Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

AUTO NEWS

AUTO NEWS : มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ก้าวสู่อันดับ 1 ในกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์สมรรถนะสูงขนาดใหญ่ จากผลการศึกษาคุณภาพรถใหม่ โดย เจ.ดี. พาวเวอร์ ประจำปี 2561

Thursday, 17 January 2019 16:31

 

 

 

 

 

 

 

   มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่นได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมด้วยยอดจองราว 2,000คัน นับตั้งแต่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน โดยสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าด้วยการยกระดับความหรูหราและสไตล์การออกแบบ ครบครันด้วยระบบความปลอดภัย สมรรถนะและเทคโนโลยี ขณะที่ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต (ซึ่งเป็นพื้นฐานของรุ่นพิเศษ อีลีท เอดิชั่น) ผงาดรั้งอันดับ 1 ในผลการศึกษาคุณภาพรถใหม่ในกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์สมรรถนะสูงขนาดใหญ่ในประเทศไทยของ เจ.ดี. พาวเวอร์ ประจำปี พ.ศ. 2561 (J.D. Power 2018 Thailand Initial Quality StudySMหรือ IQS) สะท้อนกระแสความนิยมอันแข็งแกร่งที่ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ได้รับจากลูกค้าชาวไทย

   “เรารู้สึกยินดีและขอขอบคุณลูกค้าของเราเป็นอย่างยิ่งสำหรับการตอบรับที่ดีเยี่ยมอีกครั้งหนึ่ง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าเรากำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง เรานำเสนอผลิตภัณฑ์และการบริการที่มีคุณภาพเหนือระดับให้แก่ผู้ขับขี่ การได้รับการจัดอันดับให้เป็นที่หนึ่งด้านผลการศึกษาคุณภาพรถใหม่คือความสำเร็จที่เกิดจากความมุ่งมั่นสร้าง มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ให้เป็นรถอเนกประสงค์ที่มีคุณภาพสูงสุดในระดับเดียวกัน” มร. โมริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

   การศึกษาคุณภาพรถใหม่ในประเทศไทยประจำปี 2561 โดย เจ.ดี. พาวเวอร์ ซึ่งสำรวจจำนวนปัญหาที่พบต่อรถยนต์ใหม่ 100 คัน (PP100) พบว่า มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในตำแหน่งสูงสุดด้านคุณภาพด้วยคะแนน 63PP100คะแนนต่ำที่สุดในกลุ่มรถอเนกประสงค์สมรรถนะสูงขนาดใหญ่ โดยสำหรับการศึกษานี้คะแนนที่น้อยกว่าหมายถึงระดับคุณภาพรถยนต์ใหม่ที่สูงกว่า (จำนวนปัญหาน้อยกว่า)

   การศึกษาคุณภาพรถใหม่ในประเทศไทยประจำปี 2561 หรือ IQSของ เจ.ดี.พาวเวอร์เป็นการศึกษาถึงปัญหาต่างๆ ที่เจ้าของรถยนต์ใหม่ประสบ โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือปัญหาเกี่ยวกับการออกแบบและปัญหาการทำงานบกพร่อง ผลการศึกษาดังกล่าวได้จากการประเมินคำตอบของเจ้าของรถยนต์ใหม่ 5,106 คน มีทั้งรถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถกระบะและรถอเนกประสงค์จำนวน 74 รุ่น รวมทั้งหมด 13 ยี่ห้อ

   ผลการศึกษาคุณภาพรถใหม่ประจำปี 2561 นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จ หลังจากที่ก่อนหน้านี้มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 2 จากการศึกษาวิจัยดัชนีด้านการบริการลูกค้าในประเทศไทยประจำปี 2561 (CSI)และการจัดอันดับเป็นที่ 4จากการศึกษาวิจัยดัชนีด้านบริการงานขายในประเทศไทยประจำปี 2561 (SSI)โดย เจ.ดี. พาวเวอร์ทั้งนี้อันดับด้านความพึงพอใจของลูกค้าที่มีต่อการบริการของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้รับการจัดอันดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด 4 ปี

   “จึงไม่แปลกใจที่ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่น สามารถสร้างปรากฎการณ์และได้รับความนิยมจากลูกค้า ด้วยความหรูหราเหนือระดับ เพียบพร้อมด้วยระบบความปลอดภัย สมรรถนะ และเทคโนโลยีอันทันสมัย” มร. ชกกิกล่าวเพิ่มเติม

   มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่น มีจำหน่ายทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และ ขับเคลื่อน 4 ล้อ มอบความอเนกประสงค์และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้าชาวไทย มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีดำ Jet Black Mica และ สีทูโทนขาว White Pearl หลังคาดำ มาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งสัญลักษณ์ PAJERO SPORT บนฝากระโปรงด้านหน้า กระจังหน้าสีดำ ชุดตกแต่งใต้กันชนหน้าและหลังสีดำ ราวหลังคาสีดำ สปอยเลอร์หลัง ปลายท่อไอเสียสเตนเลส และล้ออัลลอยสีดำขนาด 18 นิ้ว

   ภายในห้องโดยสารมีความสะดวกสบายขึ้นไปอีกขั้นด้วยเบาะนั่งแบบ โควเล่ โมดูเร่ (QUOLE MODURE®) มอบความสบายที่เหนือกว่าด้วยวัสดุสะท้อนความร้อนที่เกิดขึ้นจากแสงแดดในกรณีที่ต้องจอดรถกลางแจ้งนานๆ เบานั่งสีน้ำตาลชนิดพิเศษดังกล่าวได้รับการตกแต่งแบบ Horizontal Stripe ตลอดจนการตกแต่งแผงข้างประตูและกล่องเก็บของบริเวณคอนโซลกลางด้วยหนังสีน้ำตาลเพื่อเพิ่มสัมผัสที่หรูหรา โดดเด่นด้วยแผ่นกันรอยขอบประตูที่ผลิตจากสเตนเลสแท้ พร้อมไฟ LED และพรมรองพื้นห้องโดยสาร

   ทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อและขับเคลื่อน 4 ล้อผสานขุมพลังความแกร่งด้วยเครื่องยนต์ MIVEC ดีเซลเทอร์โบ 2.4 ลิตร พละกำลัง 181 แรงม้าที่ 3,500 รอบต่อนาที แรงบิด 430 นิวตันเมตรที่ 2,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด มาพร้อมถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง ครบครันด้วยเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยทั้ง ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวพร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (ASTC) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM) ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (UMS) ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา พร้อมกล้องมองภาพรอบคัน และสัญญาณกะระยะจอด

   มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่นมีราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 1,459,000 บาทขณะที่มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ตมีราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 1,301,000 บาทไปจนถึงรุ่นสูงสุด 1,544,000 บาท

 
 

AUTO NEWS : นิสสัน ประเทศไทย ฉลองความสำเร็จในการผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกรถยนต์ครบ 1 ล้านคัน

Thursday, 17 January 2019 16:01

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   นิสสันเดินหน้าบันทึกประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ จากความสำเร็จในการผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกจากฐานการผลิตในประเทศไทยไปยังจุดหมายปลายทางทั่วโลกครบ 1 ล้านคัน ซึ่งรถยนต์คันที่ 1ล้าน คือ นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ รถยนต์อเนกประสงค์ พรีเมียมเอสยูวีแบบตัวถังบนแชสซีส โดยเป็นรถยนต์ที่โรงงานนิสสัน ประเทศไทยดำเนินการผลิตเพื่อส่งออกไปยังทั่วโลก

   นิสสัน ประเทศไทยเริ่มทำการส่งออกรถยนต์คุณภาพสูงที่ผลิตขึ้นในประเทศไทยไปสู่ลูกค้าทั่วโลก นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2542โดย นิสสัน ฟรอนเทียร์ คือรถยนต์รุ่นแรกที่ถูกส่งออกไปยังประเทศออสเตรเลีย นับแต่นั้นเป็นต้นมา ฐานการผลิตของนิสสัน ประเทศไทย ได้มีการขยายตัวเพื่อรองรับการเติบโตที่เพิ่มสูงขึ้นจนได้รับการยอมรับให้เป็นศูนย์กลางการผลิตสำคัญของนิสสันในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย ทำหน้าที่สำคัญในการผลิตรถยนต์คุณภาพส่งถึงมือลูกค้า ผู้ขับขี่จากทั่วทุกมุมโลก

   ในปีที่ผ่านมา ตลาดส่งออกสูงสุด3อันดับแรกของนิสสัน ประเทศไทย ได้แก่ ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ตามด้วย อินโดนีเซีย มาเลเซีย แอฟริกาใต้ เวียดนาม นิวซีแลนด์ ดูไบ และโอมาน

   ตั้งแต่พ.ศ. 2542นิสสันได้ขยายการส่งออกรถยนต์จากประเทศไทยไปยังกว่า 115 ประเทศทั่วโลก โดยปัจจุบัน รถยนต์ที่นิสสัน ประเทศไทย ผลิตเพื่อการส่งออก มีจำนวน 6รุ่น ได้แก่ นิสสัน อัลเมลร่า  มาร์ช  นาวารา ซิลฟี่ เทียน่า และเทอร์ร่า นอกจากนี้ นิสสันยังได้ทำงานร่วมกับ 250 กว่าบริษัทที่อยู่ภายใต้ซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งก่อให้เกิดการว่าจ้างแรงงานอีกกว่า 170,000 อัตรา  และในปี พ.ศ. 2561 นิสสัน ยังมีปริมาณการส่งออกรถยนต์ของไทยสูงสุดเป็นอันดับ 5 โดยมีอัตราเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2560ถึง 19%

   ยูตากะ ซานาดะ รองประธานอาวุโสของนิสสันเอเชียและโอเชียเนียกล่าวว่า “ความสำเร็จของนิสสัน        ในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำถึงบทบาทของประเทศไทยที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์แห่งนวัตกรรมนิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ที่เน้นสร้างสรรค์รูปแบบการขับขี่ที่ปลอดภัย ฉลาด และยั่งยืนให้แก่ผู้คน ผู้ใช้รถบนท้องถนนทั่วทุกมุมโลก นอกจากนี้ ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็น นิสสัน เทอร์ร่า รถยนต์เพื่อการส่งออกคันที่ 1ล้าน ได้เดินทางออกจากท่าเรือแหลมฉบังในวันนี้ โดย นิสสัน  เทอร์ร่า ซึ่งผลิตขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อภูมิภาคนี้โดยเฉพาะนั้นได้รับเสียงตอบรับจากลูกค้าทั่วทั่งภูมิภาคเป็นอย่างดี” โดยนายยูตากะ ซานาดะ  กล่าวเสริมว่า “เราจะยังคงเดินหน้าลงทุนในระบบนิเวศอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่อง ตลอดไปจนถึงการส่งเสริมให้เกิดสร้างงานและกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนของระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ พร้อมนำเอาประโยชน์จากอุตสาหกรรม 4.0 มาประยุกต์ใช้ให้เกิดคุณค่ากับประเทศไทย

   ส่วน อันตวน บาร์เตส ประธาน นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย ได้กล่าวภายในงานนี้ถึงความภาคภูมิใจต่อความสำเร็จของยานยนต์คุณภาพระดับโลกที่ผลิตขึ้น ณ โรงงานนิสสัน ประเทศไทย ว่า “ความสำเร็จในการส่งออกรถยนต์ของนิสสันในครั้งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจากความมุ่งมั่นและความทุ่มเทของเหล่าพนักงานกว่า 5,000 คน พร้อมด้วยการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากลูกค้า ผู้แทนจำหน่าย และพันธมิตรทางธุรกิจชาวไทยของเรา”  พร้อมทั้งกล่าวเสริมอีกว่า  “ปัจจุบัน ฐานการผลิตของนิสสันในจังหวัดสมุทรปราการมีกำลังการผลิตรวมถึง 370,000 คันต่อปี”

   ดร. บงกช อนุโรจน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)กล่าวว่า“ดิฉันขอแสดงความยินดีกับนิสสันมอเตอร์ ประเทศไทย ในโอกาสเฉลิมฉลองความสำเร็จในครั้งนี้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นประวิติศาสตร์การส่งออกครั้งสำคัญของประเทศไทยที่สามารถส่งออกไปไกลถึงทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป ประเทศญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และตลาดสำคัญอื่น ๆ ที่ล้วนแล้วแต่มีมาตรฐานอุตสาหกรรมที่เข้มงวด ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้ ยังเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกไปยังทั่วโลก พร้อมกันนี้ ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในการผลิตรถยนต์คุณภาพสูงของประเทศไทยในเวทีระดับโลก   โดยบีโอไอจะยังคงมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่รวมถึงบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำ อย่าง นิสสัน เพื่อส่งเสริมการลงทุนด้านการวิจัย การพัฒนา และสร้างสรรค์นวัตกรรมระบบการผลิตอัจฉริยะ รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานอีกด้วย”

   นิสสันเริ่มต้นสายพานการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503และได้ย้ายฐานการผลิตไปยังจังหวัดสมุทรปราการในพ.ศ. 2518เพื่อรองรับความต้องการรถยนต์นิสสันในประเทศไทยที่เพิ่มมากขึ้น โดยบริษัทฯ ได้เดินหน้าลงทุน เพื่อยกระดับเทคโนโลยีการผลิตให้มีความทันสมัย รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

   ต่อมาในปี พ.ศ.2557 นิสสันได้เปิดไลน์การผลิต ณ โรงงานแห่งที่ 2บนถนนบางนา – ตราด กม. 22 เพื่อเป็นฐานการผลิต นิสสัน นาวารา สำหรับจำหน่ายภายในประเทศและส่งออกไปยังทั่วโลก นอกจากนี้ ยังได้รับการยอมรับให้เป็นศูนย์กลางแห่งความเป็นเลิศระดับโลก (COE) สำหรับรถกระบะอีกด้วย และในเดือนเมษายน พ.ศ. 2558 นิสสันได้เปิดศูนย์วิจัยและพัฒนารถยนต์ระดับภูมิภาค ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเดียวกันกับโรงงานในจังหวัดสมุทรปราการ

   “นิสสันมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพและประสิทธิภาพของพนักงานอย่างต่อเนื่อง โดยได้ส่งพนักงานไทย เข้าร่วมฝึกอบรมที่โรงงานผลิตในประเทศญี่ปุ่น จำนวน 163คน นับตั้งแต่เริ่มต้นโครงการในพ.ศ. 2559”       นายอันตวนกล่าวเพิ่มเติม

   พร้อมกันนี้ นิสสัน ยังให้การสนับสนุนชุมชนทั่วประเทศไทยผ่านโครงการฝึกงานกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยกว่า 11แห่ง และโครงการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำสำหรับเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นการร่วมมือกับมูลนิธิรักษ์ไทยและ แคร์ ประเทศญี่ปุ่น โดยคาดการณ์จำนวนนักเรียนมากกว่า1,000 คนจากโรงเรียน 10 แห่งใน 3 จังหวัดที่ร่วมโครงการ ซึ่งรวมถึงจังหวัดสมุทรปราการ จะเข้าร่วมในโครงการผู้นำเยาวชนในครั้งนี้

 
 

AUTO NEWS : เมอร์เซเดส-เบนซ์ ส่งสุดยอดแคมเปญต้อนรับปีใหม่ จัดหนักทั้ง ดอกเบี้ย 0% และประกันชั้นหนึ่ง กับรถยนต์ 3 รุ่นยอดฮิต Mercedes-Benz GLC, S-Class และ E-Class

Wednesday, 16 January 2019 17:37

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดแคมเปญสุดยิ่งใหญ่รับต้นปี2562 มอบข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ระดับพรีเมี่ยม กับ3 รุ่นรถยนต์ยอดนิยมตลอดกาลของเมอร์เซเดส-เบนซ์ทั้งรุ่นGLC,S-Class และE-Classทั้งอัตราดอกเบี้ย 0%และประกันชั้น 1 สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปสามารถสอบถามรายละเอียดเงื่อนไขได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 32แห่ทั่วประเทศ

   มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า “เมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นแบรนด์รถยนต์ที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามาอย่างยาวนาน ด้วยความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้า ความเป็นผู้นำทั้งทางด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และระบบความปลอดภัยอันล้ำสมัย รวมถึงความเชื่อมั่นด้านการบริการหลังการขายจากช่างผู้เชี่ยวชาญที่สามารถครอบคลุมดูแลลูกค้าได้
ทั่วประเทศไทย”

   “สำหรับในปี2562นี้ เพื่อสานต่อยอดจองจำนวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์จากงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป เมอร์เซเดส-เบนซ์ จึงได้เปิดประเดิมรับปีใหม่ ด้วยการจัดแคมเปญส่งเสริมการขาย สำหรับรถยนต์ 3รุ่นยอดนิยมของคนไทย อย่างMercedes-Benz GLCทั้งในรุ่นGLC250d 4MATIC OFF-ROADและGLC 250d 4MATIC AMG Dynamic

   ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกระหว่างรับอัตราดอกเบี้ย0%สำหรับสัญญาเช่าซื้อระยะเวลา48เดือน หรือส่วนลดเงินดาวน์สำหรับทุกประเภทสัญญาE-Classกับข้อเสนอพิเศษพร้อมประกันภัยชั้นหนึ่งนาน 1-2ปี

และ S-Class ที่มาพร้อมกับประกันภัยชั้นหนึ่งยาวนานถึง3ปีสำหรับลูกค้าที่รับรถยนต์ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปซึ่งเราเชื่อมั่นว่าแคมเปญนี้จะเป็นการสร้างสีสัน พร้อมกระตุ้นยอดจำหน่ายในช่วงไตรมาสแรกได้เป็นอย่างดี”มร.ฟรังค์กล่าวปิดท้าย

   สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถติดต่อทดลองขับรถยนต์ และสอบถามรายละเอียดเงื่อนไขได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 32แห่งทั่วประเทศไทย

 
 

AUTO NEWS : images/stories/autoinsider/CHEVROLET2019_GM-Top-10-Trends-for-201/CHEVROLET2019_GM-Top-10-Trends-for-201/01.jpg

Tuesday, 15 January 2019 15:44

 

 

 

 

 

 

  

   จีเอ็ม อินเตอร์เนชั่นแนลซึ่งดูแลแบรนด์เชฟโรเลต โฮลเด้น และคาดิลแลคในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ร่วมกับนายริชาร์ด วัตสันนักอนาคตวิทยา ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์NowAndNext.comและผู้เขียนเรื่องดิจิทัลกับมนุษย์ (Digital Vs. Human)เผย 10 เทรนด์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่น่าจับตามองในปี 2562

   นายริชาร์ด วัตสันกล่าวถึงภาพรวมตลาดรถยนต์ว่า “ในปี 2562ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจะยังคงเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ดีเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกกำลังมองไปยังอนาคตข้างหน้า ในขณะที่ภูมิภาคอื่นๆ นั้นกลับหวนคิดถึงอดีต”

   แม้ว่าบางเทรนด์ที่เรากล่าวถึงในวันนี้อาจจะยังไม่เกิดขึ้นในปี 2562 แต่เราเชื่อว่าอีกไม่นานคุณจะได้เห็นเทรนด์เหล่านี้อย่างแน่นอน ซึ่งบางทีอาจจะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คุณคิดด้วยซ้ำ ที่จริงแล้วการคาดการณ์ของนายริชาร์ดสำหรับอนาคตอันใกล้นี้ตรงกันกับสิ่งที่จีเอ็ม โกลเบิลกำลังดำเนินการอยู่ เพื่อพลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ในศตวรรษที่21 ดังนี้

1.   ยานยนต์ไร้คนขับจะยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

มีการคาดการณ์ว่า การพัฒนาการขนส่งแบบไร้คนขับ ซึ่งรวมถึงรถยนต์ รถไฟ รถโดยสารประจำทาง รถบรรทุก และบางทีอาจจะพัฒนาไปถึงเครื่องบินในที่สุด ครูซ ออโตเมชั่น (Cruise Automation) ซึ่งเป็นบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติของจีเอ็ม กำลังเดินหน้าเพื่อจะนำรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ (AVs)เข้าสู่ตลาดเป็นรายแรก ทั้งนี้ จีเอ็มนับว่าเป็นผู้นำในด้านการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับ ด้วยการเปิดตัวระบบขับเคลื่อนกึ่งอัตโนมัติ ซูเปอร์ครูซ(Super Cruise semi-autonomous) ในรถคาดิลแลคที่จำหน่ายในประเทศจีนและสหรัฐอเมริกา

2.   การเติบโตและการลงทุนในรถยนต์ไฟฟ้าและเชื้อเพลิงทางเลือกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ธุรกิจหลักของจีเอ็มที่แข็งแกร่งและความต้องการของตลาดโลกที่มีต่อรถกระบะและรถอเนกประสงค์ ทำให้จีเอ็มสามารถลงทุนในเทคโนโลยีสำหรับอนาคตได้อย่างเต็มที่ เมื่อปี2560จีเอ็มประกาศแผนเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจำนวน 20 รุ่นภายในปี 2566ในขณะเดียวกัน จีเอ็มได้ทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน ซึ่งจะเปิดตัวในอนาคตอันใกล้นี้ การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าของจีเอ็มควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบขับเคลื่อนอัตโนมัตินั้น นับเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ของจีเอ็ม เพื่อโลกที่ปราศจากอุบัติเหตุ มลพิษ และความแออัด

3.   การแบ่งขั้วระหว่างรถที่มีขนาดใหญ่/ขนาดเล็ก ราคาแพง/ราคาไม่แพง และรถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม/ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 

ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์รายต่างๆ เดินหน้าลงทุนในรถยนต์ไฟฟ้า พวกเขาก็ยังคงผลิตรถกระบะและรถอเนกประสงค์ ซึ่งเป็นกลุ่มรถยนต์ที่เป็นที่ต้องการของตลาด เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค กลุ่มรถยนต์ดังกล่าวกำลังได้รับการพลิกโฉมด้วยความก้าวล้ำของจีเอ็มในด้านพลังงานไฟฟ้าและเชื้อเพลิงทางเลือกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ จีเอ็มเพิ่งจะเปิดตัวรถกระบะเชฟโรเลต โคโลราโด แซดเอช2 (ZH2) รถกระบะไฟฟ้าต้นแบบที่มีการขับเคลื่อนด้วยเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน มาพร้อมเครื่องยนต์รุ่นใหม่และแชสซีส์ของเชฟโรเลต ซิลเวอร์ราโด รถกระบะไฟฟ้าต้นแบบรุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนที่สามารถใช้งานบนเส้นทางออฟโรดได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่จีเอ็มเคยมีมา และนำไปสู่การพัฒนารถกระบะรุ่นใหม่ๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในอนาคต

4.   การลดลงของใบขับขี่ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในเมือง

จากการวิจัยของ Schrodersแสดงให้เห็นว่า สัดส่วนคนรุ่นใหม่ที่มีใบขับขี่รถยนต์หรือเป็นเจ้าของรถยนต์มีจำนวนลดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะที่การเพิ่มขึ้นของธุรกิจการให้บริการแชร์รถร่วมกัน (Car sharing services)เช่น แกร็บ (Grab) และลิฟท์ (Lyft)เป็นหนึ่งในปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ในปี 2559 จีเอ็มตอบสนองเทรนด์นี้ด้วยการลงทุนธุรกิจในลิฟท์ โดยทำงานร่วมกันกับบริษัทสตาร์ทอัพผู้ให้บริการรถยนต์ร่วมโดยสาร (Ride-hailing service) เพื่อพัฒนาเครือข่ายสำหรับการขับรถด้วยตนเองที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาตามความต้องการ และสร้างศูนย์กลางในการให้บริการรถเช่าหลายแห่ง ซึ่งจีเอ็มจะกลายเป็นผู้ให้บริการเช่ารถยนต์แก่ผู้ขับของลิฟท์

5.   การเติบโตของบริการการร่วมโดยสาร (Ride-sharing)การขนส่งที่ชุมชนเป็นเจ้าของและ การเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แบบสัดส่วน

เทรนด์นี้สอดคล้องกับการที่ใบขับขี่รถยนต์มีจำนวนลดลง แต่การใช้บริการรถยนต์ร่วมกันมีมากขึ้น ในประเทศออสเตรเลีย เมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา โฮลเด้นฉลองการดำเนินธุรกิจของหน่วยงานบริการเช่ารถMaven Gigของจีเอ็มครบรอบ 1ปี โดยตั้งแต่ Maven Gigเปิดให้บริการนั้นก็ประสบความสำเร็จและมีการเติบโตเป็นอย่างมาก เนื่องจากชาวออสเตรเตรเลียจำนวนมากหันไปทำงานในอาชีพอิสระ และดำเนินธุรกิจด้วยแนวคิดเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Sharing economy) เพื่อสร้างรายได้และมองหาวิธีการต่างๆ เพื่อเดินทางบนท้องถนนได้รวดเร็วขึ้น Maven Gigซึ่งเป็นทางเลือกในการเดินทางส่วนบุคคล (Personal mobility solution) สำหรับสมาชิกที่ทำอาชีพอิสระได้ฉลองครบรอบหนึ่งปีในการดำเนินงาน ทั้งนี้ Maven Gigยังได้ก้าวสู่ความสำเร็จครั้งสำคัญกับการมีรถคันที่ 1,000 วิ่งให้บริการบนท้องถนน

6.   เทรนด์มุ่งไปสู่รถยนต์ขนาดเล็กและน้ำหนักเบา (และการเติบโตของวัสดุนาโนที่ล้ำสมัย)

กฎข้อบังคับที่เข้มงวดของรัฐบาลเพื่อให้การปล่อยเชื้อเพลิงเป็นไปตามระดับมาตรฐาน และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และวัสดุที่ทำให้รถยนต์มีน้ำหนักเบา (หรือการทำให้น้ำหนักมีความเหมาะสม) เป็นสิ่งที่ผู้ผลิตทุกรายให้ความสำคัญ เชฟโรเลต คอร์เวตต์รุ่นปัจจุบัน ซึ่งในปัจจุบันนี้มีจำหน่ายในประเทศฟิลิปปินส์ มีฝากระโปรงคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา และแผ่นคอมโพสิตคาร์บอน-นาโนที่ช่วงล่างของรถยนต์จีเอ็มกำลังใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการออกแบบซอร์ฟแวร์ใหม่ เพื่อนำมาใช้ในการออกแบบยานยนต์รุ่นใหม่ที่มีน้ำหนักเบา เทคโนโลยีล้ำสมัยนี้คือกุญแจสำคัญในการพัฒนารถยนต์ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น มีน้ำหนักเบาลง และไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

7.   การเติบโตของรถยนต์ที่มาพร้อมกับระบบสื่อสารระหว่างกัน (Connected cars) และการขนส่งทั่วเมืองแบบบูรณาการ

รถยนต์ที่มาพร้อมกับระบบระบบสื่อสารระหว่างกันทำให้การสื่อสารระหว่างรถยนต์และโครงสร้างพื้นฐาน(Vehicle-to-infrastructure) หรือ V2Iและการสื่อสารของรถยนต์กับสิ่งรอบตัว (Vehicle-to-everything) หรือV2Xจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาความปลอดภัยและประสิทธิภาพของการจราจร เมื่อมีการนำไปใช้อย่างแพร่หลาย จีเอ็มเป็นผู้นำในการนำการสื่อสารของรถยนต์กับสิ่งรอบตัวไปใช้ในประเทศจีน ในปี 2559 จีเอ็มกลายเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายแรกที่แสดงให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันของแอปพลิเคชัน V2Xในประเทศในปี2560จีเอ็มประสบความสำเร็จในการสาธิตประสิทธิภาพของ V2Iบนถนนสาธารณะที่นครเซี่ยงไฮ้ เมื่อไม่นานมานี้ จีเอ็มได้เข้าร่วมการสาธิตการสื่อสารของรถยนต์กับสิ่งรอบตัวด้วยโทรศัพท์มือถือ หรือ C-V2Xร่วมกับอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นครั้งแรก

8.   การพิมพ์สามมิติของชิ้นส่วนยานยนต์และบางทีอาจจะเป็นรถยนต์ทั้งคัน (รวมไปถึงวัสดุสี่มิติ)

ไม่ใช่ความลับหากผู้ผลิตรถยนต์อย่างจีเอ็มจะเป็นผู้บุกเบิกการใช้เครื่องพิมพ์สามมิติ เพื่อสร้างชิ้นส่วนต้นแบบสำหรับการพัฒนายานยนต์ เมื่อช่วงต้นปี2561จีเอ็มกล่าวว่า บริษัทฯ กำลังทำงานร่วมกับบริษัท ออโตเดสก์ ซึ่งเป็นบริษัทรับออกแบบและพัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีน้ำหนักเบาด้วยการพิมพ์สามมิติใหม่ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ผลิตรถยนต์บรรลุเป้าหมายในการเพิ่มรถยนต์ที่ใช้พลังงานทดแทนในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของจีเอ็ม จีเอ็มตั้งเป้าว่าจะมีชิ้นส่วนยานยนต์ที่พิมพ์ด้วยระบบสามมิติใหม่เหล่านี้ในรถยนต์ระดับรุ่นไฮเอนด์ และแอปพลิเคชันมอเตอร์สปอร์ตภายใน 1 ปี  และภายใน 5 ปี จีเอ็มคาดหวังว่าจะผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จำนวนเป็นพันหรือหมื่นชิ้นในปริมาณมากขณะที่เทคโนโลยีนี้ได้รับพัฒนา การใช้วัสดุการพิมพ์สี่มิติที่สามารถเปลี่ยนรูปทรงได้จะอีกไกลหรือไม่นั้น ติดตามดูกันต่อไป!

9.   การจากไปของเกียร์กระปุก (เกียร์ธรรมดา)

ในขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์บางราย รวมถึงจีเอ็มยังคงนำเสนอรถยนต์รุ่นที่มีเกียร์ธรรมดาในจำนวนที่ไม่มาก หรือความก้าวหน้าในการใช้เชื้อเพลิงอย่างประหยัด และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของเกียร์อัตโนมัติมีให้ทั้งหมด แต่กำจัดความต้องการรถยนต์ที่เป็นเกียร์กระปุก ในทางกลับกัน การเพิ่มขึ้นของฟังก์ชั่นเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยแบบ Paddle Shiftช่วยให้ผู้ขับขี่เปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติได้เองด้วยพวงมาลัยและคันโยกที่ติดกับพวงมาลัย แต่ผู้เชี่ยวชาญบางคนกล่าวไว้ว่า สิ่งนี้เป็นแฟชั่นที่ผ่านไปแล้ว ในรายงานเมื่อปี 2560 จีเอ็มกล่าวว่า ผู้ขับขี่รถยนต์ 62 เปอร์เซ็นต์นั้น ใช้ฟังก์ชั่นเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยแบบ Paddle Shiftน้อยกว่า 2 ครั้งต่อปี

10.   ผลกระทบของประชากรสูงอายุต่อการออกแบบและการใช้งานรถยนต์

ขณะที่อายุเฉลี่ยของประชากรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นต่ำกว่า 30 ปี ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกมีประชากรที่มีอายุเฉลี่ยมากกว่า ประชากรในประเทศญี่ปุ่นนั้นมีอายุเฉลี่ยเกือบ 50 ปี ในอดีตคนสูงอายุจะมีการเคลื่อนไหวและความคล่องตัวที่จำกัด และต้องการรถยนต์ที่มีการออกแบบ เพื่อรองรับผู้ที่มีความยืดหยุ่นน้อยลง ทุกวันนี้ผู้สูงอายุมีความคล่องแคล่วและกระฉับกระเฉงมากขึ้น และรถยนต์ที่พวกเขาเลือกจะเป็นรถครอสโอเวอร์ขนาดกลางที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรถดังกล่าวสามารถเข้าออกได้อย่างสะดวกสบาย นอกจากนี้ เทคโนโลยีขั้นสูงต่างๆ เช่น เทคโนโลยีระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Active Safety) ที่มีอยู่ในรถยนต์ของจีเอ็มจะช่วยให้ผู้ขับขี่ทุกวัยสามารถหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุได้ และการแนะนำระบบรถยนต์ไร้คนขับของจีเอ็ม และการให้บริการรถยนต์ร่วมโดยสารจะช่วยลูกค้าสูงอายุได้มากขึ้น  

 
 

AUTO NEWS : มาสด้าระเบิดฟอร์มสุดยอดทำสถิติใหม่ทะลุ 7 หมื่นคัน ชี้เศรษฐกิจปีหมูทองสดใสเตรียม 6 รุ่นเสริมทัพ

Tuesday, 15 January 2019 15:10

 

 

 

 

 

 

   บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัดเผยความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจปี 2561 ที่ผ่านมา ยอดขายพุ่งสูงสุดทะลุ 7 หมื่นคัน เติบโต 37% ทำลายทุกสถิติ มั่นใจปี 2562 ตลาดรถยนต์คึกคักกว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา เนื่องจากปัจจัยบวกรอบทิศทาง เตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่เสริมทัพอีก 6 รุ่น ทั้งรถเก๋ง รถอเนกประสงค์ และรถครอสโอเวอร์ มาพร้อมดีไซน์ใหม่ เทคโนโลยี SKYACTIV-X และ Hybrid ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเหนือระดับเพื่อเติมเต็มความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด เน้นกลยุทธ์การสร้างสายสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว ยกระดับคุณภาพบริการหลังการขาย พร้อมปรับโฉมโชว์รูมและศูนย์บริการให้เสร็จสมบูรณ์ภายในปีนี้ มั่นใจปีนี้ยอดขายมากกว่า 75,000 คัน และครองส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 6.7%

   นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร มาสด้า เซลส์ ประเทศไทยกล่าวว่า ตลาดรถยนต์ในปี 2561 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีแห่งการวัดคุณภาพและฝีมือของคนยานยนต์ เนื่องจากตลาดมีการแข่งขันที่สูงมาก ประกอบกับมาสด้าไม่ได้มีรถยนต์รุ่นใหม่ลงสู้ศึกในตลาด แต่กลับทำยอดขายได้เป็นกอบเป็นกำ สาเหตุสำคัญเกิดจากความมั่นใจของลูกค้าที่มีต่อตัวโปรดักซ์ทุกรุ่น กิจกรรมการตลาดที่เข้าถึงทุกพื้นที่ การสื่อสารแบรนด์สู่ความเป็นพรีเมียมแบรนด์ที่ลูกค้าสัมผัสได้จริง ตลอดจนการดูแลเอาใจใส่ลูกค้าเป็นอย่างดี ส่งผลให้ยอดขายรวมทะลุถึง 70,475 คัน เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 37%โดยเฉพาะรถมาสด้า2 ที่ขึ้นแท่นครองอันดับหนึ่งตลาดรถเก๋งเล็ก ด้วยยอดขายสูงถึง 45,972 คัน เพิ่มขึ้น 45% ในขณะที่รถอเนกประสงค์ CX-5โดนใจลูกค้าอย่างแรง คว้ายอดขายสูงสุดในประวัติศาสตร์ 8,184 คัน เพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 69% ในส่วนรถปิกอัพ บีที-50 โปร เริ่มกลับมาเป็นขวัญใจลูกค้าอีกครั้ง ด้วยยอดขาย 7,498 คัน เพิ่มขึ้น 26%ส่งผลให้มาสด้าสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง 6.7%ซึ่งถือเป็นส่วนแบ่งการตลาดสูงที่สุดของมาสด้าทั่วโลก

   ย้อนกลับไปเมื่อช่วงต้นปี 2561 ผู้เชี่ยวชาญต่างคาดการณ์ยอดขายอุตสาหกรรมรถยนต์ไว้ที่ประมาณ 920,000คัน หลังจากผ่านครึ่งปีแรกหลายฝ่ายเริ่มมองตัวเลขที่ 1 ล้านคัน แต่ท้ายที่สุดสามารถปิดตัวเลขยอดขายรวมทั้งปี ประมาณการอยู่ที่ 1,040,000คัน หรือเติบโตเพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์ประมาณ 19% เปรียบเทียบกับตัวเลขยอดรวมเมื่อปี 2560 อยู่ที่ 871,650คัน สำหรับรถยนต์มาสด้ามียอดขายเติบโตมากที่สุดถึง 70,475 คัน หรือเติบโตเพิ่มขึ้นสูงถึง 37% และสามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้ถึง 6.7%เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ล่างหน้าถึง 1 ปี โดยยอดขายในแต่ละรุ่นประจำปี 2561มีดังนี้

สรุปยอดจำหน่ายรถยนต์มาสด้า ประจำปี 2561เปรียบเทียบกับปี 2560

   พร้อมกันนี้ นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ยังได้กล่าวถึงแผนการพัฒนาธุรกิจของมาสด้าในปี 2562 โดยคาดว่าตลาดรถยนต์จะทรงตัวหรือเติบโตขึ้นเล็กน้อย โดยประมาณการตัวเลขอยู่ที่ 1.03 – 1.06 ล้านคัน ส่วนยอดขายมาสด้ามองว่าปีนี้จะเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 75,000 คัน หรือเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 5– 10% และส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่า 6.7% โดยปีนี้ยังคงเน้นการบริการลูกค้าทั้งก่อนและหลังการขาย ด้วยการเสริมศักยภาพของทีมงานในองค์กรรวมถึงทีมงานของผู้จำหน่าย ที่สำคัญปีนี้ถือเป็นปีทองของมาสด้าที่จะทำการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดมากถึง 6 รุ่น และมาพร้อมกับรูปลักษณ์การออกแบบจาก โคโดะ ดีไซน์ เจนเนอเรชั่น 2 และเทคโนโลยีสกายแอคทีฟใหม่ ควบคู่ไปกับการกำหนดกลยุทธ์การสื่อสารที่ฝ่ายการตลาดได้เพิ่มช่องทางการสื่อสารเพื่อสร้างความใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น

   มร. อัตสึชิ ยาซูโมโต้ รองประธานบริหารอาวุโสกล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นตลาดหลักที่สำคัญของมาสด้า ด้วยยอดขายอันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียน สูงสุดติดกันมาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี ที่สำคัญ มาสด้า มอเตอร์ ยังคงให้การสนับสนุน มาสด้า ประเทศไทย อย่างต่อเนื่องในทุกด้าน ทั้งการลงทุนและเทคโนโลยี ในปีนี้มาสด้ากำลังจะก้าวไปสู่รถยนต์ในเจเนอเรชั่นที่ 7 และการมาของเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุด SKYACTIV-X ซึ่งเป็นการผสมผสานคุณลักษณะเด่นของเครื่องยนต์เบนซินและดีเซลรวมไว้ด้วยกัน และเมื่อกล่าวถึงเรื่องเครื่องยนต์ ผมคงจะต้องกล่าวถึงเรื่องเทคโนโลยีทางด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ EV โดยเครื่องยนต์ SKYACTIV-X นั้นเราได้ผนวกเทคโนโลยีไฟฟ้าเข้ามาด้วย ซึ่งในส่วนนี้เราได้คิดตั้งแต่เริ่มกระบวนการพัฒนา หรือ Well-to-Wheel ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ผ่านกระบวนการทำงานของรถยนต์ทั้งคัน เพราะมาสด้าได้เล็งเห็นปัญหาในเรื่องของภาวะโลกร้อน จึงเป็นที่มาของนโยบายSustainable Zoom-Zoom 2030 เพื่อให้โลกยังคงสวยงาม เพื่อผู้คน และสังคมของเรา มีความงดงามและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข

   ด้านการตลาด นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ แสดงความคิดเห็นว่า การสื่อสารถือเป็นหัวใจหลักสำคัญ จำเป็นต้องพัฒนาการสื่อสารให้ครบทุกช่องทาง โดยเฉพาะออนไลน์ให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น เริ่มจากการกำหนดสไตล์ของแบรนด์ หรือ Mazda Brand Style เพื่อให้เกิดการจดจำและสร้างการรับรู้ของแบรนด์ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่มาสด้าต้องถ่ายทอดและให้ลูกค้าเห็นได้ในทุกๆ ที่ และสิ่งนี้ยังเป็นการปูทางไปสู่การมาของรถยนต์มาสด้าเจนเนอเรชั่นที่ 7โดยเราได้ปรับเปลี่ยนทั้งในส่วนของโลโก้ รูปแบบตัวอักษรทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รวมทั้งการวางองค์ประกอบของภาพถ่าย และพื้นที่ในการจัดแสดงรถทั้งภายในโชว์รูมและกิจกรรมส่งเสริมการตลาด

   นอกจากนี้ มาสด้าจะทำการปรับปรุงเว็บไซต์ใหม่ซึ่งจะเผยโฉมให้ทุกท่านได้เห็นในเร็วๆ นี้ โดยเว็บไซต์ใหม่นั้นจะมีความเป็นมิตรกับผู้ใช้มากยิ่งขึ้น เสมือนเป็นหน้าต่างที่ให้ผู้ใช้เข้าสู่โลกของมาสด้าอย่างแท้จริง เป็นการร้อยเรื่องราวของแต่ละส่วนให้มีความsmooth น่าใช้งานมากยิ่งขึ้น

   แม้ว่าเราจะอยู่ในยุคที่ข่าวสารมีอยู่มากมาย หลากหลายช่องทาง และยังมาในรูปแบบที่หลายอย่างเป็นเทรนด์ที่มาเร็วและไปเร็ว ทำให้หลายคนมองว่าพฤติกรรมผู้บริโภคนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่ความเป็นจริงแล้วยังมีอีกหลากหลายพฤติกรรมที่ยังคงอยู่ ทั้งนี้ปัจจุบันสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการคือ ความง่ายและสะดวก ซึ่งมาสด้าจะยังคงสร้างสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ลูกค้าเกิดการรับรู้ในแบรนด์อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการทำการตลาดหรือกลยุทธ์ต่างๆ ที่เราต้องใช้นั้นต้องสอดคล้องไปตามเทรนด์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป นายธีร์ กล่าวเสริม

   แน่นอนว่าการบริการหลังการขายถือเป็นหัวใจหลักสำคัญของมาสด้า ที่ดำเนินการทั้งปรับทั้งเปลี่ยนเพื่อให้ลูกค้าพึงพอใจมากที่สุด ดร. ปณัสย์ บุญค้ำ รองประธานบริหารฝ่ายบริการหลังการขาย กล่าวถึงแผนงานเพื่อเอาใจใส่ดูแลลูกค้ามาสด้าให้ดีที่สุดว่า ปัจจัยสำคัญที่ต้องเร่งลงมือทำและต้องทำอย่างต่อเนื่อง คือ การขยายศูนย์ซ่อมสีและตัวถังปัจจุบันเปิดให้บริการไปแล้ว 21 แห่ง ทั่วประเทศ เป้าหมายที่วางไว้ในปีนี้คือ 28 แห่ง และภายในปี 2021 จะเพิ่มขึ้นเป็น 58แห่งนอกจากนี้กระบวนการในการให้บริการหลังการขายถือเป็นส่วนสำคัญ ดังนั้นสิ่งที่ต้องเร่งพัฒนาปรับปรุงให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด คือประสิทธิภาพของช่องซ่อม ราคาอะไหล่ที่สามารถแข่งขันได้ การจัดส่งอะไหล่ต้องรวดเร็ว ปัจจุบันเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีการจัดส่งอะไหล่ถึง 3 ครั้งต่อวัน ส่วนต่างจังหวัดจัดส่ง 1 ครั้ง ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ รวมทั้งการปรับปรุงคุณภาพศูนย์บริการ และประสิทธิภาพบุคลากรของผู้จำหน่ายต้องมีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

   นายสมหมาย แซ่อึ้ง รองประธานบริหารฝ่ายขายกล่าวว่า สำหรับปีนี้มาสด้ายังคงมุ่งมั่นในการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการขาย การที่เราจะพัฒนาด้านการขายให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ เราต้องมีกระบวนการสรรหาลูกค้าให้ตรงตามกลุ่มเป้าหมาย โดยสถานที่ที่เราจะพบกับลูกค้าได้นั้น ปัจจุบันมาจาก 3 แหล่งใหญ่ๆ ประกอบด้วย โชว์รูม การจัดกิจกรรมนอกสถานที่ (Local Event)และจากสื่อออนไลน์ ทั้งนี้มาสด้ามีแผนงานที่สำคัญ 2 เรื่องหลัก เพื่อที่จะใช้เป็นกลยุทธ์หลักในการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายผู้จำหน่าย คือ เพิ่มปริมาณการจัดกิจกรรมบนโชว์รูม และกิจกรรมโรดโชว์ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างความใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น โดยแบ่งออกเป็น การจัดงานที่โชว์รูม ภายใต้ชื่องาน คือ  “MAZDA NEXT EXPERIENCE”และการจัดงานที่ห้างสรรพสินค้า คือ “MAZDA SKYACTIV FESTIVAL”ปัจจุบันนี้มาสด้ามีโชว์รูมทั้งหมด 139 แห่ง จะขยายเพิ่มขึ้นอีก 5 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ภายในสิ้นปีงบประมาณ 2561มีการปรับปรุงโชว์รูมภายใต้ภาพลักษณ์ใหม่ไปแล้ว 81 แห่ง และจะเพิ่มขึ้นเป็น 115 แห่ง โดยจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปีงบประมาณ 2562

   นี่คือแนวทางและปณิธานทั้งหมดที่ได้มาสด้ามุ่งมั่นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า นี้คือยุทธศาสตร์ที่จะขับเคลื่อนธุรกิจของมาสด้าที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2562 เพื่อต่อยอดสู่ความสำเร็จและความมุ่งมั่น เพื่อให้มาสด้าเป็นแบรนด์หนึ่งเดียวที่ลูกค้าให้ความเชื่อมั่นและไว้วางใจอย่างยั่งยืน

 
 

AUTO NEWS : วอลโว่ คาร์ ทุบสถิติยอดขายทั่วโลกปี 2018 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ รวมมากกว่า 600,000 คัน

Thursday, 10 January 2019 18:12

 

 

 

 

 

 

 

 

   วอลโว่ คาร์ประกาศความสำเร็จผลการดำเนินธุรกิจในปี 2018 ที่ผ่านมา ด้วยยอดจำหน่ายรถยนต์มากที่สุดเป็นประวัติการณ์สูงกว่า 600,000 คันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1927 โดยในปี 2018 บริษัทมียอดจำหน่ายรถยนต์ทั่วโลกมากถึง 642,253 คันคิดเป็นอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 12.4% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2017 ที่สามารถจำหน่ายได้ 571,577 คัน โดยปี 2018 นับเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันที่วอลโว่มียอดจำหน่ายรถยนต์ทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

   สถิติยอดขายในปี 2018 แสดงให้เห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคที่มีต่อกลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์รุ่นใหม่ของวอลโว่ โดยกลุ่มสินค้าที่มียอดจำหน่ายสูงสุดเป็นกลุ่มประเภทรถเอสยูวีเจ้าของรางวัลในตลาดภูมิภาคชั้นนำของโลก ทั้งสหรัฐอเมริกา จีน และยุโรป โดยเฉพาะในเดือนธันวาคม 2018 วอลโว่สามารถจำหน่ายรถยนต์ทั่วโลกได้มากถึง 60,157 คัน เพิ่มขึ้น 2.8% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

   สำหรับตลาดประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างเดือนมกราคม – ธันวาคม 2018 วอลโว่มียอดจำหน่ายรถยนต์อยู่ที่ 98,263 คัน เพิ่มขึ้นถึง 20.6% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ความสำเร็จนี้เกิดจากความต้องการประเภทรถเอสยูวีที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเป็นรุ่น XC60 ที่จำหน่ายได้มากที่สุด ส่วนรุ่น S60 ซึ่งดำเนินการผลิตในสหรัฐฯ ได้เริ่มทำการจัดส่งไปยังบรรดาผู้แทนจำหน่ายแล้ว และคาดว่าจะช่วยเพิ่มยอดจำหน่ายของปี 2019 ได้เป็นอย่างมาก เฉพาะเดือนธันวาคม 2018 วอลโว่สามารถจำหน่ายรถยนต์ในสหรัฐฯ ได้ถึง 8,826 คัน

   ส่วนยอดจำหน่ายในจีนตลอดทั้งปีอยู่ที่ 130,593 คัน เติบโตขึ้น 14.1% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยความต้องการสูงสุดเป็นรถยนต์รุ่นที่ประกอบในประเทศจีนอย่าง XC60 และ S90ซึ่งเฉพาะในเดือนธันวาคมเพียงเดือนเดียว สามารถจำหน่ายได้ถึง 11,868 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 17.9%

   ตลาดยุโรปรายงานผลการประกอบการที่ดีเยี่ยมในปีนี้เช่นกัน โดยตลอดระยะเวลา 12 เดือนจำหน่ายได้กว่า317,838 คัน เติบโตขึ้น 6.4% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2017 โดยมีรุ่นที่จำหน่ายได้มากที่สุดคือ V60 และ XC40 ซึ่งเฉพาะในเดือนธันวาคม 2018 วอลโว่จำหน่ายรถยนต์ทั่วยุโรปได้ถึง 29,469 คัน

   ในปี 2018 รุ่น XC60 ถือเป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดของวอลโว่ด้วยจำนวนถึง 189,459 คัน (ปี 2017 ที่ 184,966 คัน) ตามมาด้วยรุ่น XC90 จำนวน 94,182 คัน (ปี 2017 ที่ 87,518 คัน) และ V40/V40 Cross Country ที่ 77,587คัน (ปี 2017 ที่ 95,370 คัน) ตลอดเวลา 12 เดือน จำหน่ายรุ่น XC40ได้ 75,828 คัน ส่วน S90 ได้ 57,142 คัน (ปี 2017 ที่ 46,602 คัน)   

 
 

AUTO NEWS : เชฟโรเลตช่วยเหลือลูกค้าผู้ประสบภัยพายุปาบึก มอบบริการตรวจเช็คฟรี 30 รายการ พร้อมส่วนลดค่าอะไหล่ 30 เปอร์เซ็นต์ และส่วนลดค่าแรง 10 เปอร์เซ็นต์

Thursday, 10 January 2019 17:31

   เชฟโรเลต ประเทศไทยผนึกกำลังกับผู้จัดจำหน่าย 13แห่งในพื้นที่ภาคใต้เปิดตัวโครงการ “เชฟโรเลต พร้อมเคียงข้างพี่น้องชาวใต้ที่ประสบภัยพายุปาบึก” เพื่อช่วยเหลือลูกค้าเชฟโรเลตที่ได้รับผลกระทบจากพายุปาบึกในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย ด้วยการมอบบริการตรวจเช็ครถฟรี 30 รายการ พร้อมส่วนลดค่าอะไหล่ 30 เปอร์เซ็นต์ และส่วนลดค่าแรง 10 เปอร์เซ็นต์ สำหรับรถยนต์เชฟโรเลตทุกรุ่นที่ประสบภัยพายุปาบึก ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2562

   นายวรพรรณ พันธุ์แมนผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาหลังการขาย บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวว่า “จากสถานการณ์พายุโซนร้อนปาบึก ที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดทางภาคใต้ ได้สร้างความเสียหายให้กับประชาชนในพื้นที่ทั้งทรัพย์สิน และที่อยู่อาศัย ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก เชฟโรเลตประเทศไทย และผู้จัดจำหน่ายต่างรับรู้ถึงความเดือดร้อนนี้ และรู้สึกเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง บริษัทฯ จึงได้จัดแผนการช่วยเหลือลูกค้าในพื้นที่ประสบภัย เพื่อเป็นการช่วยลดภาระค่าซ่อมบำรุง เพื่อบรรเทาความทุกข์ และความเดือดร้อนให้กับลูกค้าผู้ใช้รถยนต์เชฟโรเลต”

   นายวรพรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า “โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมเชฟโรเลต คอมพลีต แคร์ ซึ่งถือเป็นความมุ่งมั่นของเชฟโรเลตที่ต้องการดูแลลูกค้าของเรา โดยครอบคลุมการบริการหลังการขาย การซ่อมแซมรถยนต์ และการรับประกันโดยช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ ที่คอยอำนวยความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้าเชฟโรเลตทั่วประเทศ เพื่อลูกค้าจะได้รับความพึงพอใจ และได้รับประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมจากการใช้งานรถยนต์เชฟโรเลต”

   ลูกค้าเชฟโรเลตสามารถนำรถยนต์เชฟโรเลตที่ประสบภัยพายุปาบึกทุกรุ่นเข้ารับบริการตรวจเช็ครถ 30 รายการ อาทิ ช่วงล่าง เบรก ชิ้นส่วนสำคัญ และระบบต่างๆ เป็นต้น โดยที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด รวมถึงลูกค้าจะได้รับส่วนลดค่าอะไหล่ 30 เปอร์เซ็นต์ และส่วนลดค่าแรง 10 เปอร์เซ็นต์ ที่ผู้จัดจำหน่ายเชฟโรเลตที่เข้าร่วมโครงการโดยโครงการนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2562

ผู้จัดจำหน่ายเชฟโรเลตที่เข้าร่วมโครงการมีจำนวน 13 แห่ง ได้แก่

1. บริษัท ชาญศิริ ออโต้เซลส์ จำกัด (ตรัง)

2. บริษัท ซีเอ็มเอ็ม มอเตอร์ จำกัด (ชุมพร)

3. บริษัท วี.เอส.อาร์. ออโต้เซลส์ จำกัด (อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี)

4. บริษัท วี.เอส.อาร์. ออโต้เซลส์ จำกัด (อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช)

5. บริษัท ทีพี ออโต้เซลส์ จำกัด (สตูล)

6. บริษัท วี.เอส.ที. ออโต้เซลส์ จำกัด (2002) (กระบี่)

7. บริษัท ไทยธนา ประจวบ จำกัด (ประจวบคีรีขันธ์)

8. บริษัท หาดใหญ่ อินเตอร์คาร์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด (ถนนลพบุรีราเมศวร์ สงขลา)

9. บริษัท ยะลา ออโต้เซลส์ จำกัด (ยะลา)

10. บริษัท พีทีซี ออโต้เซลส์ จำกัด (ปัตตานี)

11. บริษัท ระนอง ออโตโมบิล จำกัด (ระนอง)

12. บริษัท ทีเค ออโตโมบิล จำกัด (นราธิวาส)

13.บริษัท ทีเค ออโตโมบิล จำกัด (ภูเก็ต)

   ลูกค้าสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ โทร 1734 หรือที่ผู้จัดจำหน่ายเชฟโรเลตที่เข้าร่วมโครงการ หรือเว็บไซต์เชฟโรเลต www.chevrolet.co.th

 
 

AUTO NEWS : ซีซาร์ มิลลาน กลับมาอีกครั้งเพื่อเฟ้นหาจ่าฝูงคนใหม่ของทวีปเอเชีย กับซีซั่นที่ 3 ของรายการ “ซีซาร์ รีครูท เอเชีย” (Cesar’s Recruit Asia) ทดสอบความแข็งแกร่งของสุดยอดนักฝึกสุนัข

Wednesday, 09 January 2019 18:17

   การแข่งขันเพื่อเฟ้นหาสุดยอดนักฝึกสุนัขที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย Cesar's Recruit Asia กลับมาอีกครั้งกับซีซั่นที่ 3 ในปี 2562พร้อมเปิดออดิชั่นนักฝึกสุนัขจากทั่วทั้งภูมิภาคที่มีอายุตั้งแต่ 19ปีขึ้นไป    เพื่อคว้าโอกาสในการทำงานร่วมกับ ซีซาร์ มิลลานผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมสุนัขที่มีชื่อเสียงระดับโลก ในซีซั่นนี้ ซีซาร์ มิลลาน จะมาพร้อมกับผู้บริหารทีมใหม่ ประกอบด้วย โทนี เดนิโร และอัชวานท์ เวนกาทรัม

   รายการ ซีซาร์ รีครูท เอเชีย ซีซัน 3 ได้รับการสนับสนุนโดยซูบารุ จะค้นหาผู้เข้าแข่งขัน 8 คนที่จะมาขับเคี่ยวเพื่อชิงตำแหน่งที่ทุกคนปรารถนา นั่นคือ “Asian Recruit” และยังจะได้เป็นทูตของรายการสำหรับประเทศของตนเองด้วย โดยผู้ชนะจะได้เป็นผู้ช่วยของ ซีซาร์ มิลลาน ในการทำภารกิจระดับโลก เพื่อทำให้เจ้าของสุนัขสามารถเข้าใจและสามารถสื่อสารกับสัตว์เลี้ยงของพวกเขา

   “ผมกำลังมองหาเพื่อนร่วมงานกลุ่มใหม่ ที่มีทัศนคติที่ดี และมีความมุ่งมั่นที่จะลงมือทำในสิ่งที่จะช่วยให้เขากลายเป็นมือหนึ่งในวงการ” ซีซาร์ มิลลาน กล่าว “สุนัขทุกตัวควรได้รับโอกาสที่ดีที่สุดในชีวิต และผมดีใจที่ซูบารุก็เชื่อในวิสัยทัศน์นี้ โดยทำงานร่วมกับผมเพื่อแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ของผมกับคนรักสุนัขทั่วเอเชีย”

   ในซีซั่นใหม่ที่จะมาถึงนี้ ผู้แข่งขันจะเผชิญภารกิจสุดทรหด ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อทดสอบความแข็งแกร่งทางจิตใจของพวกเขา ประกอบด้วย ความสามารถในการล้มและลุกขึ้นใหม่ และการมีสมาธิ ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของภารกิจในการที่จะก้าวขึ้นเป็นจ่าฝูงสูงสุด เพื่อไม่ให้ถูกคัดออก พวกเขาจะต้องพิสูจน์ตัวเองว่ามีความสามารถในการควบคุมอารมณ์อย่างเหมาะสม การจัดการปัญหา และพลังที่จำเป็นสำหรับการเป็นจ่าฝูง

   โดยทั้ง 7 ตอนของผังรายการที่วางไว้ ผู้เข้าแข่งขันจะได้พบกับความท้าทายใหม่ๆ ที่ออกแบบมาจากแง่มุมต่างๆในการฝึกสุนัข ตั้งแต่การสร้างเสริมสภาพจิตใจ และการเอาชนะความกลัว ไปสู่การมีสภาพร่างกายที่สมบูรณ์ ผู้เข้าแข่งขันหนึ่งคนจะถูกคัดออกหลังจากจบภารกิจแต่ละตอน ผู้ชนะของรายการซีซาร์ รีครูท เอเชีย ซีซั่น 3จะครองตำแหน่ง “ทูตซูบารุ” (Subaru Ambassador) เป็นเวลาหนึ่งปี และจะได้เข้าร่วมรายการสด และการทัวร์ทวีปเอเชียของซีซาร์ มิลลาน

   ซีซาร์ รีครูท เอเชีย เปิดรับคนรักสัตว์เลี้ยงที่มีความมุ่งมั่นทุกคน โดยไม่คำนึงถึงเพศ ภูมิหลัง อาชีพ และประสบการณ์การฝึกสุนัข การถ่ายทำจะเกิดขึ้น ณ ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม 2562 และผู้แข่งขันจะต้องสามารถพูดภาษาอังกฤษได้และมีเอกสารการเดินทางที่ถูกต้อง ผู้ที่สนใจสามารถสมัครได้ที่ www.subaru.asia/cesarmillan

 
 

AUTO NEWS : เจ้าของ ปาเจโร สปอร์ต รับของรางวัลมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท จากแคมเปญ Let’s Gold ลุ้นทอง ลุ้นเที่ยว ลุ้นล้าน

Wednesday, 09 January 2019 17:41

 

 

 

 

 

 

 

 

   มร. โมริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัดแสดงความยินดีและมอบของรางวัลให้แก่ผู้โชคดี 10 ท่าน ประจำเดือนพฤศจิกายน 2561 จากแคมเปญ Let’s Gold ลุ้นทอง ลุ้นเที่ยว ลุ้นล้านโดยมี นายเอกอธิ รัตนอารี กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขายในประเทศและบริการหลังการขาย  ร่วมถ่ายภาพแสดงความยินดีในพิธีมอบรางวัลดังกล่าว

   โดยแคมเปญดังกล่าวเป็นรายการส่งเสริมการขายพิเศษสำหรับลูกค้าที่ซื้อ รถอเนกประสงค์ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต โดยมีโอกาสรับรางวัลรายเดือน ได้แก่ สร้อยคอทองคำและบัตรกำนัลที่พักโรงแรมหรูรวมมูลค่า 3,250,000บาท ทุกเดือนตั้งแต่ 1 พ.ย. 2561– 31 ม.ค. 2562 และรางวัลใหญ่เมื่อสิ้นสุดแคมเปญเป็นทองคำแท่งมูลค่า 1 ล้านบาท จำนวน 1 รางวัล

ประกาศผลแคมเปญ Let’s Gold ลุ้นทอง ลุ้นเที่ยว ลุ้นล้าน พ.ย. 2561:  

https://www.mitsubishi-motors.co.th/en/about-us/news/press/news_2535

ข้อมูลเพิ่มเติมแคมเปญ Let’s Gold ลุ้นทอง ลุ้นเที่ยว ลุ้นล้าน:

https://www.mitsubishi-motors.co.th/th/promotion/all-new-xpander/promotion_2432/

 
 

AUTO NEWS : ฮอนด้า ตอกย้ำความสำเร็จ แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 10 ด้วยรางวัลจากหลากหลายสถาบันชั้นนำระดับโลก การันตีความเป็นที่สุดแห่งพรีเมียมซีดาน ทั้งดีไซน์และสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม เตรียมเปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ต้นปี 2562

Sunday, 06 January 2019 17:22

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย)จำกัด ตอกย้ำความสำเร็จของ ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 10 ที่สุดแห่งยนตรกรรมพรีเมียมซีดานด้วยรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมจากสถาบันชั้นนำ ทั้งในด้านดีไซน์ที่ผสานความหรูหราสง่างามกับความสปอร์ตไว้อย่างลงตัว และสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังเหนือระดับ ซึ่งจะทำการเปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี 2562

   ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 10เปิดตัวครั้งแรกที่เมืองดีทรอยต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2560 และหลังจากเปิดตัวเพียงไม่นาน ยนตรกรรมพรีเมียมซีดานรุ่นนี้ ก็สามารถคว้ารางวัลเกียรติยศจากหลากหลายสถาบันชั้นนำด้านยานยนต์ ทั้งในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และยุโรป ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าและการเป็นที่ยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญในวงการรถยนต์ที่มีต่อ ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 10 ได้เป็นอย่างดี โดยรางวัลต่างๆ ที่ ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 10 ได้รับหลังจากการเปิดตัว มีดังนี้

ปี 2560

·       รางวัลนวัตกรรมตัวถังยอดเยี่ยม EuroCarBody Awards 2017จากสมาคมยานยนต์ระดับนานาชาติ Automotive Circleในประเภท Volume Segment ซึ่งรถยนต์ในกลุ่มนี้จะต้องเป็นรถยนต์ที่มีการผลิตและจำหน่ายในตลาดเป็นจำนวนมาก และมีความคุ้มค่าต่อผู้ใช้งานอย่างสูงสุด โดยฮอนด้า แอคคอร์ด ได้รับรางวัลนี้ ด้วยคะแนนสูงสุดในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น ความโดดเด่นด้านดีไซน์ คุณภาพของวัสดุและกระบวนการผลิตเพื่อการประกอบรถยนต์ อีกทั้งมาพร้อมเทคโนโลยีอันล้ำสมัย เพื่อความสะดวกสะบายในการขับขี่ และความปลอดภัยในทุกการเดินทาง สมฐานะรถยนต์รุ่นเรือธงของฮอนด้า ที่สะท้อนให้เห็นภาพลักษณ์ความพรีเมียมของแบรนด์เทียบเท่าแบรนด์รถยนต์ยุโรป 

·       รางวัล Best Car of 2018 จาก ExtremeTechซึ่งฮอนด้า แอคคอร์ด ได้รับรางวัลในฐานะรถยนต์
พรีเมียมซีดาน ที่ลงตัวทั้งดีไซน์ ความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร และมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยแบบอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING)

·       รางวัล 2018 Best Car of the Year จาก Detroit Free Pressซึ่ง ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ นำเสนอคุณค่าทั้งในด้านประสบการณ์การขับขี่ที่ดีและสนุกสนาน อีกทั้งคำนึงความสะดวกสบายของผู้โดยสาร และพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้ายที่กว้างขวาง ลงตัวกับทุกการใช้งาน

ปี 2561

·       รางวัล Best Sedan จาก2018AutoWeb’s Buyer’s Choice Awards: Category Winners

·       รางวัล 2018 Best Resale Value ในประเภทซีดานขนาดกลาง (Mid-Size Car) จาก Kelly Blue Book โดยพิจารณาจากการเป็นเจ้าของในช่วง 5 ปีแรก ซึ่งฮอนด้า แอคคอร์ด เป็นรถยนต์ที่สามารถทรงคุณค่าของซีดานขนาดกลางที่สำหรับการซื้อขายมือสอง

·       รางวัล North American Car of the Year Awards 2018หลังจบงาน North American International Auto Show 2018 (NAIAS 2018) ในฐานะรถยนต์ใหม่ที่มีความสำคัญต่อตลาดรถยนต์

·        รางวัล MotorWeek's Drivers' Choice Awards 2018ในประเภทรถยนต์ซีดานสำหรับครอบครัวซึ่ง ฮอนด้า แอคคอร์ด ถือเป็นรถยนต์รุ่นหนึ่งของฮอนด้าที่ขายดีที่สุดในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

·       รางวัล 2018 Canadian Car of the Yearและรางวัลรถยนต์ขนาดใหญ่ยอดเยี่ยม (Best Large Car) ประจำปี 2018จากสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์ประเทศแคนาดา (Automobile Journalists Association of Canada: AJAC) ซึ่งผลรางวัลมาจาก การยกระดับการออกแบบและดีไซน์ของ ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ ให้มีความความหรูหราและสปอร์ตมากกว่าทุกรุ่นที่เคยมีมาและการสัมผัสประสบการณ์จริงในด้านการขับขี่ ซึ่ง ฮอนด้า แอคคอร์ด ในเจเนอเรชั่นก่อนหน้าก็ได้รับรางวัลนี้เช่นกัน

·       รางวัล Editor’s Choice Awards 2018รถซีดานยอดเยี่ยมประจำปี 2018จากนิตยสาร Car and Driverซึ่งเป็นนิตยสารรถยนต์ที่มีชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกามานานกว่า 6ทศวรรษ

·       รางวัล 2018 AUTOMOBILE All-Starsจากนิตยสาร Automobileมอบให้ ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่
รุ่นเครื่องยนต์เทอร์โบ ที่โดดเด่นทั้งในเรื่องของดีไซน์และการขับขี่ที่ทรงพลังในสไตล์สปอร์ต

·       รางวัล 2018New York Daily News Auto Awards (DNA)ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ ได้รับรางวัลรถยนต์ซีดานสำหรับครอบครัวที่ดีเยี่ยมที่สุด

·       รางวัล US Automotive Performance Execution and Layout 2018(US APEAL 2018)สำหรับรถยนต์ขนาดกลาง (Midsize Car) ซึ่งตัดสินจากผลการศึกษาวิจัยผู้บริโภคโดย J.D. Powerซึ่งฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ ได้รับระดับคะแนนสูงสุดในเกณฑ์การตัดสินทั้ง 5ด้าน ประกอบด้วย การขับขี่และการออกแบบในภาพรวม สมรรถนะ ความนั่งสบาย ฟีเจอร์และแผงหน้าปัดรถยนต์ ไปจนถึงเรื่องของสไตล์ รวมเป็นทั้งหมด 863คะแนน ซึ่งเทียบเท่ากับยนตรกรรมแบรนด์พรีเมียม

·       รางวัล 2019 Wards 10 Best Engines list จาก WardsAutoซึ่ง ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด ใหม่ ที่มาพร้อมระบบ Sport Hybrid Intelligent Multi Mode Drive (i-MMD)ใหม่ซึ่งเป็นระบบ Full Hybrid
เจเนอเรชั่นที่ 3
ติด 1ใน 10 อันดับเครื่องยนต์ที่ดีทีสุด ที่ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง การตอบสนองที่รวดเร็ว แต่ยังคงไว้ซึ่งอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม

·       รางวัล 10 Best Cars for 2019 จาก ExtremeTechซึ่งฮอนด้า แอคคอร์ด ได้รับรางวัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ในฐานะรถยนต์ที่พร้อมมอบความปลอดภัยให้แก่ผู้คน ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยแบบอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING)

   ทุกรางวัลที่ ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 10ได้รับนั้น สะท้อนความโดดเด่นในทุกด้านของรถยนต์
รุ่นนี้ได้อย่างดีเยี่ยม ตั้งแต่การออกและดีไซน์ สมรรถนะการขับขี่ เครื่องยนต์ที่ทรงประสิทธิภาพ ฟังก์ชั่นการใช้งานเพื่อความสะดวกสบาย รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยในทุกการขับขี่ ซึ่งเป็นการยอมรับจากผู้ใช้งานจริงและสถาบันที่มีชื่อเสียงในระดับโลก

   ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 10มาพร้อมกับดีไซน์ภายนอกที่ผสานความหรูหราสง่างามกับความสปอร์ตไว้อย่างลงตัว ด้วยเส้นสายที่ปราดเปรียวและเฉียบคมมากกว่าทุกรุ่นที่เคยมีมาเครื่องยนต์โดดเด่นด้วย 2 ขุมพลังขับเคลื่อนที่สปอร์ตเร้าใจ ทั้งเครื่องยนต์เทอร์โบรุ่นใหม่ และเครื่องยนต์ที่มาพร้อมระบบ Sport Hybrid Intelligent Multi Mode Drive (i-MMD)ใหม่ซึ่งเป็นระบบ Full Hybrid เจเนอเรชั่นที่ 3 มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังและมีอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมอีกทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังเหนือระดับในด้านฟังก์ชั่นการใช้งานด้วย เทคโนโลยีความปลอดภัยแบบอัจฉริยะ“ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง” (Honda SENSING) พร้อมกับห้องโดยสารและพื้นที่เก็บสัมภาระที่กว้างขึ้น เพื่อมอบประสบการณ์ในการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม ตอบสนองทันใจ และเติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์

   หลังจากเผยโฉมครั้งแรกในมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 35 หรืองานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2018ที่ผ่านมา ฮอนด้าแอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 10 ได้รับความสนใจอย่างท่วมท้นจากทั้งผู้เข้าชมงานและลูกค้าชาวไทย โดยจะทำการเปิดตัวเข้าสู่ตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของ ในช่วงต้นปี 2562

 

 
 

More Articles...

Page 1 of 49

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )