Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

AUTO NEWS

AUTO NEWS : มาสด้าทุ่มพัฒนาบริการหลังการขายจัดงาน MAZTECH Thailand เฟ้นหาสุดยอดคนไทยไปประกาศศักดาในเวทีระดับโลก

Saturday, 17 February 2018 16:18

 

 

 

 

 

 

 

 

   มาสด้าเดินหน้าพัฒนาคุณภาพการบริการหลังการขายสู่ความเป็นเลิศงานด้านการบริการ จัดการแข่งขันทักษะงานด้านบริการหลังการขาย ภายใต้ชื่อ Mazda Maztech เพื่อเฟ้นหาสุดยอดช่างเทคนิค ที่ปรึกษาด้านงานบริการ และเจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์ สุดยอดฝีมืออับดับหนึ่งของประเทศไทย เพื่อไปทำการแข่งขันต่อในเวทีระดับโลก

   นอกจากเดินหน้าขยายเครือข่ายและปรับโฉมโชว์รูมภายใต้ภาพลักษณ์ใหม่แล้ว ด้านการยกระดับศักยภาพของบุคลากรเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป เพื่อให้เกิดการบริการที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศเฉกเช่นเดียวกับมาสด้าทั่วโลก ดังนั้นมาสด้าจึงจัดการแข่งขันนี้ขึ้นเพื่อเฟ้นหาความเป็นที่สุดของบุคลากรที่ใกล้ชิดกับลูกค้า ด้วยการจัดแข่งทักษะทั้งด้านช่างเทคนิคที่จะดูแลรถยนต์ของลูกค้า ที่ปรึกษางานบริการเพื่อให้ลูกค้าเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับรถยนต์ที่ลูกค้าเป็นเจ้าของ และเจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์เพื่อคอยดูแลเอาใจใส่ลูกค้าตลอดระยะเวลาที่ครอบครองรถ เพื่อสร้างความอบอุ่นตลอดการเดินทาง ภายใต้คอนเซ็ปต์ Feel the Passionและภายใต้คอนเซ็ปต์ของการบริการหลังการขาย นั่นคือ Mazda Active Serviceมาสด้ามุ่งมั่นดูแลรถ ใส่ใจ ดูแลคุณ

   ดร. ปณัสย์ บุญค้ำ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริการหลังการขาย งานอะไหล่ และบริการภูมิภาค บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าการบริการหลังการขายถือเป็นนโยบายหลักที่มาสด้ายึดมั่นมาโดยตลอด เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดเกินความคาดหมายของลูกค้า โดยในปีนี้ การปรับปรุงและพัฒนาบริการหลังการขายถือเป็นกลยุทธ์สำคัญ เริ่มตั้งแต่การปรับเปลี่ยนโชว์รูมภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่ของมาสด้า MCI หรือ Mazda Corporate Identity เพื่อสร้างแบรนด์สู่ระดับความพรีเมียมจนเป็นที่จดจำของลูกค้าและผู้ที่ให้ความสนใจ มีการจัดระเบียบการบริหารภายในเพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการบริการรวมถึงการจัดส่งอะไหล่ที่รวดเร็วมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการฝึกอบรมและจัดสัมมนา เพื่อพัฒนาทักษะให้เกิดความเชี่ยวชาญในส่วนงานนั้นๆ

   ด้านการตลาดมาสด้ามี Feel the driveเป็นคอนเซ็ปต์หลักในการสื่อสารกับลูกค้า ส่วนบริการหลังการขายมาสด้ามีคอนเซ็ปต์ คือ Feel the Passionมาสด้าได้นิยามขึ้นมาเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความมี Passion ของมาสด้ารวมถึงความตั้งใจและความปรารถนาดีในการให้บริการแก่ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าได้รับบริการที่ดีที่สุดจากเรา และหนึ่งในเรื่องของ Feel the Passionนั้น ได้รวมถึง Mazda Active Serviceที่มีหัวใจหลักอยู่ 4 เรื่อง ได้แก่

1.       Convenient เราจะขยายจำนวนศูนย์บริการ เพื่อรองรับการเติบโตและเพื่อให้ลูกค้าทุกท่านสามารถเข้ารับบริการได้อย่างสะดวกทั่วถึง

2.       Fast การจัดระเบียบการบริหารภายใน workshop ทั่วประเทศให้ดียิ่งขึ้น โดยมีการบริหารตารางนัดหมายของลูกค้า เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการบริการ ซึ่งการจัดระเบียบการบริหารนี้ทำให้ศูนย์บริการสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบริการเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัว ในขณะที่จำนวนพนักงานมีเท่าเดิม รวมถึงการจัดส่งอะไหล่ที่มีการปรับวิธีการจัดเตรียมและส่งอะไหล่ได้รวดเร็วมากขึ้น กล่าวคือสามารถจัดส่งภายใน 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

3.       Standardize มีมาตรฐานในการบริการที่เหมือนกันในทุกโชว์รูมไม่ว่าจะเป็นโชว์รูมขนาดเล็กหรือใหญ่เพื่อให้เข้ากับ Mazda Dealer Operation Standardโดยจะมีการจัดทำข้อมูลทุกอย่างให้เข้าระบบกลาง เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้ารับบริการได้ทุกศูนย์ทั่วประเทศ รวมถึงการวางมาตรฐานจำนวนพนักงานให้เหมาะสมกับขนาดของโชว์รูม เพื่อยกมาตรฐานความเป็นพรีเมียมแบรนด์ของมาสด้า

4.       Competitive priceในส่วนของอุปกรณ์และอะไหล่ต่างๆ มีการปรับราคาลดลงเพื่อให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการที่ศูนย์บริการพร้อมทั้งมีความมั่นใจว่าชิ้นส่วนที่เปลี่ยนไปนั้นเป็นของแท้มีคุณภาพ นอกจากนี้จะมีการขยายศูนย์สีและตัวถังที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน โดยเฉพาะตามหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้าได้รับบริการอย่างทั่วถึง

   ความสำเร็จของมาสด้านั้นนอกจากการผลิตรถยนต์ที่ให้ความสนุกสนานเร้าใจในการขับขี่แล้ว มาสด้ายังโดดเด่นในเรื่องของรถที่ให้ความแรงแต่ประหยัดน้ำมัน พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย รวมทั้งรูปลักษณ์การออกแบบภายใต้ โคโดะ ดีไซน์ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันของมาสด้า คือการดูแลเอาใจใส่ลูกค้ามากกว่าที่ลูกค้าคาดหวังไว้ เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระยะยาวจนทำให้รถยนต์มาสด้ากลายเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเติมเต็มชีวิตของลูกค้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ฉะนั้นมาสด้าจึงต้องพัฒนาความรู้ความสามารถและเพิ่มทักษะของบุคลากรในศูนย์บริการอยู่เสมอ

   อย่างไรก็ตาม การแข่งขันทักษะด้านบริการประจำปี 2560 ครั้งที่ 15 จัดขึ้นที่ศูนย์ฝึกอบรมมาสด้า หรือ Mazda Thailand Training Centerโดยการแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับพนักงานที่จะได้มีส่วนร่วมและแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถ ความรู้ และทักษะในการให้บริการแก่ลูกค้า รวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ และการพัฒนาบุคลากรภายในองค์กรเพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการลูกค้าเพิ่มสูงขึ้น

   การแข่งขันในครั้งนี้แบ่งออกเป็นประเภทบุคคลและผู้จำหน่าย โดยแบ่งออกเป็น ประเภทช่างเทคนิค ที่ปรึกษาด้านบริการ และเจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์ มีทั้งหมด 3 รอบ ได้แก่ รอบคัดเลือก รอบรองชนะเลิศ และรอบชิงชนะเลิศ จากการแข่งขันทั้งหมด 3 ประเภท ประเภทละ 10 ราย และคัดเลือกจนเหลือผู้ชนะเพียง 1 ราย ในแต่ละประเภทเท่านั้น

   สำหรับผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในแต่ละประเภท ได้แก่

- ประเภทช่างเทคนิค : คุณศราวุธ  ละมูล จากมาสด้า ซิตี้ จำกัด (หัวหมาก)

- ประเภทที่ปรึกษาด้านงานบริการ : คุณสมนึก  กลิ่นจันทร์ จากมาสด้า ทีเคซี มอเตอร์ (1992) จำกัด

- ประเภทเจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์ : คุณพัชรี  ธารอำมฤต จากมาสด้า ชูเกียรติยนต์ หาดใหญ่ จำกัด

   โดยผู้ชนะเลิศในแต่ละประเภทจะได้รับถ้วยรางวัลชนะเลิศ ประกาศนียบัตรชนะเลิศ รางวัลเงินสดและของชำร่วยการแข่งขันทักษะด้านบริการ

 
 

AUTO NEWS : อีซูซุจัดการแข่งขันทักษะด้านการขายและบริการหลังการขาย มุ่งเป้าเพิ่มประสิทธิภาพให้กับผู้จำหน่ายอีซูซุทั่วประเทศ

Friday, 16 February 2018 16:03

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด  จัดการแข่งขัน “ทักษะด้านการขายและบริการหลังการขายอีซูซุ”  รอบชิงชนะเลิศเพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถของเจ้าหน้าที่กลุ่มขายและกลุ่มธุรกิจหลังการขายของผู้จำหน่ายอีซูซุ เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่แบรนด์ พร้อมยกระดับความพอใจของลูกค้า   ซึ่งปีนี้ผู้จำหน่ายอีซูซุใน สปป.ลาว และประเทศกัมพูชาได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมแข่งขันอย่างเป็นทางการเป็นปีแรกอีกด้วย  ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี  

   กลุ่มตรีเพชร โดย  มร.โทชิอากิ  มาเอคาวะ  กรรมการผู้จัดการ  บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า  “ปี 2560 นับเป็นปีทองของธุรกิจอีซูซุในประเทศไทยอย่างแท้จริง  เราสามารถรักษาความเป็นผู้นำในตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ของเมืองไทยไว้ได้อย่างมั่นคง หนึ่งในนโยบายหลักที่สำคัญที่ก่อให้เกิดความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ คือ การพัฒนาความรู้ความสามารถ ทักษะด้านการขายและการบริการหลังการขายของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง  การแข่งขัน “ทักษะด้านการขายและบริการหลังการขายอีซูซุ”   เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะกระตุ้นและส่งเสริมให้เกิดพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง  เพื่อสร้างความพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า ซึ่งนับเป็นกุญแจสำคัญต่อความสำเร็จของธุรกิจอีซูซุ  โดยผู้จำหน่ายอีซูซุ พนักงานที่ปรึกษาการขาย และพนักงานช่างทั่วประเทศให้ความสนใจและตอบรับเข้าร่วมการแข่งขันเป็นจำนวนมาก  นอกจากนี้ผู้จำหน่ายอีซูซุในลาวและกัมพูชายังได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมแข่งขันอย่างเป็นทางการเป็นปีแรกอีกด้วย ซึ่งการที่ทุกคนเป็นพนักงานอีซูซุมืออาชีพที่มีความสามารถในการเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานให้ดียิ่งขึ้นนั้น  จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ภาพลักษณ์ของแบรนด์อีซูซุ และยกระดับความพอใจของลูกค้าให้สูงยิ่งขึ้นด้วย”

   การแข่งขันทักษะด้านการขายและบริการหลังการขายอีซูซุ ประจำปี 2560 รอบชิงชนะเลิศนี้      ผู้เข้าแข่งขันต้องผ่านการทดสอบอย่างเข้มข้นตามมาตรฐานการปฏิบัติงานในแต่ละด้าน โดยมีคณาจารย์จากสถาบันการศึกษาชั้นนำให้เกียรติร่วมเป็นกรรมการตัดสินในครั้งนี้ด้วย โดยผลการแข่งขันมีดังนี้

  • รางวัลชนะเลิศ ทักษะด้านบริการหลังการขายประเภททีม ได้แก่  คุณพีรเดช  ศรีสร้อย   คุณจักรกรี พิกุลศรี  คุณสุรเชษฐ์ สังคเพศ   และคุณบุญญารักษ์ สมไว จาก ห.จ.ก.ภาคอิสาณอุบล (ตังปัก) สำนักงานใหญ่  รับเงินรางวัล 400,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ และประกาศนียบัตร
  • รางวัลชนะเลิศ ทีมเจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์อีซูซุ ได้แก่ คุณองอาจ พุ่มเงินพุ่มทอง (ด้านการขาย)  คุณชนะ ปิ่นฑะศิริ (ด้านบริการหลังการขาย) และ คุณปวริศา  กลิ่นจันทร์ (เจ้าหน้าที่ลูกค้าสัมพันธ์)    จากบริษัท   อีซูซุอึ้งง่วนไต๋สุพรรณ จำกัด (สำนักงานใหญ่) รับเงินรางวัล 300,000 บาท โล่เกียรติยศและประกาศนียบัตร
  • รางวัลชนะเลิศ ที่ปรึกษาการขายอีซูซุ ประเภทรถปิกอัพและรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ ได้แก่      คุณฐากร  ชัยฤทธิ์  จากบริษัท อีซูซุเมโทร จำกัด (สำนักงานใหญ่)  และรางวัลชนะเลิศ  ที่ปรึกษาการขาย     อีซูซุ  ประเภทรถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่  ได้แก่  คุณจเรศักดิ์ จเร  จากบริษัท ธารา  จำกัด (สำนักงานใหญ่)  รับเงินรางวัลท่านละ  100,000 บาท  โล่เกียรติยศและประกาศนียบัตร
  • รางวัลชนะเลิศ พนักงานช่าง ประเภทรถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่ ได้แก่  คุณบรรหาร ผลพยุง และคุณขจรศักดิ์  คำมี  จากบริษัท อีซูซุตังปักบริการ จำกัด (สำนักงานใหญ่)  รับเงินรางวัล 200,000 บาท    โล่เกียรติยศ และประกาศนียบัตร
  • รางวัลชนะเลิศ ทักษะงานอะไหล่อีซูซุ  ได้แก่  คุณธีรศักดิ์  อุทธวงค์  จาก ห.จ.ก.ภาคอิสาณอุบล (ตังปัก) (มุกดาหาร)  รับเงินรางวัล 100,000 บาท โล่เกียรติยศ และประกาศนียบัตร
  • รางวัลชนะเลิศ การประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์อีซูซุ ได้แก่  คุณเชียงหนุ่ม ลุงทุน จากบริษัท ธาราลำพูนอีซูซุเซลส์ จำกัด (สำนักงานใหญ่)  กับผลงาน เครื่องถอดคลิปล็อคสายไฟ รับเงินรางวัล 45,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศ และประกาศนียบัตร
  • รางวัลชนะเลิศ พนักงานช่างชั้นต้น ได้แก่  คุณธนาวี  เชื้อโท  บริษัท ภาคอิสาณอุบล (ตังปัก) (สำนักงานใหญ่) รับเงินรางวัล 15,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร

   “การได้เข้าร่วมแข่งขันในครั้งนี้เหมือนเป็นการพัฒนาความสามารถตัวเอง  พัฒนาฝีมือเพื่อจะได้ดูแลรถให้ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น   ขอให้ผู้ใช้รถทุกท่านเชื่อมั่นและไว้วางใจการบริการของศูนย์บริการ   อีซูซุ เพราะเรามุ่งมั่นจะสร้างความพึงพอใจให้ดีเยี่ยมในทุกงาน” คุณขจรศักดิ์  คำมี  หนึ่งในผู้ชนะเลิศ พนักงานช่าง ประเภทรถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่ กล่าวทิ้งท้าย

 
 

AUTO NEWS : ฮอนด้า เอชอาร์-วี ครองยอดขายสูงสุดในตลาดเอสยูวี 3 ปีซ้อน ด้วยยอดขายสะสมในไทยกว่า 62,000 คัน นับตั้งแต่การเปิดตัว ต่อยอดยนตรกรรม Global SUV ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วทั่วโลก

Thursday, 15 February 2018 19:19

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความสำเร็จของ ‘ฮอนด้า เอชอาร์-วี’ ที่สุดแห่งยนตรกรรมสปอร์ตครอสโอเวอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งใน Global Model ที่ได้รับความนิยมทั่วโลกด้วยยอดจำหน่ายสะสมสูงกว่า 1.5 ล้านคัน (ธันวาคม 2556 – ธันวาคม 2560) นับตั้งแต่เปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือนธันวาคม 2556 และยังได้รับกระแสตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การเปิดตัวในไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2557 ส่งผลให้ครองตำแหน่งยอดขายสูงสุด  ในตลาดเอสยูวี 3 ปีซ้อน ด้วยยอดจำหน่ายสะสมสูงกว่า 62,000 คัน ถือเป็นผู้เปิดตลาดรถยนต์ครอสโอเวอร์ระดับคอมแพคท์เซ็กเมนต์ ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดสูงถึง80% หรือคิดเป็น 29%  ของตลาดรถยนต์เอสยูวีรวมในปี 2560 รวมทั้งคว้ารางวัลยนตรกรรมยอดเยี่ยมในไทยได้ถึง 10 รางวัล จาก 6 สถาบันชั้นนำ ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา

   ฮอนด้า เอชอาร์-วี เป็นยนตรกรรมสปอร์ตครอสโอเวอร์ที่ลงตัวในทุกมิติ ด้วยดีไซน์ภายนอกสไตล์สปอร์ต ผสานกับพื้นที่ภายในกว้างขวาง สะดวกสบายเหนือระดับ และมาพร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานในระดับพรีเมียม อีกทั้งยังมีสมรรถนะการขับขี่อันทรงพลังและเร้าใจในสไตล์สปอร์ต ตลอดจนผสานมาตรฐานความปลอดภัยที่ล้ำสมัยและครบครัน ฮอนด้า เอชอาร์-วี จึงตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัวและเติมเต็มความต้องการของลูกค้าจากหลากหลายกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้าที่กำลังมองหาทางเลือกใหม่ของรถยนต์ในระดับคอมแพคท์เซ็กเมนต์

   ทั้งนี้ ฮอนด้า เอชอาร์-วี สามารถคว้ารางวัลยนตรกรรมยอดเยี่ยมในไทย ได้ถึง 10 รางวัล จาก 6 สถาบันชั้นนำ ภายในระยะเวลา 3 ปี อาทิ รางวัล Car of The Year รถยนต์ยอดเยี่ยมประเภทเอสยูวี เครื่องยนต์ไม่เกิน 1,800 ซีซี 3 ปีซ้อน (พ.ศ.2558-2560) ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์  รางวัลด้านคุณภาพแรกใช้ผลิตภัณฑ์ในประเภทรถยนต์คอมแพคท์ครอสโอเวอร์ ของรางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม (TAQA: Thailand Automotive Quality Award 2017) และรางวัล iCar Asia People’s Choice Awards – Car of The Year 2017: Crossover of The Year ฯลฯ

   นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “นับตั้งแต่การเปิดตัว ฮอนด้า ซีอาร์-วี เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อปี 2539 จนประสบความสำเร็จในการเข้ามาสร้างตลาดรถยนต์เอสยูวีในระดับบน ทำให้ความต้องการรถเอสยูวีเพิ่มมากขึ้น และกระจายไปสู่ลูกค้าทุกกลุ่ม ฮอนด้า จึงเปิดตัว ฮอนด้า เอชอาร์-วี เป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2557 เติมเต็มตลาดรถยนต์เอสยูวีในระดับคอมแพคท์เซ็กเมนต์ โดยได้เข้าไปนั่งในใจ และเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าชาวไทย พิสูจน์ได้ด้วยยอดขายสะสมจนถึงปัจจุบันเกือบ 62,000 คัน จากนั้นจึงเปิดตัว ฮอนด้าบีอาร์-วี ในปี 2559 เติมเต็มความต้องการรถเอสยูวีในระดับซับคอมแพคท์ ส่งผลให้ไลน์ผลิตภัณฑ์รถเอสยูวีของฮอนด้าครอบคลุมทุกระดับของตลาด สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายในทุกรูปแบบการใช้ชีวิตได้อย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้ฮอนด้าเป็นผู้นำตลาดรถเอสยูวีด้วยส่วนแบ่งการตลาดรวมสูงถึง 63% ในปี 2560 ที่ผ่านมา”

   ฮอนด้า ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจและเชื่อมั่นในยนตรกรรมเอสยูวีของฮอนด้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยฮอนด้าจะยังคงเดินหน้านำเสนอผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีการขับขี่ที่ทันสมัย เพื่อเพิ่มศักยภาพในการใช้ชีวิตและตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าในทุกไลฟ์สไตล์ เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า รวมทั้งสร้างสังคมแห่งความสุข สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัทในการเป็นองค์กรที่สังคมต้องการให้ดำรงอยู่ตลอดไป

 
 

AUTO NEWS : มาสด้าทำสถิติยอดขายเติบโตทุกเซกเม้นท์ มาสด้า2 ควง CX-5 กอดคอขึ้นแท่นเบอร์หนึ่ง

Wednesday, 14 February 2018 15:48

 

 

 

 

 

 

 

   มาสด้าสุดปลื้มหลังยอดขายรถทุกรุ่นปรับเพิ่มขึ้นเป็นบวกทุกเซกเม้นท์ เปิดศักราชใหม่ต้อนรับปีจอยอดขายก็พุ่งทำสถิติใหม่ทันที โดยเดือนมกราคมทะยานสูงถึง 38% ด้วยตัวเลขยอดขายสูงสุด 4,539 คัน ผลพวงต่อเนื่องมาจากปีที่แล้วที่มาสด้าโหมทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพการบริการหลังการขาย แสดงให้เห็นถึงกระแสความนิยมในรถยนต์มาสด้าที่ยังคงร้อนแรงแบบฉุดไม่อยู่ ในขณะที่มาสด้า2 ทำยอดขายสูงถึง 2,436 คัน ก้าวขึ้นครองบัลลังก์ยึดแชมป์ยอดขายสูงสุดอันดับหนึ่งของตลาดรถเล็ก ในขณะที่ CX-5 มาแรงสุดขยับขึ้นครองอันดับหนึ่งตลาดรถเอสยูวีเป็นครั้งแรกด้วยยอดขายสูงถึง 847 คัน

   เปิดศักราชใหม่เดือนแรกตลาดรถยนต์เมืองไทยก็เริ่มคึกคักทันที ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว โดยเฉพาะรถยนต์แบรนด์พรีเมียมจากค่ายมาสด้าที่เน้นการขับขี่ที่สนุกสนานตื่นเต้นเร้าใจ ที่มาพร้อมกับความแรง แต่ช่วยในเรื่องของการประหยัดน้ำมัน ภายใต้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟ และรูปลักษณ์ความสวยงามภายใต้การออกแบบของ โคโดะ ดีไซน์ รวมถึงเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย i-ACTIVSENSE ประกอบกับการยกระดับพัฒนาโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานภายใต้รูปลักษณ์และคอนเซ็ปต์ใหม่ของมาสด้า นั่นคือ Mazda Corporate Identity ซึ่งเป็นรูปแบบโชว์รูมที่มาสด้าได้ปรับปรุงภาพลักษณ์รูปแบบใหม่หมด เพื่อยกระดับแบรนด์และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามาในโชว์รูม  รวมไปถึงการเพิ่มช่องทางการสื่อสารให้ลูกค้ากับมาสด้าให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ด้วยรูปแบบการสื่อสารผ่านช่องทางของระบบออนไลน์ที่ครอบคลุม หรือที่เรียกว่า Mazda Digital Platform

   โดยเดือนมกราคมที่ผ่านมา รถยนต์มาสด้าทุกรุ่นยังคงได้รับกระแสความนิยมเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะน้องเล็กสุดอย่างมาสด้า2 ที่ยังคงได้รับความนิยมสูงสุด ด้วยยอดขายจำนวน 2,436คัน เติบโตเพิ่มขึ้น 31% ครองแชมป์อันดับหนึ่งในเซกเม้นท์รถยนต์นั่งขนาดเล็กรวมกับอีโคคาร์ไปครองได้สำเร็จ ส่วนอีกรุ่นที่กระแสตอบรับดีเกินคาดตอบโจทย์ทุกความต้องการรถอเนกประสงค์เอสยูวีสุดหรู ออลนิว มาสด้า ซีเอ็กซ์-5 จำนวน 847 คัน มีอัตราการเติบโตมากที่สุดถึง 181% และสามารถก้าวขึ้นครองเบอร์หนึ่งรถอเนกประสงค์เอสยูวีเป็นครั้งแรก ส่วนรถยนต์รุ่นอื่นๆ ก็เติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น มาสด้า3 จำนวน 388 คัน เพิ่มขึ้น 27% มาสด้า ซีเอ็กซ์-3 จำนวน 305 คัน เพิ่มขึ้น 3%ส่วนรถปิกอัพมาสด้า บีที-50โปร ยังคงมียอดขายเพิ่มขึ้น จำนวน 563คัน เพิ่มขึ้น 7% ส่งผลให้ยอดขายรถมาสด้าทั้งหมดในเดือนมกราคมปิดตัวเลขอย่างสวยสดงดงามอยู่ที่ 4,539คัน เติบโตสูงถึง 38% ถือเป็นความสำเร็จในด้านการเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้อย่างแท้จริง

   นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าเราทุกคนในมาสด้าต่างภูมิใจอย่างยิ่งในวันนี้ วันที่ทุกคนได้เห็นรถยนต์มาสด้าประสบความสำเร็จได้รับความนิยมจากลูกค้ามากยิ่งขึ้น วันนี้เราได้เห็นมาสด้าก้าวไปสู่ความสำเร็จอย่างงดงาม โดยมาสด้า2 สามารถมัดใจลูกค้าอย่างเหนียวแน่น และเอาชนะคู่แข่งในตลาดจนยอดขายทะยานก้าวขึ้นสู่อันดับหนึ่ง รวมทั้งรถอเนกประสงค์เอสยูวี ออลนิว มาสด้า ซีเอ็กซ์-5  ซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมายังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่องด้วยยอดขายสูงถึง 847 คัน ก้าวขึ้นสู่อันดับหนึ่งในเซกเม้นท์นี้ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของมาสด้า นี่คือบทพิสูจน์จากลูกค้าที่เชื่อมั่นในแบรนด์และคุณภาพของรถยนต์มาสด้า

   นอกจากนี้ นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ยังได้แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า ในปีนี้เรายังคงนำเสนอรถยนต์ที่ขับสนุกที่มาพร้อมเทคโนโลยีและการออกแบบที่ดีที่สุดเข้ามาในตลาดประเทศไทย และเราจะเน้นไปในส่วนของการบริการด้วยโปรแกรม Mazda Active Service หรืองานด้านดูแลลูกค้าตั้งแต่เริ่มมีความสนใจในแบรนด์ไปจนกระทั่งกลายมาเป็นลูกค้าของมาสด้า เราเชื่อว่าการบริการที่เกินความคาดหวังของลูกค้า จะสร้างสายสัมพันธ์อันแนบแน่นยืนยาวระหว่างเรากับลูกค้า ดังนั้นมาสด้าจึงมุ่งมั่นเร่งดำเนินการเพื่อพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่ายและกระบวนการของการให้บริการเพื่อให้ลูกค้าได้เข้าถึงแบรนด์มาสด้าได้ง่ายดายเสมือนหนึ่งเป็นครอบครัวเดียวกัน

   ด้าน นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด แสดงความเห็นว่าปีนี้เราเน้นไปที่การไมเนอร์เช้นจ์ เพื่อสร้างความสดใหม่และความคุ้มค่าคุ้มราคาให้กับรถมาสด้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งแต่ละรุ่นจะเพิ่มออพชั่นในแบบที่คาดไม่ถึงเพื่อให้ลูกค้าได้ขับขี่แบบสนุกสนานเร้าใจมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้เรายังเน้นเรื่องการเอาใจใส่ดูแลลูกค้าและการบริการเป็นหลัก โดยได้เร่งการปรับเปลี่ยนโชว์รูมเพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ มีการเพิ่มทักษะให้แก่พนักงานในเรื่องของซ่อมแซมดูแลและการบริการเพื่อให้ลูกค้าได้รับบริการที่ดีที่สุด มีมาตรฐานในการบริการที่เหมือนกันในทุกโชว์รูมไม่ว่าจะเป็นโชว์รูมขนาดเล็กหรือใหญ่เพื่อให้เข้ากับ Mazda Dealer Operation Standard รวมถึงการวางมาตรฐานจำนวนพนักงานให้เหมาะสมกับขนาดของโชว์รูม เพื่อยกมาตรฐานความเป็นพรีเมียมแบรนด์ของมาสด้า และเพื่อให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกผูกพันกับแบรนด์ จนกระทั่งเกิดความจงรักภักดีต่อแบรนด์และเกิดการซื้อซ้ำในอนาคต

ยอดการจำหน่ายรถยนต์มาสด้าประจำเดือนมกราคม 2561เปรียบเทียบกับปี 2560

   โปรดติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของมาสด้าผ่านทางทางโซเชียลมีเดียเว็บไซต์ www.mazda.co.th MazdaThailandOfficial Facebook/YouTube/Instagram/LINE

 
 

AUTO NEWS : โตโยต้ารับรางวัล “ศูนย์รับเรื่องและแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภคดีเด่น ระดับยอดเยี่ยม” จาก สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักนายกรัฐมนตรี ตอกย้ำคุณภาพการบริการ ปรัชญา “ลูกค้าเป็นที่หนึ่ง”

Wednesday, 14 February 2018 16:02

 

 

 

 

 

 

 

   นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เข้ารับรางวัลศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภคประจำปี พ.ศ. 2560 จากนายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น    เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561  ที่ผ่านมา

   รางวัลประกาศเกียรติคุณศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภค (Call Center) เป็นรางวัลที่จัดขึ้น       เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการของผู้ประกอบธุรกิจด้านศูนย์รับเรื่องและแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภค ภายใต้หลักเกณฑ์การคัดเลือกของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ซึ่งประกอบด้วย 2 ประเภท ได้แก่

  1. รางวัลศูนย์รับเรื่องและแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภคดีเด่น ที่มอบรางวัลสำหรับบริษัทที่มีกลยุทธ์และนโยบายการจัดการที่ชัดเจน การบริหารทรัพยากรบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการบริการที่ดี   มีกระบวนการให้บริการที่ชัดเจน สามารถวัดผล วิเคราะห์ ทบทวนและปรับปรุงการทำงานอย่างต่อเนื่องในเรื่องต่างๆ
  1. รางวัลศูนย์รับเรื่องและแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภคดีเด่น ระดับยอดเยี่ยม รวมทั้งสิ้น 5 สาขา ซึ่งถือเป็น    ครั้งแรกที่มีการมอบรางวัล ให้กับบริษัทที่ผ่านเกณฑ์พิจารณาตามหลักประเภทดีเด่น พร้อมด้วยคุณสมบัติเสริมในอีก 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนานวัตกรรมให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น มีประสิทธิผลในการดำเนินที่ครบถ้วน มีการดำเนินงานความรับผิดชอบต่อสังคมที่มีประเด็นเกี่ยวข้องกับผู้บริโภค และการรับรองมาตรฐานอย่างถูกต้อง

   ทั้งนี้บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด  ผ่านเกณฑ์การประเมิน และได้รับรางวัลอันทรงเกียรติทั้ง 2 ประเภท ทั้งในประเภทรางวัลศูนย์รับเรื่องและแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภคดีเด่น  และในระดับยอดเยี่ยม ในสาขารถยนต์ (ขายและการบริการหลังการขาย) ถือเป็นการได้รับการประกาศเกียรติคุณอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่จัดตั้งโครงการพัฒนาศักยภาพศูนย์รับเรื่องและแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภค (Call Center)  ตอกย้ำความมุ่งมั่นด้านการส่งเสริมคุณภาพ ทั้งด้านผลิตภัณฑ์และการให้บริการ โดยคำนึงถึง ความพึงพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญ เพื่อการให้บริการที่ดีที่สุดในทุกด้าน อย่างเหนือความคาดหมายดังปรัชญา “ลูกค้าเป็นที่หนึ่ง” (Customer first) ซึ่งนำไปสู่การบรรลุนโยบาย “ขับเคลื่อนความสุข” อย่างยั่งยืน

 
 

AUTO NEWS : TAJA เปิดโผ 7 โมเดลลุ้นรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2560

Sunday, 11 February 2018 18:21

 

 

 

 

   สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (TAJA) ประกาศรายชื่อรถยนต์ที่เข้าร่วมลุ้นรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2560 (THAILAND CAR OF THE YEAR 2017) ซึ่งผ่านตามหลักเกณฑ์รวม 7 รุ่น จาก 5 ยี่ห้อ พร้อมประเดิมรางวัลรถจักรยานยนต์ยอดเยี่ยมเป็นปีแรก รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมฯ ครั้งใหม่

   นายยุทธพงษ์  ภาษี นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และจักรยานยนต์ไทย (สรยท.)เปิดเผยว่าคณะกรรมการสมาคมฯ ได้เตรียมการตัดสินรางวัลเกียรติยศสำหรับวงการยานยนต์ โดยในปีนี้สมาคมฯ        ได้จัดการตัดสิน เป็นปีที่ 3 ในขณะที่ได้เริ่มต้นรางวัลสำหรับรถจักรยานยนต์ยอดเยี่ยมเป็นปีแรกอีกด้วย    รางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปีถือเป็นรางวัลสำคัญของวงการยานยนต์ สื่อสายยานยนต์มอบให้แก่รถยนต์ประกอบในประเทศที่มีคุณสมบัติยอดเยี่ยมเพียง 1 คัน โดยถือหลักคุณค่าที่สมบูรณ์ของรถที่ให้แก่ผู้บริโภค เป็นเกณฑ์ ซึ่งรถที่ได้รับเลือกให้เข้ารอบตัดสิน จะต้องเป็นรถยนต์โมเดลใหม่ที่เปิดตัวในช่วง 12 เดือนของปี และสื่อมวลชนสายยานยนต์ซึ่งเป็นนักทดสอบ นักวิจารณ์มากกว่า 50 ชีวิตได้ร่วมโหวดลงคะแนน

   นายกสมาคมฯ กล่าวต่อไปว่าคณะกรรมการตัดสินรางวัล THAILAND CAR OF THE YEAR 2017สมาคมฯได้ยึดหลักสากลโดยกำหนดให้มีกรรมการรอบตัดสินไม่น้อยกว่า 25 ท่าน ซึ่งในปีนี้มีนักทดสอบที่เป็นสมาชิกของสมาคมและมีคุณสมบัติเข้าหลักการคัดเลือกกรรมการเข้าร่วมเป็นกรรมการมากกว่า 50 คน โดยแต่ละคนต้องมีผลงานการทดสอบรถยนต์/รถจักรยานยนต์ เผยแพร่ต่อสาธารณะชนเป็นที่ประจักษ์ และเป็นผู้ปฏิบัติงานในฐานะสื่อมวลชนสายยานยนต์และจักรยานยนต์ 3 ปีต่อเนื่อง

   คณะกรรมการจะพิจารณาตัดสินรถให้ได้รับรางวัลเพียง 1 คันเท่านั้น หลักเกณฑ์คือคณะกรรมการแต่ละคนจะมีคะแนนอยู่ 25 คะแนน กรรมการจะต้องให้คะแนนอย่างน้อย 3 คัน คันใดที่กรรมการพิจารณาตามองค์ประกอบแล้วชื่นชอบที่สุดจะต้องให้คันนั้น 10 คะแนน ส่วนที่เหลืออีก 15 คะแนนให้กระจายไปยังรถคันอื่นห้ามมิให้คะแนนเต็ม 10 เท่ากับรถที่เลือกไว้ในลำดับแรก

   นายยุทธพงษ์กล่าวต่อไปว่าเพื่อให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์และรถจักรยานยนต์ของไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง สมาคมฯได้ริเริ่มรางวัลรถจักรยานยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี (Thailand Motorcycle of the Year2017) เป็นครั้งแรก โดยมีสื่อมวลชนสายรถจักรยานยนต์ได้ร่วมตัดสิน ทั้งนี้ รถจักรยานยนต์ยอดเยี่ยมประจำปีแบ่งออกเป็น 2 รางวัล คือ

1. รถจักรยานยนต์ ที่มีขนาดความจุกระบอกสูบ ต่ำกว่า 400cc

2. รถจักรยานยนต์ ที่มีขนาดความจุกระบอกสูบ ตั้งแต่ 400cc ขึ้นไป

   “สมาคมฯหวังว่า รางวัลเกียติยศที่สมาคมฯมอบให้ ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ จะมีส่วนสำคัญในการยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมและเป็นข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์” นายยุทธพงษ์ กล่าว

   สำหรับรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2560 คณะกรรมการได้พิจารณาคัดเลือกผ่านตามคุณสมบัติและหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้พร้อมมีสิทธิ์ได้รางวัล THAILAND CAR OF THE YEAR 2017 รวมทั้งสิ้น 7 รุ่นดังนี้ คือ

1. นิสสันโน๊ต (Nissan Note) เปิดตัว 17 มกราคม 2560

2. เมอร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาส (Mercedes-Benz E-Class) รุ่นประกอบในประเทศเปิดตัว 31 มกราคม 2560

3. ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก (Honda Civic Hatchback) เปิดตัว 9 มีนาคม 2560

4. ฮอนด้า ซีอาร์-วี (Honda CR-V) เปิดตัว 24 มีนาคม 2560

5. เมอร์เซเดส-เบนซ์ จีแอลซี คูเป้ (Mercedes-Benz GLC Coupe) รุ่นประกอบในประเทศเปิดตัว 16 มิถุนายน 2560

6. บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีย์5 (BMW 5 Series) รุ่นประกอบในประเทศเปิดตัว 1 สิงหาคม 2560

7. โตโยต้า ยาริส เอทีฟ (Toyota Yaris Ativ Sedan) เปิดตัว 15 สิงหาคม 2560

หลักเกณฑ์การคัดเลือกรถยนต์ของรางวัล THAILAND CAR OF THE YEAR 2017

1. เป็นรถรุ่นใหม่ (New Model)ที่แนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่สู่ตลาดในช่วง 12 เดือน ก่อนที่จะได้รับรางวัล (รางวัลปี 2560) ให้นับรุ่นรถที่เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2559  ถึงวันที่ 30 กันยายน 2560

2. ความหมายของคำว่า “แนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่” (Model Change) นับจากการประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการ (Official Launching) ของตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการพร้อมประกาศราคาขายอย่างเป็นทางการ

3. กรณีที่ผู้ผลิตเปลี่ยนการผลิตจากรถ CBU เป็นรถ CKD ให้ถือการ Relaunch รถประกอบในประเทศ (CKD,SKD) เป็นการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ด้วย

   ทั้งนี้ สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทยมีกำหนดลงคะแนนตัดสินในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561  จากนั้นจะประกาศผล (พิธีการมอบรางวัล) ในวันที่ 23 มีนาคม 2561 ณ สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดี-รังสิต

คณะอนุกรรมการTHAILAND CAR OF THE YEAR 2017

1. นายกรกิต  กสิคุณ              ประธานอนุกรรมการ
2. นายพินิต  ทองสุข              ประธานที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการ
3. นายวัชระ  ธรรมศรี             ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการ
4. นายภูวนาถ  เผ่าจินดา        อนุกรรมการ
5. นายขจรศักดิ์   ลอย            อนุกรรมการ
6. นายวรพล  สิงห์เขียวพงษ์   อนุกรรมการ
7. นายสินธุ์ชัย  ภมรพล          อนุกรรมการ
8. นายคิงส์ลี่ย์  ไชยรัตน์วิชยะสิงหะ         กรรมการ

 
 

AUTO NEWS : ฮอนด้า ฉลองแชมป์ตลาดรถยนต์นั่ง 3 ปีซ้อน ส่งมอบความสุขครั้งใหญ่ให้ลูกค้าผ่านแคมเปญ “ฮอนด้า ด้วยรักและขอบคุณ” ร่วมลุ้นรับ ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด ซีอาร์-วี และซีวิค พร้อมรางวัลอื่นๆ รวม 353 รางวัล มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท ตั้งแต่วันนี้ – 10 เม.ย.

Saturday, 10 February 2018 16:24

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด จัดแคมเปญพิเศษ“ฮอนด้า ด้วยรักและขอบคุณ” แทนคำขอบคุณในความไว้วางใจของลูกค้าที่ทำให้ฮอนด้ามียอดจำหน่ายอันดับ 1 ในตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของประเทศไทย 3 ปีซ้อน ส่งมอบความสุขครั้งใหญ่ให้แก่ลูกค้าที่จองรถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่น ตั้งแต่วันที่ 1ก.พ. – 10เม.ย. 2561และรับรถภายในวันที่ 30เม.ย. 2561จะได้รับสิทธิ์ลุ้นรางวัล รถยนต์ ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด รุ่น HYBRID TECH, รถยนต์ ฮอนด้า ซีอาร์-วี เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ รุ่น DT-EL 4WD และรถยนต์ฮอนด้า ซีวิค รุ่น TURBO RS พร้อมรางวัลอื่นๆ รวม 353 รางวัล มูลค่ารวมทั้งสิ้น 10,950,000บาท โดยจะทำการจับรางวัลผู้โชคดีในวันจันทร์ที่ 14พ.ค. 2561เวลา 14.00น. และประกาศรางวัลในวันพฤหัสบดีที่ 17 พ.ค. 2561 ทางเว็บไซต์ www.honda.co.th

   แคมเปญ “ฮอนด้า ด้วยรักและขอบคุณ”ยังมาพร้อมแคมเปญพิเศษอื่นๆ อาทิ แคมเปญรถยนต์เก่าแลกรถยนต์ฮอนด้าใหม่ โดยลูกค้าสามารถนำรถยนต์รุ่นใด ยี่ห้อใดก็ได้ มาเปลี่ยนเพื่อซื้อรถยนต์ฮอนด้าคันใหม่ได้ทุกรุ่น พร้อมรับบัตรของขวัญฮอนด้ามูลค่าสูงสุดถึง 10,000 บาทแคมเปญฮอนด้าช่วยผ่อน โดยช่วยผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 1,000 บาท และสูงสุดเดือนละ 10,000 บาท นาน 12 เดือน แคมเปญเพื่อนแนะนำเพื่อน สำหรับลูกค้าที่เป็นเจ้าของฮอนด้าซีอาร์-วี แอคคอร์ด และแอคคอร์ด ไฮบริด เมื่อแนะนำเพื่อนมาจองและรับรถรุ่นใดก็ได้จาก 3 รุ่น รับบัตรของขวัญฮอนด้ามูลค่าสูงสุดถึง 12,000 บาททั้งผู้แนะนำและผู้ถูกแนะนำ รวมทั้งแคมเปญ ดาวน์ต่ำ อัตราดอกเบี้ยพิเศษ หรือฟรีประกันภัยชั้น 1เป็นต้น

   นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกรประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าฮอนด้า ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจและเชื่อมั่นในยนตรกรรมฮอนด้ามาอย่างต่อเนื่องจากความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ทำให้ฮอนด้าสามารถรักษาอันดับหนึ่งตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของประเทศไทยได้เป็นปีที่ 3ติดต่อกัน อีกทั้งได้รับรางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยมด้านภาพลักษณ์ดีเด่นประเภทยี่ห้อที่น่าเชื่อถือ จาก TAQA ติดต่อกันถึง 6ปี แสดงให้เห็นว่าเราไม่เพียงแต่เป็นที่หนึ่งในตลาดรถยนต์นั่งแต่ยังเป็นที่หนึ่งในใจลูกค้าอีกด้วย เราจึงตั้งใจตอบแทนความไว้วางใจของลูกค้าด้วยแคมเปญ ฮอนด้า ด้วยรักและขอบคุณ พร้อมทั้งเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งด้านการบริการในทุกขั้นตอน และมุ่งมั่นสร้างสรรค์ยนตรกรรมที่มีคุณภาพเพื่อตอบสนองทุกความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าต่อไป”

แคมเปญ “ฮอนด้า ด้วยรักและขอบคุณ”

   มาพร้อมข้อเสนอพิเศษให้กับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของรถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่นที่จองรถยนต์ฮอนด้าที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศและภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39 (The Bangkok International Motor Show 2018) ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. – 10 เม.ย. 2561 และรับรถภายในวันที่ 30 เม.ย. 2561 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

  • สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถทุกรุ่นในช่วงระยะเวลาแคมเปญ รับบัตรของขวัญฮอนด้ามูลค่า 3,000 บาท
  • ข้อเสนอพิเศษสำหรับรถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่น* อาทิ ลูกค้าที่ดาวน์ 25% ขึ้นไป และผ่อน 12-48 เดือน อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 99% หรือดาวน์ต่ำ อัตราดอกเบี้ยพิเศษ หรือฟรีประกันภัยชั้น 1 เป็นต้น
  • ลูกค้าที่จองและรับรถทุกรุ่นในช่วงระยะเวลาแคมเปญ จะได้สิทธิ์ลุ้นรับรางวัลชิงโชค 353 รางวัล มูลค่ารวมทั้งสิ้น 10,950,000 บาท (ของรางวัลต่างๆ รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) ได้แก่

รางวัลที่ 1

  • รถยนต์ ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด รุ่น HYBRID TECH สีดำคริสตัล (มุก) 1 รางวัล

มูลค่า 1,857,000 บาท

  • รถยนต์ ฮอนด้า ซีอาร์-วี เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ รุ่น DT-EL 4WD สีเขียวดาร์กโอลีฟ 1 รางวัล
    มูลค่า 1,699,000 บาท
  • รถยนต์ ฮอนด้า ซีวิค รุ่น TURBO RS สีแดงแรลลี่ 1 รางวัล มูลค่า 1,199,000 บาท

รางวัลที่ 2               ไอโฟน เอ็กซ์ (iPhone X) 64GB                50 รางวัล          มูลค่ารางวัลละ 40,500 บาท

รางวัลที่ 3               ไอแพด 128GB                                      100 รางวัล        มูลค่ารางวัลละ 15,900 บาท

รางวัลที่ 4               แอปเปิ้ล วอทช์ ขนาด 42 มิลลิเมตร          200 รางวัล        มูลค่ารางวัลละ 12,900 บาท

  • ลูกค้าที่มีสิทธิ์ลุ้นรางวัล คือ ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ในนามบุคคล นิติบุคคล ไม่รวมลูกค้าที่ซื้อในลักษณะเชิงพาณิชย์ หรืออื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขการขายแบบปกติ โดยสิทธิ์ร่วมลุ้นรางวัลขึ้นอยู่กับรุ่นรถยนต์ของลูกค้า ดังนี้
  • บริโอ้ / บริโอ้ อเมซ รับ 1 สิทธิ์ / 1 คัน
  • ซิตี้ / แจ๊ซ / โมบิลิโอ / บีอาร์-วี รับ 2 สิทธิ์ / 1 คัน
  • ซีวิค / ซีวิค แฮทช์แบ็ก / เอชอาร์-วี รับ 3 สิทธิ์ / 1 คัน
  • ซีอาร์-วี / แอคคอร์ด รับ 4 สิทธิ์ / 1 คัน
  • แอคคอร์ด ไฮบริด             รับ 5 สิทธิ์ / 1 คัน

   ซึ่งลูกค้าจะได้รับข้อความยืนยันสิทธิ์ทางโทรศัพท์มือถือภายใน 48 ชั่วโมง หลังจากรับรถเรียบร้อยแล้ว โดยลูกค้า 1 ท่าน มีสิทธิ์รับรางวัลสูงสุดได้เพียง 1 รางวัล

  • บริษัทฯ จะทำการจับรางวัลผู้โชคดีในวันจันทร์ที่ 14 พ.ค. 2561 เวลา 00 น. ณ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด สาขาศรีอยุธยา เลขที่ 350 ถนนศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400 และประกาศรายชื่อผู้โชคดีในวันพฤหัสบดีที่ 17 พ.ค. 2561 ทางเว็บไซต์www.honda.co.th ซึ่ง
    ผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลจะต้องชำระภาษีหัก ณ ที่จ่าย 5% ของมูลค่ารางวัลด้วยตนเอง

นอกจากนี้ ยังมีแคมเปญพิเศษเพิ่มเติม* ได้แก่

แคมเปญฮอนด้าช่วยผ่อน

  • บริโอ้ และบริโอ้ อเมซ ฮอนด้า ช่วยผ่อนเดือนละ 2,500 บาท 12 เดือน รวมมูลค่า 30,000 บาท
  • ซิตี้ แจ๊ซ โมบิลิโอ บีอาร์-วี และเอชอาร์-วี ฮอนด้า ช่วยผ่อนเดือนละ 1,000 บาท 12 เดือน รวมมูลค่า 12,000 บาท
  • ซีอาร์-วี ฮอนด้า ช่วยผ่อนเดือนละ 3,000 บาท 12 เดือน รวมมูลค่า 36,000 บาท
  • แอคคอร์ด ฮอนด้า ช่วยผ่อนเดือนละ 5,000 บาท 12 เดือน รวมมูลค่า 60,000 บาท
  • แอคคอร์ด ไฮบริด ฮอนด้า ช่วยผ่อนเดือนละ 10,000 บาท 12 เดือน รวมมูลค่า 120,000 บาท

แคมเปญรถยนต์เก่าแลกรถยนต์ฮอนด้าใหม่

ลูกค้าสามารถนำรถยนต์รุ่นใด ยี่ห้อใดก็ได้ มาเปลี่ยนเพื่อซื้อรถยนต์ฮอนด้าคันใหม่ได้ทุกรุ่น พร้อมรับบัตรของขวัญฮอนด้ามูลค่า 3,000 – 10,000 บาท มีรายละเอียด ดังนี้

  • แอคคอร์ด ไฮบริด รับบัตรของขวัญฮอนด้า มูลค่า 10,000 บาท
  • ซีอาร์-วี และแอคคอร์ด รับบัตรของขวัญฮอนด้า มูลค่า 5,000 บาท
  • รถยนต์ฮอนด้ารุ่นอื่นๆ รับบัตรของขวัญฮอนด้า มูลค่า 3,000 บาท

แคมเปญเพื่อนแนะนำเพื่อน (Friend gets Friend)

ลูกค้าฮอนด้าที่เป็นเจ้าของรถยนต์ ฮอนด้า ซีอาร์-วี แอคคอร์ด และแอคคอร์ด ไฮบริด สามารถแนะนำเพื่อนมาจองและรับรถภายในช่วงระยะเวลาแคมเปญรุ่นใดก็ได้จาก 3 รุ่น ที่ร่วมแคมเปญ ได้แก่ ซีอาร์-วี แอคคอร์ด และ
แอคคอร์ด ไฮบริด โดยสามารถแนะนำเพื่อนได้ รวมสูงสุด 5 คัน

สิทธิพิเศษสำหรับผู้แนะนำ

เมื่อผู้ถูกแนะนำรับรถยนต์ ผู้แนะนำ จะได้รับสิทธิพิเศษตามรุ่นรถยนต์ ดังนี้

  • สำหรับการแนะนำคันที่ 1
  • ซีอาร์-วี และแอคคอร์ด รับกระเป๋าเดินทาง Samsonite ขนาด 29 นิ้ว มูลค่า 16,900 บาท
  • แอคคอร์ด ไฮบริด รับกระเป๋าเดินทาง Samsonite ขนาด 29 นิ้ว มูลค่า 16,900 บาท และรับเพิ่มบัตรของขวัญฮอนด้า มูลค่า 10,000 บาท
  • สำหรับการแนะนำคันที่ 2-5
  • ซีอาร์-วี และแอคคอร์ด รับบัตรของขวัญฮอนด้า มูลค่า 8,000 บาท ต่อคัน
  • แอคคอร์ด ไฮบริด รับบัตรของขวัญฮอนด้า มูลค่า 12,000 บาท ต่อคัน

สิทธิพิเศษสำหรับผู้ถูกแนะนำ

เมื่อผู้ถูกแนะนำรับรถยนต์ จะได้รับสิทธิพิเศษตามรุ่นรถยนต์ ดังนี้

  • ซีอาร์-วี และแอคคอร์ด รับบัตรของขวัญฮอนด้า มูลค่า 8,000 บาท ต่อคัน
  • แอคคอร์ด ไฮบริด รับบัตรของขวัญฮอนด้า มูลค่า 12,000 บาท ต่อคัน

ดอกเบี้ยพิเศษสำหรับเจ้าของรถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่น (Honda Loyalty)

   สำหรับลูกค้าเจ้าของรถยนต์ฮอนด้า รับดอกเบี้ยพิเศษลดลง 0.15% จากลูกค้าทั่วไปตามตารางรายการส่งเสริมการขาย เมื่อทำสัญญาเช่าซื้อกับสถาบันการเงินที่ร่วมรายการ*

   ทั้งนี้ ท่านที่สนใจแคมเปญ “ฮอนด้า ด้วยรักและขอบคุณ” สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง (Honda Call Center) โทร. 02-341-7777 หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.honda.co.th

หมายเหตุ

   *รายละเอียด และเงื่อนไขต่างๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ที่ปรึกษาการขาย ณ โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ และภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39 (The Bangkok International Motor Show 2018) ที่จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม - 8 เมษายน 2561 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

 
 

AUTO NEWS : “ฮอนด้า” ผนึก “ไอเอ็มจี” เดินหน้าจัด “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2018” อย่างยิ่งใหญ่ สู่ปีที่ 12 9 ดาวดังจากท็อป 10 โลก พร้อมทัพนักกอล์ฟสาวจากทั่วโลกร่วมดวลวงสวิง ด้าน โปรโม-โปรเม ฟอร์มร้อน เตรียมลุ้นแชมป์โปรไทยคนแรก

Thursday, 08 February 2018 14:01

 

 

 

 

 

 

   บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด และ ไอเอ็มจี พร้อมด้วยเหล่าพันธมิตร ยืนยันความพร้อมจัดการแข่งขันกอล์ฟสตรีรายการ “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2018”  ฉลองการก้าวเข้าสู่ปีที่ 12 อย่างยิ่งใหญ่ รวมนักกอล์ฟซูเปอร์สตาร์ทั้ง 9 อันดับโลก พร้อมด้วยนักกอล์ฟสาวระดับโลกและดาวรุ่งฝีมือดีทั้งไทยและต่างชาติ ตบเท้าเข้าร่วมการแข่งขัน ด้านนักกอล์ฟสาวชาวไทย นำโดย “โปรโมโมรียา และ โปรเม” เอรียา จุฑานุกาล พร้อมประชันวงสวิงเพื่อลุ้นตำแหน่งแชมป์คนไทยคนแรกของทัวร์นาเมนต์  โดยฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2018 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-25 กุมภาพันธ์ 2561 ณ สยามคันทรีคลับ พัทยา โอลด์คอร์ส 

   นายพิทักษ์  พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การแข่งขันฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์  ได้รับการตอบรับเข้าแข่งขันจากนักกอล์ฟหญิงระดับโลก และมีแฟนนักกอล์ฟทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้ความสนใจและติดตามเป็นจำนวนมากในทุกๆ ปี และนับเป็นปีที่ 12 ที่ฮอนด้าเป็นผู้สนับสนุนหลักของการแข่งขัน ซึ่งในปีนี้เรามีนักกอล์ฟที่เข้าแข่งขันรวม 70 คน แบ่งเป็น 58 นักกอล์ฟหญิงที่อยู่ในอันดับประจำปี 2018 ของแอลพีจีเอ (LPGA Official Priority List 2018) อาทิ ชานชาน เฟิง มือวางอันดับ 1 ของโลก ปาร์ค ซอง ฮยอน โปรสาวชาวเกาหลีมือ 2 ของโลกและแชมป์จากรายการยูเอส วีเมนส์ โอเพ่นปีล่าสุด ที่จะเข้าร่วมการแข่งขันในปีนี้เป็นครั้งแรก ริว โซยอน โปรสาวชาวเกาหลีมือ 3 ของโลก และแชมป์รายการเมเจอร์ เอเอ็นเอ อินสไปเรชัน รวมทั้งแชมป์เก่าของการแข่งขันในปีที่ผ่านๆ มาก็ตอบรับที่จะมาร่วมประชันฝีมือ อาทิ เอมี หยาง (แชมป์ปี 2017 และ 2015) ที่จะกลับมาป้องกันแชมป์อีกครั้ง, เล็กซี ธอมป์สัน (แชมป์ปี 2016 และเจ้าของตำแหน่งนักกอล์ฟคะแนนสะสมมากที่สุดแห่งปี 2017 จาก เรซ ทู ซีเอ็มอี โกลป), แอนนา นอร์ดควิสต์ (แชมป์ปี 2014 และแชมป์รายการเมเจอร์ เอเวียง แชมเปี้ยนชิพ 2017) ดาเนียล คังแชมป์รายการเคพีเอ็มจี วีเมนส์ พีจีเอ แชมเปี้ยนชิพ พร้อมด้วย บริททานี ลินซิคัม แชมป์ล่าสุด จากรายการเพียว ซิลค์-บาฮามาส แอลพีจีเอ คลาสสิค  2018 ที่แข่งขันจบไปเมื่อวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา และ แชมป์รายการ ไอเอสพีเอส ฮานดา วีเมนส์ ออสเตรเลียน โอเพ่น 2018 อีกทั้งเหล่านักกอล์ฟรับเชิญทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศอีก 10 คน”

   “ทางด้านโปรกอล์ฟสาวไทยอย่าง โปรเม-เอรียา จุฑานุกาล ผู้สร้างประวัติศาสตร์ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโลกเมื่อปีที่ผ่านมาและล่าสุดคว้าแชมป์รายการ ซีเอ็มอี กรุ๊ป ทัวร์ แชมเปี้ยนชิพ ปิดท้ายฤดูกาล 2017 ไปได้สำเร็จ โปรโม-โมรียา จุฑานุกาล และโปรแหวน-พรอนงค์ เพชรล้ำ ก็พร้อมร่วมชิงชัยในบ้านอย่างสมศักดิ์ศรี รับรองได้ว่า ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2018 ในปีนี้ จะเป็นทัวร์นาเมนต์ยิ่งใหญ่กว่าทุกปีอย่างแน่นอน” นายพิทักษ์กล่าวเสริม

   ปัจจุบัน การแข่งขันกอล์ฟสตรีรายการ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ถือเป็นหนึ่งในศึกดวลวงสวิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียเป็นโปรแกรมที่ 3 ของตารางแข่งแอลพีจีเอ ซึ่งการแข่งขัน “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2018” เดินทางมาถึงปีที่ 12 นอกเหนือจากเงินรางวัลสูงถึง 1.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 51 ล้านบาทแล้ว ผู้ชนะจะได้รับถ้วยรางวัลดีไซน์ใหม่ฉลองครบรอบปีที่ 12 ซึ่งสร้างสรรค์โดยศิลปินไทยเลือดใหม่ไฟแรง ศรุตา เกียรติภาคภูมิ เจ้าของรางวัลนักออกแบบหน้าใหม่ทั้งในและต่างประเทศ โดยได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากนกอินทรี ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่ง ความมุ่งมั่น และความสง่างามของนักกีฬากอล์ฟสตรีบนสนาม อีกทั้งรางวัลพิเศษ รถยนต์ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบขนาด 1.6 ลิตร รุ่น DT-EL 4WD มูลค่า 1,699,000 บาท สำหรับผู้ที่สามารถทำโฮลอินวันที่หลุม16 ได้เป็นคนแรก

   นายพิทักษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “นอกจากนี้ ก่อนเริ่มการแข่งขัน ตัวแทนโปรกอล์ฟจากทั่วโลกจะได้ร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคม ทั้งกิจกรรมเพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาและมอบอุปกรณ์กีฬาให้กับโรงเรียนในจังหวัดชลบุรี Honda LPGA Charity Night ที่นำของรักของหวงนักกอล์ฟมาร่วมประมูลในงาน เพื่อนำรายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่าย มอบให้แก่ศิริราชมูลนิธิ ซึ่งเป็นกิจกรรมพิเศษที่ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ จัดขึ้นเพื่อตอบแทนสังคมมาโดยตลอด พร้อมด้วยกิจกรรมสนับสนุนเยาวชนและกีฬากอล์ฟ อย่าง กอล์ฟคลินิก ที่ตัวแทนโปรกอล์ฟจะมาร่วมฝึกสอนและถ่ายทอดเทคนิคการเล่นกอล์ฟให้แก่เยาวชนไทย ลูกค้าฮอนด้า และผู้ที่สนใจ กันอย่างใกล้ชิดอีกด้วย”

   มิสวินนี่ เฮง รองประธานและกรรมการผู้จัดการ ไอเอ็มจี (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ไอเอ็มจี ในฐานะผู้จัดการแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์  มีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับทางบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด อีกครั้งในการพัฒนาการจัดงานให้น่าประทับใจยิ่งกว่าที่ผ่านมา โดยเรามีความพร้อมทั้งในด้านของสถานที่แข่งขัน คือ สยามคันทรีคลับ พัทยา โอลด์คอร์ส สนามกอล์ฟที่เป็นที่ชื่นชอบในหมู่นักกอล์ฟมากที่สุดสนามหนึ่ง รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และกิจกรรมมากมายสำหรับแฟนกอล์ฟและครอบครัวที่เข้าร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียนฝึกสอนกอล์ฟจากฮอนด้า กิจกรรม “ชิพ ฟอร์ ชาริตี้”ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเพื่อสังคมของงานที่จะเปิดให้ผู้ข้าชมได้มีส่วนร่วมตอบแทนสิ่งดีๆ สู่สังคม การจัดเตรียมอาหารและเครื่องดื่มที่หลากหลายมากขึ้น การจัดสถานที่ให้แฟนกอล์ฟได้ชมการฝึกซ้อมของผู้เข้าแข่งขันอย่างใกล้ชิด และสถานที่ที่ผู้ชมสามารถนั่งดูการแข่งได้อย่างสะดวกสบายท่ามกลางทิวทัศน์ธรรมชาติอันสวยงาม และการแสดงดนตรีสดในบรรยากาศหลังจบรายการแข่งขันตลอดทั้ง 4 วัน”

   นายธิติพร จุติมานนท์ ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ช่อง9MCOT HD กล่าวว่า “ในฐานะพันธมิตรของการจัดงาน กล่าวว่า “ทาง อสมท มีความพร้อมถ่ายทอดความสนุกและความยิ่งใหญ่ตลอดการแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2018 ผ่านทางช่อง 9MCOT HD หมายเลข 30 ด้วยความคมชัดระดับ FULL HD ตั้งแต่วันที่ 22-25 กุมภาพันธ์  นอกจากการถ่ายทอดสดการแข่งขันแล้ว ผู้ชมยังจะไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวของการแข่งขัน ด้วยสกู๊ป และเนื้อหาพิเศษที่ทาง อสมท นำมาให้ผู้ชมได้อัพเดตก่อนใคร พร้อมทั้งได้เห็นมุมมองใหม่ๆ ของการแข่งขัน นับเป็นการส่งมอบโปรแกรมกีฬากอล์ฟระดับโลกให้ผู้ชมชาวไทยได้รับชมกีฬาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและจุใจ สอดคล้องกับนโยบายในปีนี้ของอสมท ที่พร้อมเดินหน้าในเนื้อหาด้านกีฬา  และด้วยศักยภาพของอสมท ที่มีสื่อทั้งโทรทัศน์ วิทยุ และช่องทางออนไลน์ จะทำให้การแข่งขันกีฬากอล์ฟ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2018 สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ชมได้อย่างทั่วถึงและเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายมากขึ้นอย่างแน่นอน”

   สำหรับแฟนกอล์ฟและผู้ที่สนใจเข้าร่วมชมการแข่งขัน สามารถซื้อบัตรเข้าชมล่วงหน้าในราคาพิเศษ ได้ตั้งแต่วันนี้ - 18 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ www.hondalpgathailand.com บัตรเข้าชมการแข่งขันวันที่ 22 หรือ 23 กุมภาพันธ์ ราคา 300 บาท/วัน (จากราคาปกติ 350 บาท/วัน), วันที่ 24 หรือ 25 กุมภาพันธ์ ราคา 400 บาท/วัน (จากราคาปกติ 550 บาท/วัน),แพ็คเกจเข้าชมช่วงสุดสัปดาห์ 2 วัน ราคา 500 บาท (จากราคาปกติ 950 บาท) และแพ็คเกจ 4 วัน ราคา 800 บาท (จากราคาปกติ 1,200 บาท) ซึ่งผู้ชมที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี และอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าชมฟรี

   รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2018 คลิกดูได้ที่ www.hondalpgathailand.com และ www.facebook.com/lpgaThailand

 
 

AUTO NEWS : มาสด้าหนุน “สวาดแคท” ครบรอบทศวรรษ ตอกย้ำกลยุทธ์สปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง เปิดตัวผู้เล่นใหม่ลงฟาดแข้งไทยลีก

Thursday, 08 February 2018 14:38

 

 

 

 

 

 

   บริษัท มาสด้า เซลล์ (ประเทศไทย)จำกัดเดินหน้าผลักดันกลยุทธ์สปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง สนับสนุนสโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ในโอกาสก้าวสู่หนึ่งทศวรรษของสโมสร ควบคู่ไปกับการผลิตและจำหน่ายรถยนต์พรีเมียมแบรนด์ มาสด้าคือผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของทีม “สวาดแคท” เจ้าแมวพิฆาต เพื่อลุยสู้ศึกไทยลีกในฤดูกาลนี้ พร้อมดึงนักเตะจากลีกเกาหลีใต้ และผู้เล่นทีมชาติไทย เข้ามาเสริมทัพ ร่วมกับนักเตะฝีเท้าฉกาจ ตั้งเป้าฤดูกาลนี้ทำผลงานขยับอันดับขึ้นติด 1 ใน 6 ของไทยลีก

   สโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซีหรือ สวาดแคท เจ้าของฉายาเจ้าแมวพิฆาต พร้อมแสดงแสนยานุภาพอีกครั้งหลังจากนำความคิดเห็นของแฟนบอลมาร่วมในการรีแบรนด์ในการออกโลโก้ใหม่ เพิ่มความทันสมัยแต่ยังแฝงไปด้วยความดุดันและคงเอกลักษณ์ความเป็นแมว ต้อนรับฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ พร้อมเปิดตัวชุดแข่งใหม่สำหรับทีมและนักเตะ โดยคว้าแบรนด์วอริกซ์ (warrix)เจ้าของลิขสิทธิ์ผลิตชุดแข่งขันฟุตบอลทีมชาติไทยที่ได้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีอันทันสมัยมาพัฒนาและผลิตเสื้อฟุตบอลทีมชาติไทยที่มีคุณภาพ มีการออกแบบที่โดดเด่นควบคู่กับความทันสมัยที่มีความเป็นสากลอย่างลงตัว เพื่อให้ทุกคนสวมใส่อย่างภาคภูมิใจ   

   นายชาญชัย ตระการอุดมสุขประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลล์ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า “ความสำเร็จของมาสด้าในปีที่ผ่านมานั้น เกิดจากสปิริตและความตั้งใจของชาวมาสด้าที่ไม่ย่อท้อในการทำงาน รวมถึงการพัฒนาแบรนด์ให้มีความโดดเด่นเป็นที่ยอมรับของผู้คนในสังคม และมาสด้าเองได้เน้นย้ำเสมอในเรื่องของการสนับสนุนและพัฒนาด้านการกีฬา ซึ่งในปีนี้ได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 เนื่องมาจากพวกเราทุกคนเชื่อมั่นในสปิริตของทีมและนักเตะที่เปี่ยมด้วยพลังแห่งความมุ่งมั่น ความทุ่มเทและความไม่ย่อท้อในการก้าวไปสู่ชัยชนะ นอกจากนี้ยังเป็นปีที่ครบรอบหนึ่งทศวรรษในการก่อตั้งทีมนครราชสีมา มาสด้า เอฟซีอีกด้วย”

   การสนับสนุนฟุตบอลทีม “สโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี”  ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของมาสด้าในการทำการตลาด Sport Marketingมาสด้าจึงได้สานต่อนโยบาย ด้วยการสนับสนุนทีมสวาดแคท นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี อย่างต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงขณะนี้เป็นเวลา 6 ปี ชาวมาสด้าทุกคนยังคงเชื่อมั่นในสปิริตของเจ้าแมวพิฆาตตัวนี้ และมั่นใจว่าในปีนี้สโมสรจะประสบความสำเร็จดังที่ตั้งเป้าหมายไว้ เพราะทุกคนมีความพยายาม มุ่งมั่น ทุ่มเท และไม่เคยยอมแพ้ด้วยสปิริตแห่งนักสู้ เพื่อพัฒนาวงการกีฬาฟุตบอลของประเทศไทยให้ก้าวไปสู่ระดับชั้นนำของโลกดังที่ทุกคนตั้งความหวัง นอกจากนี้มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ยังมุ่งหน้าสนับสนุนทีมฟุตบอลชื่อดังจากเจลีก นั่นคือ ทีมซานเฟรซเซ่ ฮิโรชิมา และได้คว้านักเตะกองหน้าชื่อดังจากเมืองไทย มุ้ย ธีรศิลป์ แดงดา เข้าร่วมทีมในฤดูกาลนี้

   นายเทวัญ ลิปตพัลลภ ประธานสโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซีกล่าวว่า ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มาสด้า รวมทั้งผู้สนับสนุนทุกราย ยังคงให้การสนับสนุนสโมสรนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ทีมของเราแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการสรรหานักเตะฝีเท้าจัดจ้านเข้ามาเสริมทัพ โดยปีนี้ได้นักเตะชื่อดังจากลีกเกาหลีใต้มาเสริมทัพในตำแหน่งของกองหลังเพื่อประสานแดนกลางกับนักเตะต่างชาติอีก 3คน คือ เปาโล,โดมินิค และพีน่า ในส่วนของนักเตะไทยเราได้ผู้เล่นมาเสริมทีมเพิ่มอีก 3-4คน โดยเฉพาะผู้เล่นจากทีมชาติไทย หนุ่ย ศราวุฒิ มาสุข รวมถึงผู้รักษาประตูมือเก๋าอย่าง ทศพร ศรีเมือง ที่สำคัญคือเรายังมีความมั่นใจในความสามารถของนักเตะเดิมของเรา เพื่อให้ทีมมีความแข็งแกร่งมากขึ้น และด้วยสปิริตของชาวเมืองโคราชและทุกคนในทีม ผมพร้อมสนับสนุนการทำงานของทีมในทุกด้าน รวมถึงคำแนะนำจากแฟนคลับเพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาทีม ขอยืนยันว่าเป้าหมายหลักในฤดูกาลนี้ คือ การทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้ทีมก้าวไปสู่ชัยชนะ และก้าวขึ้นติด 1 ใน 6 ให้ได้ เราจะร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์กันอีกครั้ง

   “ผมอยากให้แฟนบอลสวาดแคททุกท่านช่วยเชียร์ทีมกันต่อไปในฤดูกาล 2018นี้ต้องยอมรับว่าผลงานฤดูกาลที่แล้ว เราจบในอันดับที่ 12แต่สิ่งที่ผมมั่นใจและเชื่อมั่นคือเรามีแฟนบอลที่เหนียวแน่น และสามารถสร้างแรงกดดันให้กับทีมผู้มาเยือน ผมขอเชิญชวนแฟนบอลสวาดแคทเข้ามาร่วมเชียร์ร่วมให้กำลังใจทีม เพราะทุกคนพร้อมสู้เพื่อแฟนๆ”

   นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด กล่าวว่า มาสด้ายังคงร่วมสร้างสีสันให้กับวงการลูกหนังของประเทศไทย โดยการสนับสนุนทีมฟุตบอล “นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี”ทีมขวัญใจของชาวโคราช หรือ “สวาดแคท”ด้วยความเชื่อมั่นในสปิริตของทีมที่แสดงให้เห็นถึงความเพียรพยายาม มีความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะต่ออุปสรรคต่างๆ ทั้งของทุกคนในทีม ตั้งแต่ทีมผู้บริหาร นักเตะและโค้ช ในปีนี้มาสด้ายังคงสานต่อในการเป็นผู้สนับสนุนหลักต่อเนื่องเป็นปีที่ 6  ที่สำคัญในปีนี้ทีมมีการปรับปรุงนักเตะเพื่อเสริมทัพให้ทีมมีศักยภาพมากขึ้น และทางมาสด้าจะเข้ามาช่วยเสริมในกิจกรรมต่างๆ เพื่อร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ทีมที่มีแฟนบอลเข้าชมมากที่สุดในอาเซียน ดังนั้นอยากให้แฟนบอลทุกคนยังคงร่วมส่งแรงใจให้กับทีมนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ต่อไปครับ

 
 

AUTO NEWS : เชลล์ จับมือไทยพาณิชย์ เปิดตัว Digital Cashless Station รับชำระค่าน้ำมันผ่านคิวอาร์โค้ด ครั้งแรกในประเทศไทย

Sunday, 14 January 2018 15:30

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ให้แก่ผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจัดงานแถลงข่าว “Making Life’s Journey Better with Cashless Station”  จับมือกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดตัวระบบชำระเงิน “คิวอาร์โค้ด” เพื่อชำระค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นครั้งแรกในประเทศไทยภายใต้คอนเซปต์ Digital Cashless Station พร้อมนำร่องสถานีบริการน้ำมันไร้เงินสดเต็มรูปแบบ ณ สถานีบริการน้ำมันเชลล์เลิศตระการ ตรงข้ามธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ รัชโยธิน เพื่อมอบความสะดวกสบายและสร้างประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมให้กับผู้บริโภค พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยเดินหน้าเข้าสู่สังคมไร้เงินสด ไทยแลนด์ 4.0 อย่างเต็มตัว

   โดยเชลล์และไทยพาณิชย์ ได้นำนวัตกรรมการชำระเงินแบบ Dynamic QR Code มาใช้กับสถานีบริการน้ำมันเชลล์เลิศตระการ ตรงข้ามธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ รัชโยธิน ซึ่งถือว่าเป็น Digital Cashless Station สถานีบริการน้ำมันไร้เงินสดนำร่องแห่งแรกที่สามารถรับชำระค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ผ่านระบบสแกนคิวอาร์โค้ดของโมบายแบงก์กิ้งแอปพลิเคชันจากทุกธนาคาร และนอกจากการชำระค่าน้ำมันเชื้อเพลิงแล้ว ผู้บริโภคยังสามารถชำระค่าสินค้าและบริการอื่น ๆ ในสถานีบริการ เช่น ค่าบริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องที่ศูนย์บริการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง เชลล์ เฮลิกส์พลัส (Shell HELIX OILCHANGE+) ค่าบริการล้างรถ และค่าเครื่องดื่มที่ร้านกาแฟ เดลี่คาเฟ่ (delicafé) ที่จะเปิดสาขาในอนาคต ผ่าน SCB Easy Cashier” เครื่องรับชำระเงิน Super EDC ที่รองรับการชำระเงินทุกรูปแบบภายในเครื่องเดียว (All-In-One) ครอบคลุมทั้งบัตรเดบิต บัตรเครดิต คิวอาร์โค้ดมาตรฐาน ช่องทางการชำระเงินแห่งอนาคต และระบบชำระเงินแบบไร้สัมผัส (Contactless Payment)  เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสประสบการณ์ไร้เงินสดแบบครบวงจร

   นางสาวอรอุทัย ณ เชียงใหม่ กรรมการบริหาร ธุรกิจการตลาดค้าปลีก ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “เชลล์ยังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมการบริการให้ครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างไม่หยุดยั้ง โดยการจับมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อพัฒนาการชำระเงินด้วยนวัตกรรม Dynamic QR Code โดยใช้ “SCB Easy Cashier” ในครั้งนี้ เรามุ่งมั่นที่จะมอบความสะดวกสบายและประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้แก่ลูกค้า ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการทำงานของเชลล์ที่ว่า Making Life’s Journey Better” หรือ เชลล์เติมสุขให้ทุกชีวิต โดยการชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดของเราที่เปิดให้บริการที่สถานีบริการน้ำมัน เชลล์เลิศตระการ ตรงข้ามธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ รัชโยธิน จะเป็นสถานีบริการเชื้อเพลิงแห่งแรกที่รับชำระค่าน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านคิวอาร์โค้ดได้ เพื่อเป็นอีกทางเลือกมอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยให้กับผู้บริโภคเพียงแค่สแกนคิวอาร์โค้ดจากโมบายแบงก์กิ้งแอปพลิเคชันของธนาคารใดก็ได้ผ่านโทรศัพท์มือถือ ทั้งนี้การชำระค่าน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น ผู้ขับขี่สามารถชำระค่าน้ำมันด้วยคิวอาร์โค้ดในพื้นที่ไดรฟ์อินเพย์สเตชั่น (Drive-in Pay Station) ที่เราจัดไว้ให้ ซึ่งเป็นจุดที่ปลอดภัยในการใช้โทรศัพท์มือถือตามกฎกระทรวง สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2552 ของกระทรวงพลังงาน โดยระบบชำระเงินคิวอาร์โค้ดนี้รองรับการจ่ายเงินด้วยคิวอาร์โค้ด ผ่านโมบายแบงก์กิ้งแอปพลิเคชันของทุกธนาคาร ซึ่งทางเชลล์ตั้งเป้าว่าจะขยายการใช้ระบบชำระเงินด้วยคิวอาร์โค้ดไปยังศูนย์เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเชลล์ เฮลิกส์ พลัส ร้านสะดวกซื้อเชลล์ ซีเล็ค และร้านกาแฟเดลี่คาเฟ่ ครบทุกสาขาภายในกลางปี 2561

   นอกจากนี้การนำระบบคิวอาร์โค้ด เพย์เมนต์ มาใช้จะช่วยให้ผู้บริหารสถานีบริการน้ำมันเชลล์ ได้รับความสะดวกในการบริหารเงินสด การจัดการบัญชี และเพิ่มความปลอดภัยของพนักงานประจำสถานีบริการอีกด้วย”

   นางอภิพันธ์ เจริญอนุสรณ์ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ผู้บริหารสูงสุดปฏิบัติการ ผู้บริหารสูงสุด Retail Products และ Retail Payments ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “ด้วยความตั้งใจของธนาคารไทยพาณิชย์ ในการขานรับนโยบายสำคัญของภาครัฐในการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ สร้างสังคมไร้เงินสด ธนาคารไทยพาณิชย์ มีความพร้อมในการให้บริการชำระเงินด้วยคิวอาร์โค้ด อีกหนึ่งช่องทางชำระเงินสำคัญที่จะพลิกโฉมรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย รวดเร็วและปลอดภัย การจับมือกับเชลล์ในครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์สำหรับวงการพลังงานของเมืองไทยในยุค 4.0  ที่ผู้บริโภคจะได้สัมผัสกับประสบการณ์ “สถานีบริการน้ำมันไร้เงินสดเต็มรูปแบบครบวงจรครั้งแรกของประเทศ” นอกจากนี้ยังจะช่วยสร้างแรงผลักดันและขับเคลื่อนความตั้งใจนี้ของธนาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพและจะช่วยให้ธนาคารบรรลุเป้าหมายยอดให้บริการคิวอาร์โค้ดเพย์เมนต์ที่ 1,000,000 รายภายในสิ้นปี 2561 ได้อย่างแน่นอน โดยนอกเหนือจากผู้บริโภคจะได้รับความสะดวกสบายในการใช้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในสถานีบริการน้ำมันเชลล์แล้ว เรื่องของความปลอดภัยเป็นเรื่องที่ธนาคารให้ความสำคัญ ธนาคารไทยพาณิชย์จึงไม่หยุดมุ่งมั่นในการพัฒนาและนำเสนอนวัตกรรมทางการเงิน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างรอบด้าน สอดคล้องกับเจตนารมย์ของเราที่ว่า เป็นทุกอย่างเพื่อทุกไลฟ์สไตล์การเงินแห่งยุคดิจิทัล” 

   สถานีบริการน้ำมันไร้เงินสดนำร่องที่มาพร้อมระบบชำระเงินคิวอาร์โค้ด เชลล์ เลิศตระการ ณ บริเวณตรงข้ามธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ รัชโยธิน จะเปิดให้ผู้ขับขี่ทั่วประเทศใช้บริการได้ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2561 เป็นต้นไป  ทั้งนี้ เชลล์ ตั้งเป้าที่จะดำเนินการขยายระบบชำระเงินคิวอาร์โค้ด เพย์เมนต์ ในส่วนของกลุ่มธุรกิจนอนออยล์ ทั้งร้านสะดวกซื้อเชลล์ ซีเล็ค ร้านกาแฟเดลี่คาเฟ่ และศูนย์เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเชลล์ เฮลิกส์ พลัส ไปยังสถานีบริการน้ำมันเชลล์อื่นๆทุกสาขาทั่วประเทศ ภายในกลางปี 2561 นี้ เพื่อมอบความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้ารวมถึงตอบสนองนโยบายประเทศที่จะเดินหน้าเข้าสู่ สังคมไร้เงินสด อย่างเต็มตัว และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันประเทศไทยเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 ในอนาคตอีกด้วย

 
 

More Articles...

Page 1 of 22

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )