการเริ่มดำเนินงานสายการประกอบแบตเตอรี่แรงดันสูง เพื่อสนับสนุนการผลิตรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดให้ตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทยได้ทันท่วงที”

   สำหรับความสำเร็จด้านนวัตกรรม บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้เปิดตัวเทคโนโลยี BMW ConnectedDriveบริการและแอปพลิเคชั่นเฉพาะบุคคล ให้ผู้ขับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูได้เพลิดเพลินกับฟีเจอร์ผู้ช่วยในการขับขี่ ข้อมูลและความบันเทิง รวมถึงการสัญจร เพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยระดับพรีเมียม เมื่อต้นปี 2561 ที่ผ่านมา นับเป็นการมอบประสบการณ์การเชื่อมต่อแบบครบวงจรผ่านแพลตฟอร์ม Open Mobility Cloud ที่ให้ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ดิจิตอลเข้ากับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูได้แบบไร้สาย ไม่ว่าจะด้วย iPhone หรือ Apple Watch

   ไมโครซอฟท์ อาซัวร์ ระบบคลาวด์อัจฉริยะที่มาพร้อมความปลอดภัยระดับโลก ช่วยให้ BMW ConnectedDrive สามารถวิเคราะห์และเรียนรู้จากข้อมูลปริมาณมหาศาลที่บันทึกจากการขับขี่รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู โดยระบบ Open Mobility Cloud ของบีเอ็มดับเบิลยูได้เลือกใช้แพลตฟอร์มไมโครซอฟท์ อาซัวร์เป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนาบริการอัจฉริยะ เพื่อส่งเสริมให้เกิดประสบการณ์การขับขี่รูปแบบใหม่มากมาย ที่ไม่เพียงเชื่อมโยงตัวรถเข้ากับสมาร์ทโฟนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงคอนเทนต์และระบบเครือข่ายอีกมากมายจากภายนอก

   ฟีเจอร์พื้นฐานของ BMW ConnectedDriveประกอบด้วย BMW Teleservicesบริการที่ช่วยจัดการนัดหมายอัตโนมัติผ่านการแชร์ข้อมูลของรถยนต์กับศูนย์บริการบีเอ็มดับเบิลยูที่ลูกค้าเลือกไว้วางใจหรือผู้ขับขี่สามารถติดต่อผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยูด้วยตนเองผ่าน BMW Teleservice Callเพื่อนัดหมายการรับบริการล่วงหน้าได้อีกด้วย

   ส่วนในภาคการผลิต เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมสำหรับยนตรกรรมไฟฟ้าแห่งอนาคต บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปแมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย จะเริ่มต้นเดินหน้าประกอบแบตเตอรี่แรงดันสูง (High-Voltage Battery – HVB) ณ โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ชลบุรี 2 ภายในปีนี้ โดยได้วางรากฐานเชิงทักษะสำหรับพนักงานไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อเดือนกันยายน 2561 เป็นต้นมา

   ความมุ่งมั่นในการสรรค์สร้างนวัตกรรมเพื่อโลกยานยนต์ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ไม่ได้หยุดเพียงแค่การพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและการยกระดับสายการผลิตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการส่งเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์ด้วยการมอบประสบการณ์พิเศษสุดในทุกด้านและทุกช่องทางให้กับลูกค้า นับตั้งแต่โปรแกรม The Ultimate JOY Experience ที่เตรียมก้าวขึ้นสู่ปีที่ 3 อย่างยิ่งใหญ่ด้วยหลากหลายกิจกรรมที่จะมาสร้างความสุขให้กับเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูกันอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีไปจนถึงการขยายช่องทางและรูปแบบการเข้ารับบริการจากเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยให้หลากหลายและตรงกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัว บีเอ็มดับเบิลยู สตูดิโอ ที่นำบริการระดับพรีเมียมเข้ามาใกล้ชิดลูกค้ามากขึ้นในห้างสรรพสินค้า หรือการเปิด เออร์เบิน สโตร์ แห่งใหม่ เพื่อมอบประสบการณ์สไตล์โชว์รูมเต็มรูปแบบที่ผสมผสานด้วยเทคโนโลยีล้ำยุคและพื้นที่รับรองลูกค้าสุดหรู ขณะที่แนวคิด บีเอ็มดับเบิลยู เซอร์วิส เอาท์เล็ท เน้นขยายศักยภาพด้านบริการ
หลังการขายให้ครบเครื่องและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เช่น ลูกค้าสามารถใช้บริการ Online Booking เพื่อนัดหมายบริการล่วงหน้าผ่านทางเว็บไซต์ www.bmw.co.th ได้อย่างสะดวกสบายและรวดเร็ว พร้อมความสะดวกสบายที่เหนือชั้นด้วยการบริการ Fastlane ที่ใช้เวลาในการตรวจซ่อมบำรุงรถยนต์จากช่างผู้ชำนาญการเพียงแค่ 90 นาที

   ทางด้านบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ก็ได้ร่วมยกระดับบริการหลังการขายให้ลูกค้าในปีนี้ด้วยการเป็นผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์เจ้าแรกในประเทศไทยที่มอบโปรแกรมการรับประกัน BMW Motorrad Warranty เพิ่มเป็น 3 ปี โดยไม่จำกัดระยะทาง ให้กับมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดรุ่นใหม่ทุกรุ่นที่ส่งมอบตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2562 โดยครอบคลุมถึงบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ตลอด 24 ชั่วโมง เพิ่มความอุ่นใจในทุกเส้นทางการขับขี่อย่างเหนือระดับ

   มร. คริสเตียน กล่าวว่า “ประสบการณ์ระดับพรีเมียมที่เรามอบให้กับลูกค้าไม่ได้สิ้นสุดอยู่เพียงแค่บนท้องถนนและเครือข่ายผู้จำหน่ายของเราเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการสื่อสารผ่านช่องทางดิจิทัลอย่างครบเครื่องของทั้งสามแบรนด์ ทั้งทาง Facebook Instagram และ YouTube โดยนอกจากการอัพเดทความเคลื่อนไหวล่าสุดในประเทศไทยของแต่ละแบรนด์ให้ลูกค้าและแฟนๆ ได้ติดตามกันแล้ว เรายังมีแชนเนล BMW JOY TV ที่มอบคอนเทนต์แบบวาไรตี้ครบครันสำหรับคอบีเอ็มดับเบิลยูตัวจริง นับตั้งแต่ไฮไลท์กิจกรรมพิเศษล่าสุดจากโปรแกรม The Ultimate JOY Experience ไปจนถึงแนะนำการใช้งานฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดในรถยนต์รุ่นต่างๆ ขณะที่ทางฝั่งมินิ ก็ได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการเปิดจองรถยนต์รุ่นพิเศษผ่านช่องทางดิจิทัลเท่านั้น เช่นในกรณีของมินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ Ice Blue Edition เมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งสร้างกระแสตอบรับในกลุ่มแฟนมินิชาวไทยได้ไม่น้อย”

   อีกหนึ่งความสำเร็จยิ่งใหญ่ในปีที่ผ่านมาคือ ความสำเร็จทางธุรกิจ โดยบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ทำยอดขายรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูได้เป็นสถิติใหม่ที่ 12,036 คัน ซึ่งสูงกว่าปีก่อนหน้าถึง 20% และยังนับเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในเครือข่ายของบีเอ็มดับเบิลยูทั่วโลกเป็นปีที่สองติดต่อกัน ขณะที่มินิและบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด มียอดการส่งมอบรถตลอดปีสูงเป็นสถิติใหม่เช่นกันที่ 1,051 คัน (เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อนหน้า) และ 2,154 คัน (เพิ่มขึ้น 8%) ตามลำดับ

   ส่วนในระดับโลก บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำระดับโลกในตลาดรถยนต์หรูไว้ได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยยอดส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และโรลส์-รอยซ์ รวมกว่า 2,490,664 คัน ซึ่งถือเป็นการสร้างสถิติสูงสุดเป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน โดยทั้งบีเอ็มดับเบิลยูและโรลส์-รอยซ์ ต่างทำยอดขายได้สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน ขณะที่ยอดการส่งมอบรถยนต์ของทั้งสามแบรนด์ในเดือนมกราคม 2562 รวม 170,463 คัน ก็ถือเป็นการเปิดฉากศักราชใหม่ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป

   มร. คริสเตียน เน้นย้ำว่า “จุดยืนของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ทั้งบนเวทีโลกและในประเทศไทย คือการขับเคลื่อนโลกยานยนต์ไปสู่อนาคตที่ดีกว่า ด้วยแนวคิดที่สร้างสรรค์ แตกต่าง และยั่งยืนในทุกมิติ นอกจากความสำเร็จของเราในด้านยอดการส่งมอบรถยนต์และมอเตอร์ไซค์แล้ว อีกหนึ่งองค์ประกอบที่ยืนยันถึงความสำเร็จของเราก็คือ ยอดการส่งมอบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด(PHEV) และพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 38.4% ทั่วโลก ขณะที่ยอดขายรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดของเราในประเทศไทยก็พุ่งสูงขึ้นถึง 122%ในปีที่ผ่านมา”

   “ส่วนในกลุ่มนักขับตัวจริงที่หลงใหลในสมรรถนะและความแม่นยำขณะขับขี่ เราก็ได้เห็นกระแสตอบรับที่ยอดเยี่ยมจากยอดขายรถยนต์ในตระกูล M ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 105%ความสำเร็จในส่วนนี้เป็นเครื่องยืนยันว่ากลยุทธ์การทำตลาดรถยนต์นำเข้าของเรามีความแข็งแกร่งไม่แพ้แผนงานการทำตลาดรถยนต์รุ่นประกอบในประเทศ และเราก็พร้อมที่จะต่อยอดความสำเร็จในกลุ่มรถยนต์นำเข้าต่อไปด้วยการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ เช่น บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3 ใหม่และบีเอ็มดับเบิลยู Z4 ใหม่ ซึ่งเป็นรุ่นนำเข้าทั้งสองรุ่น ด้วยข้อเสนอพิเศษสุดมากมายตลอดปี 2562 นี้”มร. คริสเตียน กล่าวเสริม

   นอกจากความสำเร็จทางยอดขาย บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังคงมุ่งมั่นสร้างประโยชน์อันยั่งยืนและร่วมสร้างคุณค่าให้แก่สังคมผ่านโครงการต่างๆ เช่น โครงการแคร์ ฟอร์ วอเตอร์อันเป็นความร่วมมือระหว่างบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และองค์กรไม่แสวงหากำไรสัญชาติอเมริกา Waves For Waterซึ่งร่วมกันทำพันธกิจในการสร้างโอกาสให้ชุมชนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้อย่างยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขอนามัย พร้อมส่งเสริมให้ชาวบ้านเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงประโยชน์ของน้ำสะอาด ตลอดระยะเวลาของการดำเนินโครงการกว่า 3 ปีที่ผ่านมา บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยและเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ ได้ร่วมกันส่งมอบเครื่องกรองน้ำกว่า 5,020 ชุด ให้แก่ 60 ชุมชน
ที่ขาดแคลนน้ำสะอาดในประเทศไทย ครอบคลุมชาวบ้านกว่า 502,000 คน ทั้งนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย มุ่งที่จะส่งมอบเครื่องกรองน้ำให้ได้รวม 6,520 ชุดภายในสิ้นปีนี้ และ 9,520 ชุดภายในสิ้นปี 2564

   บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยยังมุ่งหวังที่จะช่วยยกระดับสังคมด้วยการศึกษาผ่านโครงการ BMW Service Apprentice Programซึ่งริเริ่มโดย บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ร่วมกับหอการค้าเยอรมัน-ไทย และผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการ เมื่อปี พ.ศ. 2555 เพื่ออบรมความรู้ด้านทฤษฎี และฝึกฝนทักษะในสายงานด้านช่างเทคนิคให้แก่นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงงานฝีมือที่เปี่ยมด้วยทักษะและความสามารถระดับสูง และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำด้านศูนย์กลางการผลิตยนตรกรรมระดับโลก

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย สานต่อพันธกิจสู่อนาคตด้วยเทคโนโลยีล้ำยุคและบุคลากรคุณภาพ

  หลังจากที่ได้ฉลองการประกอบรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ครบ 100,000 คันไปเมื่อปีที่ผ่านมา โรงงานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย จังหวัดระยอง ยังคงเดินหน้ายกระดับศักยภาพอย่างต่อเนื่องในทุกด้าน ภายใต้กลยุทธ์ที่มุ่งเสริมความแข็งแกร่งของทรัพยากรบุคคล พร้อมปูรากฐานอันแข็งแกร่งด้วยการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาปรับใช้อย่างต่อเนื่อง โดยมีการลงทุนเพิ่มในปี 2561 เป็นจำนวนกว่า 816 ล้านบาท ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนรวมของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย มีมูลค่ารวมกว่า 5.47 พันล้านบาท

   การนำนวัตกรรมล้ำยุคอย่างAdditive Manufacturing หรือการพิมพ์แบบสามมิติ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสายการผลิตที่โรงงานแห่งนี้ ถือเป็นการยกระดับเทคโนโลยีเพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้นในระดับบุคคล ด้วยชิ้นส่วนที่ผลิตขึ้นตามดีไซน์ของลูกค้าจากเครื่องพิมพ์สามมิติจำนวน 5 เครื่องในสายการผลิต โดยเริ่มต้นจากการประทับชื่อรุ่น ‘OXFORD’ บนบริเวณกรอบไฟเลี้ยวด้านข้างของรถยนต์มินิ OxfordEditionเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ก่อนจะมาถึงการผลิตกรอบไฟเลี้ยวในดีไซน์พิเศษเฉพาะตัวของเจ้าของรถแต่ละคนในรถยนต์มินิ Ice Blue Edition ที่เปิดให้ลูกค้าสามารถเลือกสี ดีไซน์ และตัวอักษรได้ด้วยตัวเอง เสริมสร้างให้ตัวรถมีเอกลักษณ์แตกต่างมากยิ่งขึ้น

   นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย จะมุ่งสานต่อวิสัยทัศน์แห่งความยั่งยืนด้วยการเริ่มต้นเดินหน้าประกอบแบตเตอรี่แรงดันสูง (High-Voltage Battery – HVB) ภายใต้ความร่วมมือกับแดร็คเซิลไมเออร์ กรุ๊ป ผู้นำด้านการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ระดับโลก โดยนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2561เป็นต้นมา พนักงานของแดร็คเซิลไมเออร์ได้เข้าร่วมการอบรมพิเศษที่โรงงานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ในเมืองดิงกอลฟิง ประเทศเยอรมนี เพื่อวางรากฐานเชิงทักษะสำหรับการประกอบแบตเตอรี่ดังกล่าว ก่อนที่จะเริ่มต้นสายการประกอบอย่างเป็นทางการ ณ โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ชลบุรี 2 ในปีนี้

   มร. อูเว่ ควาส กรรมการผู้จัดการ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย กล่าวว่า“เรารู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยกับอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเสริมศักยภาพการผลิตของเราให้พร้อมสำหรับทุกแนวโน้มในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเติมเต็มความต้องการยานยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก หรือศักยภาพในการปรับแต่งรถยนต์แต่ละคันให้สะท้อนถึงตัวตนของผู้ขับขี่อย่างมีสไตล์ ความสำเร็จครั้งนี้ยังถือเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้แก่โรงงานในจังหวัดระยอง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการประกอบรถยนต์ในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะในด้านการประกอบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดทั้ง 2 รุ่น ไม่ว่าจะเป็น บีเอ็มดับเบิลยู 530e หรือบีเอ็มดับเบิลยู 740Leทั้งนี้ เรายังได้เริ่มนำนวัตกรรมอื่นๆ มาเพิ่มความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานให้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์และรถยนต์ไร้คนขับ (AMV)เทคโนโลยีสแกนเนอร์ 3 มิติสำหรับวางผังโรงงาน หรือแม้แต่การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาผสานกับสายการประกอบรถยนต์โดยตรง”

   ปัจจุบัน โรงงานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ได้รับความไว้วางใจให้ดำเนินการประกอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดถึง 12รุ่น เช่น บีเอ็มดับเบิลยูซีรีส์ 3 Gran Turismo บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 บีเอ็มดับเบิลยู X1 และล่าสุดกับบีเอ็มดับเบิลยู X3 อันถือเป็นการตอกย้ำศักยภาพในภาคการผลิตที่แข็งแกร่งของประเทศไทย และสะท้อนถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดรถยนต์พรีเมียมในระดับภูมิภาค

   ในส่วนของการลงทุนด้านทรัพยากรบุคคล โรงงานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย จะยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดย มร. อูเว่ กล่าวว่า “โครงการการศึกษาระบบทวิภาคีที่มุ่งเน้นการสร้างเสริมความรู้ความสามารถในด้านวิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์ (Mechatronics) นั้น ริเริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 ภายใต้ความร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดาและวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ เพื่อมอบประสบการณ์จากการฝึกปฏิบัติงานจริงกับช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญ โดยหากผ่านการทดลองปฏิบัติงานในระหว่างที่ร่วมโครงการ พวกเขาจะได้รับโอกาสในการเข้าทำงานกับผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการ โครงการนี้ถือเป็นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยในอนาคต ซึ่งจะเสริมศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ของภูมิภาคอาเซียนต่อไป”

   เพื่อสนับสนุนให้นักศึกษาได้เรียนรู้เชิงลึกทางเทคนิคผ่านโอกาสในการสัมผัสนวัตกรรมระดับโลก ทางโครงการได้คัดเลือกนักศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดาและวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ ให้ไปทัศนศึกษายังถิ่นกำเนิดของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูในประเทศเยอรมนีเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยตลอดระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์เต็ม นักศึกษาทุกคนได้ร่วมพูดคุย สัมผัส และแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการขนส่ง เช่นรถลำเลียงสินค้าอัตโนมัติ (Automated Guided Vehicle – AGV) กับนักศึกษาวิชาชีพชาวเยอรมัน รวมถึงได้ร่วมทัวร์โรงงานของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ในเมืองเบอร์ลินอีกด้วย

   “ตลอดระยะเวลา 5 เดือนแรกของผมกับ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ผมมีความประทับใจในความร่วมแรงร่วมใจของทีมงานทุกฝ่ายที่ได้ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของโรงงานอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการขยายสายการผลิต การเติบโตของยอดการส่งออก และจำนวนผู้มาเยี่ยมชมโรงงานทั้งจากภาครัฐและเอกชนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ และผมก็มั่นใจว่าปี 2562 นี้ จะเป็นอีกหนึ่งปีแห่งความสำเร็จของเราในการส่งมอบยนตรกรรมเหนือระดับอันเปี่ยมด้วยคุณภาพ ที่ขับเคลื่อนให้เราสามารถก้าวข้ามทุกขีดจำกัดและยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ทัดเทียมระดับสากล” มร. อูเว่ กล่าวสรุป

บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ต่อยอดความสำเร็จ ชูยอดลูกค้าสินเชื่อใหม่สูงเป็นประวัติการณ์

   บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ประสบความสำเร็จอีกครั้งในปี 2561 ที่ผ่านมา ด้วยยอดสินเชื่อลูกค้าใหม่ที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท รวมกว่า 1.59 หมื่นล้านบาท

   มร. บียอร์น แอนทอนส์สัน ประธานกรรมการบริหาร บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทยกล่าวว่า “เรายังคงทำงานประสานกับทุกฝ่ายในบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยและเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างใกล้ชิด เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุกก้าว นับตั้งแต่ตัดสินใจเลือกเป็นเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู การเติบโตของฐานลูกค้าใหม่ที่สูงเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมาได้ช่วยเพิ่มมูลค่าสินเชื่อรวมในพอร์ตของเราเป็น 4.64 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่เช่นกัน ส่วนการเปิดตัวช่องทางสื่อสารกับลูกค้าผ่านไลน์ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ถือเป็นอีกหนึ่งบริการที่สะท้อนถึงความตั้งใจของเราในการตอบสนองความต้องการและมอบความสะดวกที่เหนือกว่าให้กับลูกค้า"

   “ปี 2561 ที่ผ่านมายังเป็นอีกหนึ่งปีสำคัญสำหรับบริการผลิตภัณฑ์ทางการเงินล่าสุดของเราอย่าง BMW FREEDOM CHOICE และ MINI FREEDOM CHOICE ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูหรือมินิในรูปแบบใหม่ที่ช่วยการันตีมูลค่าของตัวรถในอนาคต พร้อมเสนอทางเลือกเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาสัญญา ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเป็นเจ้าของรถยนต์คันนั้นอย่างสมบูรณ์แบบ หรือการเริ่มต้นสัญญาใหม่สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูหรือมินิคันใหม่” มร. บียอร์น กล่าวสรุป

ไฮไลท์รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และรถมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดรุ่นใหม่ในปี 2562

บีเอ็มดับเบิลยู 320d Sport ใหม่

- ราคาจำหน่าย: 2,959,000 บาท (พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

บีเอ็มดับเบิลยู 330i M Sport ใหม่

- ราคาจำหน่าย: 3,359,000 บาท (พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

   ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3 ได้พิสูจน์ถึงความเป็นที่สุดแห่งยนตรกรรม หรือ “Ultimate Driving Machine” ด้วยเอกลักษณ์ดีไซน์ที่ทันสมัย สมรรถนะที่ปราดเปรียว ประสิทธิภาพการขับขี่เหนือระดับ รวมถึงนวัตกรรมล้ำยุค ที่ครองใจแฟน ๆ มาทุกยุคทุกสมัย จนมาสู่รุ่นล่าสุดกับ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3 โฉมใหม่ ที่กลับมาอีกครั้งในเจเนอเรชั่นที่ 7 กับการพัฒนาทั้งในด้านดีไซน์ ระบบช่วงล่าง เครื่องยนต์ และเทคโนโลยีการขับขี่ เพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับยิ่งขึ้น อันเป็นหัวใจสำคัญของบีเอ็มดับเบิลยู

   บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3 โฉมใหม่ มาในดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวสะดุดตา ตอกย้ำความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ด้วยเส้นสายที่แข็งแกร่งและคมชัด ด้านหน้าของตัวรถมาในรูปลักษณ์ที่ดุดันยิ่งขึ้นด้วยกระจังหน้าทรงไตคู่ขนาดใหญ่ขึ้นในกรอบที่เชื่อมกับไฟหน้าคู่ LED ทรงเรียวยาวดีไซน์ใหม่ล่าสุด รับกับช่องดักอากาศรูปทรง T เพิ่มความโดดเด่นให้แก่ด้านหน้าของรถ ด้านข้างของตัวรถโดดเด่นด้วยกรอบหน้าต่างดีไซน์แบบ Hofmeister Kinkอันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยูที่ได้รับการออกแบบให้เป็นหนึ่งเดียวกับเสา C-pillar มอบมิติไร้ขอบหรูหรายิ่งขึ้น พร้อมด้วยไฟท้ายดีไซน์ใหม่เรียวยิ่งขึ้นในรูปทรง L แนวนอนสีหม่นแบบสามมิติ และท่อไอเสียแบบคู่ให้ท้ายรถดูกว้างและสปอร์ตกว่าเดิม

   การออกแบบโครงสร้างและเทคโนโลยีแชสซีใหม่ล่าสุดในบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3 มอบการควบคุมที่เฉียบคมและปราดเปรียวยิ่งขึ้น ผสมผสานทั้งความสปอร์ตและความนุ่มสบายไว้ได้อย่างลงตัว พร้อมด้วยประสิทธิภาพของชุดเบรกที่เหนือชั้น จุดศูนย์ถ่วงต่ำ และการกระจายน้ำหนักแบบ 50:50 นอกจากนี้ ตัวรถยังมีน้ำหนักที่เบาลงกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 55 กิโลกรัม จากการใช้วัสดุอลูมิเนียมในชิ้นส่วนและโครงสร้างต่าง ๆ เช่น กระโปรงและกันชนหน้า ส่วนการออกแบบด้านอากาศพลศาสตร์ในบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3 ใหม่ช่วยเสริมสมรรถนะการขับขี่ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศต่ำถึง 0.26 ลดลง 0.03 จากรุ่นก่อนหน้า ทั้งจากระบบ Active Air Flap แผ่นปิดด้านในกระจังหน้าไตคู่เจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด และการจัดระเบียบทิศทางการไหลของอากาศผ่าน Air Curtainsที่ช่วยลดแรงเสียดทานอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

   บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3 ใหม่ ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์ที่มาพร้อมเทคโนโลยีขับเคลื่อนล่าสุด มอบพละกำลังสูงสุด 140 กิโลวัตต์ / 190 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตรที่ 1,750 – 2,500 รอบต่อนาทีจากเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบของบีเอ็มดับเบิลยู 320d Sportสามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 6.8 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนบีเอ็มดับเบิลยู 330i M Sportมาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ส่งกำลังสูงสุด 190 กิโลวัตต์ / 258 แรงม้าที่ 5,000 – 6,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตรที่ 1,550 – 4,400 รอบต่อนาที เร่งความเร็วจากหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 5.8 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยทั้งสองรุ่นรองรับระบบ Driving Experience Control ที่มีรูปแบบการขับขี่ให้เลือกทั้งในโหมด COMFORT, SPORT และ ECO PRO

   บีเอ็มดับเบิลยู 320d Sport ใหม่ มาพร้อมล้ออัลลอย 18 นิ้วลาย V Spoke และชุดแต่ง BMW Individual high-gloss Shadow Lineด้วยขอบหน้าต่าง ขอบช่องดักอากาศ และซี่บริเวณกระจังหน้าไตคู่สีดำเงาเช่นเดียวกับภายใน ซึ่งตกแต่งด้วยวัสดุอลูมิเนียมลาย Mesheffect พร้อมพวงมาลัยและที่นั่งด้านหน้าแบบสปอร์ต ส่วนบีเอ็มดับเบิลยู 330i M Sportโดดเด่นด้วยชุดแต่ง M Sport ที่ช่วยเสริมทั้งรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวและสมรรถนะปราดเปรียว ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วงล่าง ชุดเบรก และชุดแอโรไดนามิคส์ แบบ M Sportล้ออัลลอย M ขนาด 18 นิ้วลาย Double Spoke และพวงมาลัยหนังแท้ M ภายในตกแต่งด้วยวัสดุอลูมิเนียม Tetragon

   ส่วนห้องโดยสารได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงผู้ขับขี่เป็นหัวใจสำคัญ พร้อมแผงหน้าปัดและจอ Control Display ในดีไซน์ใหม่ สะดวกสบายด้วยพื้นที่ด้านหน้าและด้านหลังที่กว้างขวางยิ่งขึ้น รวมถึงพื้นที่จุสัมภาระถึง 480 ลิตร เบาะนั่งสามารถพับได้แบบ 40:20:40 บรรยากาศหรูหราด้วยไฟ ambient lightและระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 3 ตอน

   ส่วนระบบ BMW Intelligent Personal Assistant ติดตั้งมาเป็นส่วนหนึ่งของระบบปฏิบัติการ BMW Operating System 7.0 ในบีเอ็มดับเบิลยู 330i M Sport และทำงานประสานเป็นหนึ่งเดียวกับระบบ BMW Live Cockpit Professional ระบบผู้ช่วยส่วนตัวนี้สามารถรับคำสั่งจากเสียงพูดในรูปแบบที่เป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ทั้งยังมาพร้อมกับฟังก์ชั่นอันชาญฉลาดอีกมากมาย สามารถเรียนรู้และจดจำกิจวัตรประจำวันและความชอบส่วนตัวของผู้ขับขี่ได้ ก่อนจะนำมาปรับใช้งานอย่างถูกต้อง แม่นยำ หากผู้ขับขี่รู้สึกว่าอุณหภูมิในตัวรถหนาวเกินไป ก็สามารถพูดออกคำสั่งว่า “Hey BMW, I’m cold” เพื่อให้ระบบ BMW Intelligent Personal Assistant ปรับการทำงานของระบบปรับอากาศให้เหมาะสม ทั้งนี้ บีเอ็มดับเบิลยูได้พัฒนาให้ระบบผู้ช่วยส่วนตัวนี้สามารถอัพเกรดเพื่อเพิ่มเติมคุณสมบัติและรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ๆ ได้อีกในอนาคต

   นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3 ใหม่ ยังมาพร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อย่างระบบ Cruise Control พร้อมเบรกอัตโนมัติ ระบบช่วยนำรถเข้าที่จอด (Parking Assistant) ในบีเอ็มดับเบิลยู 330i M Sport ระบบเซนเซอร์ควบคุมระยะการจอดด้านหน้าและหลัง (Park Distance Control)ในบีเอ็มดับเบิลยู 320d Sport ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติที่สามารถตรวจจับรถและคนเดินถนนด้วยความเร็วต่ำ (Person Warning with City Braking Function) ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกช่องจราจร (Lane Departure Warning) รวมถึงระบบการเชื่อมต่อ BMW ConnectedDrive เพื่อการเชื่อมต่ออย่างไรขีดจำกัด และระบบชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สายในบีเอ็มดับเบิลยู 330i M Sport

บีเอ็มดับเบิลยู Z4 sDrive30i M Sport ใหม่

- ราคาจำหน่าย: 3,999,000 บาท (พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

บีเอ็มดับเบิลยู Z4 M40i ใหม่

- ราคาจำหน่าย: 4,999,000 บาท (พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

   รถสปอร์ตโรดสเตอร์สุดคลาสสิก บีเอ็มดับเบิลยู Z4 พร้อมแล้วที่จะกลับมาโลดแล่นอีกครั้งในโฉมใหม่ที่โฉบเฉี่ยวยิ่งกว่า ผสมผสานทั้งรูปลักษณ์ที่สะท้อนทุกชั่วขณะของความเพลิดเพลินบนท้องถนน ทั้งยังเพียบพร้อมด้วยบรรยากาศสุดหรูหราในห้องโดยสาร และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน

   งานออกแบบของบีเอ็มดับเบิลยู Z4 ใหม่ ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นโรดสเตอร์พันธุ์แท้ด้วยตัวถังเปิดประทุน แบบสองที่นั่ง พร้อมหลังคาผ้าใบที่ทำงานด้วยระบบไฟฟ้า สามารถเปิด-ปิดได้เพียงปลายนิ้วสัมผัสในเวลาเพียง 10 วินาที และรองรับการเปิด-ปิดขณะขับขี่ได้ที่ความเร็วไม่เกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนกระจังหน้าทรงไตคู่มาในดีไซน์ใหม่แบบตะแกรง เสริมกลิ่นอายความสปอร์ตคู่กันไปกับกระโปรงหน้าทรงยาวไฟหน้า LED ที่จัดเรียงในแนวตั้ง และช่องรับลมขนาดใหญ่บริเวณซุ้มล้อหน้า ขณะที่ส่วนท้ายรถก็ขับเน้นบุคลิกสุดโฉบเฉี่ยวด้วยสปอยเลอร์ที่ผนึกมาเป็นส่วนหนึ่งของฝากระโปรงท้าย ซึ่งซ่อนพื้นที่เก็บของที่มีความจุถึง 281 ลิตร มากกว่าในรุ่นก่อนหน้าถึง 50%

   บีเอ็มดับเบิลยู Z4 ใหม่ มีให้เลือกเป็นเจ้าของในสองรุ่น ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู Z4 sDrive30i M Sport ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ให้พละกำลังสูงสุด 190 กิโลวัตต์/ 250 แรงม้า และเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ใน 5.4 วินาที ส่วนบีเอ็มดับเบิลยู Z4 M40iเสริมความแรงด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบที่ส่งพลังถึง 250 กิโลวัตต์ / 340 แรงม้าลงสู่ล้อหลังเร่งความเร็ว 0-100 ได้ภายใน 4.5 วินาที ขณะที่ระบบ Driving Experience Control ในทั้งสองรุ่น สามารถปรับแต่งลักษณะการขับขี่ให้ตรงกับทุกความต้องการ นับจากการโลดแล่นบนท้องถนนในวันสบายๆ ในโหมด COMFORT ไปจนถึงความแม่นยำและเฉียบคมสไตล์สปอร์ตในโหมด SPORT และ SPORT+

   ทุกสัดส่วนของบีเอ็มดับเบิลยู Z4 ใหม่ได้รับการออกแบบใหม่เพื่อเสริมความคล่องแคล่วและเพรียวลมบนท้องถนน กระจายน้ำหนักสู่ล้อหน้าและล้อหลังที่อัตราส่วน 50:50โดยบีเอ็มดับเบิลยู Z4 sDrive30i M Sportเสริมความโฉบเฉี่ยวจากทุกมุมมองด้วยชุดแต่ง M Sport รอบคัน เบาะนั่งหนังแท้ Vernasca พวงมาลัยหนังแท้ และห้องโดยสารที่ตกแต่งด้วยชุดแต่ง Quartz Silver ขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู Z4 M40iเติมความดุดันด้วยระบบช่วงล่างสมรรถนะสูง Adaptive M Suspension ระบบเบรก M Sport เบาะนั่ง M Sport หนังแท้ Vernasca ตัดกับผ้า Alcantara พร้อมพวงมาลัยหนังแท้ดีไซน์ M และเข็มขัดนิรภัยลาย M แผงคอนโซลวัสดุ Sensatec และชุดเครื่องเสียงแบบเซอร์ราวด์จาก Harman Kardon

   ส่วนระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ในบีเอ็มดับเบิลยู Z4 ใหม่ ครบครันกว่ารถสปอร์ตโรดสเตอร์รุ่นไหนๆ เพื่อความปลอดภัยและมั่นใจบนทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยเบรกอัตโนมัติที่สามารถตรวจจับสิ่งกีดขวางและคนเดินถนนด้วยความเร็วต่ำ (Collision and Pedestrian Warning with City Braking Function) ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกช่องจราจร (Lane Departure Warning)ที่ติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐาน ขณะที่ระบบ BMW Live Cockpit Professional มาพร้อมกับแผงหน้าปัดแบบดิจิทัลล้วน และหน้าจอทัชสกรีนขนาด 8.8 นิ้วที่ทำงานบนระบบปฏิบัติการ BMW Operating System 7.0 ซึ่งรองรับการปรับแต่งทุกคุณสมบัติให้เข้ากับการใช้งานจริงของผู้ขับขี่ และทำงานประสานเป็นหนึ่งกับบริการ BMW ConnectedDrive เพื่ออำนวยความสะดวกในทุกจังหวะ ทั้งยังรองรับการอัพเดทซอฟต์แวร์เพื่อเพิ่มคุณสมบัติในอนาคต นอกจากนี้ ทั้งบีเอ็มดับเบิลยูZ4 sDrive30i M Sport ใหม่ และบีเอ็มดับเบิลยู Z4 M40i ใหม่ ยังรองรับระบบผู้ช่วยส่วนตัว BMW Intelligent Personal Assistantที่มาพร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง เพื่อความสะดวกสบายของผู้ขับขี่มากยิ่งขึ้น

มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ รุ่นฉลองครบรอบ 60ปี (60 Years Edition)
- ยังไม่ประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

   ปี 2562 นี้ นับเป็นปีที่ 60 แห่งประวัติศาสตร์ที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ของมินิ รถยนต์สัญชาติอังกฤษที่ครองใจแฟน ๆ ทั่วโลก และเพื่อเริ่มต้นศักราชแห่งการเฉลิมฉลองนี้ มินิได้เปิดตัวรถยนต์รุ่นพิเศษ มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ รุ่นฉลองครบรอบ 60ปี ที่มาในดีไซน์สุดคลาสสิก ตามสไตล์มินิแบบเรโทรที่เฉพาะตัวไม่ซ้ำใคร

   ดีไซน์ภายนอกของ มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ รุ่นฉลองครบรอบ 60ปี มาในสี British Racing Green สะดุดตา ตัดขอบสีดำ Piano Black พร้อมด้วยหลังคาและที่ครอบกระจกสีดำ รอบคันโดดเด่นด้วยสัญลักษณ์ 60 ปี ตกแต่งเส้นสายบนฝากระโปรงหน้าด้านซ้าย กรอบไฟเลี้ยวด้านข้าง รวมถึงไฟ LED ฉายสัญลักษณ์ 60 ปีจากประตูคนขับ นอกจากนี้ ยังสร้างเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครด้วยล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วในลาย 60 ปี 2 สี สุดพิเศษ และยังคงประกาศตัวตนแห่งสัญชาติอังกฤษด้วยไฟท้าย LED ลายธงยูเนียนแจ็คอันเฉพาะตัวของมินิ

   ภายในห้องโดยสารของมินิรุ่นพิเศษนี้ ยังโดดเด่นด้วยการตกแต่งที่ได้รับการออกแบบขึ้นมาเฉพาะเพื่อฉลองครบรอบ 60 ปี โดยมีโลโก้ 60 ปีปรากฏบนพวงมาลัยและบนที่นั่งด้านหน้า ซึ่งเป็นเบาะหนัง MINI Yours Leather Lounge 60 Years สี Dark Maroon ตัดกับตะเข็บสีเขียวเข้ากับสีตัวถังสุดพิเศษนี้

   มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ รุ่นฉลองครบรอบ 60 ปี มาพร้อมด้วยขุมพลังเบนซิน 4 สูบ ให้พละกำลังสูงสุด 141 กิโลวัตต์ / 192 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตรที่ 1,350 – 4,600 รอบต่อนาที ทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic คลัทช์คู่ 7 จังหวะ ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลา 6.7 วินาทีสำหรับมินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู พร้อมด้วยเทคโนโลยีการขับขี่และระบบความปลอดภัยล้ำสมัยเพื่อมอบความสะดวกสบายให้แก่ผู้ขับขี่ในทุกเส้นทาง

บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT ใหม่

- ราคาจำหน่าย: 399,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

   บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT สมาชิกใหม่ล่าสุดในตระกูลสกู๊ตเตอร์ขนาดกลาง มอบความสะดวกสบายยิ่งขึ้น พร้อมสมรรถนะการขับขี่แบบทัวริ่งในสไตล์แกรน ทัวริสโม ให้เพลิดเพลินทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ระยะใกล้หรือไกล

   บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์หนึ่งสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ มอบพละกำลังสูงสุด25 กิโลวัตต์ (34 แรงม้า) ที่ 7,500 รอบต่อนาที ทำงานเข้าจังหวะกับระบบเกียร์ CVT และสวิงอาร์มที่ออกแบบมาเพื่อลดแรงสั่นสะเทือนและมอบความนุ่มสบายในขณะขับขี่ ส่วนระบบ Automatic Stability Control (ASC) ก็ช่วยให้ตัวรถมั่นคง ปลอดภัยขณะเร่งความเร็ว แม้บนพื้นถนนที่เปียกและลื่น

   นอกจากเฟรมเหล็กกล้าที่มอบความแข็งแกร่งให้กับระบบช่วงล่างเช่นเดียวกับในรุ่นบีเอ็มดับเบิลยู C 400 X แล้ว บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GTยังมาพร้อมโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก โช้คหลังแบบสปริงสตรัทคู่ พร้อมด้วยดิสก์เบรกคู่ที่ล้อหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยวที่ล้อหลัง และระบบ ABS เพื่อมอบความปลอดภัยด้วยแรงเบรกแบบเต็มประสิทธิภาพ

   บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GTโฉบเฉี่ยวด้วยดีไซน์ที่ผสานทั้งความสวยงามและประโยชน์ใช้สอยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ไฟหน้าคู่ LED สร้างเอกลักษณ์โดดเด่นในสไตล์มอเตอร์ไซค์ตระกูล C พร้อมไฟLEDส่องสว่างตอนกลางวัน daytime running lightและไฟ Control Brake Light ตอกย้ำความเป็นแกรนทัวริสโมด้วยกระจกบังลมที่ได้รับการออกแบบมาให้สูงกว่าบีเอ็มดับเบิลยู C 400 Xและช่องเก็บของแบ่งพื้นที่ภายในเป็นสองส่วนเพื่อความสะดวกสบายและเป็นระเบียบ พร้อมด้วยช่องเก็บหมวกกันน็อก Flexcase ที่พับเก็บอยู่ใต้เบาะแบบตอนเดียว อีกทั้งยังมอบความสะดวกสบายให้แก่ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้วยพนักพิงแยกบนที่นั่งสำหรับผู้ขับขี่ และบอร์ดวางเท้าสำหรับผู้โดยสาร ให้ขับขี่อย่างสะดวกสบายและปลอดภัย ตอบได้ทุกโจทย์ในชีวิตประจำวัน

   บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GTล้ำสมัยด้วยหน้าจอสีมัลติฟังก์ชั่นTFT Screen ขนาด 6.5 นิ้ว พร้อมเทคโนโลยีเชื่อมต่อ BMW ConnectedRideและระบบKeyless Rideโดยมาให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีขาว Alpine White สีเทา Moonwalk Grey Metallic และสีดำ Blackstorm Metallic

   สามารถดูข้อมูลและรูปภาพเพิ่มเติมได้ที่ https://tinyurl.com/BMWannual2019หรือสแกน QR Code ด้านล่าง

 
 

More Articles...

Page 1 of 54

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )