Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

AUTO NEWS

AUTO NEWS : อาวดี้ ประเทศไทย ฉลองยอดขาย Audi ทะลุ 1000 คัน มอบข้อเสนอสุดพิเศษ ฉีกทุกกฎเกณฑ์ ซื้อรถ Audi ทุกรุ่น รับหน่วยลงทุนในกองทุน LTF มูลค่า 100,000 บาท พร้อมแคมเปญผ่อนดอกเบี้ย 0% เริ่มวันนี้ ถึง 31 สิงหาคม ด่วน!!! จำนวนจำกัด

Monday, 16 July 2018 15:08

 

 

 

 

 

  

   อาวดี้ ประเทศไทยผุดแคมเปญส่งเสริมการขายในสไตล์ที่แตกต่าง ตามแนวทางของอาวดี้  ฉลองยอดขายรถยนต์ให้ลูกค้าทะลุ1,000 คัน มาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ มอบหน่วยลงทุนในกองทุน LTF  มูลค่า 100,000 บาท ให้ลูกค้าที่ซื้อรถ Audi  ทุกรุ่น มั่นใจจะดึงดูดใจลูกค้า โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีความชาญฉลาดในการบริหารการเงิน พร้อมให้ความสะดวกทางการเงินสุดๆ ด้วยข้อเสนอผ่อน 0%ทุกรุ่น  ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31  สิงหาคม   ย้ำข้อเสนอพิเศษนี้มีจำนวนจำกัด และพร้อมให้ลูกค้าทุกท่านพิจารณา

   นายกฤษณะกร เศวตนันทน์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อาวดี้ ประเทศไทยกล่าวว่า นับตั้งแต่เปิดตัวแบรนด์อาวดี้อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมีนาคม 2560  ความหรูหรา โดดเด่น ล้ำสมัย และแตกต่าง ทำให้แบรนด์ Audi ได้รับการตอบรับจากลูกค้าทุกกลุ่ม   โดยมีการจองและซื้อยนตรกรรม  Audi รุ่นต่างๆเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ บริษัทฯมียอดขายรวมแล้วกว่า 1,000 คัน และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จนี้ ทางเรามาพร้อมข้อเสนอ สำหรับลูกค้าใหม่  จึงได้จัดแคมเปญส่งเสริมการขายสุดพิเศษ มอบหน่วยลงทุนในกองทุน LTFมูลค่า 100,000บาท สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถ Audi ทุกรุ่น ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 สิงหาคม 2561

   “ด้วยข้อเสนอพิเศษสุดนี้ เราสามารถฉีกข้อจำกัด สู่การสร้างสรรค์แคมเปญพิเศษที่แตกต่าง  เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าทั้งด้านบริหารจัดการทางการเงินอย่างชาญฉลาด และการเลือกครอบครองยนตรกรรมหรูที่ให้ความคุ้มค่า เป็นคู่หูความสำเร็จ ที่ตรงกับรสนิยมและไลฟ์สไตล์ของลูกค้า ซึ่งลูกค้านอกจากจะได้รถที่ชื่นชอบแล้ว ยังได้รับกองทุน LTF เพื่อการลงทุน อีกทั้งยังอาจได้ลดหย่อนภาษีด้วย โดยแคมเปญมอบหน่วยลงทุนในกองทุน LTFนี้ อาวดี้ ประเทศไทย ร่วมกับ 3 บลจ. ได้แก่ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ และยูโอบี”

   ซึ่งมั่นใจว่าแคมเปญสุดพิเศษนี้ จะกระตุ้นยอดจำหน่ายให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ พร้อมให้ความมั่นใจด้วยแพ็คเกจการบริการหลังการขายที่เหนือกว่า “Audi Protection” ที่รับประกันรถใหม่ 5ปี หรือระยะทาง 150,000กิโลเมตร และการให้บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24ชั่วโมงนาน 5 ปี

   ลูกค้าสามารถสอบถามข้อเสนอพิเศษ พร้อมทดลองขับยนตรกรรม  Audi ได้ที่โชว์รูม ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ หรือติดต่อ 02 023 4888 (ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์)  และที่โชว์รูมอาวดี้ พัทยา 038 197 888 ซึ่งเปิดต้อนรับลูกค้าทุกวัน

 
 

AUTO NEWS : ศิลปิน “โปเตโต้” เลือกใช้รถบรรทุกอีซูซุร่วมเดินสายมอบความสุขสู่แฟนเพลง

Saturday, 14 July 2018 15:08

   กลุ่มตรีเพชร โดย มร.โทชิอากิ มาเอคาวะ  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด พร้อมด้วย คุณปนัดดา เจณณวาสิน กรรมการรองผู้จัดการร่วมส่งมอบรถบรรทุกอีซูซุเอลฟ์  รุ่น NLR 130 แรงม้าเจ้าแห่งรถบรรทุกขนาดกลางยอดนิยมระดับโลก ให้แก่ ศิลปินวงโปเตโต้ โดยมี คุณพัฒน์ชัย ภักดีสู่สุข หรือ “ปั๊บ-โปเตโต้” ศิลปินชื่อดังเป็นผู้แทนของวง เพื่อใช้เป็นยานพาหนะขนส่งเครื่องดนตรีในระหว่างเดินสายทัวร์คอนเสิร์ต ส่งมอบความสุขทางเสียงเพลงสู่แฟนๆ ชาวไทยทั่วประเทศ ณอาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ถนนวิภาวดีรังสิต

 
 

AUTO NEWS : เชฟโรเลตเปิดตัว 2 แคมเปญใหม่ภายใต้ “คอมพลีต แคร์”

Saturday, 14 July 2018 15:35

 

 

 

 

 

 

   เชฟโรเลต ประเทศไทยเดินหน้าพัฒนาการดูแลลูกค้าตามคำมั่นสัญญา“คอมพลีต แคร์” อย่างต่อเนื่อง มุ่งยกระดับการให้บริการหลังการขายและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า ด้วยการเปิดตัว 2 แคมเปญใหม่ “เชฟโรเลตชวนคุณเช็ครถหน้าฝน”(Chevrolet Happy Rainy Day 2018) และ “เพื่อนแนะนำเพื่อน” (Friend Gets Friends)ที่มาพร้อมสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าเชฟโรเลต

   นางสาวอุณา ตัน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและประสบการณ์ลูกค้า บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย)จำกัดกล่าวว่า “กิจกรรมการดูแลลูกค้า‘เชฟโรเลตชวนคุณเช็ครถหน้าฝน’ เป็นสิทธิพิเศษสำหรับการบริการหลังการขายที่จัดขึ้น เพื่อมอบให้แก่ลูกค้าที่นำรถเข้ารับบริการในช่วงหน้าฝน และมีการใช้จ่ายค่าอะไหล่ที่ศูนย์บริการเชฟโรเลตครบ 5,000 บาทขึ้นไป (ค่าใช้จ่ายนี้ไม่รวมค่าแรง อุปกรณ์ตกแต่ง และภาษีมูลค่าเพิ่ม) ลูกค้าจะได้รับของสมนาคุณ ร่มเชฟโรเลตหุบกลับด้าน (reversed umbrella)ลิมิเต็ด เอดิชั่น มูลค่า 690 บาท ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม ถึง 15 กันยายน 2561”

   “เราต้องการดูแลลูกค้าเชฟโรเลต เพื่อให้รถยนต์ของลูกค้ามีความพร้อมในการใช้งานอยู่เสมอ โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนนี้ โดยขอเชิญชวนลูกค้าทุกท่านทำการนัดหมาย และเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการ    เชฟโรเลตทุกแห่งทั่วประเทศ” นางสาวอุณา กล่าว

   นอกจากนี้ เชฟโรเลต ประเทศไทย มอบสิทธิพิเศษให้แก่ลูกค้าเชฟโรเลตปัจจุบัน ภายใต้แคมเปญ “เพื่อนแนะนำเพื่อน”(Friend Get Friends)เพียงชวนเพื่อนมาเป็นเจ้าของรถยนต์เชฟโรเลตรุ่นใดก็ได้        ผู้แนะนำซึ่งเป็นลูกค้าปัจจุบันของเชฟโรเลตและผู้ซื้อรถยนต์เชฟโรเลตจะได้รับอุปกรณ์ซ่อมแซมยางอัตโนมัติ มูลค่า 2,350 บาท คนละ 1 เครื่องฟรี เมื่อมีการออกรถ

   สิทธิพิเศษในแคมเปญ “เพื่อนแนะนำเพื่อน”เริ่มตั้งแต่ วันที่ 15 มิถุนายนถึง 31 สิงหาคม 2561 ลูกค้าปัจจุบันของเชฟโรเลตสามารถใช้สิทธิ์ขอรับรหัสได้ 5 รหัส ต่อ 1 ท่าน ตลอดช่วงแคมเปญดังกล่าว โดยสามารถขอรหัสได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ เชฟโรเลต โทร 1734

   ส่วนลูกค้าใหม่สามารถนำรหัสที่ได้รับจากลูกค้าปัจจุบันไปลงทะเบียนทีhttps://vip.chevroletthailand.com/friend/พร้อมแสดงรหัสที่ลงทะเบียนแล้วนั้น ได้ที่โชว์รูมเชฟโรเลตทั่วประเทศ

   “การเปิดตัว 2 สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าเชฟโรเลตดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราในการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการเป็นเจ้าของรถยนต์เชฟโรเลตให้แก่ลูกค้าของเรา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งโปรแกรมเชฟโรเลต คอมพลีต แคร์ (Chevrolet Complete Care)โดยเชฟโรเลตตั้งเป้าที่จะผลักดันยอดขายให้เติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ และขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นในปีนี้”นางสาวอุณา กล่าวทิ้งท้าย

 
 

AUTO NEWS : 3BB มั่นใจเลือกใช้ไฮลักซ์ รีโว่

Friday, 13 July 2018 17:11

 

 

 

 

 

   มร.มิจิโนบุ ซึงาตะเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัดพร้อมคณะผู้บริหารระดับสูง บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เข้าพบ คุณพิชญ์ โพธารามิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และ ประธานกรรมการ บริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) เพื่อแสดงความขอบคุณที่ทาง ทริปเปิลที บรอดแบนด์ มอบความไว้วางใจเลือกรถกระบะโตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่” ในการดำเนินธุรกิจ ณ สเตจ 1โมโนทเวนตี้ไนท์ สตูดิโอ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2561

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำสุดยอดรถกระบะ ปฏิวัติทุกมิติแห่งกระบะอนาคต“ไฮลักซ์ รีโว่”ครั้งแรกของโลกในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2558 ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าทั้งภายในประเทศและทั่วโลก ด้วยคุณภาพการผลิตมาตรฐานระดับโลก ในด้านสมรรถนะการขับขี่ ความประหยัดน้ำมัน ประโยชน์ใช้สอย ความทนทาน และการดูแลรักษา สำหรับประเทศไทยถือเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกที่สำคัญของรถกระบะ ไฮลักซ์ โดยทำการส่งออกไปยังกว่า 120 ประเทศ และในปี พ.ศ. 2560 ยังได้ทำการส่งออกไปยังประทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก แสดงถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าทั่วโลก ที่มีต่อคุณภาพและสมรรถนะของโตโยต้า ไฮลักซ์ ทำให้เป็นรถกระบะยอดนิยมระดับโลกอย่างแท้จริง ล่าสุด ได้รับความไว้วางใจจาก บริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ 3BB”ผู้นำการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ซึ่งมีโครงข่ายอินเทอร์เน็ตครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ อีกทั้งโดดเด่นด้านให้บริการหลังการขาย "3BB"จึงเลือกรถกระบะ “โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่” จำนวน 1,200 คัน เพื่อติดตั้งและให้บริการหลังการขายเป็นไปอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมพื้นที่ 80,000หมู่บ้าน ทั่วประเทศ

   ในโอกาสนี้  คณะผู้บริหารระดับสูงบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้เยี่ยมชมสถานที่โมโนทเวนตี้ไนน์ สตูดิโอ และสเตเดี้ยม29  ของสถานีโทรทัศน์โมโนทเวนตี้ไนน์  ในเครือโมโนกรุ๊ป อีกด้วย

 
 

AUTO NEWS : โตโยต้า ฉลองความสำเร็จ ผลิตรถยนต์ครบ 10 ล้านคัน

Thursday, 12 July 2018 17:31

 

 

 

 

 

 

 

   ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วย มร. ชิโร ซะโดะชิมะเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น / กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และ มร.ทัตสึโร่ ทาคามิ เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์      คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น / กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า ไดฮัทสุ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ร่วมเป็นเกียรติในงาน “ฉลองความสำเร็จยอดการผลิตรถยนต์ของโตโยต้าครบ 10ล้านคัน”เมื่อวันที่ 11กรกฎาคม 2561ณ โรงงานโตโยต้า สำโรง จังหวัดสมุทรปราการ

ก้าวแรกที่มุ่งมั่น สู่สิบล้านคันของความสำเร็จ

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัดเริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2505 ภายใต้ปรัชญา “ส่งเสริมพัฒนาการอย่างยั่งยืนของสังคมและประเทศที่โตโยต้าเข้าไปดำเนินธุรกิจ”ส่งผลให้ธุรกิจรถยนต์ของโตโยต้าเจริญก้าวหน้าขึ้นโดยลำดับ จวบจนปัจจุบันกว่า 56 ปี ภายใต้การลงทุนเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจอย่างต่อเนื่อง จากโรงงานผลิต  3 แห่ง ได้แก่ โรงงานประกอบรถยนต์สำโรงจ.สมุทรปราการ โรงงานประกอบรถยนต์เกตเวย์ อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา และโรงงานประกอบรถยนต์บ้านโพธิ์ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา ด้วยความร่วมมือร่วมใจ และความทุ่มเทของพนักงานทุกคน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้รับผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีที่สุด นำมาสู่การบรรลุยอดการผลิตครบ 10ล้านคัน และเป็นอีกหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์แห่งความสำเร็จของโตโยต้า  

   การก้าวย่างสู่ความสำเร็จอย่างมั่นคงของโตโยต้าในประเทศไทย สามารถแบ่งออกเป็น 6ยุคด้วยกัน    เริ่มจากยุคก่อร่างสร้างฐาน“ก้าวแรกแห่งการร่วมเดินเคียงข้างคนไทย”(ระหว่าง พ.ศ. 2505 – 2515)    โดยก่อตั้งโรงงานประกอบรถยนต์แห่งแรกขึ้นที่ ต. สำโรงเหนือ เพื่อประกอบรถรุ่นแรก คือ โตโยต้า ไดน่า เจเค 170 และ โคโรน่า อาร์ที 40ตามด้วย ไฮลักซ์ อาร์เอ็น 10และ โคโรลล่า เคอี 20ด้วยอัตราการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศถึงร้อยละ 25 

   ยุคที่ 2คือ ยุคแห่งการพัฒนา “มุ่งมั่นบนเส้นทางแห่งการพัฒนาและเสริมสร้างความเชื่อมั่น” (ระหว่าง พ.ศ. 2516 – 2525) ด้วยการขยายกำลังการผลิต ตั้งโรงงานประกอบรถยนต์แห่งที่ 2ใน ต. สำโรงใต้   จ. สมุทรปราการ เป็นโรงงานที่ใช้เทคโนโลยีการประกอบโดยใช้สายพานการผลิตระบบแขนกลอัตโนมัติเชื่อมตัวถัง และระบบเคลือบสีป้องกันสนิม แคทไอออนอีดีพี เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ด้วยยอดการผลิตในประเทศครบ 100,000 คัน ในปี 2523

   ยุคที่ 3ยุคหน้าโตโยต้า “มุ่งหน้าสร้างความมั่นคง ส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนไทย” (ระหว่าง พ.ศ. 2526 – 2535)   ได้แสดงความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์ ด้วยการร่วมทุนก่อตั้ง บริษัท สยามโตโยต้าอุตสาหกรรม จำกัด เพื่อผลิตเครื่องยนต์สำหรับรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศและส่งออกพร้อมแนะนำเทคโนโลยีเครื่องยนต์ทวินแคม 16 วาล์ว เป็นรายแรกของประเทศในรุ่น “โคโรลล่า เออี 92” ทำให้สามารถประกอบรถยนต์ได้ครบ 500,000 คัน ในปี 2535

   ยุคที่ 4ยุคประชายานยนต์ “สร้างสรรค์ยนตรกรรม เพื่อตอบสนองทุกความต้องการ”(ระหว่าง พ.ศ. 2536 – 2545) เปิดโรงงานประกอบรถยนต์โตโยต้าที่นิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ เพื่อผลิตรถยนต์นั่ง โดยในปี 2539สามารถผลิตรถยนต์ครบ 1 ล้านคัน ด้วยกำลังการผลิตจาก 3 โรงงานหลัก รวมถึงแนะนำเครื่องยนต์ระบบวาล์วอัจฉริยะ VVT-I ครั้งแรกใน “โคโรลล่า อัลติส”และเปิดตัวรถ ”โตโยต้าโซลูน่า” รุ่นแรก ที่วิศวกรชาวไทย        มีส่วนร่วมในการออกแบบและใช้ชิ้นส่วนประกอบภายในประเทศกว่าร้อยละ 70

   ยุคที่ 5ยุคเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม “ยนตรกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม บูรณาการความรับผิดชอบเพื่อสังคมไทย” (ระหว่าง พ.ศ. 2546 – 2555)  โดยเป็นบริษัทแรกที่แนะนำระบบไฮบริดเข้าสู่ประเทศไทย        ซึ่งถือได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง พร้อมทั้งได้รับการยกระดับให้เป็นฐานการผลิตและส่งออกหลักของรถกระบะขนาด 1ตัน ในกลุ่มบริษัทโตโยต้า ภายใต้โครงการ IMV (Innovative International Multi-purpose Vehicle) เพื่อผลิตรถกระบะ “ไฮลักซ์” และรถเอนกประสงค์ “ฟอร์จูนเนอร์”และในปี 2550         ได้ก่อตั้งโรงงานประกอบรถยนต์โตโยต้าบ้านโพธิ์ขึ้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตรองรับการขยายตัว   ในประเทศ และส่งออกกว่า 120 ประเทศทั่วโลก ส่งผลให้โตโยต้าสามาถผลิตรถยนต์ได้ครบ 5ล้านคัน ในปี 2553ซึ่งใช้ระยะเวลาเพียงครึ่งหนึ่งของการผลิตครบ 1 ล้านคันในอดีต

   ยุคที่6ยุคนวัตกรรมแห่งความยั่งยืน “สร้างสรรค์นวัตกรรมการขับเคลื่อน “ที่ดียิ่งกว่า”เพื่อทุกคน”(ระหว่าง พ.ศ. 2556 – ปัจจุบัน)  แนะนำ ยารีส เอทีพ (Yaris ATIV) อีโคคาร์ที่สามารถตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า     รุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี และ Toyota C-HR ที่มาพร้อมกับ 4 เทคโนโลยีใหม่มาตรฐานระดับโลกของรถโตโยต้า ได้แก่ ระบบไฮบริดเจนเนอเรชั่นที่ 4 สถาปัตยกรรมโครงสร้างยานยนต์ใหม่(Toyota New Global Architecture หรือ TNGA)มาตรฐานความปลอดภัยใหม่ระดับโลกของรถโตโยต้า (Toyota Safety Sense หรือ TSS) และระบบที่เชื่อมต่อรถและผู้ใช้รถให้เป็นหนึ่งเดียว(Toyota T-Connect Telematics)

 

 

โตโยต้า ยืนหยัดเคียงข้างคนไทย เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

   ตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากว่า 56 ปี โตโยต้ามีความภาคภูมิใจที่เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมและส่งเสริมการลงทุนร่วมกับภาครัฐในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐาน   การผลิตและส่งออกที่สำคัญในภูมิภาคอาเซียน ตลอดจนถ่ายทอดเทคโนโลยียานยนต์ที่ล้ำหน้า ส่งเสริมศักยภาพและพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรในประเทศให้สูงขึ้น จนก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 240,000 คน มีผู้ผลิตชิ้นส่วนลำดับแรก (first tier suppliers) 172 ราย และผู้แทนจำหน่ายฯ 155 แห่งครอบคลุมทั่วประเทศ

   ปัจจัยที่มีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จในปัจจุบัน คือ ความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรให้ยึดมั่นอยู่ในคุณภาพสูงสุด ภายใต้ระบบการผลิตแบบโตโยต้า หรือ Toyota Production System (TPS)ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ปัจจุบันการผลิตของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย มีกำลังการผลิต 750,000คันต่อปี มีพนักงานกว่า 14,500 คน โดยยอดจำนวนการผลิต 10 ล้านคัน เกิดจากโรงงานประกอบรถยนต์โตโยต้าทั้ง 3 แห่ง แบ่งออกเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ จำนวน 5.8ล้านคัน  และส่งออกจำนวน 4.2 ล้านคัน ซึ่งคิดเป็นมูลค่าการส่งออกสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศไทยกว่า 2,589,000 ล้านบาท*

(*ตั้งแต่ปี 2535 – เดือนพฤษภาคม ปี 2561)

        

   มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กล่าวแสดงความขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ     “โตโยต้าตระหนักดีว่า ความสำเร็จในวันนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากปราศจากซึ่งการช่วยเหลือและสนับสนุนจากทุกท่าน โตโยต้าย่อมไม่สามารถเติบโตได้ดังเช่นทุกวันนี้ ผมขอขอบคุณลูกค้าของเราที่มอบความไว้วางใจให้กับโตโยต้าเสมอมา และแสดงความขอบคุณไปยังรัฐบาลไทยที่ส่งเสริมและให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมยานยนต์มาโดยตลอด  ที่สำคัญผมขอขอบคุณท่านผู้แทนจำหน่ายและผู้ผลิตชิ้นส่วนโตโยต้า รวมไปถึงผู้ถือหุ้น และพันธมิตรทางธุรกิจของเราสำหรับความร่วมมืออย่างเต็มที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา”

   ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าวว่า“ผมขอแสดงความยินดีต่อความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด  ในโอกาสที่บริษัทได้ผลิตรถยนต์ครบ   10ล้านคัน และขอขอบคุณบริษัท โตโยต้า มอเตอร์คอปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น  ที่ให้ความไว้วางใจประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์สำคัญ ความสำเร็จของโตโยต้าครั้งนี้ เป็นผลมาจากการลงทุนในโครงการผลิตรถยนต์หลายโครงการที่สนับสนุนนโยบายอุตสาหกรรมยานยนต์ของภาครัฐ  ไม่ว่าจะเป็นโครงการผลิตรถ Pick-upการลงทุนรถยนต์ประหยัด Ecocar  เป็นผู้นำในการลงทุนผลิตรถยนต์ไฮบริด  และแบตเตอรี่เป็นรายแรกด้วยมูลค่าการลงทุนเกือบ 20,000ล้านบาท ตลอดจนถ่ายโอนความรู้และเทคโนโลยีเข้ามาในประเทศ  และดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม  แสดงถึงความมุ่งมั่นของโตโยต้าที่จะเติบโตเคียงคู่พร้อมสังคมไทย

   บริษัทโตโยต้าจึงเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ภาคธุรกิจในการร่วมมือกับภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนตาม Thailand 4.0 Roadmap  และผมขอแสดงความยินดีอีกครั้งกับบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด  สำหรับความสำเร็จในการผลิตรถยนต์ครบ 10ล้านคัน  และขออำนวยพรให้บริษัทฯ มีความเจริญก้าวหน้าและมั่งคงพร้อมยืนหยัดสร้างสรรค์การพัฒนาอุตสาหกรรม ยานยนต์ของประเทศไทยให้ก้าวไกลเป็นผู้นำในระดับโลก”

   นอกจากนี้ มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ ยังกล่าวถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทยและทิศทางในอนาคตว่า    “โตโยต้ายังคงมุ่งมั่นสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาบุคลากร ส่งเสริมการจ้างงาน ควบคู่ไปกับการตอบสนองนโยบายของภาครัฐเพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน     ในระดับโลก นอกจากนี้ยังส่งเสริมศักยภาพด้านการแข่งขันของประเทศไทย ด้วยความร่วมมือกับบริษัท โตโยต้า ไดฮัทสุ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง มุ่งพัฒนาขีดความสามารถด้านการวิจัยและการพัฒนาของวิศวกรไทยให้สูงขึ้น อีกทั้งยังสร้างสรรค์ยนตรกรรมแห่งการขับเคลื่อนที่ดียิ่งกว่า (“Ever-better”Mobility)และจะเพิ่มการลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต และส่งเสริมการพัฒนาด้านบุคลากร เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่สร้างความสุขให้กับลูกค้าของเรา”

โตโยต้า ขับเคลื่อนความสุข

 
 

AUTO NEWS : เชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ และโคโลราโด ผ่านการทดสอบ การป้องกันน้ำขั้นสุด ลุยน้ำท่วมและฝนตกหนักได้

Wednesday, 11 July 2018 15:32

 

 

 

 

 

 

   กรมอุตุนิยมวิทยาเผยว่า ในช่วงฤดูฝนปีนี้ประเทศไทยจะมีปริมาณน้ำฝนมากกว่าปกติ 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาจจะนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนได้มากยิ่งขึ้น ฝนที่ตกหนักจะทำให้ ผู้ขับขี่เผชิญกับความท้าทายในรูปแบบต่างๆ ที่คาดไม่ถึง ซึ่งรวมถึงความสามารถในการมองเห็นที่ลดลง พื้นผิวถนนลื่น อุปสรรคต่างๆ ที่มองไม่เห็น และน้ำท่วมฉับพลัน

   เชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์และโคโลราโด เป็นรถยกสูงที่มีระบบป้องกันการลื่นไถล และระบบควบคุมเสถียรภาพ จึงทำให้มีข้อได้เปรียบมากกว่ารถยนต์ขนาดเล็กทั่วไป เพราะสามารถลุยน้ำได้ที่ระดับความลึกสูงสุดถึง 800 มิลลิเมตรโดยที่ไม่สูญเสียพละกำลัง ในการขับรถให้เคลื่อนที่ไปอย่างช้าๆ ที่ระดับความลึกนี้(หลังจากขับลุยน้ำลึกทุกครั้ง ควรนำรถมาทำการตรวจเช็คและบำรุงรักษา) ส่วนฟังก์ชั่น          การทำงานอื่นๆ อาทิ ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติและระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติจะช่วยให้ผู้ขับขี่โฟกัสอยู่กับการขับรถ และให้ความสนใจต่อสถานการณ์โดยรอบ

   ก่อนที่รถเอนกประสงค์ระดับพรีเมี่ยม และรถกระบะสัญชาติอเมริกันที่มีชื่อเสียงโด่งดัง จะถูกใช้งานจริงอย่างสมบุกสมบันในช่วงมรสุมนั้น ทีมวิศวกรตรวจสอบของเจนเนอรัล มอเตอร์ส จะนำรถทั้งสองรุ่นดังกล่าวเข้าทดสอบการป้องกันน้ำเข้าตัวรถแบบขั้นสุดต่างๆ หนึ่งรายการทดสอบหรือมากกว่านั้น ด้วยการฉีดน้ำแรงดันสูงรอบคัน การขับผ่านร่องน้ำท่วมขัง

   นายชัชวาล จันทเขต ผู้อำนวยการทั่วไปฝ่ายวิศวกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์ จีเอ็ม ประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า“ลูกค้าของรถเอนกประสงค์และรถกระบะทั่วโลกคาดหวังที่จะเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัยไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามบนถนน ทั้งน้ำท่วม การข้ามลำธาร หรือ     การฝ่าพายุฝน เมื่อนึกถึงชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่สำคัญทั้งหมดที่มีอยู่ในรถยนต์ในปัจจุบัน เราจึงต้องให้ความสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าโคโลราโดและเทรลเบลเซอร์ เพื่อที่ลูกค้าจะได้ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับสมรรถนะของรถ แม้ต้องพบเจอกับสภาวะการขับขี่สุดขีดในรูปแบบต่างๆ”

   การทดสอบการรั่วซึมของน้ำที่เข้าไปในตัวรถของจีเอ็มมุ่งสร้างความเชื่อมั่นในการใช้งานระยะยาว โดยการใช้หัวฉีดน้ำ 330 หัว ฉีดน้ำ 3,123 ลิตรต่อนาที เข้าทางด้านล่างของตัวรถ ด้านข้าง และด้านบน เพื่อทดสอบความแข็งแรงของยางขอบประตูและหน้าต่าง เพื่อให้แน่ใจว่าน้ำจะไม่รั่วซึมเข้าไปสู่ห้องโดยสาร เมื่อต้องขับขี่ผ่านพายุฝนหรือสภาพพื้นถนนที่เปียกลื่นอื่นๆ การทดสอบดังกล่าวยังช่วยสร้างความมั่นใจว่า น้ำจะไม่รั่วซึมเข้าสู่ระบบระบายอากาศของเครื่องยนต์ และชิ้นส่วนอื่นๆ ของใต้ท้องรถ

   การทดสอบการรั่วซึมของน้ำที่เข้าไปในตัวรถยังเป็นการจำลองการทดสอบการขับขี่ในสภาพอากาศที่มีหมอกหนา ซึ่งพบได้ในสถานที่ต่างๆ เช่น ภาคเหนือของประเทศไทย เนื่องจากหมอกที่หนาแน่นจะสามารถแทรกซึมเข้าสู่ตัวรถยนต์ได้ ในขณะที่หยดน้ำที่มีขนาดใหญ่กว่าไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปได้       ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการรั่วไหล เมื่อมีน้ำซึมเข้าทางขอบยางที่มีการบีบอัดน้อยกว่า

   ร่องน้ำลึกกลางแจ้งระยะทาง 15 เมตรของจีเอ็มถูกออกแบบขึ้น เพื่อทำการทดสอบการขับผ่านน้ำอย่างช้าๆ เช่น การจำลองการขับข้ามลำธารระหว่างการเดินทางแคมป์ปิ้ง เมื่อน้ำรั่วไหลเข้าสู่เครื่องยนต์อาจสร้างความเสียหายต่อของเหลวในระบบส่งกำลัง และชิ้นส่วนเครื่องยนต์อย่างท่อไอเสีย

   ทีมวิศวกรของจีเอ็มยังใช้หัวฉีดน้ำแรงดันสูง (7,584 กิโลปาสกาล) เพื่อการทดสอบท่อไอดี ระบบระบายอากาศเครื่องยนต์ และระบบระบายอากาศของระบบเชื้อเพลิง รวมถึงการทดสอบระบบประจุอากาศหลังกระจังหน้ารถ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า ลูกค้าที่ใช้หัวฉีดน้ำแรงดันสูงดังกล่าวจะไม่ทำให้ชิ้นส่วนของ   ตัวรถเกิดความเสียหาย

   นายชัชวาล กล่าวว่า “เราหวังว่าลูกค้ารถกระบะของเราส่วนใหญ่จะไม่ต้องรับมือการขับขี่ในสภาวะอากาศที่เลวร้าย แต่ในกรณีที่มีความจำเป็นที่ต้องขับขี่ พวกเขาก็สามารถมั่นใจได้ว่าเราออกแบบชิ้นส่วนรถยนต์ของเราให้สามารถรับมือกับความท้าทายช่วงหน้าฝนได้”

10 เคล็ดลับในการขับรถผ่านถนนที่มีน้ำท่วมขัง

ในช่วงฤดูฝนมักจะเกิดปัญหาน้ำท่วมขึ้น เชฟโรเลตได้แนะนำ 10 เคล็ดลับการขับรถให้ปลอดภัย       เมื่อต้องขับรถผ่านถนนที่มีน้ำท่วมขัง ดังนี้

1.  หลีกเลี่ยงการขับรถผ่านถนนมีน้ำท่วมขังสูงกว่ากึ่งกลางของล้อ รถอเนกประสงค์และรถกระบะที่มีขนาดใหญ่ อย่างเทรลเบลเซอร์และโคโลราโด สามารถขับผ่านถนนที่มีน้ำท่วมสูงได้ดีกว่ารถยนต์ทั่วไป ทั้งนี้ผู้ขับควรตรวจสอบให้ดีก่อนว่า รถยนต์ของคุณสามารถขับผ่านถนนที่มีระดับน้ำสูงได้เท่าไร 

2.  ควรระมัดระวังเป็นพิเศษกับน้ำไหล น้ำที่ไหลแรง เช่น น้ำท่วมอย่างฉับพลัน หรือกระแสน้ำไหลอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดรถยนต์ทุกประเภทเกิดความเสียหายได้ ซึ่งรวมทั้งรถอเนกประสงค์และรถกระบะ

3.  ควรหยุดและสังเกตรถคันอื่นว่า สามารถขับรถผ่านไปได้อย่างปลอดภัยหรือไม่

4.  เมื่อต้องขับรถบนถนนที่มีน้ำท่วม ควรปิดแอร์และเปิดหน้าต่าง เพราะการขับขี่บนถนนที่มีน้ำท่วมขณะเปิดแอร์อาจทำให้เครื่องยนต์ดับ เนื่องจากพัดลมจะทำงานและทำให้น้ำเข้าสู่เครื่องยนต์ ถ้าเครื่องยนต์ไม่ดับ พัดลมก็จะหมุนรับเศษขยะที่ลอยมาตามน้ำ ซึ่งจะทำให้พัดลมเสียหายได้ และนำไปสู่ปัญหา      เครื่องยนต์ร้อน

5.   ต้องให้แน่ใจว่า ถนนยังมีอยู่และไม่ได้รับความเสียหาย รวมถึงควรระมัดระวังเมื่อต้องขับขี่บนถนนที่ไม่คุ้นเคย เนื่องจากอาจมีหลุมที่ลึกเกินกว่าที่รถจะผ่านไปได้ ควรขับรถบนกึ่งกลางหรือใกล้เคียงกึ่งกลางถนน เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีระดับน้ำต่ำที่สุด

6.   การขับรถเข้าสู่ถนนที่มีน้ำท่วมขังควรขับด้วยความเร็วไม่เกิน 3 กม./ชม.และเพิ่มความเร็วเป็น 6 กม./ชม.เมื่อขับผ่านน้ำท่วมขังซึ่งการขับขี่ในสภาวะดังกล่าวจะทำให้เกิดคลื่นน้ำด้านหน้าและลดระดับน้ำบริเวณรอบห้องเครื่องยนต์ลง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่น้ำจะไหลเข้าสู่ที่กรองอากาศ และสร้างความเสียหายต่อระบบไฟฟ้าและชิ้นส่วนต่างๆ หากใช้ความเร็วมากกว่านี้จะทำให้น้ำไหลผ่านกระจังหน้าเข้าสู่ห้องเครื่องยนต์ได้

7.   ควรใช้เกียร์ต่ำและรอบเครื่องยนต์สูง ใช้เกียร์หนึ่งซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของเกียร์ รักษาความเร็วให้คงที่ และไม่ควรถอนคันเร่งความเร็ว เพราะเครื่องยนต์ที่ลดความเร็วอาจทำให้น้ำไหลผ่านเข้าสู่ท่อไอเสียและสร้างความเสียหายต่อเครื่องฟอกไอเสียได้ นอกจากนี้ คุณควรขับรถด้วยความเร็วต่ำมาก เพื่อไม่ให้    ตัวกรองอากาศที่อยู่ด้านหน้ารถดูดน้ำเข้าไปในเครื่องยนต์  ถ้าน้ำไหลเข้าสู่ท่อไอเสียหรือเครื่องยนต์       จะส่งผลเสียอย่างรุนแรงและก่อให้เกิดค่าซ่อมแซมสูง

8.   การขับรถผ่านน้ำท่วม ผู้ขับควรเว้นระยะห่างจากรถคันหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงการหยุดรถกลางถนนเมื่อรถ  คันหน้าชะลอความเร็ว ควรระมัดระวังด้วยว่าไม่มีรถที่ขับมาจากเส้นทางอื่นๆ เนื่องจากคลื่นน้ำอาจจะท่วม  รถของคุณได้ โดยเฉพาะถ้ารถคันอื่นใช้ความเร็วที่สูงเกินไป

9.  เมื่อขับรถออกจากบริเวณที่ไม่มีน้ำแล้ว ควรค่อยๆ ย้ำเบรกเพื่อให้น้ำออกจากเบรค หากมีความคุ้นเคย  กับเทคนิคนี้ ผู้ขับขี่สามารถใช้เท้าซ้ายเหยียบเบรกได้ และปล่อยเบรคเมื่อรู้สึกว่าเบรกจับตัวแล้ว  นอกจากนี้ ผู้ขับขี่ควรจอดรถและตรวจสอบให้แน่ใจว่า ไม่มีเศษขยะ เช่น ถุงพลาสติก หรือสิ่งสกปรกอื่นๆ ติดอยู่ที่กระจังหน้า หรือหม้อน้ำรถยนต์

10. หลังจากขับรถผ่านน้ำท่วมขังมาแล้ว ควรล้างทำความสะอาดรถยนต์ โดยเฉพาะใต้ท้องรถและล้อ กำจัดเศษหญ้า ใบไม้ และสิ่งสกปรกออกให้หมด เพราะอาจทำให้ติดไฟได้ รวมถึงควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเนื่องจากน้ำอาจรั่วซึมเข้าสู่ระบบเครื่องยนต์ ควรล้างทำความสะอาดพรมปูพื้นรถ เพื่อป้องกันการเกิด  เชื้อรา และควรตรวจสอบลูกปืนล้อหน้าและทุกระบบของรถ หรือนำรถเข้าศูนย์บริการ เพื่อให้ทีมช่างผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพตรวจสอบตัวรถอย่างละเอียด

 
 

AUTO NEWS : เมอร์เซเดส-เบนซ์ ชวนลูกค้าขับขี่ปลอดภัยในหน้าฝน ด้วยแคมเปญ “Safe journey into the rain” มอบส่วนลดอะไหล่แท้และค่าแรงสูงสุดถึง 30%

Sunday, 08 July 2018 16:55

 

 

 

 

 

   บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัดแนะนำแคมเปญบริการหลังการขาย “Safe journey into the rain” มอบสิทธิพิเศษแก่ลูกค้าคนสำคัญทุกท่านเพื่อต้อนรับฤดูฝน  ด้วยการตรวจเช็คสภาพความปลอดภัย พร้อมรับส่วนลดอะไหล่แท้และค่าแรงสูงสุดถึง 30% รวมถึงสิทธิ์การลุ้นเข้าร่วมทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ จำนวน2 วัน 1 คืน โดยผู้ที่สนใจสามารถ  ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั้ง32 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่  2 กรกฎาคม – 29 กันยายน2561

   นายพุทธิ ตุลยธัญ รองประธานบริหารฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า“จากความมุ่งมั่นที่จะมอบ“สิ่งที่ดีที่สุด”ให้กับลูกค้าตลอดอายุการใช้งานของรถไม่ว่าจะใช้รถมาเป็นระยะเวลานานเท่าใด เราจึงได้ดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ “Best Customer Experience” เพื่อผสานแนวทางใหม่ทั้งทางด้านการตลาด การขาย และการบริการหลังการขายเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้ลูกค้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้รับประสบการณ์ของแบรนด์ระดับพรีเมี่ยม พร้อมทั้งได้รับการดูแลเอาใจใส่ในแบบเฉพาะของแต่ละบุคคล ด้วยความเป็นมืออาชีพใน ทุกๆ ครั้งที่ได้สัมผัสกับแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ และบริการของเรา ซึ่งคุณภาพการบริการที่ดีเลิศและความพึงพอใจของลูกค้าถือเป็นสองสิ่งที่ฝ่ายบริการลูกค้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ให้ความสำคัญสูงสุด เพื่อมุ่งสู่ความเป็นผู้นำในด้านการให้บริการ”

   โดยสำหรับในช่วงฤดูฝนปีนี้ เพื่อมอบความปลอดภัยให้กับลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ทุกท่าน ทางบริษัทฯ จึงได้จัดแคมเปญบริการหลังการขาย ที่มีชื่อว่า“Safe journey into the rain” ด้วยการมอบส่วนลดค่าใช้จ่ายสูงสุดถึง30% ในส่วนของอะไหล่แท้ในรายการดังต่อไปนี้ ชุดผ้าเบรกหน้า ชุดผ้าเบรกหน้า+จานเบรก ชุดผ้าเบรกหลังชุดผ้าเบรกหลัง+จานเบรก ชุดไส้กรองอากาศ ชุดใบปัดน้ำฝน และน้ำยาทำความสะอาดกระจก รวมถึงชุดไส้กรองแอร์และ   น้ำยาทำความสะอาดแอร์ ทั้งนี้ ลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ในรุ่นThe A-Class: W168/169/176, The B-Class: W245/246, The C-Class: W/S 201/202/203/204, The CL: C215/216, The CLK: A208/209, The CLS: C218/219, The E-Class Coupé: C207, The E-Class: W/S 124/210/211/212, The G-Class: G463, The M-Class: W163/164/166, The R-Class: W251, The S-Class: W140/220/221, The SLK: R170/171 และ The SL: R129/230/231 ที่ซื้อจากผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ มีสิทธิ์เข้าร่วมแคมเปญดังกล่าว เพียงเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

   *ทั้งนี้ยังรวมถึงรุ่นรถยนต์ที่มีอายุของรถมากกว่ารุ่นข้างต้นและรุ่น AMG  แต่ไม่รวมรถ Vito, Van model, รถยนต์ที่มี Mercedes-Benz Service Plus แพ็กเกจ Compact, Extra และ Excellent รวมถึงรถยนต์จากผู้นำเข้าอิสระ*

   “นอกจากการจัดแคมเปญพิเศษเพื่อให้ลูกค้าได้เข้ามาร่วมตรวจสอบสภาพรถยนต์พร้อมบำรุงรักษารถด้วยข้อเสนอในราคาพิเศษแล้ว เรายังได้มอบสิทธิ์ลุ้นรับเอ็กซ์คลูซีฟทริป 2 วัน 1 คืน ที่หัวหินในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2561แก่ลูกค้าที่ร่วมแคมเปญซึ่งมียอดค่าใช้จ่ายตั้งแต่15,000 บาทขึ้นไป (รวมค่าอะไหล่แท้ ค่าแรง สินค้าคอลเลคชั่นและประดับยนต์  เมอร์เซเดส-เบนซ์ และ VAT)นอกเหนือจากนี้ขอมอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าผู้ถือบัตรเครดิต  เมอร์เซเดสการ์ดที่มียอดการใช้จ่ายผ่านศูนย์บริการฯ ตั้งแต่ 30,000บาทขึ้นไป รับสิทธิ์ แบ่งชำระ 0%นาน 6หรือ 10เดือนและรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 5,000บาทต่อเซลล์สลิป รวมไม่เกิน 25,000บาทต่อลูกค้า 1ท่านตลอดรายการอีกด้วย”นายพุทธิ กล่าวปิดท้าย

*หมายเหตุกิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟทริป

·         เฉพาะลูกค้าที่มีรายการอะไหล่ในแคมเปญ Safe journey into the rainรวมอยู่ในใบเสร็จและ ออกบิลในช่วงแคมเปญ

·         ลูกค้าต้องมีประวัติการเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการฯ สม่ำเสมอตามรอบการเช็คระยะใน 3 ปีที่ผ่านมา

·         ไม่รวมยอดค่าใช้จ่ายจากการซื้อ Wallbox และ Mercedes-Benz Service Plus

   สำหรับลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ สามารถรับข้อเสนอพิเศษจากแคมเปญ“Safe journey into the rain”ได้ตั้งแต่วันที่2 กรกฎาคม – 29 กันยายน2561ท่านที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดและรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายฯ อย่างเป็นทางการทั้ง 32แห่งทั่วประเทศ

 
 

AUTO NEWS : มาสด้ายิ้มแก้มปริยอดขายรวมครึ่งปีแรกทะลุ 33,000 คัน มั่นใจเศรษฐกิจไทยพุ่งพรวดปรับเป้าเพิ่มเป็น 65,000 คัน

Monday, 09 July 2018 15:12

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยความสำเร็จการดำเนินธุรกิจในครึ่งปีแรกของปี 2561 ด้วยตัวเลขยอดขายรถมาสด้า 6 เดือนแรก พุ่งสูงถึง 33,593 คัน เติบโตกว่า 41% ทำสถิติใหม่อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของมาสด้า ผลพวงเกิดจากภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทยที่กำลังเบ่งบาน คาดการณ์ยอดรวมอุตสาหกรรมรถยนต์ปีนี้พุ่งทะลุเกินหนึ่งล้านคัน ประกาศปรับเป้ายอดขายสำหรับปีนี้เพิ่มขึ้นอีก 27% ประมาณการตัวเลขยอดขายรถมาสด้าทะลุ 65,000 คัน

   นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ยอดขายรวมเมื่อปี 2560 ทั้งหมดอยู่ที่ 51,355 คัน เพิ่มขึ้น 21% ครองส่วนแบ่งการตลาด 5.9% ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จเกินกว่าที่คาดหวัง และเมื่อพิจารณาตัวเลข 6 เดือนแรกของปีที่แล้ว ปรากฏว่ายอดขายรถมาสด้าอยู่ที่ 23,893 คัน ครองส่วนแบ่งการตลาด 5.8% ในขณะที่ 6 เดือนแรกของปีนี้ ตัวเลขรวมของมาสด้าพุ่งสูงถึง 33,593 คัน เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 41% ครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดถึง 6.9%

โดยแบ่งตามรุ่นดังต่อไปนี้

- Mazda 2 เก๋งเล็กยังคงครองใจผู้บริโภคมากที่สุดด้วยยอดขายสูงถึง 21,741 คัน เติบโต 52% ครองอันดับหนึ่งของรถยนต์นั่งขนาดเล็ก

- Mazda CX-5                     จำนวน 4,399 คัน                       เพิ่มขึ้น 179%

- Mazda BT-50 PRO           จำนวน 3,254 คัน                       เพิ่มขึ้น 5%

- Mazda 3                           จำนวน 2,621 คัน                       ลดลงเล็กน้อยเพียง 2%

- Mazda CX-3                     จำนวน 1,562 คัน                       ลดลง 30%

- Mazda MX-5                     จำนวน 16    คัน             เพิ่มขึ้น 60%

   นอกจากประสบความสำเร็จสูงสุดด้านยอดขายรถยนต์ในช่วงครึ่งปีแรกแล้ว ในครึ่งปีหลังมาสด้าเตรียมรุกตลาดอย่างเต็มสูบ ออกประกาศนโยบายก้าวสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน ด้วยการทำงานเป็นทีมภายใต้การบริหารงานโดยคนไทยเพื่อลูกค้าชาวไทยครอบคลุมทุกฟังก์ชั่น อาทิ การเสริมกลยุทธ์ด้านการขาย การยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการบริการหลังการขาย รวมทั้งทิศทางการตลาดที่กล้าและแตกต่าง ด้วยกลยุทธ์ดังกล่าวเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับค่ายมาสด้าที่นับวันยอดขายจะเติบโตอย่างต่อเนื่องแล้ว การบริการหลังการขายยังถือเป็นปัจจัยหลักสำคัญที่จะทำให้มาสด้าสามารถครองใจผู้บริโภคตราบนานเท่านาน

มาสด้าเปิด 4 ยุทธศาสตร์ก้าวสู่การเติบโตในช่วงครึ่งปีหลัง

  1. 1. กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจความเป็นหนึ่งเดียว หรือ One Mazda จุดเปลี่ยนที่ทำให้มาสด้าเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมและเกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการคิดนอกกรอบ กล้าที่จะแตกต่างของมาสด้าในเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีและยนตรกรรม การยึดมั่นให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลางของแนวคิดในการทำงาน โดยทำความเข้าใจความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภคอย่างละเอียด ตั้งแต่การเริ่มต้นการผลิตไปยังลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าเกิดประสบการณ์ที่ดีที่สุด โดยเฉพาะการนำเอากลยุทธ์ Mazda Building Block Strategy มาใช้ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีในอนาคตแบบเป็นขั้นเป็นตอน และเป็นการนำเอาเทคโนโลยีในอนาคตมาใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อม การประหยัดพลังงาน และการพัฒนาอุตสาหกรรมในส่วนของภาคผลิต รวมทั้งการบริหารธุรกิจในลักษณะ Distribution Business โดยมีผู้จำหน่ายเป็นผู้ขายและให้การบริการตรงกับลูกค้า ทำให้มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย และผู้จำหน่ายสามารถทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดและเป็นหนึ่งเดียว หรือ One Mazda ควบคู่ไปกับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากมาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น
  2. 2. กลยุทธ์ด้านการขายคือสิ่งสำคัญที่จะส่งผลทำให้มาสด้าประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย การที่มาสด้าจะพัฒนาในด้านการขาย อันดับแรก คือ ต้องหากลุ่มลูกค้าให้ตรงตามกลุ่มเป้าหมาย โดยสถานที่ที่จะพบลูกค้าได้นั้นนอกจากที่โชว์รูมแล้ว คือการจัดกิจกรรมนอกสถานที่ หรือการออกงานอีเว้นท์ตามสถานที่ต่างๆ  รวมทั้งกิจกรรมบนสื่อออนไลน์ ประกอบด้วย

- การจัดกิจกรรมในโชว์รูมและการออกโรดโชว์ตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างความใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น โดยแยกเป็นการจัดงานบนโชว์รูม ใช้ชื่องานว่า  “MAZDA NEXT EXPERIENCE” ส่วนการจัดงานตามห้างสรรพสินค้า ใช้ชื่องานว่า “MAZDA SKYACTIV FESTIVAL” เพื่อสร้างความแตกต่างให้ผู้บริโภคเกิดการจดจำในการเข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งทั้งสองกิจกรรมนี้ จะจัดขึ้นเป็นประจำในทุกๆ เดือน และกระจายออกไปตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทย ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

- นโยบายการสนับสนุนการขายในงานบิ๊กอีเว้นท์ ซึ่งกระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ประกอบด้วย 5 งานหลักประจำปีโดยเป็นงานแสดงรถยนต์ในเขตกรุงเทพฯ ได้แก่ Motor Show, Fast Auto Show, Auto Salon, Big Motor Sales และ Motor Expo และงานตามต่างจังหวัด ได้แก่ Local Motor Show, Mini Motor Show ที่ห้างสรรพสินค้า, งานประจำปี (Annual Fair) และงานกาชาด (Red Cross Fair)

- การขยายพื้นที่โชว์รูมตามมาตรฐานใหม่ หรือ Mazda Corporate Identity ปัจจุบันแล้วเสร็จประมาณ 50% หรือ 62 โชว์รูม เป้าหมายของมาสด้าในปีนี้คือ 90% และทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2562ปัจจุบันมีโชว์รูมทั้งหมด 134 แห่ง เป้าหมายคือขยายเพิ่มเป็น 140 แห่ง ภายในปีนี้ และในเร็วๆ นี้ มาสด้าเตรียมเปิดโชว์รูมแห่งใหม่รวดเดียว 5 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

  1. 3. กลยุทธ์ด้านการเอาใจใส่ดูแลลูกค้า นอกจากยอดขายที่เติบสูงสุดแล้ว สิ่งสำคัญที่มาสด้ายึดมั่นมาตลอดคือการสร้างมาตรฐานการบริการหลังการขายให้มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อเอาใจใส่ดูแลลูกค้าอย่างดีที่สุดตลอดระยะเวลาที่ครอบครองรถ โดยเฉพาะครึ่งปีหลังนี้มาสด้าเน้นในส่วนของการบริการหลังการขาย ด้วยการเร่งมือปฏิบัติตามโปรแกรม MAZDA ACTIV SERVICE ซึ่งเกิดจากคอนเซ็ปต์ Feel the passion หรือ มุ่งมั่นดูแลรถใส่ใจดูแลคุณ เป็นแนวคิดที่สะท้อนให้เห็นถึงความมี Passion ของชาวมาสด้า รวมถึงความมุ่งมั่นตั้งใจจริงและความปรารถนาดีในการให้บริการแก่ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าได้รับบริการที่ดีที่สุด จนเกิดความพึงพอใจสูงสุด

ทั้งนี้ภายใต้โปรแกรม MAZDA ACTIV SERVICE นั้นมีความหลากหลาย อาทิ

- Mazda Premium Insurance หรือโครงการประกันภัยรถยนต์ประเภท1 ด้วยเงื่อนไขความคุ้มครองและสิทธิพิเศษต่างๆ สำหรับลูกค้ามาสด้าเท่านั้น

- Mazda Care หรือโปรแกรมที่มอบให้แก่ลูกค้าในการซ่อมบำรุงและตรวจเช็คสภาพรถ ซึ่งครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งค่าแรง ค่าอะไหล่ และค่าผลิตภัณฑ์ของเหลวที่ต้องเปลี่ยนถ่ายตามระยะทางทุกประเภท ทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ในคุณภาพอะไหล่แท้ทุกชิ้น

- Mazda Added Protection หรือโปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ หลังจากสิ้นสุดการรับประกันจากผู้ผลิตรถยนต์ในช่วง 3 ปีแรก โดยสามารถเลือกความคุ้มครองนานสูงสุดถึง 5 ปี ครอบคลุมทั้งชิ้นส่วนที่บกพร่องทางกลไกและระบบไฟฟ้า

- Mazda Genuine Part หรืออะไหล่แท้จากมาสด้าที่ได้รับการออกแบบเพื่อรถมาสด้าโดยเฉพาะ เพื่อความปลอดภัย ทนทานและมีคุณภาพสูง

- 24-Road Side Assistant ซึ่งมาสด้ายินดีให้บริการลูกค้าทุกท่านในทุกช่วงเวลาฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ครอบคลุมทุกเส้นทาง โดยโปรแกรมทั้งหมดนี้ได้รับการออกแบบเพื่อให้ลูกค้ามาสด้าทุกท่านเพลิดเพลินกับการขับขี่ได้อย่างอุ่นใจและปลอดภัย

  1. 4. กลยุทธ์ด้านการตลาด นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ กล่าวว่า โดยเฉพาะครึ่งปีหลังของ 2561 เดินหน้าบุกตลาดเต็มที่ ด้วยกลยุทธ์ทางการตลาดที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของกิจกรรมส่งเสริมการขาย การเดินสายออกโรดโชว์ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด กิจกรรมร่วมสนุกผ่านสื่อออนไลน์ เสริมทัพด้วยรถฟรีสไตล์ครอสโอเวอร์ New Mazda CX-3 Model Year 2018 ในวันที่ 20 กรกฎาคม นี้ เพื่อสร้างแบรนด์มาสด้าให้เป็นที่จดจำและมีความใกล้ชิดกับลูกค้าอย่างแน่นแฟ้น นอกจากนี้มาสด้าจะเน้นเรื่องการเตรียมความพร้อมด้านการบริการหลังการขาย เพื่อให้มาสด้าเป็นแบรนด์  ที่อยู่ในใจของลูกค้าและเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าเลือกและรักตลอดไป

   นอกจากนี้ ธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างมาก มีหลากหลายสาเหตุที่ทำให้ผู้บริโภคคนไทยนิยมซื้อสินค้าทางระบบออนไลน์กันมากขึ้น สาเหตุอย่างแรกคงหนีไม่พ้นเรื่องความสะดวกสบาย และยังมีในเรื่องของราคา ความหลากหลายของสินค้า รวมถึงความเป็นส่วนตัวแฝงอยู่ด้วย ทั้งนี้ผู้บริโภคสามารถหาข้อมูลของสินค้าและร้านค้าที่ต้องการซื้อจากทางอินเตอร์เน็ตได้อย่างง่ายดาย โดยสินค้าที่เราเห็นเป็นส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าขนาดเล็กถึงขนาดปานกลางที่จับต้องได้ แต่ในปัจจุบันการซื้อสินค้าขนาดใหญ่ อย่างเช่นรถยนต์ก็เข้ามามีอิทธิพลในการซื้อขายแบบออนไลน์ด้วยเช่นกัน

   นอกจากนี้ มาสด้าเตรียมจัดกิจกรรมเพื่อนำสื่อมวลชนร่วมบันทึกการเดินทางเพื่อพิชิตดินแดนแห่งขั้วโลกเหนือที่ไม่เคยมีใครกล้าพิสูจน์ ด้วยการนำรถยนต์จากประเทศไทยไปทดสอบ ประกอบด้วยรุ่น มาสด้า2, มาสด้า3, มาสด้า ซีเอ็กซ์-5 และมาสด้า บีที-50 โปร กับเส้นทางที่ท้าทายด้วยภูมิประเทศที่หลากหลาย ภูมิอากาศที่หนาวจัด เพื่อมอบประการณ์สุดขั้ว รวมทั้งเป็นบทพิสูจน์สมรรถนะของรถยนต์ที่มีแหล่งผลิตจากประเทศไทย ภายใต้ชื่องาน Mazda Passion Drive to the New Horizon “เปิดประสบการณ์สุดขอบฟ้ากับมาสด้า” โดยเฉพาะการนำเอารถยนต์ที่วางจำหน่ายในประเทศไทยจากเขตภูมิอากาศร้อนชื้นไปขับในสภาพภูมิอากาศที่หนาวจัด ในแถบกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย ประกอบด้วย สวีเดน เดนมาร์ก นอร์เวย์ และฟินแลนด์ ด้วยระยะทางขับขี่กว่า 6,000 กิโลเมตร ในช่วงเดือนกันยายน นี้

   ด้วยกลยุทธ์และแผนงานที่มาสด้าได้วางไว้ ประกอบกับผู้บริหารมากความรู้ความสามารถ และสะสมประสบการณ์ในตลาดรถยนต์มาอย่างยาวนาน มาสด้าจะยังคงสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเพื่อตอบสนองลูกค้าทุกท่าน ให้การขับขี่นั้นเป็นเรื่องสนุกสนาน และกลายเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าไว้วางใจทั้งด้านคุณภาพและด้านบริการที่เป็นเลิศ

 
 

AUTO NEWS : ยานยนต์เดินหน้าเต็มพิกัด...จัด Big Motor Sale 2018 มหกรรมยานยนต์เพื่อขายแห่งชาติ 9 วันเต็ม 18-26 สิงหาคม ศกนี้

Sunday, 08 July 2018 17:29

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป  ผู้จัดงาน “Big Motor Sale 2018”(Bangkok International Grand Motor Sale 2018) มหกรรมยานยนต์เพื่อขายแห่งชาติ งานซื้อขายรถยนต์และมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ที่ใหญ่สุดในไตรมาส 3 ของปี  เผยความพร้อมเกิน 100 %  ระดมค่ายรถ จัดโปรโมชั่นสุดเด็ดแบบจัดหนัก  พร้อมการเปิดตัวยานยนต์รุ่นใหม่   และเพิ่มสีสันงานให้ครบเครื่องยิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่มพื้นที่พิเศษ SHOW MY BIG  จัดแสดงรถที่ผ่านการตกแต่งอย่างสวยงามและดุดันตามสไตล์นักเลง  ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ฮอลล์ 101-106 ตั้งแต่วันที่ 18-26 สิงหาคม ศกนี้  คาดเงินสะพัดในงานกว่า 35,000 ล้านบาท

   นายจรวย ขันมณี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป และประธานกรรมการอำนวยการจัดงาน Bangkok International Grand Motor Sale 2018 หรือ Big Motor Sale 2018เผยว่า “ปีนี้ยังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และผู้ให้บริการด้านยานยนต์ทั้งหลายอย่างอบอุ่น  เป็นการยืนยันถึงสัญญาณที่ดีในตลาดยานยนต์ประเทศไทยซึ่งหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ประมาณการไว้ว่าจะสามารถทำตัวเลขการผลิตและจำหน่าย รถยนต์-รถจักรยานยนต์ทั้งเพื่อการจำหน่ายในประเทศและส่งออกได้เพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยขณะนี้พื้นที่จัดแสดงถูกจองเต็มทั้ง 6 ฮอลล์(Hall EH 101-106) ซึ่งปีนี้มีผู้ประกอบการค่ายรถ 24       แบรนด์ ได้แก่ ASTON MARTIN   AUDI   BENTLEY  BMW   FORD   HONDA  HYUNDAI  ISUZU  JAGUAR  KIA  LANDROVER  MAZDA MERCEDES-BENZ MG MINI MITSUBISHI  NISSAN  PORSCHE  ROLLS-ROYCE  SUBARU SUZUKI  TATA   TOYOTA  VOLVOและค่ายรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์อีก 20แบรนด์ ได้แก่ APRILIA  BENELLI  BMW  DUCATI  HANWAY  HARLEY-DAVIDSON HONDA HUSQVARNA   KAWASAKI  MOTO  GUZZI  PIAGGIO  PEUGEOT RYUKA  ROYAL ENFIELD SCOMADI  STALLIONSSUZUKI  TRIUMPH  VESPA  YAMAHA ที่จะนำรถเข้ามาร่วมจำหน่าย รวมทั้งจะมีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ในงานนี้อีกด้วย ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำเจตนารมณ์ในการกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงตลาดซบเซา  ด้วยยอดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้นจากเวลาปกติ  และเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้สามารถบรรลุถึงตัวเลขการจำหน่ายรถยนต์ปี พ.ศ.2561รวมยอดส่งออก ตามเป้าหมายที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ตั้งไว้ที่ 2,000,000คันได้  โดยมีการคาดการณ์ว่าน่าจะไปถึงตัวเลขดังกล่าวได้อย่างแน่นอน

   พร้อมกันนี้ยังได้เพิ่มเซคชั่นใหม่ “SHOW MY BIG” รถที่ได้รับการตกแต่งเป็นพิเศษเหนือธรรมดา พร้อมเชิญชวนทุกท่านร่วมรับฟังการเสวนาเทคนิคยานยนต์และสาระน่ารู้ในการเลือกซื้อเลือกใช้รถยนต์และมอเตอร์ไซค์จากทีมเทคนิคกองบรรณาธิการ ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป   กิจกรรมสาธิตด้านความปลอดภัย ด้านสิ่งแวดล้อม การแสดงและความบันเทิงต่างๆ อีกมากมาย  ซึ่งจากความพร้อมทุกๆ ด้านของการจัดงาน รวมถึงการพร้อมใจกันเข้าร่วมมหกรรมยานยนต์เพื่อขายแห่งชาติจากผู้ประกอบการรถยนต์และมอเตอร์ไซค์อย่างเต็มที่ ทำให้มีความมั่นใจมากว่าจะสามารถสร้างยอดจำหน่ายเพิ่มเติมในช่วงกลางปีให้กับรถยนต์  รถอเนกประสงค์ และ มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ ถึง 35,000 คัน สร้างกระแสเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 3 หมื่น 5 พันล้านบาท ทั้งนี้ยังไม่รวมผลิตภัณฑ์และบริการที่เข้าร่วมจำหน่ายในงาน ไม่รวมเงินลงทุนในด้านสถานที่ การตกแต่ง การจัดเตรียมต่างๆ ทั้งของผู้จัดคือ ยานยนต์ สแควร์ กรุ๊ป และในส่วนของผู้ประกอบการแบรนด์ต่างๆ ส่วนจำนวนประชาชนผู้เข้าชมงานและเลือกซื้อรถคันใหม่ที่จัดโปรโมชั่นต่างๆ มีประมาณการไว้ราว 1,300,000 คน เลยทีเดียว”

   โดยในปีนี้ Big Motor Sale 2018  ตอกย้ำแนวคิด “เปิดโลกยานยนต์สรรสร้าง” เพื่อสื่อให้เห็นโลกปัจจุบันที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและวิทยาการของยานยนต์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว  ไฮไลท์ในงานหลักๆ คือ การนำเสนอโปรโมชั่นที่ดึงดูดใจแบบ “จัดหนักจัดเต็ม” ที่ทุกค่ายรถต่างระดมมาเพื่อจูงใจผู้บริโภค  ความไว้วางใจจากค่ายรถยนต์ชั้นนำที่เลือกให้งาน Big Motor Sale เป็นเวทีของการเปิดตัวยนตรกรรมรุ่นใหม่หลากรุ่น และการมอบรางวัล Big Best Car และ Big Best BigBike of The Year2017-2018 เพื่อแสดงถึงจุดดีเด่นยอดเยี่ยมของรถยนต์และมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ให้เป็นข้อมูลสำหรับผู้ที่คิดจะซื้อรถยนต์คันใหม่ในงานที่เชื่อได้ว่าจะต้องคุ้มค่าจริงๆ ในวันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม ศกนี้

   สำหรับประชาชนผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมงานได้ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม – วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม ศกนี้ รวม 9 วัน แบบจัดเต็ม! พร้อมโบนัสพิเศษ! สำหรับผู้เข้าชมงานทุกท่านมีสิทธิ์ลุ้นโชคจากการซื้อบัตรเข้าชมงาน เพียง 100 บาท แต่ได้ลุ้นรางวัลมูลค่ากว่า 1.2ล้านบาท ได้แก่  รถปิกอัพอีซูซุดีแมคซ์ Hi-Lander 1.9 Ddi Blue Power รุ่น Z-Prestige A/Tจำนวน    1 รางวัล และมอเตอร์ไซค์  YAMAHA MT-07  จำนวน 1 รางวัล  เพื่อให้ทุกคนได้รถดี คุ้มค่า ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

   ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่www.yanyontgroup.com/news/big-motor-2018​และ www.facebook.com/bigmotorsale.yanyont

 
 

AUTO NEWS : เอ็มจี จับมือพันธมิตร Wongnai และ Agoda มอบเอกสิทธิ์พิเศษ กินเที่ยวครบจบที่เดียว ให้กับลูกค้าเอ็มจีทั่วประเทศ

Saturday, 07 July 2018 15:42

   บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัดผู้จำหน่ายรถยนต์ “เอ็มจี” จับมือ 2 พันธมิตร วงใน “Wongnai”และ อโกด้า “Agoda” มอบเอกสิทธิ์พิเศษให้กับลูกค้าเอ็มจีทุกท่าน ได้เปิดประสบการณ์ใหม่ในการใช้ชีวิต กินเที่ยวครบจบที่เดียว เพียงท่านค้นหาร้านอาหาร ร้านกาแฟสุดชิคผ่านระบบออนไลน์ และโรงแรมที่พักทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ เพื่อรับสิทธิพิเศษต่างๆมากมาย  โดยสามารถลงทะเบียน และยืนยันการใช้สิทธิ์เพียงแสดง SMS Code พร้อมโชว์กุญแจรถยนต์ เอ็มจี ทุกรุ่น  รับสิทธิ์รายละเอียดและส่วนลดต่างดังนี้

·         รับส่วนลดเพิ่ม 7% เมื่อจองโรงแรมในประเทศไทยและต่างประเทศ

·         รับส่วนลดสูงสุดถึง 30% เมื่อค้นหาร้านอาหาร ร้านกาแฟสุดชิคมากกว่า 50ร้านทั่วประเทศ

   โดยลูกค้าเอ็มจี ทุกท่านสามารถลงทะเบียนรับสิทธ์ได้ที่ www.mgcars-campaign.comหรือ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.mgcars.com

 
 

More Articles...

Page 1 of 33

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )