Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

AUTO TRAVEL

AUTO TRAVEL : คาราวานรถสปอร์ตคลาสสิก เอ็มจี เดินทางข้ามทวีป 37,000 กม. 111 วัน กรุงเทพฯ-ลอนดอน

Wednesday, 19 April 2017 15:52

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้การต้อนรับคาราวานรถสปอร์ตคลาสสิก เอ็มจี จำนวน 8 คันกับการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์จากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่กรุงลอนดอนในทริป “2017 MG Silk Road Driving Tour” ตอกย้ำความโดดเด่นและความยิ่งใหญ่ของแบรนด์ เอ็มจี ที่ถูกถ่ายทอดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันทั้งความสนุกสนานในการขับขี่ ดีเอ็นเอความเป็นรถสปอร์ตที่ทุกคนจับต้องได้ ความทนทานที่รองรับการใช้งานยาวนาน และความหลงใหลในแบรนด์ เอ็มจี ที่เปี่ยมด้วยสุนทรียภาพแบบอังกฤษ รวมระยะทางกว่า 37,000 กิโลเมตรตลอดระยะเวลา 111 วัน

   ผู้ร่วมทริปการเดินทาง “2017 MG Silk Road Driving Tour” ในครั้งนี้ประกอบด้วยกลุ่มลูกค้าชาวออสเตรเลียที่เป็นแฟนพันธุ์แท้รถยนต์คลาสสิกของ เอ็มจี รวมทั้งสิ้น 16 คน โดยได้ตัดสินใจเริ่มต้นการเดินทางจากประเทศไทยเนื่องจากเล็งเห็นว่าประเทศไทยคือศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจของ เอ็มจี และถือเป็นตลาดยุทธศาสตร์ของการผลิตยานยนต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

   “แบรนด์ เอ็มจี มีชื่อเสียงมายาวนานร่วม 100 ปีจากความมุ่งมั่นสร้างสรรค์ประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมและความหลงใหลในแบรนด์ที่ถ่ายทอดมาจนถึงปัจจุบันอย่างไม่เสื่อมคลาย ขบวนรถสปอร์ตคลาสสิก เอ็มจี ทั้ง 8 คันคือตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมที่แสดงให้เห็นว่า เอ็มจี ส่งต่อดีเอ็นเอการพัฒนารถสไตล์สปอร์ตที่ทุกคนจับต้องได้ ใช้งานได้ยาวนาน และให้ความสนุกสนานในการขับขี่ เอ็มจี คือรถยนต์ที่มีความคุ้มค่าสำหรับทุกคนไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในชีวิตประจำวันหรือการเดินทางท่องเที่ยวทุกรูปแบบ ในฐานะตัวแทนของ เอ็มจี ในประเทศไทย ผมขอให้นักเดินทางทุกท่านขับขี่ถึงจุดหมายในกรุงลอนดอนโดยสวัสดิภาพ” นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

   การพัฒนารถยนต์ของเอ็มจี เริ่มต้นจากการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต นับตั้งแต่รุ่นโอลด์ นัมเบอร์ วัน (Old Number One) ซูเปอร์สปอร์ตคาร์ คันแรกของเอ็มจีที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อการชิงชัยด้วยเครื่องยนต์ 1,548 ซี.ซี. เกียร์ 3 สปีด โครงสร้างแชสซีของมอร์ริส คาวลีย์ (Morris Cowley) คว้ารางวัลชนะเลิศในการแข่งขันแลนด์ เอนด์ ไทรอัล เมื่อปี ค.ศ. 1925 หลังจากนั้น เอ็มจี เดินหน้าพัฒนารถคุณภาพเยี่ยมมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งสร้างชื่อเสียงโด่งดังอีกครั้งกับรถสปอร์ตคลาสสิกตระกูล MGA ที่ผลิตระหว่างปี ค.ศ. 1955 – 1962 และรุ่น MGB ที่ได้รับการยอมรับจากลูกค้าทั่วทั้งทวีปยุโรปทั้งในด้านคุณภาพและสมรรถนะ MGB นับเป็นหนึ่งในรถสปอร์ตที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดทั้งในด้านยอดขายและเสียงตอบรับของลูกค้าตลอดระยะเวลาการผลิตระหว่างปี ค.ศ. 1962 - 1980 ด้วยรูปลักษณ์ที่สวยงามและความหลากหลายของสไตล์ตัวถังที่มีทั้งรุ่นหลังคาแข็งและหลังคาผ้าใบ พร้อมเครื่องยนต์ที่ทรงพลังและทนทาน โดยรถสปอร์ตคลาสสิกทั้ง 2 รุ่นดังกล่าวจะเดินทางร่วมขบวนไปกับคาราวานครั้งประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ด้วย

   มร. จอห์น บาสเทน หนึ่งในผู้ร่วมเดินทางซึ่งเป็นเจ้าของรถสปอร์ตเปิดประทุน MGB Roadster สีทอง เปิดเผยว่า “รถสปอร์ตคันนี้คือรถในฝันตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก ไม่เพียงจะมีเครื่องยนต์ที่แข็งแรงทนทานราวกับหุ่นยนต์ แต่ยังให้ความสนุกสนานทุกครั้งที่ได้ขับขี่ ผมได้ลองขับ MGB คันนี้ขึ้นเขาใหญ่ โดยใช้เส้นทางถนนธนะรัชต์ที่มีทั้งทางโค้งและเนินลาดชัน ผมได้สัมผัสถึงระบบวิศวกรรมที่ยอดเยี่ยมของตัวรถ ถึงแม้จะผลิตมานานหลายสิบปี แต่ผมก็ยังประทับใจในสมรรถนะที่เร้าใจของตัวรถคันนี้มาก”

   ปัจจุบัน ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของ เอ็มจี เช่นเดียวกันกับประเทศไทย โดยมีลูกค้าที่หลงใหลในรถยนต์ เอ็มจี ทั้งรุ่นใหม่และรุ่นคลาสสิกรวมตัวกันเป็นสมาชิกกลุ่ม MG Club ที่มีสมาชิกกว่า 4,000 คน สำหรับการเดินทางครั้งนี้ใช้เวลาวางแผนนานกว่า 2 ปี หลังจากออกเดินทางจากประเทศไทย คณะเดินทางจะขับขี่ผ่านประเทศจีนซึ่งเป็นที่ตั้งของ เอสเอไอซี มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ เอ็มจี ในประเทศไทยและทั่วโลก ก่อนที่จะมุ่งหน้าสู่ประเทศอังกฤษผ่านทางตะวันออกกลางเพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองอาบิงดัน ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงงานแห่งแรกของเอ็มจี เมื่อเกือบ 100 ปีที่แล้ว

   มร. ไมค์ เฮอร์ริฮี หนึ่งในผู้ร่วมเดินทางในทริปประวัติศาสตร์ครั้งนี้ซึ่งเป็นเจ้าของรถสปอร์ตคลาสสิก MGB และรถคลาสสิกของ เอ็มจี อีก 7 คัน กล่าวว่า “ผมมีโอกาสทดสอบขับรถยนต์ เอ็มจี รุ่นใหม่ในประเทศไทยที่ศูนย์สร้างประสบการณ์การขับขี่ หรือ เอ็มจี ไดรฟ์วิ่ง เอ็กซ์พีเรียนซ์ เซ็นเตอร์ โดยมีโอกาสทดสอบขับทั้ง MG3 และ MG GS ซึ่งผมมีความประทับใจเป็นอย่างมาก เพราะรถยนต์ เอ็มจี ยังคงเปี่ยมด้วยบุคลิกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผมได้รับความสนุกสนานเร้าใจในการขับขี่ สมรรถนะที่ให้ความสปอร์ตผสมผสานความปลอดภัยแบบที่ เอ็มจี ในอดีตเคยตั้งสโลแกนว่า ‘MG Safety Fast’ ผมเชื่อว่าเจ้าของรถ เอ็มจี ชาวไทยจะมีความประทับใจในสมรรถนะและคุณภาพของตัวรถเช่นกัน เพราะไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ใดในโลก เราทุกคนคือสมาชิกของครอบครัวเดียวกัน”

 
 

AUTO TRAVEL : ประชาคมอีซูซุแอ่วเหนือ ม่วนใจ๋ ใน คาราวานอีซูซุสัญจร เส้นทางที่ 2 น่าน - เชียงราย

Monday, 22 June 2015 16:02

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   ขบวนความสนุกของประชาคมอีซูซุเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง   หลังจากออกสตาร์ทการเดินทางแรกของกิจกรรม “อีซูซุคาราวานสัญจร” ประจำปี 2558 ไปไม่นาน ก็พร้อมตีธงมอบความสุขแบบต่อเนื่องใน คาราวานอีซูซุสัญจร : เส้นทางที่ 2: น่าน – เชียงราย ที่เหล่าประชาคมอีซูซุ ขานรับเป็นเสียงเดียวว่า... “อีซูซุยอดเยี่ยม” แม้จะขับรถขึ้นเหนือ ล่องภู ขึ้นดอย แค่ไหนก็ไม่หวั่น เพราะมีรถอีซูซุเป็นยานยนต์คู่ใจตลอดเส้นทาง

   เริ่มอุ่นเครื่องวอร์มเส้นทางท่องเที่ยวเมืองน่านกันก่อน ด้วยการพาคณะสื่อมวลชนแวะพักจิบชา - กาแฟ ที่ “น.น่าน คอฟฟี่” ร้านกาแฟสุดชิคในถิ่นเมืองเก่า ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องบรรยากาศเป็นกันเอง และเครื่องดื่มรสเลิศที่มีให้เลือกกว่า 30 รายการ จากนั้นเดินทางต่อไปนมัสการ “พระธาตุแช่แห้ง” สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองน่านที่มีอายุยาวนานกว่า 600 ปี ผสมผสานสถาปัตยกรรมล้านนาโดยรอบ สำหรับชื่อพระธาตุแห่งนี้ ตามตำนานกล่าวว่า กาลที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาประทับสรงน้ำที่ริมฝั่งแม่น้ำน่านที่บ้านห้วยไค้ และเสวยผลสมอแห้ง ซึ่งพระยามลราชนำมาถวาย แต่ผลสมอนั้นแห้งมาก จึงทรงนำผลสมอนั้นไปแช่น้ำก่อนเสวย และทรงพยากรณ์ว่า จะมีผู้นำพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐาน จึงเรียกพระสถูปที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุแห่งนี้ว่าพระธาตุแช่แห้ง อันเป็นพระธาตุประจำปีเถาะ โดยเชื่อกันว่าหากได้เดินทางไปนมัสการพระธาตุประจำปีเกิดจะได้รับอานิสงส์สูงยิ่ง จากนั้นแวะทานมื้อค่ำที่ร้านอาหารชื่อดัง “เฮือนเจ้านาง” ร้านอาหารริมแม่น้ำน่าน แหล่งแวะฝากท้องแก้หิวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วสารทิศ ก่อนตบท้ายยามค่ำด้วย “ร้านของหวานป้านิ่ม” ที่ใครผ่านไปแถวถนนมหาวงศ์ เป็นอันต้องมนต์ในกลิ่นความหอมของน้ำกะทิ และของหวานสไตล์ไทยๆ หลากชนิด งานนี้ใครที่พลาดไม่ได้ชิม ถือว่าสัมผัสออเดิฟเมืองน่านไม่ครบสูตรเลยทีเดียว

   สำหรับกิจกรรม “อีซูซุคาราวานสัญจร” ประจำปี 2558 เส้นทางที่ 2 : แอ่วเหนือ ขึ้นดอย ท่องเมืองน่าน – เชียงราย ครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากคุณอุกริช พึ่งโสภา ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน พร้อมด้วย มร. ฮิโรกิ  คาโต้ ผู้จัดการฝ่ายขาย ดีลเลอร์-บี บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด และอาจารย์พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ผู้อำนวยการจัดคาราวาน ร่วมเป็นประธานพิธีตีธงปล่อยขบวนคาราวานทั้ง 29 คัน มุ่งสู่จุดเช็คอินแรก ณ “วัดหนองบัว” ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ประจำหมู่บ้านหนองบัว ตำบลป่าคา จังหวัดน่าน เชื่อกันว่า วัดนี้สร้างเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2405 โดยการนำของครูบาหลวงสุนันต๊ะร่วมกับชาวบ้านหนองบัวสร้างขึ้น จึงทำให้วิหารหนองบัวแห่งนี้ เป็นสถาปัตยกรรมไทยล้านนาที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งหาชมได้ยากมากในปัจจุบัน นอกจากนี้ภายในพระวิหารหนองบัว ยังมีจิตรกรรมฝาผนังแบบโบราณที่สวยงาม บอกเล่าเรื่องราวประวัติความเป็นมาของคนในชุมชนนี้  ทั้งนี้ชาวบ้านหนองบัวยังมีเอกลักษณ์โดดเด่นเลื่องชื่อ นั่นคือ ศิลปะการทอผ้าลายน้ำไหล เป็นการทอผ้าด้วยมือของชาวไทลื้อที่เริ่มต้นมาไม่น้อยกว่า 150 ปี มีขั้นตอนการขึ้นลายสลับซับซ้อน ลดหลั่นลงมาเหมือนสายน้ำไหลที่ยากต่อการเลียบแบบ จนกลายเป็นสินค้า OTOP ยอดนิยมของนักท่องเที่ยวเลยทีเดียว

   จากนั้นเดินทางต่อในเส้นทางจังหวัดน่าน เพื่อไปบริจาคสิ่งของ และทุนการศึกษาให้แก่น้องๆ เยาวชนที่ “โรงเรียนบ้านสะเกิน” อำเภอสองแคว แม้เส้นทางจะทุลักทุกเล ประกอบกับมีเขตก่อสร้างถนนเป็นระยะ แต่ด้วยสมรรถนะอันเยี่ยมยอดของรถอีซูซุ บวกกับใจมุ่งมั่นก็นำผู้ร่วมคาราวาน พร้อมคณะสื่อมวลชนกว่า 100 ชีวิต เดินทางถึงจุดหมายได้อย่างสบายๆ และหลังจากแวะรับประทานอาหารอร่อยกันที่ “ครัวเขยลาว” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในช่วงบ่ายขบวนคาราวานยังคงมุ่งหน้าต่อ ด้วยเส้นทางไต่ไหล่เขาขึ้นดอย สลับลงลูกแล้วลูกเล่า จนเข้าเขตตัวเมืองเชียงราย และแวะพักยังจุดเช็คอินสุดฮอต ยอดนิยมที่สุดในช่วงเวลานี้  ที่ “วัดร่องขุ่น”  พุทธสถาน สายพุทธและฮินดู ออกแบบและก่อสร้างโดย อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินชื่อดังของประเทศไทย โดยมีแรงบันดาลใจในการสร้างวัดแห่งนี้อยู่ 3 ประการ คือ เพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นวัดประจำบ้านเกิดที่มีความสวยงามโดดเด่นต่างจากวัดอื่นๆ ซึ่งอาจารย์เฉลิมชัยได้เคยกล่าวไว้ว่า จะใช้ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของตนเอง สร้างงานพุทธศิลป์เพื่อเป็นงานประจำรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้สำเร็จจงได้

   ช่วงค่ำ อีซูซุจัดงานเลี้ยงต้อนรับผู้ร่วมคาราวานทุกท่าน ณ ห้องดอยตุง โรงแรมดุสิต ไอส์แลนด์ รีสอร์ท เชียงราย ชนิดย่อบรรยากาศกาดมั่วเชียงราย มาต้อนรับทุกท่านเลยทีเดียว ซึ่งนอกจากจะได้อิ่มอร่อยกับซุ้มอาหารเลิศรสแล้วนั้น ยังมีกิจกรรมเวิร์คช้อป “ตุงกระดาษล้านนา” ให้ได้เพลิดเพลิน ก่อนเริ่มความสนุกสนานที่อีซูซุคัดสรรเตรียมไว้อีกชุดใหญ่ นำโดย “ซี-ศิวัฒน์ โชติชัยชรินทร์” ที่ทั้งร้อง เต้น เล่นเกมจุใจ ตบท้ายด้วยการแจกของรางวัลติดไม้ติดมือกลับบ้านถ้วนหน้าจากสปอน์เซอร์อีกมากมาย

   คุณกวีวัฒน์ พันบุญ ตัวแทนจากครอบครัวพันบุญ รถอีซูซุหมายเลข 11 เผยว่า “มาเที่ยวกับอีซูซุครั้งนี้ประทับใจมากครับ รถก็ขับสบาย อีกอย่างมีเพื่อนๆ คาราวานมาเที่ยวด้วยเยอะๆ ก็สนุกดี ได้แวะเที่ยวตลอดเส้นทาง บอกได้เลยว่าคุ้ม ทางสวย อาหารอร่อย การดูแลดีเลยครับ อีซูซุยอดเยี่ยมอย่างที่ผู้ร่วมคาราวานเส้นนี้พูดกันจริงๆ”

   ร่วมติดตามความสนุกของกิจกรรม “อีซูซุคาราวานสัญจร” ประจำปี 2558 ได้อีก 2 เส้นทาง คือ เส้นทางภาคใต้ : พัทลุง – กระบี่ ระหว่างวันที่ 18-19 กรกฎาคม 2558 และเส้นทางระหว่างประเทศ ไทย – กัมพูชา ระหว่างวันที่ 7-11 สิงหาคม 2558 หรือ www.isuzu-tis.com

 
 

AUTO TRAVEL : ฮอนด้าพาสื่อมวลชนไหว้พระ เสริมดวงรับปีใหม่กับฮอนด้า แอคคอร์ด ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

Monday, 23 January 2017 16:56

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด นำสื่อมวลชนกว่า 30 คน ร่วมเดินทางไปไหว้พระ เสริมดวงรับปีใหม่ ไปกับ ฮอนด้า แอคคอร์ด และแอคคอร์ด ไฮบริด ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมืองกรุงเก่าที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน

   ฮอนด้า แอคคอร์ด และแอคคอร์ด ไฮบริด เป็นยนตรกรรมซีดานระดับพรีเมียม ที่มาพร้อมกับรูปลักษณ์ภายนอกที่หรูหรา สง่างาม โฉบเฉี่ยวทุกเส้นสาย โดยฮอนด้า แอคคอร์ด มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน 2 ขนาด ได้แก่ เครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 174 แรงม้า และเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร SOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 155 แรงม้า โดยเครื่องยนต์ทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด และรองรับพลังงานทางเลือก E85

   ส่วนฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด มาพร้อมระบบขับเคลื่อน Sport Hybrid Intelligent Multi Mode Drive (i-MMD) ด้วยการทำงานของเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร Atkinson-Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทรงพลัง 2 ตัว พร้อมด้วยเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน 1.3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ให้กำลังสูงสุดทั้งระบบได้ถึง 215 แรงม้า สามารถปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้อย่างอัจฉริยะเพื่อให้เหมาะกับทุกสภาพการขับขี่ เป็นระบบ Full Hybrid ที่ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังแต่ยังให้อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมสูงถึง 23.8 กิโลเมตร/ลิตร ภายในห้องโดยสารยังได้รับการออกแบบให้มีความหรูหรา กว้างขวาง ให้ความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง มอบสุนทรียภาพในการขับขี่มากยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีอำนวยความสะดวก และมิติใหม่ของเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัย Honda SENSING เพื่อความมั่นใจในทุกการเดินทาง

   เริ่มออกเดินทางจาก บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด สำนักงานบางนา เพื่อมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางแห่งแรก ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยทางด้านพระพุทธศาสนา ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาขึ้น คณะสื่อมวลชนร่วมกันสวดมนต์บารมี 30 ทัศ และถวายสังฆทาน ณ อุโบสถ์กลางน้ำ เพื่อเสริมบารมี และเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ก่อนพักรับประทานอาหารกลางวัน

   ในช่วงบ่าย คณะเดินทางต่อไปยังวัดที่ 2 วัดใหญ่ชัยมงคล เป็นวัดที่เก่าแก่วัดหนึ่งสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น ที่มีเจดีย์ชัยมงคล ซึ่งเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะอันยิ่งใหญที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทำยุทธหัตถีชนะพระมหาอุปราชของหงษาวดี คณะสื่อมวลชนร่วมกันสวดมนต์ชัยมงคล และถวายสังฆทาน เพื่อเสริมสร้างสิริมงคลแก่ชีวิต แล้วจึงออกเดินทางต่อไปยังวัดที่ 3 วัดพนัญเชิง เป็นที่สุดท้าย ซึ่งเป็นวัดที่มีประวัติอันยาวนาน ก่อสร้างขึ้นก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา โดยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญภายในวัดพนัญเชิง คือ หลวงพ่อโต หรือพระพุทธไตรรัตนนายก พระพุทธรูปศิลปะอู่ทองตอนปลายปางมารวิชัยขัดสมาธิราบ ซึ่งเป็นพระโบราณ คู่บ้านคู่เมืองกรุงศรีอยุธยามาแต่แรกสร้างกรุง และยังเป็นพระพุทธรูปที่เป็นที่เคารพนับถือในหมู่ชาวจีนเป็นอย่างมาก โดยเรียกกันว่า “ซำปอกง”

   คณะสื่อมวลชนร่วมกันสวดบูชาคุณพระรัตนตรัย ห่มผ้าองค์หลวงพ่อโต ถวายข้าวสาร เพื่อเป็นสิริมงคล และความมั่งมี ให้กับชีวิต พร้อมทั้งลงเรือเพื่อรับพลังแม่น้ำ 3 ประสพ และทำทานด้วยการให้อาหารปลา ทุกคนต่างสนุกสนาน อิ่มบุญ อิ่มใจ ที่ได้ไหว้พระ เสริมดวงรับปีใหม่ร่วมกัน ก่อนเดินทางกลับถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ

 
 

AUTO TRAVEL : “ครั้งแรก! อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ น้ำมันถังเดียว...เที่ยวไกลสุด คุนหมิง – กวางโจว 1,405 กม.”

Monday, 12 September 2016 11:33

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   อีซูซุจับมือผู้ใช้รถอีซูซุตัวจริงจัดทริปประวัติศาสตร์  สร้างสถิติใหม่ของการประหยัดน้ำมันด้วย “นวัตกรรมเปลี่ยนโลก”  ให้เป็นที่ประจักษ์ในภารกิจสุดท้าทาย     “ครั้งแรก! อีซูซุ  ดีแมคซ์ 1.9  ดีดีไอ  บลูเพาเวอร์ น้ำมันถังเดียว... เที่ยวไกลสุด คุนหมิง-กวางโจว1,405 กม.”  ทุบสถิติการเดินทางระยะไกลด้วย “น้ำมันถังเดียว” ครั้งก่อน โดยครั้งนี้เพิ่มความท้าทายขึ้นไปไกลกว่าเดิมอีก  87 กิโลเมตร   ตอกย้ำความประหยัดน้ำมันเหนือชั้นกว่ารุ่นเครื่องยนต์ 2,500 ซีซีถึง 19%   ในสภาพการจราจรจริง  ท่ามกลางสักขีพยานมากมาย   โดยอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงดีที่สุดอยู่ที่ 24.38 กม./ลิตร   เติมเต็มความเชื่อมั่นในความประหยัดน้ำมันของ “อีซูซุ     ดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์”  และวิธีขับรถประหยัดน้ำมันในชีวิตประจำวันนั้นทำได้ไม่ยาก

   “ครั้งแรก! อีซูซุดีแมคซ์ 1.9  ดีดีไอ  บลูเพาเวอร์ น้ำมันถังเดียว... เที่ยวไกลสุด คุนหมิง-กวางโจว 1,405 กม.”   เป็นคาราวานท่องเที่ยวทางรถยนต์ที่มีเอกลักษณ์ของอีซูซุ ด้วยการพิสูจน์ความประหยัดน้ำมันในแบบฉบับเหนือชั้นของอีซูซุ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 2-4 กันยายนที่ผ่านมา  นับเป็นเส้นทางที่ไกลที่สุดในประวัติศาสตร์การจัดคาราวาน “น้ำมันถังเดียว” ของอีซูซุ  ด้วยความเชื่อมั่นในสมรรถนะและความประหยัดน้ำมันอย่างเหนือชั้นของ “นวัตกรรมเปลี่ยนโลก”  ใน “อีซูซุ ดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” ที่มาพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะ “อีซูซุอินไซท์” (Isuzu Insight) หนึ่งเดียวแห่งวงการรถปิกอัพที่สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมการขับขี่ในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยให้ผู้ใช้รถอีซูซุสามารถพัฒนาการขับขี่ให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และขับได้ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น  เดินทางทั้งสิ้น 3 วัน  โดยใช้รถปิกอัพ  “อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” จำนวน 5 คัน  รถทุกคันล้วนเป็นรถมาตรฐานโรงงาน ครบทุกรุ่น ครบทุกระบบขับเคลื่อน และผู้ใช้รถอีซูซุตัวจริงจากการแข่งขันขับประหยัดน้ำมันในกิจกรรม “อีซูซุไดร์ฟวิ่งคลับ” (Isuzu Driving Club) ครั้งล่าสุด จำนวน 10 ท่าน  ขับตามสภาพการจราจรจริงของประเทศจีนที่ไม่คุ้นเคย  บนเส้นทางที่ยาวไกลเต็มไปด้วยอุปสรรคหลากหลาย ทั้งเส้นทางขึ้น-ลงภูเขาสูง ทางโค้ง การซ่อมถนน รถบรรทุกขนาดเล็ก-ใหญ่ที่หนาแน่น  สภาพการจราจรที่แออัดในเขตเมือง  และฝนที่ตกหนักในบางช่วง อย่างไรก็ตามรถทุกคันถูกกำหนดให้เปิดแอร์ตลอดเส้นทาง โดยใช้ความเร็วเฉลี่ย 80-90 กม./ชม. แบบเดียวกับการขับในชีวิตประจำวัน และเป็นความเร็วที่ประเทศจีนกำหนด โดยมีกล้องตรวจจับความเร็วตลอดเส้นทาง  นอกจากนี้ยังมีการแวะพักเข้าห้องน้ำ และรับประทานอาหารในแต่ละวัน    ที่สำคัญใช้น้ำมันเพียง  1  ถังเท่านั้น  นับเป็นสร้างประวัติศาสตร์การประหยัดน้ำมันบนเส้นทางที่ยาวไกลกว่าทุกครั้ง โดยมีสักขีพยาน ทั้งคณาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ และสื่อมวลชนร่วมสังเกตการณ์คาราวานในครั้งนี้ตลอดเส้นทาง  รวมทั้งสิ้น 3 วัน โดยแบ่งระยะทางดังนี้

  •  2 กันยายน 2559  : คุนหมิง (KUNMING)  – ป่ายเซ่อ (BAISE)  ระยะทาง 578  กม.
  •  3 กันยายน 2559  : ป่ายเซ่อ (BAISE)  – หลัวติ้ง (LUODING)  ระยะทาง  599 กม.  
  •  4 กันยายน 2559  : หลัวติ้ง (LUODING)  – กวางโจว (GUANGZHOU) ระยะทาง 228 กม.

   เพื่อยืนยันการใช้น้ำมันเพียง  1  ถัง  ตลอดการเดินทาง ฝาถังน้ำมันของรถทุกคันจะถูกปิดด้วยสติกเกอร์พิเศษที่มีลายเซ็นจากสักขีพยานกำกับตั้งแต่วันแรกที่ออกเดินทาง และจะไม่ได้รับการเปิดออกจนกว่าจะถึงที่หมาย อีกทั้งเมื่อจบการเดินทางในแต่ละวัน คณะกรรมการสักขีพยานได้เข้ามาตรวจสอบความเรียบร้อยของสติกเกอร์บนจุดต่างๆ ของรถ  ก่อนที่จะใช้สติกเกอร์พิเศษปิดประตู กระจก และเก็บกุญแจรถพร้อมปิดสติกเกอร์ไว้ เพื่อเป็นการยืนยันว่าจะไม่มีผู้ใดสามารถเข้าไปในรถได้อีก   จนในที่สุดภารกิจการเดินทางที่ยาวไกลก็ประสบความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาสักขีพยาน และผู้คนที่อยู่ ณ HAIXINSHIA ASIAN GAME PARK ซึ่งอยู่ใกล้กับ CANTON TOWER หรือหอคอยเมืองกวางโจว   เมื่อรถ “ อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอบลูเพาเวอร์”  ทั้ง 5 คันที่ขับฝ่าสายฝนที่ตกพรำในช่วงเช้าได้มาถึงจุดหมายปลายทางเป็นผลสำเร็จ  โดยรถทุกคันไม่มีสัญญาณไฟเตือนน้ำมันใกล้หมดปรากฎเลยสักคันเดียว!

   จากนั้นได้มีการดึงข้อมูล “อีซูซุอินไซท์” (Isuzu Insight)  จากรถทั้ง 5 คันเพื่อนำมาวิเคราะห์พฤติกรรมการขับขี่เป็นรายคันและสรุปออกมาเป็นผลคะแนนจากการวิเคราะห์ 5 ด้าน ได้แก่ ความเร็วและอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง  การใช้ช่วงรอบเดินเบา  การใช้รอบเครื่องยนต์  การใช้เบรก และการเหยียบคันเร่ง  ที่ส่งผลให้เกิดสถิติการประหยัดน้ำมันอันน่ามหัศจรรย์เฉลี่ยสูงถึง 22.40 กม./ลิตร ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยสูงสุดเท่าที่อีซูซุเคยจัดกิจกรรมคาราวานท่องเที่ยวด้วย “น้ำมันถังเดียว”  โดยมีคันที่ได้คะแนนเต็ม 100 มากถึง 3 คัน ส่วนอีก 2 คันได้คะแนน 98 และ 97 ตามลำดับ จบภารกิจอีซูซุได้นำผู้ขับพร้อมครอบครัวตะลุยแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในเมืองกวางโจว อย่างสนุกสนาน

   มร.โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยความรู้สึกต่อความสำเร็จครั้งนี้ว่า “ผมขอขอบคุณนักขับทุกท่านที่มีส่วนช่วยสร้างสถิติประหยัดน้ำมันใหม่อันโดดเด่นให้แก่วงการรถยนต์เมืองไทย  ด้วยความสำเร็จในการเดินทางจากเมือง   คุนหมิง สู่เมืองกวางโจว ระยะทาง 1,405 กิโลเมตร โดยใช้น้ำมันไม่ถึงหนึ่งถัง  นับเป็นคาราวานประหยัดน้ำมันระยะทางไกลที่สุดในประวัติศาสตร์ที่อีซูซุเคยจัดมา และยังเป็นครั้งแรกที่รถร่วมขบวนทุกคันเป็นรถปิกอัพ “อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์”   ซึ่งเป็นที่ยอมรับในความประหยัดน้ำมันและสมรรถนะเครื่องยนต์อันยอดเยี่ยม กิจกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นได้ด้วยความมั่นใจใน “นวัตกรรมเปลี่ยนโลก” เพราะ “อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม 2500 ซีซี ที่มีชื่อเสียง ทั้งแรงม้า และแรงบิดสูงกว่ารุ่นเดิมมากๆ    จึงอยากจะให้สมรรถนะเรื่องความประหยัดน้ำมันของรถปิกอัพ “อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” ทุกรุ่น พร้อมทั้ง “อีซูซุอินไซท์” (Isuzu Insight)  เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการขับขี่ที่ประหยัดน้ำมันและปลอดภัย เอกลักษณ์ของรถปิกอัพอีซูซุ เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่สาธารณชน โดยเฉพาะเรื่องความประหยัดน้ำมันที่มากกว่าถึง 19 %   เพราะว่าเมื่อ 2 ปีก่อน อีซูซุเคยจัดคาราวานประหยัดน้ำมันระยะทาง 1,318 กม. สำเร็จมาแล้ว ดังนั้นด้วยสมรรถนะ “อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” ที่เหนือชั้นกว่ารุ่น 2500 ซีซี ในทุกด้าน ผมจึงคิดว่าระยะทาง 1,405 กม. นั้นไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด  อีกทั้งรถทุกคันไม่มีคันไหนเลยที่ไฟเตือนน้ำมันใกล้หมดปรากฎให้เห็น เป็นสิ่งที่อีซูซุภาคภูมิใจมาก นอกจากนี้ความสำเร็จของคาราวานประหยัดน้ำมันครั้งนี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมให้คนไทยตระหนักถึงการขับรถแบบประหยัดน้ำมันและพัฒนาการขับขี่ให้มีประสทธิภาพ เพื่อช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่าของโลกให้เหลือใช้ต่อกันไปได้นานๆ”

   พร้อมกันนี้สุดยอดนักขับอัจฉริยะ 10 ท่านที่มาร่วมสร้างประวัติศาสตร์การประหยัดน้ำมันบนเส้นทางไกลสุดถึง 1,405 กม.ได้เผยความรู้สึกไว้ดังนี้

  • รถหมายเลข 01 :  รถปิกอัพ “อีซูซุดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” 4 ประตู
    เกียร์ธรรมดา 

ผู้ขับ : คุณอาคม มหิธิธรรมธร  อาชีพ ธุรกิจส่วนตัว 

ผู้ขับ : คุณธเรศ บุญชลากุลโกศล  อาชีพ ผู้บริหารบริษัทเอกชน 

คะแนนอีซูซุอินไซท์ 100 คะแนน  อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ย 21.89 กม./ลิตร

“ก่อนมาขับก็มั่นใจว่า 1,405 กิโลเมตรมาถึงแน่นอน    เพราะทุกวันนี้เราทั้งคู่ต่างก็ใช้รถอีซูซุ    ดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์  แต่พอมาขับในคาราวานจริงก็แอบตื่นเต้น เพราะเจอเส้นทางในจีนที่ต้องขึ้นเนินลงเนิน แถมโค้งก็เยอะในช่วงแรก  ช่วงที่สองเจอรถบรรทุกขนาดใหญ่และการซ่อมทางตลอดทั้งเส้น  การจราจรวันสุดท้ายในกวางโจวไม่ต้องพูดถึง การจราจรในกรุงเทพฯ เราดีๆ นี่เอง  แต่ก็เป็นรถที่ขับได้สนุก ได้ใจเรื่องความแรง จังหวะการเร่งของเครื่องยนต์กับเกียร์ที่สัมพันธ์กัน  กำลังดี แรงไม่ตกช่วงจังหวะแซงขึ้นเขา ส่วนทางเรียบก็แรงเร้าใจดีมาก  ซึ่งช่วงลงเขาจะลงเร็วมากผมจึงได้ลองใช้เอนจิ้นเบรก (Engine Brake) ช่วย  พอมาถึงจุดหมายน้ำมันหมดไปครึ่งถังกับอีก 2 ขีดเล็กๆ ยอมรับว่า แรง ประหยัดน้ำมัน แกร่ง ทน เยี่ยมมากครับ สำหรับคนที่ไม่เคยใช้ ต้องลองครับ จะได้รู้ว่าความประหยัด ความแข็งแกร่ง ความแรงเป็นยังไง”

  • รถหมายเลข 02 :  รถปิกอัพ “อีซูซุดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” 2 ประตู
    เกียร์ออโตเมติก  

ผู้ขับ  :   คุณธรรมนูญ ประเสริฐรัตนากร  อาชีพ ธุรกิจส่วนตัว  

ผู้ขับ  :   คุณสุภาพ นิลเพ็ชร์   อาชีพ พนักงานรัฐวิสาหกิจ

คะแนนอีซูซุอินไซท์ 97 คะแนน  อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ย 20.60 กม./ลิตร

“พอขับถึงที่หมายวันแรก หลายๆ คนจะกังวลแทนพวกผม เพราะเส้นทางวันแรกค่อนข้างโหดเป็นทางภูเขาทั้งหมด ทำให้ต้องใช้คันเร่งช่วย เพราะเราขับเป็นขบวนคาราวานไม่อยากให้ห่างกันมาก ปริมาณน้ำมันวันแรกจึงลดลงไปเยอะกว่าคันอื่นๆ แถมยังเป็นรถเกียร์ออโตเมติกคันเดียวในคาราวานนี้ด้วย  แต่พวกเรากลับไม่เครียด เพราะประเมินจากตัวเลขเกจ์วัดน้ำมันแล้ว  รู้ว่าไปถึงแน่นอน  อารมณ์การขับอีซูซุดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ เกียร์ออโตเมติก 6 สปีดไม่ทำให้ผิดหวัง การตอบสนองของเกียร์ดีในทุกความเร็วรอบ  ให้กำลังเครื่องดีต่อเนื่อง แค่ขับไปเรื่อยๆ ปล่อยให้รถทำงานส่งกำลังตามรอบไป ที่เหลือคือ ควบคุมรถให้ดี อย่าให้เกิดอุบัติเหตุ  ขับสนุก ขับมา  1,405 กม. น้ำมันยังเหลือ 1 ใน 4 มหัศจรรย์มากครับ”    

  • รถหมายเลข 03 :  รถปิกอัพ “อีซูซุดีแมคซ์  แค็บโฟร์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์”  เกียร์ธรรมดา

ผู้ขับ :  คุณสินชัย ปีตะโหตะระ  อาชีพ ผู้บริหารบริษัทเอกชน  

ผู้ขับ :  คุณคณิต แผลงวิชา   อาชีพ พนักงานบริษัทเอกชน

คะแนนอีซูซุอินไซท์ 100 คะแนน  อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ย 24.38 กม./ลิตร

“รถคันที่พวกผมขับเป็นคันที่มีอัตราตัวเลขประหยัดน้ำมันดีสุดในกลุ่ม คือ 24.38 กม./ลิตร  ผมเชื่อว่ารถมีส่วนสำคัญกับเรื่องความประหยัดน้ำมัน เพราะในส่วนของการขับเราควบคุมได้ เราต้องขับอย่างนิ่มนวลทั้งการเข้าเกียร์ และการเหยียบคันเร่ง  ถ้าเราค่อยๆ วิ่งไปเรื่อยๆ เกียร์ก็จะตอบสนองไปเรื่อยๆ เช่นกัน  ทำให้อัตราการประหยัดน้ำมันก็จะยิ่งดีขึ้น  ซึ่ง “อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” แรงจริงครับ ขึ้น-ลงเขาได้สบาย โดยไม่เปลืองน้ำมันเลย  อุปสรรคหลักๆ ของการเดินทางครั้งนี้ นอกเหนือจากเส้นทางภูเขา การทำถนน รถเทรลเลอร์เยอะ คือ การขับรถเลนขวาซึ่งแตกต่างจากบ้านเราทำให้ไม่คุ้นเคย อีกทั้งสไตล์การขับรถในประเทศจีนที่ต่างกับบ้านเราทำให้เดาใจยาก ต้องระวังเพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ ผ่านมา 1,405 กม. เกจ์น้ำมันตกลงมาครึ่งถังกับอีก 1 ขีด  ยังเหลือวิ่งต่อไปถึง 1,600 กม.ได้สบายๆ เลย”  

  • รถหมายเลข 04 :  รถปิกอัพ “อีซูซุดีแมคซ์ สเปซแค็บ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” เกียร์ธรรมดา

ผู้ขับ :  คุณอุดม ทรงศรีสวัสดิ์    อาชีพ  ธุรกิจส่วนตัว

ผู้ขับ :  คุณสราวุธ ประคองใจ     อาชีพ ค้าขาย

คะแนนอีซูซุอินไซท์ 100 คะแนน  อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ย 23.33 กม./ลิตร

“การจราจรในจีนทำให้มีเรื่องให้ตื่นเต้นตลอด  ทั้งขึ้นเขา ลงเขา โดยเฉพาะการทำทางซ่อมผิวถนน ซึ่งทำให้เสียจังหวะรถ ต้องเปลี่ยนเลนไปซ้ายทีขวาที   ตลอดเส้นทางเจอรถบรรทุก 10 ล้อเยอะมาก  ยิ่งมาเจอฝนตกหนักๆ ทำให้ต้องลดความเร็ว เพราะเราต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ซึ่ง “อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” ช่วงล่างเยี่ยมมากครับ  เข้าโค้งดีไม่มีหลุด  แม้ว่าบางครั้งจะเจอเส้นทางที่เป็นคลื่นก็ยังตอบสนองได้ดี  ยิ่งตอนลงเขาไม่แกว่ง ไม่ส่ายเลย  ดีใจที่พวกเราได้เป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์การขับประหยัดน้ำมันของอีซูซุ  เพราะเดินทางมา 2 วันครึ่ง ระยะทาง 1,405 กม. น้ำมันลดลงจากครึ่งถังลงมาขีดเดียวเอง  เรียกว่า ขับมาถึงอย่างสบายๆ ไม่ต้องลุ้น” 

  • รถหมายเลข 05 :   รถปิกอัพ “อีซูซุดีแมคซ์  สปาร์ค 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” เกียร์ธรรมดา

ผู้ขับ  : คุณสุเทพ เอี่ยมสำอางค์      อาชีพ ธุรกิจส่วนตัว 

ผู้ขับ :  คุณปัญญา เจนประเสริฐ     อาชีพ ธุรกิจส่วนตัว

คะแนนอีซูซุอินไซท์ 98 คะแนน  อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ย 21.78 กม./ลิตร

   “เป็นครั้งแรกที่ได้ขับ “อีซูซุดีแมคซ์ สปาร์ค 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” นั่งสบายกว่าที่คิด ทั้งช่วงปรับระยะห่างและเอนเบาะสู้สเปซแค็บได้สบาย  แต่คันของพวกเราจะเสียคะแนนจาก “อีซูซุอินไซท์” (Isuzu Insight) เรื่องการเบรก เพราะช่วงวันแรกเจอทั้งรถเล็ก รถใหญ่ปาดหน้า  ยังเดาใจคนขับรถในประเทศจีนไม่ค่อยถูก ยิ่งตอนเข้าเมืองสภาพการจราจรคือ รถเยอะ และรถพวกเราเป็นคันสุดท้ายก็ต้องพยายามขับประชิดคันหน้า เพื่อไม่ให้รถอื่นมาแซงในขบวนทำให้ขาดตอน เลยต้องใช้เบรกเยอะเป็นพิเศษ การเดินทางครั้งนี้ใช้ความเร็วตามกฎหมายจราจรของจีนเลย วิ่ง 80-100 กม./ชม. เร่งเร็วกว่านี้ไม่ได้ มีสัญญาณตรวจจับความเร็วตลอดเส้นทาง แต่ก็มั่นใจนะว่าไปถึงสบายๆ เพราะเท่าที่ขับใช้เองน้ำมัน 1 ถังขับได้ไกล 1,000 กม. อยู่แล้ว  แค่ใช้เทคนิคง่ายๆ ออกตัวไม่ต้องเร่ง เข้าเกียร์ให้สัมพันธ์กับความเร็ว วางแผนการเดินทาง และรถควรเข้าศูนย์บริการสม่ำเสมอ”

ทั้งนี้ประวัติศาสตร์แห่งความสำเร็จของคาราวานท่องเที่ยวข้ามประเทศด้วย “น้ำมันถังเดียว” ของอีซูซุ เพื่อร่วมรณรงค์ให้ผู้ใช้รถชาวไทยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการใช้ “น้ำมัน” ทุกหยดอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด  ได้เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 จนถึงปีล่าสุดจัดขึ้นทั้งสิ้นรวม 8 ครั้ง   ได้แก่

พ.ศ. 2550  :   คาราวาน  “อีซูซุ ซูเปอร์คอมมอนเรล น้ำมันถังเดียว...เที่ยว 3 ประเทศ”   กรุงเทพฯ -  ลาว - เวียดนาม (เว้) ระยะทางรวม 1,102 กิโลเมตร  
พ.ศ. 2551  :   คาราวาน “อีซูซุ ซูเปอร์คอมมอนเรล  น้ำมันถังเดียว...ก็เที่ยวได้”   กรุงเทพฯ - ปีนัง ประเทศมาเลเซีย ระยะทาง 1,215 กม.  
พ.ศ. 2552  :   คาราวาน “อีซูซุ ซูเปอร์คอมมอนเรล น้ำมันถังเดียว...เที่ยวไกลถึงสิงคโปร์”  ไทย (สุราษฎร์ธานี) – มาเลเซีย – สิงคโปร์  ระยะทาง  1,250 กม.  
พ.ศ. 2553  :   คาราวาน  “อีซูซุ ซูเปอร์คอมมอนเรล น้ำมันถังเดียว เที่ยวไกลไปถึงจีน”   ไทย (เชียงราย) – ลาว – จีน (คุนหมิง)  ระยะทาง  1,114 กม.
พ.ศ. 2555  :   คาราวาน “อีซูซุอินไซท์  น้ำมันถังเดียว  เที่ยวจีน 3 มณฑล” ยูนนาน-กุ้ยโจว-เสฉวน  ระยะทาง  1,230 กม.
พ.ศ. 2556  :   คาราวาน “อีซูซุอินไซท์  น้ำมันถังเดียว  เที่ยวสุดแหลมมลายู”  ไทย(กระบี่) – มาเลเซีย(ยะโฮร์บาห์รู) ระยะทาง 1,312 กม.
พ.ศ. 2557  :   คาราวาน “อีซูซุอินไซท์ น้ำมันถังเดียว เที่ยวมหานครเซี่ยงไฮ้”  เซี่ยเหมิน-เซี่ยงไฮ้  ระยะทาง 1,318 กม.
พ.ศ. 2559  :   คาราวาน “ครั้งแรก! อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ น้ำมันถังเดียว  เที่ยวไกลสุด คุนหมิง-กวางโจว 1,405 กม.” 

 
 

AUTO TRAVEL : “อีซูซุคาราวานสัญจร” นำประชาคมอีซูซุชมอารยธรรม สปป.ลาว 4 วัน 3 คืน เที่ยวเพลินสุดคุ้มเกินบรรยาย

Thursday, 25 August 2016 06:57

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   จัดกันอย่างต่อเนื่องสำหรับกิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ที่มีแฟนคลับเหนียวแน่นตลอด 14 ปี สำหรับ “อีซูซุคาราวานสัญจร” โดยในปีนี้ อีซูซุเบิกฤกษ์ดีที่บุกตลาดลาว นำประชาคมอีซูซุและคณะสื่อมวลชนกว่า 150 ชีวิต ลัดเลาะเส้นทางจากด่านช่องเม็ก – วังเต่า สู่หลายเมืองใน สปป. ลาว โดยมีจุดหมายปลายทางที่นครหลวงเวียงจันทร์ รวมเวลา 4 วัน 3 คืน  ทั้งนี้มีผู้บริหารอีซูซุทั้งจากประเทศไทย และลาว ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

   สำหรับพิธีตีธงปล่อยตัวคาราวานสัญจร จัดขึ้น ณ โชว์รูมอีซูซุตังปักอุบล โดยได้รับเกียรติจาก คุณพิสุทธิ์ บุษยพรรณพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี,  มร. เรียวตะ อิมาอิ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายขายดีลเลอร์ บี, คุณนพรัตน์ กอกหวาน ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานอุบลราชธานี  พร้อมด้วยอาจารย์พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ผู้อำนวยการจัดคาราวาน ร่วมพิธีปล่อยขบวนรถอีซูซุกว่า 30 คัน  มุ่งหน้าสู่เส้นทางท่องเที่ยวที่น่าสนใจของเมืองต่างๆ เลาะเรื่อยไปจากเมืองปากเซ ข้ามแม่น้ำโขงและหุบเขา ไปสิ้นสุดการเดินทางที่เมืองหลวงนครเวียงจันทร์ โดยแห่งแรกที่ขบวนคาราวานไปเยี่ยมชม คือ ปราสาทวัดพู ณ เมืองปากเซ เมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่แทรกตัวตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางผืนป่าและขุนเขา โดยในอดีตถูกใช้เป็นเทวสถานเพื่อบูชาเทพเจ้าตามความเชื่อของศาสนาฮินดู  อาณาเขตของปราสาทวัดพู เริ่มต้นจากริมฝั่งแม่น้ำโดยมีบันไดทางขึ้น 3 ชั้น จนถึงองค์ประธานของปราสาทซึ่งอยู่ชั้นบนสุดอันเป็นที่ตั้งของบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อในสมัยโบราณ

   ในวันที่สองของการเดินทาง อีซูซุนำผู้ร่วมเดินทางไปสัมผัสความงามของน้ำตกตาดฟาน ในแขวงจำปาสัก โดยเป็นการไหลของสายน้ำ 2 สายจากห้วยผักกูดและอุทยานแห่งชาติดงหัวสาวลงมายังจุดเดียวกันที่ความสูง 120 เมตร เกิดเป็นน้ำตกคู่แฝดตระการตา ซึ่งเมื่อผู้เข้าร่วมคาราวานไปถึงสายหมอกได้ปกคลุมบริเวณน้ำตก ต้องรอเวลาเพื่อให้เห็นความสวยงามของน้ำตก ทั้งตื่นเต้น และตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก  ต่อด้วยการเดินทางไปนมัสการพระธาตุอิงฮัง ในวันที่สามของการเดินทาง เป็นพระธาตุที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนกระดูกสันหลังของพระพุทธเจ้า ว่ากันว่าเป็นพระธาตุคู่แฝดของพระธาตุพนมของไทย ตั้งอยู่ในเมืองคันทะบุลี แขวงสุวรรณเขต มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมย่อมุมเหมือนหอปราสาท เป็นเจดีย์แบบผสมวิหาร มีภาพสลักนูนสูงออกแนวฮินดูประดับโดยรอบ คาดว่าน่าจะเป็นศิลปะแบบเขมร รอบผนังกำแพงพระธาตุด้านในเป็นศาลาวนรอบ มีพระพุทธรูปวางเรียงรายทั้งสี่ด้าน  พระธาตุแห่งนี้ถือเป็นพระธาตุคู่แขวงสาละวัน ซึ่งตามประวัติศาสตร์เชื่อว่าพระพุทธเจ้าได้เสด็จมายังบริเวณที่เป็นพระธาตุอิงฮังในปัจจุบัน และทรงฉันภัตตาหารเพลบริเวณใต้ต้น “อิงฮัง” หรือต้นสาละในภาษาไทย  จากนั้นขบวนคาราวาน จึงเดินทางต่อสู่นครหลวงวียงจันทน์  โดยในช่วงค่ำ  อีซูซุได้จัดงานเลี้ยงรับรองขึ้นอย่างสนุกสนาน โดยมีคุณปนัดดา เจณณวาสิน กรรมการรองผู้จัดการ (EVP) บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด และ มร. อาคิระ โอดางากิ ผู้จัดการทั่วไป ดูแลรับผิดชอบตลาดลาวและกัมพูชา บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด พร้อมผู้จัดจำหน่ายอีซูซุในประเทศลาว ให้เกียรติร่วมงานด้วย   บรรยากาศในงานนอกจากจะมีการแสดงศิลปะวัฒนธรรมชนชาติลาวสนุกๆ มาให้ชื่นชมแล้วนั้น ยังมีเซอร์ไพรส์สุดพิเศษจาก “คุณจอห์น – นรศักดิ์ รัตนเวโรจน์” หนึ่งในประชาคมอีซูซุ ร่วมร้องเพลงสร้างสีสันให้แก่ค่ำคืนสุดพิเศษ ตบท้ายด้วยคำบอกเล่าความรู้สึกจากใจของผู้ร่วมคาราวานทุกท่านแถมท้ายเป็นคำราตรีสวัสดิ์แสนหวานก่อนเข้านอน

   รุ่งขึ้นเปลี่ยนโหมดมานั่งรถบัสชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ภายในนครหลวงเวียงจันทน์ แบบสบายๆ โดยเริ่มตั้งแต่ พระธาตุหลวง (พระเจดีย์โลกะจุฬามณี) ศาสนสถานที่สำคัญที่สุดของประเทศลาว อันเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติแล้วยังเป็นเครื่องแสดงความหมายถึงเอกราชและอำนาจอธิปไตยของลาวอีกด้วย  ต่อด้วยการเดินทางไปแวะเช็คอิน ถ่ายภาพคู่กับประตูชัย อนุสรณ์สถานเพื่อระลึกถึงประชาชนชาวลาวที่เสียสละชีวิตในสงครามก่อนการปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์ ลักษณะสถาปัตยกรรมได้รับอิทธิพลมาจากประตูชัยในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส แต่มีเอกลักษณ์ศิลปะลาวปรากฏให้เห็นได้อย่างชัดเจน และใกล้ๆ กัน ยังเป็นที่ตั้งของวัดศรีสะเกษ วัดที่เก่าแก่ที่สุดในเวียงจันทน์ ออกแบบตามศิลปะรัตนโกสินทร์ตอนต้นของไทย ภายในมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่กว่า 6,840 องค์  จบท้ายการเดินทางท่องเที่ยวแสนสนุกด้วยการเดินทางไปยังวัดพระศรีเมือง หรือวัดแห่งโชคลาภ เพื่อเป็นสิริมงคลส่งท้ายอวยชัยให้ประชาคมอีซูซุทุกท่านรุ่งเรือง โชคดีตลอดไป

   คุณวาทินี เซอร์มา ผู้ร่วมขบวนคาราวานรถอีซูซุหมายเลข 1 กล่าวถึงความรู้สึกประทับใจในการร่วมกิจกรรมครั้งนี้ว่า “ทราบข่าวกิจกรรมคาราวานอีซูซุมาโดยตลอดค่ะ มีแต่คนบอกว่าสนุกมาก ก็อยากมาด้วยตลอด จนมีโอกาสในปีนี้ได้มาร่วมกิจกรรมด้วยเป็นปีแรก เป็นอย่างที่เพื่อนๆ บอกจริงๆ ทีมงานดูแลเราดีมาก เส้นทางก็สวย บรรยากาศดี เรื่องรถไม่ต้องห่วง เพราะมั่นใจในอีซูซุมิว-เอ็กซ์อยู่แล้ว นั่งสบาย มีสิ่งอำนวยความสะดวกเยอะมาก จะชาร์จแบตเตอรี่มือถือหรือฟังเพลงเราทำได้สะดวก มาครั้งแรกก็ติดใจเลยค่ะ”

   เช่นเดียวกับคุณกฤติญา สถิตย์ธรรม  จากรถหมายเลข 15 “พี่เคยได้มาร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวกับอีซูซุมาบ้างแล้วนะคะ แต่ครั้งนี้ถือเป็นการมาร่วมกิจกรรมในเส้นทางระหว่างประเทศกับอีซูซุครั้งแรก  คือทีมงานดูแลพี่และครอบครัวดีมาก ประทับใจมากเลย เพราะอย่างลูกชายพี่เขาจะเดินลำบากสักนิดนึง แต่ไม่เป็นอุปสรรคเลย ไม่เฉพาะแต่ทีมงานเท่านั้น เพื่อนๆ ผู้ร่วมเดินทางต่างก็ช่วยเหลือกันอย่างดี มาครั้งนี้สนุกและสุขใจทุกวัน เรื่องการขับรถหรือเส้นทางต่างๆ พี่ไม่ห่วงเลย เพราะรถอีซูซุนั่งสบายแล้วทีมงานก็ทำงานอย่างมืออาชีพมาก ต้องขอขอบคุณจากใจจริงๆ สนุกมากค่ะ อยากฝากถึงท่านผู้ใช้รถอีซูซุทุกท่านนะคะ อย่าลืมหาโอกาสลองมาเที่ยวคาราวานอีซูซุดูสักครั้ง รับรองท่านจะติดใจค่ะ”

   ความสนุกแบบนี้อีซูซุจัดให้ลูกค้าผู้ใช้รถทุกท่านเป็นประจำ ปีละ 4 เส้นทาง สำหรับเส้นทางสุดท้ายในปีนี้ ได้แก่ “อีซูซุคาราวานสัญจร” เส้นทางที่ 4 ชุมพร – เพชรบุรี ระหว่างวันที่ 10-11 กันยายน ศกนี้  หรือร่วมติดตามความสนุกเส้นต่อไปของกิจกรรม “อีซูซุคาราวาน” สัญจรได้ทางเว็บไซต์ www.isuzu-tis.com

 
 

AUTO TRAVEL : Isuzu ชวนสื่อมวลชนเปิดประสบการณ์ใหม่ สุดพริวิเลจกับ MU-X 1.9 Ddi BLUE POWER

Friday, 17 June 2016 11:24

 

 

 

 

 

 

 

 

   อีซูซุชวนสื่อมวลชนเปิดประสบการณ์ใหม่ กับทริปสุดพิเศษ ร่วมสัมผัสสมรรถนะอันเหนือชั้นของยานยนต์อเนกประสงค์ “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ บลูเพาเวอร์” ที่มาพร้อมกับอานุภาพใหม่ของขุมพลังในเครื่องยนต์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ นวัตกรรมเทคโนโลยีดีเซลแห่งอนาคต พร้อมอัพเดท    เทรนด์ใหม่ กับไลฟ์สไตล์ทริปสุดพริวิเลจแบบฉบับชีวิตเมือง อิ่มอร่อยกับร้านสุดฮอต เวิร์คช็อปกับกิจกรรมสุดชิค พร้อมอิ่มบุญไปกับ Isuzu MU-X: Privileged Press Trip”

   จากความสำเร็จอย่างงดงามของ “ปรากฏการณ์อีซูซุ บลูเพาเวอร์” นวัตกรรมเปลี่ยนโลก!  อีซูซุจึงได้เชิญผู้แทนสื่อมวลชนร่วมพิสูจน์สมรรถนะของเครื่องยนต์ 1.9 ดีดีไอ บลูพาวเวอร์ ของอีซูซุที่ “จิ๋วแต่เจ๋ง” ทำงานเงียบสุด ประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สุดในรถระดับเดียวกัน  ด้วยเอกลักษณ์อันโดดเด่นของ “อีซูซูมิว-เอ็กซ์ บลูเพาเวอร์” ดีไซน์ภายนอกที่ดูสวยสง่า   ภูมิฐานในทุกมิติ ลงตัวกับภายในห้องโดยสารโทนสีเข้ม ตกแต่งพิเศษด้วยสี Hi-gloss Black และ Chromium พร้อมการออกแบบอุปกรณ์การใช้งานภายในห้องโดยสารด้วยแนวคิด Isuzu Universal Design ที่ให้ทุกฟังก์ชั่นใช้งานสะดวกสบายอีกระดับ ด้วยระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control เพิ่มความมั่นใจในการเดินทางอีกขั้นกับกระจกมองหลังแบบตัดแสงอัตโนมัติ พร้อม Built-in Safety Camera กล้องบันทึกวิดีโอขณะขับขี่ แบบ Full-HD ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน

   จุดหมายแรกอยู่ที่ ซอยเสรีไทย 17 ซึ่งเป็นที่ตั้งของ “มูลนิธิบ้านนกขมิ้น” องค์กรเอกชนที่ให้การอุปการะช่วยเหลือเด็กกำพร้า เด็กเร่ร่อน เด็กด้อยโอกาส ในการพัฒนา เปลี่ยนแปลง รวมถึงการเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านจิตใจ เพื่อเตรียมพร้อมให้กับเด็กน้อยเหล่านี้ออกมาเผชิญกับโลกกว้างได้อย่างเข็มแข็ง โดยมูลนิธิให้การดูแลและอบรมเด็กๆ ในระบบครอบครัว โดยคณะสื่อมวลชนได้นำไอศกรีมไปแจกให้เด็กๆ ได้รับประทานกันอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมยังได้ร่วมบริจาคเงิน สดและสิ่งของเครื่องใช้ ให้กับมูลนิธิฯ โดยมี   คุณปัญญา   ไผ่แก้ว รองผู้อำนวยการ มูลนิธิฯ เป็นผู้รับมอบ จากนั้นจึงเดินทางต่อไปยังซอยปรีดีพนมยงค์ 26 สู่ สตูดิโอ Tree Ra Chin” (ทีละชิ้น) ร้านเซรามิคแฮนด์เมดสุดชิค เพื่อร่วมเวิร์คช็อปเพ้นท์จานรองแก้วเซรามิค ที่ทางร้านได้บรรจงปั้นออกมาทีละชิ้น ให้สื่อมวลชนทุกคนได้รื้อฟื้นวิชาศิลปะที่เคยร่ำเรียนกันมาตอนวัยเยาว์ออกมาบรรจงตวัดปลายพู่กันสร้างสรรค์ออกมาเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงอย่างสุดฝีมือ บอกเลยว่าฝีมือของแต่ละคน ไม่ธรรมดาจริงๆ ก่อนปิดท้ายทริปกับอาหารมื้อค่ำ ที่เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ ณ ร้าน  Iron Chef Café ร้านอาหารที่รวบรวมเมนูสุดครีเอทีฟ ที่รังสรรค์จากวัตถุดิบชั้นเยี่ยม โดยทีมเชฟกระทะเหล็กแห่งประเทศไทยทั้ง 7 คน มาไว้ด้วยกัน เป็นการมอบประสบการณ์ใหม่สุดพริวิเลจให้ผู้ร่วมทริปได้ลิ้มลองความอร่อยของอาหารจากฝีมือเชฟ เริ่มต้นจาก “บางลำภูโทสต์” ที่นำเนื้อไก่ มาผสมกับน้ำจิ้มสะเต๊ะสอดไส้ในขนมปังโทสต์ และนำไปอบจนกรอบ เสิร์ฟพร้อมกับเนยสะเต๊ะ และเพิ่มรสชาติด้วยซอสอาจาดที่ทำจากแอปเปิ้ลไซเดอร์สุดพิเศษ มาเป็นจานแรก เมนูแนะนำถัดมาคือ “ข้าวไก่ต๊อกภูเขาไฟ” ที่ทางเชฟนำไก่ต๊อกหมักเครื่องเทศ รากผักชี พริกไทยดำ เสิร์ฟพร้อมข้าวผัดกุนเชียงด้านล่าง ราดด้วยเหล้าจีนและซอสน้ำแดงสูตรพิเศษไอรอนเชฟคาเฟ่ และทำการจุดไฟก่อนรับประทาน ปิดท้ายกับเมนูของหวานที่ชื่อ   “ใจละลาย ละลาย ละลาย” สตรอว์เบอร์รี่พานาคอตต้า ห่อด้วยไวท์ช็อกโกแลตรูปหัวใจ ก่อนรับประทานเราจะราดซอสสตรอว์เบอร์รี่ร้อนๆ เพื่อให้ใจละลายตามชื่อเมนู ต้องบอกว่าการนำเสนออาหารแต่ละเมนูนั้น อลังการงานสร้างเป็นอย่างมาก สร้างความประทับใจให้ผู้ร่วมทริปกันถ้วนหน้า

   “Isuzu MU-X Privileged Press Trip” จบลงด้วยความประทับใจผ่านกิจกรรมสุดพิเศษที่อีซูซุได้คัดสรรมามอบให้ผู้แทนสื่อมวลชน พร้อมสัมผัสกับสมรรถนะของรถอเนกประสงค์สุดหรู “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาวเวอร์” รุ่นล่าสุดจากอีซูซุ และการเดินทางในแบบ  ไลฟ์สไตล์ทริป กับเครื่องยนต์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ของอีซูซุเครื่องยนต์ที่ตอกย้ำความ “จิ๋วแต่เจ๋ง” ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ตอบทุกโจทย์ความต้องการของผู้ใช้รถได้อย่างครบถ้วนลงตัวบนเส้นทางแห่งการเติมเต็มรสชาติของชีวิตแบบ เอกสิทธิ์แห่งผู้นำ...กำหนดอนาคต อย่างแท้จริง

 
 

AUTO TRAVEL : อีซูซุจัดทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ขับ "อีซูซุมิว-เอ็กซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์" เที่ยวเพลิน เยือนเกาะสมุย

Friday, 10 June 2016 10:50

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด จัดทริปพิเศษเชิญชวนสื่อมวลชนร่วมสัมผัสความสมบูรณ์แบบของรถอีซูซุมิว-เอ็กซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ที่สุดแห่งเทคโนโยลีสุดล้ำจากอีซูซุ ในกิจกรรม ISUZU MU-X 1.9 Ddi Blue Power Exclusive Press Trip 2016” ในเส้นทางสุราษฎร์ธานี - เกาะสมุย

   เรียกได้ว่าแรงสุด เกินหยุดยั้งกับกระแส "บลูเพาเวอร์"  ปรากฏการณ์ที่มาแรงแซงทุกคำจำกัดความแห่งวงการยานยนต์เมืองไทยกับขุมพลังเครื่องยนต์ “อีซูซุ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” และเป็นครั้งแรกของรถยนต์อเนกประสงค์ระดับหรูที่ใช้เครื่องยนต์ 1,900 ซีซี  ให้พละกำลังสูงถึง 150 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800-2,600 รอบ/นาที  เต็มเปี่ยมด้วยความแรงและความประหยัด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดดเด่นสะดุดตาจากภายนอกสู่ภายใน พร้อมฟังก์ชั่นใช้งานต่างๆ ที่ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส สะดวกสบายอีกระดับด้วยระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control มีให้เลือกระบบขับเคลื่อนทั้งแบบ 4 ล้อ หรือ 2 ล้อ และครั้งแรกในรถยนต์นั่งอเนกประสงค์เมืองไทย กับกระจกมองหลังแบบตัดแสงอัตโนมัติพร้อมกล้องบันทึกภาพวิดีโอด้านหน้า เพิ่มความมั่นใจในการเดินทางอีกขั้น   ให้ความสนุกสนานในการขับขี่ด้วยชุดเกียร์ออโตเมติก 6 สปีด ยังทำงานได้อย่างรวดเร็วทันใจ พร้อมเกียร์โอเวอร์ไดร์ฟถึง 2 ตำแหน่ง ทั้งเกียร์ 5 หรือเลือกเปลี่ยนเกียร์ด้วยโหมด Rev Tronic ด้วยตัวเอง อีกทั้งเสริมอรรถรสการขับขี่ด้วย Isuzu Connect World ระบบความบันเทิงล่าสุด ควบคุมการทำงานง่ายด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนรองรับระบบ IOS และ Android  ตอบรับรูปแบบการเดินทางที่สะดวกสบายสไตล์รถครอบครัว

   สำหรับทริปพิเศษ "อีซูซุมิว-เอ็กซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ เอ็กซ์คลูซีฟ เพรส ทริป" ครั้งนี้ ขอเกาะบรรยากาศฝนพรำไปชุ่มฉ่ำชื่นใจกันที่ภาคใต้ ด้วยเส้นทางจาก จ. สุราษฎร์ธานี – เกาะ สมุย โดยออกสตาร์ทกันที่โชว์รูมอีซูซุสุราษฎร์ธานี สาขาสำนักงานใหญ่ อำเภอเมือง แวะจุดแรกกับมื้อกลางวันที่ “ร้านป้าทิ้ง” ร้านอาหารชื่อดังของตำบลดอนสักในบรรยากาศสบายๆ ริมแม่น้ำตาปี ลิ้มรสอาหารปักษ์ใต้พื้นบ้าน พร้อมของทะเลสดๆ ที่เจ้าของร้านคัดสรรวัตถุดิบชั้นดีมาปรุงรสจนร่ำลือถึงความอร่อยกันไปทั่ว จากนั้นคณะอีซูซุจึงพารถอีซูซุมิว-เอ็กซ์ บลูเพาเวอร์คันหรูขึ้นเรือซีทรานเฟอร์รี่เพื่อข้ามไปสนุก ฟิน ชิลล์ กันต่อที่เกาะสมุย โดยมีจุดหมายปลายทางที่โรงแรมศิลาวดี พูล สปา รีสอร์ท บูติคโฮเทลสุดหรูที่ผสานธรรมชาติและความสะดวกสบายเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เหมาะแก่การเอนกายในวันพักผ่อนยิ่งนัก และเมื่อพลบค่ำตะวันคล้อย อีซูซุได้จัดเตรียมกิจกรรมชิมไวน์รสเลิศนานาชนิดไว้รับรองคณะผู้ร่วมเดินทาง โดยมี มร. โดมินิค โดเซ่ (Mr. Dominique Doucet) จากบริษัท ไวน์โปร จำกัด ชาวฝรั่งเศสผู้คร่ำหวอดในวงการไวน์มากว่า 11 ปี มาเป็นวิทยากรให้คำแนะนำอย่างสนุกสนานต่อด้วยดินเนอร์สุดพิเศษจากอีซูซุซึ่งได้รับเกียรติ จากคุณปนัดดา     เจณณวาสิน รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เดินทางมาร่วมงานเลี้ยงมื้อค่ำอย่างอบอุ่น ท่ามกลางการสนทนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟหลังจากได้สัมผัสสมรรถนะเยี่ยมยอดจากยนตรกรรมอีซูซุมาแล้วตลอดทั้งวันอีกด้วย

   หลังจากอิ่มเอมกับบรรยากาศทะเลอย่างเต็มที่  ขากลับชาวคณะอีซูซุขอยืดเส้นสายกันอีกสักนิดด้วยการขับอีซูซุมิว-เอ็กซ์ บลูเพาเวอร์ ไปลิ้มลองอาหารอร่อยอีกสักมื้อกันที่ “ร้านโกเซ้ง” ห่างจากโรงแรมที่พักประมาณครึ่งชั่วโมง ร้านนี้ขึ้นชื่อเรื่องกรรเชียงปูเนื้อดี สด แน่น ตามติดด้วยกุ้งผัดกะปิสะตอ น้ำพริกกุ้งสด ปลาอินทรีย์ทอดน้ำปลา ปลาหมึกผัดฉ่า ปลาเต๋าเต้ยนึ่งบ๊วย ชิมครบทุกเมนูรับรองว่า “หรอยจังฮู่” ไม่ผิดหวังเลยจริงๆ

   อีซูซุมิว-เอ็กซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ อีกหนึ่งยนตกรรมแห่งความภาคภูมิใจจากอีซูซุ พร้อมแล้วให้ทุกท่านได้สัมผัสสมรรถนะเหนือชั้น และความสะดวกสบายเหนือขีดสุดในทุกการขับขี่ได้แล้ววันนี้ สำหรับผู้ที่สนใจติดตามความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com , Facebook:  ISUZU MU-X  และ LINE: @isuzuthai

 
 

AUTO TRAVEL : เริ่มแล้ว “อีซูซุคาราวานสัญจร 2559” เส้นทางแรก เที่ยวสวนสัตว์-ชิมผลไม้...ของดีภาคตะวันออก

Friday, 20 May 2016 14:28

 

 

 

 

 

 

 

   “อีซูซุคาราวานสัญจร” ประจำปี 2559   กิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ที่ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 15   นำเหล่าสมาชิก “ประชาคมอีซูซุ” 76 คน รวม 30 คัน เริ่มสตาร์ทความสุขจากการเดินทางในแบบรูปคาราวานทางรถยนต์สนับสนุนนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศของรัฐบาล  ประเดิมเส้นทางแรกด้วยสีสันแห่งภาคตะวันออก กรุงเทพฯ – ระยอง  สัมผัสการดำเนินชีวิตแบบอิสระของสัตว์ป่าในสวนสัตว์เปิด   พร้อมอิ่มเอมกับบุฟเฟต์ผลไม้ที่ตัดสดจากสวน  ก่อนไปสูดกลิ่นไอทะเลและร่วมงานเลี้ยงสุดพิเศษกับซูเปอร์พรีเซ็นเตอร์ของอีซูซุ “ก้อง-สหรัถ  สังคปรีชา”   โดยมี มร.ฮิโรกิ คาโต้ ผู้จัดการฝ่ายขายดีลเลอร์บี บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด และนายกฤษณะ แก้วธำรงค์   ผู้อำนวยการฝ่ายบริการการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวต้อนรับและตีธงปล่อยขบวนคาราวาน

   ขบวนรถอีซูซุหลากรุ่นใน  “อีซูซุคาราวานสัญจร 2559”  เส้นทางแรก ออกสตาร์ทจาก บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ถนนวิภาวดีรังสิต นำขบวนโดยอาจารย์พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ  ผู้อำนวยการจัดคาราวาน มุ่งหน้าสู่ภาคตะวันออก แวะเที่ยวที่แรกกันที่ “สวนสัตว์เปิดเขาเขียว”  ตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขาเขียว-เขาชมภู่ บนเนื้อที่กว่า 5,000 ไร่ มีสัตว์ในความดูแลมากถึง 3,000 ตัว กว่า 250 ชนิดพันธุ์จากหลากหลายพื้นที่ทั่วโลก รวมทั้งสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครองของประเทศไทย โดยเปลี่ยนพาหนะมานั่งรถรางของทางสวนสัตว์พ่วงด้วยวิทยากรประจำรถเพื่อให้สะดวกในการแวะชมในแต่ละจุด จากนั้นจึงเดินทางต่อไปอิ่มเอมกับอาหารกลางวัน ณ สนามรถขับเคลื่อนสี่ล้ออีซูซุ พัทยา ที่ทำให้สมาชิกหลายคนถึงกับอยากนำรถคู่ใจมาลงสนามทดสอบพละกำลังเครื่องยนต์ ตลอดจนสมรรถนะการปีนไต่ ท้าทายอุปสรรคในแต่ละสถานี

   ต่อจากนั้น แวะปิดท้ายมื้อกลางวันกันต่อกับบุฟเฟ่ต์ผลไม้ ณ “สวนสุภัทราแลนด์” แหล่งรวมไม้ผลเมืองร้อนไว้มากถึง 25 ชนิดบนเนื้อที่ 800 ไร่ เปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวตามแนวคิด “แหล่งเรียนรู้ ดูและชิม อิ่มคุณภาพ เที่ยวได้ทั้งปี” ใช้บริการรถชมสวนพร้อมคนขับที่ทำหน้าที่มัคคุเทศก์ที่มาพร้อมมุขฮาเรียกเสียงหัวเราะเป็นระยะๆ โดยไฮไลต์ของทริปนี้อยู่ที่ราชาแห่งผลไม้ “ทุเรียน” เนื้อดี ผลไม้ขึ้นชื่อของเมืองระยองที่เจ้าหน้าที่สวนลงมือปอกเสิร์ฟลูกค้ากันมือเป็นระวิง จนอาจทำให้เหล่ามะม่วง มังคุด เงาะ สละ ฯลฯ น้อยใจเอาได้ จากนั้นวิ่งไปชมสวนในอีกฝั่งถนน พร้อมแวะชิมส้มตำรสเด็ดที่ตำแบบครกต่อครก และผักสลัดสดๆ ปลอดสารพิษ พร้อมน้ำสลัดสูตรพิเศษ ทำให้สมาชิกอิ่มท้องไปตามๆ กัน จากนั้นจึงควบรถอีซูซุคู่ใจเป็นขบวนต่อไปยัง “โรงเรียนบ้านเขายายชุม” เพื่อร่วมบริจาคเงินและอุปกรณ์การเรียนให้แก่นักเรียนชั้นอนุบาล-ประถมวัย ที่แม้จะเป็นวันเสาร์แต่ทุกคนก็ตั้งใจมาร่วมต้อนรับผู้มาเยือน ก่อนขับรถมุ่งสู่ปลายทาง ณ โนโวเทล ริมเพ ระยอง รีสอร์ท ร่วมกิจกรรมสนุกๆ ยามค่ำคืน ทั้งอาหารค่ำมื้อหรูกับคนรู้ใจ เล่นเกมลุ้นของรางวัล ลุ้นโชคจากการจับสลากจากผู้สนับสนุนใจดี อาทิ ตรีเพชรอีซูซุลิสซิ่ง, ตรีเพชรอินชัวรันส์เซอร์วิส, น้ำมันเครื่องคาลเท็กซ์เดโล่, ร้านติดตั้งเครื่องเสียงรถยนต์ VP SOUND, ฟิล์มกรองแสงลามิน่า เป็นต้น ตบท้ายด้วยมินิคอนเสิร์ตแบบใกล้ชิดกับซูเปอร์พรีเซ็นเตอร์ “อีซูซุมิว-เอ็กซ์” ก้อง-สหรัถ สังคปรีชา

   “ผมใช้รถอีซูซุมาหลายรุ่น ล่าสุดนี้เพิ่งซื้อ “อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” 4 ประตูมาใช้ ชอบที่กำลังเครื่องดี และห้องโดยสารเงียบเหลือเกิน ตั้งใจว่าจะมาเที่ยวกับอีซูซุคาราวานสัญจรให้ได้ แต่นี่เป็นครั้งแรกเพราะไม่เคยจองได้ทัน (หัวเราะ) ปีนี้ภรรยาผมตั้งใจมากเลยจองสำเร็จ ชอบการเดินทางในรูปแบบคาราวานแบบนี้เพราะสะดวก ปลอดภัย และประทับใจมาก” ปุณณภพ ไมยรัตน์ สมาชิกรถหมายเลข 3 เผยความรู้สึก ในขณะที่ กัลยา เหมือนจิตต์ สมาชิกรถเบอร์ 27 ที่คุ้นเคยดีกับกิจกรรมของอีซูซุสรุปสั้นๆ ว่า “มาเที่ยวกับอีซูซุทุกปีเพราะประกับใจกับการดูแลของทีมงาน  ทำให้รู้สึกเหมือนมาเที่ยวกับคนในครอบครัว” 

   จากการบอกเล่ากันปากต่อปาก ไม่เพียงทำให้ “อีซูซุคาราวานสัญจร” ในแต่ละเส้นทางสามารถปิดการรับสมัครได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังทำให้เกิดการชักชวนครอบครัวและเพื่อนๆ ให้มาร่วมเป็นสมาชิก “ประชาคมอีซูซุ” ด้วยการซื้อรถอีซูซุ เพื่อที่จะได้มาร่วมกิจกรรมต่างๆ ของอีซูซุกันอีกด้วย เตรียมพบกับ “สีสันแห่งความสุข สนุกสุด 4 เส้นทาง” กับ “อีซูซุคาราวานสัญจร 2016” ที่เหลืออีก 3 เส้นทาง ได้แก่

  • เส้นทางที่ 2            เชียงใหม่  – อ่างขาง    วันที่ 11-12  มิถุนายน 2559
  • เส้นทางที่ 3            ไทย (อุบลราชธานี) – ลาว   วันที่ 10-14 สิงหาคม 2559
  • เส้นทางที่ 4            ชุมพร – เพชรบุรี    วันที่ 10-11 กันยายน 2559

   ผู้ที่สนใจสามารถสมัครและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายสื่อสารการตลาด โทร.02-966-2127-9 

 
 

AUTO TRAVEL : “อีซูซุดีแมคซ์” พาเที่ยวชมความงามแห่งทุ่งดอกกระเจียว...ที่ชัยภูมิ

Wednesday, 22 July 2015 15:04

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   อีซูซุชวนคณะสื่อมวลชนร่วมท่องเที่ยวทางรถยนต์ “Isuzu D-Max Press Trip 2015” สู่จังหวัดชัยภูมิ ชวนชมทุ่งดอกกระเจียวกลางหุบเขาอันเลื่องชื่อที่มีให้ยลโฉมเพียงปีละครั้ง พร้อมทำกิจกรรมแสนสนุกตลอดเส้นทางไปกับขบวนรถ “อีซูซุดีแมคซ์” หลากรุ่น  ทั้งอีซูซุดีแมคซ์    วี-ครอส 4x4 อีซูซุดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ และอีซูซุดีแมคซ์ เอ็กซ์-ซีรีส์

   ได้เวลาเริ่มต้นเส้นทางความสนุก โดยสตาร์ทออกจากบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ถนนวิภาวดีรังสิต โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 1 มุ่งสู่จังหวัดนครราชสีมา เข้าสู่ถนนธนะรัชต์ เพียง 12 กิโลเมตร ปักหมุดที่จุดหมายแรกเพิ่มพลังกันที่ร้านอาหารชื่อดังแห่งเขาใหญ่ Chocolate Factory” กับมื้อกลางวันแสนอร่อย บรรยากาศชิลๆ ที่ทางร้านตกแต่งโทนสีดำเทาสวยงาม จำลองบรรยากาศให้เหมือนโรงงานช็อคโกแลต เมนูโดดเด่นของร้านคือ เนื้อซี่โครงตุ๋นไวน์แดง เนื้อนุ่มๆ ที่เคล้ากลิ่นละมุนของไวน์ และอีกหลากหลายเมนูสไตล์ฟิวชั่นอิตาเลียนและไทย มาถึงโรงงานช็อคโกแลตจำลองทั้งที ต้องพลาดไม่ได้กับการทำเวิร์คช้อปโกแลตสดซึ่งเป็นไฮไลท์ของทางร้าน โดยมีวิทยากรแนะนำสาระความรู้พร้อมสาธิตวิธีการทำ “Mendiant” (มองลิออง) ช็อกโกแลตเบลเยี่ยมแท้ชิ้นพอดีคำ ตกแต่งหน้าด้วยท็อปปิ้งต่างๆ เช่น ถั่ว มาร์ชเมลโล หรือผลไม้อบแห้ง ได้ตามใจชอบ สื่อมวลชนต่างบรรจงสร้างสรรค์ผลงานช็อกโกแลตชิ้นเอกของตัวเองกันอย่างสนุกสนาน ห่างไปไม่ไกลนัก คณะสื่อมวลชนเดินทางเข้าเยี่ยมชม “เขาใหญ่ พาโนราม่า ฟาร์ม” ฟาร์มเห็ดขนาดใหญ่ บนถนนธนะรัชต์ ที่มุ่งเน้นเป็นฟาร์มกสิกรรมเพื่อการท่องเที่ยว ภายในฟาร์มบรรจุโรงเห็ดนานาชนิด อาทิ เห็ดหลินจืออันเลื่องชื่อ เห็ดที่มีหน้าตาประหลาดอย่างเห็ดหัวลิงหรือที่รู้จักในนามเห็ดยามาบูชิตาเกะนั่นเอง พร้อมทั้งพัฒนาวัตถุดิบจากเห็ดที่มีคุณภาพเป็นสินค้าแปรรูปหลากหลายชนิดให้เลือกสรรติดไม้ติดมือกลับบ้านฝากคนใกล้ชิดอีกด้วย

   ถึงเวลาเดินทางต่อโดยใช้ทางหลวงหมายเลข 2 และเส้นทางหมายเลข 201 มุ่งหน้าสู่จังหวัดชัยภูมิ ก่อนจะแยกซ้ายสู่อำเภอเทพสถิต โดยใช้เส้นทางหมายเลข 205 เพลินตากับป่าไม้บริเวณสองข้างทาง จึงแทบไม่รู้สึกเลยว่าผ่านมากว่า 180 กิโลเมตรแล้วก็ถึงรีสอร์ทที่พักสุดโรแมนติกบนเนินเขากันแล้ว คือ “เส้นทาง @Love รีสอร์ท” ที่นี่อากาศจะเย็นสบายตลอดทั้งปี พื้นที่กลางรีสอร์ทเป็นสนามหญ้าเขียวขจี ล้อมรอบด้วยห้องพักสุดน่ารักขนาดกะทัดรัด ตกแต่งเก๋ไก๋ทั่วทั้งบริเวณอย่างสร้างสรรค์ อีกทั้งรีสอร์ทแห่งนี้ยังอนุญาตให้พาน้องหมาหรือสัตว์เลี้ยงขนาดเล็กมาพักได้อีกด้วย จบวันแรกกับอาหารเย็นในสไตล์ @Love พร้อมสังสรรค์กันอย่างอบอุ่นท่ามกลางอากาศอันแสนสบาย

   ถึงเวลาไฮไลท์ของทริปนี้ คณะสื่อมวลชนเดินทางจากที่พักเพียง 5 กิโลเมตร สู่ “อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม” ซึ่งมีรถรางสีสันสดใสหลายคันไว้ให้บริการนักท่องเที่ยว โดยแวะที่จุดหมายแรกคือ “ผาสุดแผ่นดิน” จุดสูงสุดของอุทยานซึ่งมีความสูงถึง 846 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีจุดชมวิวเป็นผาหินที่ยื่นออกไปในอากาศ เห็นวิวทิวทัศน์ในมุมกว้าง เบื้องหน้าเป็นทิวเขาและผืนป่าของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา คณะสื่อมวลชนต่างถ่ายภาพบริเวณหน้าผาท้าความหวาดเสียวกันเล็กน้อย จากนั้นจึงเดินเท้าแบบเพลินๆ เพียงระยะ 300 เมตร เพื่อเข้าชม “ทุ่งดอกกระเจียว” หลากหลายสายพันธุ์กับสีสันอันสดใสทั้งสีขาว ชมพูอ่อน และบานเย็น บนพื้นที่กว่า 70,000 ไร่ ต่างชูช่อสองข้างทางเดินให้ผู้มาเยือนได้เก็บภาพกันอย่างเพลิดเพลิน แล้วสูดออกซิเจนให้เต็มปอดก่อนลาจากชัยภูมิกลับสู่กรุงเทพมหานครด้วยพาหนะคู่ใจคันเดิม “อีซูซุดีแมคซ์”

 
 

AUTO TRAVEL : HONDA STEPWGN SPADA ก้าวช้าๆในวันพักผ่อนสบายๆที่อยุธยา

Saturday, 27 February 2016 15:07

 

 

 

 

 

 

 

 

   จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่ใกล้ๆกับกรุงเทพฯ สามารถขับรถท่องเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับได้สบายๆในวันหยุดพักผ่อน และ มีสถานที่ท่องเที่ยวให้ได้พักผ่อนหย่อนใจมากมาย และในวันนี้เราจะขับ HONDA  STEPWGN SPADA เป็นไกด์พาไปเที่ยว โดยเลือกสถานที่ที่จะไปพักผ่อนสบายๆณ.ทุ่งมะขามหย่อง ซึ่งเป็นเหมือนสวนสาธารณะขนาดใหญ่มีที่นั่งพักรับลมชมวิว สูดลมหายใจช้าๆไปกับธรรมชาติทั้งต้นไม้ สายน้ำ สามารถเดินเล่นออกกำลังกาย หรือจะเอาจักรยานไปปั่นเล่นก็ได้ตามใจชอบ และสถานที่แห่งนี้ยังมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

   ทุ่งมะขามหย่อง ตั้งอยู่ในตำบลบ้านใหม่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยเริ่มต้นเส้นทางจากรังสิตแล้วเลี้ยวเข้าเส้นตัดไปปทุมธานีตรง ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จากนั้นตรงยาวต่อเนื่องไปขึ้นสะพานวนเลี้ยวขวาวนเข้าสู่ถนน 309 มุ่งหน้าไปทางบางปะหัน ขับตรงไปเรื่อยๆประมาณ 30 กม.พอผ่านไฟแดงแรกที่เลี้ยวขวาเข้า จ.อยุธยา แล้วตรงไปอีกนิดก็จะถึง ทุ่งมะขามหย่อง อยู่ด้านซ้าย ไปง่ายหาไม่ยาก
   ในอดีตที่ผ่านมา ทุ่งมะขามหย่องมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์  โดยเป็นสมรภูมิสู้รบระหว่างไทยกับพม่า หลายครั้ง เป็นที่ตั้งของพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยทัย มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่ออดีตทุ่งมะขามหย่องแห่งนี้ เป็นบริเวณที่กองทัพไทยปะทะกับทัพพม่าในศึก ที่สมเด็จพระศรีสุริโยทัยสิ้นพระชนม์บนคอช้าง เมื่อปี พ.ศ.2091
   ทุ่งมะขามหย่อง มีพื้นที่ประมาณ 250 ไร่ มีพระราชานุสาวรีย์ช้างทรงของสมเด็จพระสุริโยทัย และนักรบจาตุรงคบาท ตั้งอยู่บนเกาะกลางน้ำ ซึ่งอนุสรณ์สถานแห่งนี้ถูกจัดสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2534 เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติให้กับสมเด็จพระศรีสุริโยทัย และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวาระมหามงคลพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ ในปี พ.ศ.2535 ด้วย สถานที่แห่งนี้จึงมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า "พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยทัย"
   นอกจากนี้ ยังเป็นที่ดินส่วนพระองค์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้พื้นที่ดังกล่าวตามแนวพระราชดำริ เป็นพื้นที่แก้มลิง เพื่อรองรับและป้องกันน้ำท่วม โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ผันน้ำเหนือจากแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าสู่ที่ดินส่วนพระองค์บริเวณทุ่งมะขามหย่องและทุ่งภูเขาทองที่อยู่ติดกัน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อชาวบ้านจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นอย่างมาก โครงการนี้ยังเป็นโครงการตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่จะก่อประโยชน์ให้แก่ประชาชนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในด้านการป้องกันน้ำท่วมและเป็นแหล่งเก็บน้ำ อีกทั้งยังเป็นการสร้างจิตสำนึกในความรักชาติรักแผ่นดิน และเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระสุริโยทัยและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรม ราชินีนาถ ในวโรกาสที่มีพระชนมายุครบ 5 รอบ ในปี 2535 ด้วย

   หลังจากเยี่ยมชมทุ่งมะขามหย่องเรียบร้อยแล้ว เราเดินทางต่อเข้าไปในเมืองเพื่อไปชมบรรยากาศของเมืองเก่าและแวะซื้อของฝากคือโรตีสายไหม ที่ "ร้านอาบีดีน ประนอม แสงอรุณ" ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา ใครผ่านไปอยุธยามักจะแวะซื้อโรตีเจ้านี้ ซึ่งมีคนยืนรอคิวซื้อกันเยอะมากเพราะของเค้าอร่อยจริง

   สำหรับ การเดินทางครั้งนี้ ต้องขอขอบคุณ STEPWGN  SPADA รถอเนกประสงค์นำเข้าแท้ๆของค่ายฮอนด้าที่อยู่ในคลาสคอมแพ็คท์เอ็มพีวี ซึ่งเป็นอีกทางเลือกสำหรับรถครอบครัวที่มีขนาดความสบายและราคาที่ลงตัว  โดย STEPWGN  SPADA ให้การขับเคลื่อนจากเครื่องยนต์ขนาดพอเหมาะกับขนาดตัวถัง เป็นแบบ 4 สูบ SOHC  i-VTEC  2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 6,200 รอบต่อนาที  แรงบิดสูงสุด 193 นิวตัน-เมตร ที่ 4200 รอบ ต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT มีดีที่ความนุ่มนวลในการขับขี่ พร้อมระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย  นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม ระบบ Idling Stop ช่วยลดการใช้พลังงานขณะรถหยุดนิ่งพร้อมสวิตช์เปิด-ปิด ระบบ Econ Mode ช่วยควบคุมเครื่องยนต์ให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด  Eco Coaching ระบบแสดงผลการขับขี่แบบประหยัดน้ำมัน เพื่อช่วยส่งเสริมพฤติกรรมการขับขี่ให้ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น และยังรองรับพลังงานทางเลือก E20 พร้อมทั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยในการขับขี่ ด้วยระบบช่วยควบคุมการทรงตัว VSA และระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน
   สมรรถนะโดยรวมถือว่าให้ความแรงพอดีตัว ไม่ถึงกับจัดจ้านแต่ก็ไม่อืดอาด เรียกว่าให้การขับขี่แบบเนียนๆสไตล์รถอเนกประสงค์สำหรับครอบครัว  โดยอัตราเร่งช่วงออกตัวมาแบบเรื่อยๆ แต่ก็ทันใจดี เวลาเร่งแซงรีบกดคันเร่งหนักๆ มีอาการรอรอบเล็กน้อย ก่อนที่ความเร็วจะพุ่งขึ้นตามน้ำหนักเท้า  ส่วนช่วงการเดินทางสบายๆไม่น่าเป็นห่วงเรื่องความประหยัดเพราะรอบเครื่อง ยนต์ที่ใช้ค่อนข้างต่ำ  2000 รอบ/นาที ได้ความเร็วประมาณ 120 กม./ชม. เมื่อลองทำความเร็วสูงๆดูตัวเลขก็ผ่าน 170 กม./ชม. ไปแต่จะไปตัดที่ 180 กม./ชม. ตามสไตล์ของรถที่ผลิตในญี่ปุ่น
   การรองรับแรงสั่นสะเทือนและการยึดเกาะถนนมาในสไตล์รถเก๋ง ด้านหน้าเป็นแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตาร์ท พร้อมเหล็กกันโคลง และด้านหลังเป็นทอร์ชั่นบีม  การทำงานของช่วงล่างชุดนี้ค่อนข้างเด่นในเรื่องความนุ่มนวล นั่งสบายการเดินทางความเร็วที่เหมาะสมที่สุดอยู่ระหว่าง 100-  120 กม./ชม. ซึ่งช่วงความเร็วสูงมากกว่านี้ต้องคุมรถมากหน่อย เพราะตัวถังทรงเหลี่ยมสูงๆ แบบนี้จะต้านลมมากกว่ารถเก๋งปกติ

   โดยภาพรวมจึงถือว่ารถอเนกประสงค์รุ่นนี้ เป็นรถที่เหมาะอย่างยิ่งกับการเดินทางในวันพักผ่อนสบายๆที่ไปกันได้ทั้งครอบ ครัว รองรับผู้โดยสารได้มากถึง 7 ที่นั่ง และให้ความสะดวกสบายในการเดินทางที่ดีเยี่ยมจากอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่มาก มายเต็มคัน เรียกว่าเพียบพร้อมกว่ารถอเนกประสงค์รุ่นอื่นๆที่เราเคยสัมผัสมา !!!

 
 

Page 3 of 4

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )