Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

AUTO TRAVEL

AUTO TRAVEL : เริ่มแล้ว “อีซูซุคาราวานสัญจร 2559” เส้นทางแรก เที่ยวสวนสัตว์-ชิมผลไม้...ของดีภาคตะวันออก

Friday, 20 May 2016 14:28

 

 

 

 

 

 

 

   “อีซูซุคาราวานสัญจร” ประจำปี 2559   กิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ที่ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 15   นำเหล่าสมาชิก “ประชาคมอีซูซุ” 76 คน รวม 30 คัน เริ่มสตาร์ทความสุขจากการเดินทางในแบบรูปคาราวานทางรถยนต์สนับสนุนนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศของรัฐบาล  ประเดิมเส้นทางแรกด้วยสีสันแห่งภาคตะวันออก กรุงเทพฯ – ระยอง  สัมผัสการดำเนินชีวิตแบบอิสระของสัตว์ป่าในสวนสัตว์เปิด   พร้อมอิ่มเอมกับบุฟเฟต์ผลไม้ที่ตัดสดจากสวน  ก่อนไปสูดกลิ่นไอทะเลและร่วมงานเลี้ยงสุดพิเศษกับซูเปอร์พรีเซ็นเตอร์ของอีซูซุ “ก้อง-สหรัถ  สังคปรีชา”   โดยมี มร.ฮิโรกิ คาโต้ ผู้จัดการฝ่ายขายดีลเลอร์บี บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด และนายกฤษณะ แก้วธำรงค์   ผู้อำนวยการฝ่ายบริการการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวต้อนรับและตีธงปล่อยขบวนคาราวาน

   ขบวนรถอีซูซุหลากรุ่นใน  “อีซูซุคาราวานสัญจร 2559”  เส้นทางแรก ออกสตาร์ทจาก บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ถนนวิภาวดีรังสิต นำขบวนโดยอาจารย์พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ  ผู้อำนวยการจัดคาราวาน มุ่งหน้าสู่ภาคตะวันออก แวะเที่ยวที่แรกกันที่ “สวนสัตว์เปิดเขาเขียว”  ตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขาเขียว-เขาชมภู่ บนเนื้อที่กว่า 5,000 ไร่ มีสัตว์ในความดูแลมากถึง 3,000 ตัว กว่า 250 ชนิดพันธุ์จากหลากหลายพื้นที่ทั่วโลก รวมทั้งสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครองของประเทศไทย โดยเปลี่ยนพาหนะมานั่งรถรางของทางสวนสัตว์พ่วงด้วยวิทยากรประจำรถเพื่อให้สะดวกในการแวะชมในแต่ละจุด จากนั้นจึงเดินทางต่อไปอิ่มเอมกับอาหารกลางวัน ณ สนามรถขับเคลื่อนสี่ล้ออีซูซุ พัทยา ที่ทำให้สมาชิกหลายคนถึงกับอยากนำรถคู่ใจมาลงสนามทดสอบพละกำลังเครื่องยนต์ ตลอดจนสมรรถนะการปีนไต่ ท้าทายอุปสรรคในแต่ละสถานี

   ต่อจากนั้น แวะปิดท้ายมื้อกลางวันกันต่อกับบุฟเฟ่ต์ผลไม้ ณ “สวนสุภัทราแลนด์” แหล่งรวมไม้ผลเมืองร้อนไว้มากถึง 25 ชนิดบนเนื้อที่ 800 ไร่ เปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวตามแนวคิด “แหล่งเรียนรู้ ดูและชิม อิ่มคุณภาพ เที่ยวได้ทั้งปี” ใช้บริการรถชมสวนพร้อมคนขับที่ทำหน้าที่มัคคุเทศก์ที่มาพร้อมมุขฮาเรียกเสียงหัวเราะเป็นระยะๆ โดยไฮไลต์ของทริปนี้อยู่ที่ราชาแห่งผลไม้ “ทุเรียน” เนื้อดี ผลไม้ขึ้นชื่อของเมืองระยองที่เจ้าหน้าที่สวนลงมือปอกเสิร์ฟลูกค้ากันมือเป็นระวิง จนอาจทำให้เหล่ามะม่วง มังคุด เงาะ สละ ฯลฯ น้อยใจเอาได้ จากนั้นวิ่งไปชมสวนในอีกฝั่งถนน พร้อมแวะชิมส้มตำรสเด็ดที่ตำแบบครกต่อครก และผักสลัดสดๆ ปลอดสารพิษ พร้อมน้ำสลัดสูตรพิเศษ ทำให้สมาชิกอิ่มท้องไปตามๆ กัน จากนั้นจึงควบรถอีซูซุคู่ใจเป็นขบวนต่อไปยัง “โรงเรียนบ้านเขายายชุม” เพื่อร่วมบริจาคเงินและอุปกรณ์การเรียนให้แก่นักเรียนชั้นอนุบาล-ประถมวัย ที่แม้จะเป็นวันเสาร์แต่ทุกคนก็ตั้งใจมาร่วมต้อนรับผู้มาเยือน ก่อนขับรถมุ่งสู่ปลายทาง ณ โนโวเทล ริมเพ ระยอง รีสอร์ท ร่วมกิจกรรมสนุกๆ ยามค่ำคืน ทั้งอาหารค่ำมื้อหรูกับคนรู้ใจ เล่นเกมลุ้นของรางวัล ลุ้นโชคจากการจับสลากจากผู้สนับสนุนใจดี อาทิ ตรีเพชรอีซูซุลิสซิ่ง, ตรีเพชรอินชัวรันส์เซอร์วิส, น้ำมันเครื่องคาลเท็กซ์เดโล่, ร้านติดตั้งเครื่องเสียงรถยนต์ VP SOUND, ฟิล์มกรองแสงลามิน่า เป็นต้น ตบท้ายด้วยมินิคอนเสิร์ตแบบใกล้ชิดกับซูเปอร์พรีเซ็นเตอร์ “อีซูซุมิว-เอ็กซ์” ก้อง-สหรัถ สังคปรีชา

   “ผมใช้รถอีซูซุมาหลายรุ่น ล่าสุดนี้เพิ่งซื้อ “อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” 4 ประตูมาใช้ ชอบที่กำลังเครื่องดี และห้องโดยสารเงียบเหลือเกิน ตั้งใจว่าจะมาเที่ยวกับอีซูซุคาราวานสัญจรให้ได้ แต่นี่เป็นครั้งแรกเพราะไม่เคยจองได้ทัน (หัวเราะ) ปีนี้ภรรยาผมตั้งใจมากเลยจองสำเร็จ ชอบการเดินทางในรูปแบบคาราวานแบบนี้เพราะสะดวก ปลอดภัย และประทับใจมาก” ปุณณภพ ไมยรัตน์ สมาชิกรถหมายเลข 3 เผยความรู้สึก ในขณะที่ กัลยา เหมือนจิตต์ สมาชิกรถเบอร์ 27 ที่คุ้นเคยดีกับกิจกรรมของอีซูซุสรุปสั้นๆ ว่า “มาเที่ยวกับอีซูซุทุกปีเพราะประกับใจกับการดูแลของทีมงาน  ทำให้รู้สึกเหมือนมาเที่ยวกับคนในครอบครัว” 

   จากการบอกเล่ากันปากต่อปาก ไม่เพียงทำให้ “อีซูซุคาราวานสัญจร” ในแต่ละเส้นทางสามารถปิดการรับสมัครได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังทำให้เกิดการชักชวนครอบครัวและเพื่อนๆ ให้มาร่วมเป็นสมาชิก “ประชาคมอีซูซุ” ด้วยการซื้อรถอีซูซุ เพื่อที่จะได้มาร่วมกิจกรรมต่างๆ ของอีซูซุกันอีกด้วย เตรียมพบกับ “สีสันแห่งความสุข สนุกสุด 4 เส้นทาง” กับ “อีซูซุคาราวานสัญจร 2016” ที่เหลืออีก 3 เส้นทาง ได้แก่

  • เส้นทางที่ 2            เชียงใหม่  – อ่างขาง    วันที่ 11-12  มิถุนายน 2559
  • เส้นทางที่ 3            ไทย (อุบลราชธานี) – ลาว   วันที่ 10-14 สิงหาคม 2559
  • เส้นทางที่ 4            ชุมพร – เพชรบุรี    วันที่ 10-11 กันยายน 2559

   ผู้ที่สนใจสามารถสมัครและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายสื่อสารการตลาด โทร.02-966-2127-9 

 
 

AUTO TRAVEL : “อีซูซุดีแมคซ์” พาเที่ยวชมความงามแห่งทุ่งดอกกระเจียว...ที่ชัยภูมิ

Wednesday, 22 July 2015 15:04

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   อีซูซุชวนคณะสื่อมวลชนร่วมท่องเที่ยวทางรถยนต์ “Isuzu D-Max Press Trip 2015” สู่จังหวัดชัยภูมิ ชวนชมทุ่งดอกกระเจียวกลางหุบเขาอันเลื่องชื่อที่มีให้ยลโฉมเพียงปีละครั้ง พร้อมทำกิจกรรมแสนสนุกตลอดเส้นทางไปกับขบวนรถ “อีซูซุดีแมคซ์” หลากรุ่น  ทั้งอีซูซุดีแมคซ์    วี-ครอส 4x4 อีซูซุดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ และอีซูซุดีแมคซ์ เอ็กซ์-ซีรีส์

   ได้เวลาเริ่มต้นเส้นทางความสนุก โดยสตาร์ทออกจากบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ถนนวิภาวดีรังสิต โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 1 มุ่งสู่จังหวัดนครราชสีมา เข้าสู่ถนนธนะรัชต์ เพียง 12 กิโลเมตร ปักหมุดที่จุดหมายแรกเพิ่มพลังกันที่ร้านอาหารชื่อดังแห่งเขาใหญ่ Chocolate Factory” กับมื้อกลางวันแสนอร่อย บรรยากาศชิลๆ ที่ทางร้านตกแต่งโทนสีดำเทาสวยงาม จำลองบรรยากาศให้เหมือนโรงงานช็อคโกแลต เมนูโดดเด่นของร้านคือ เนื้อซี่โครงตุ๋นไวน์แดง เนื้อนุ่มๆ ที่เคล้ากลิ่นละมุนของไวน์ และอีกหลากหลายเมนูสไตล์ฟิวชั่นอิตาเลียนและไทย มาถึงโรงงานช็อคโกแลตจำลองทั้งที ต้องพลาดไม่ได้กับการทำเวิร์คช้อปโกแลตสดซึ่งเป็นไฮไลท์ของทางร้าน โดยมีวิทยากรแนะนำสาระความรู้พร้อมสาธิตวิธีการทำ “Mendiant” (มองลิออง) ช็อกโกแลตเบลเยี่ยมแท้ชิ้นพอดีคำ ตกแต่งหน้าด้วยท็อปปิ้งต่างๆ เช่น ถั่ว มาร์ชเมลโล หรือผลไม้อบแห้ง ได้ตามใจชอบ สื่อมวลชนต่างบรรจงสร้างสรรค์ผลงานช็อกโกแลตชิ้นเอกของตัวเองกันอย่างสนุกสนาน ห่างไปไม่ไกลนัก คณะสื่อมวลชนเดินทางเข้าเยี่ยมชม “เขาใหญ่ พาโนราม่า ฟาร์ม” ฟาร์มเห็ดขนาดใหญ่ บนถนนธนะรัชต์ ที่มุ่งเน้นเป็นฟาร์มกสิกรรมเพื่อการท่องเที่ยว ภายในฟาร์มบรรจุโรงเห็ดนานาชนิด อาทิ เห็ดหลินจืออันเลื่องชื่อ เห็ดที่มีหน้าตาประหลาดอย่างเห็ดหัวลิงหรือที่รู้จักในนามเห็ดยามาบูชิตาเกะนั่นเอง พร้อมทั้งพัฒนาวัตถุดิบจากเห็ดที่มีคุณภาพเป็นสินค้าแปรรูปหลากหลายชนิดให้เลือกสรรติดไม้ติดมือกลับบ้านฝากคนใกล้ชิดอีกด้วย

   ถึงเวลาเดินทางต่อโดยใช้ทางหลวงหมายเลข 2 และเส้นทางหมายเลข 201 มุ่งหน้าสู่จังหวัดชัยภูมิ ก่อนจะแยกซ้ายสู่อำเภอเทพสถิต โดยใช้เส้นทางหมายเลข 205 เพลินตากับป่าไม้บริเวณสองข้างทาง จึงแทบไม่รู้สึกเลยว่าผ่านมากว่า 180 กิโลเมตรแล้วก็ถึงรีสอร์ทที่พักสุดโรแมนติกบนเนินเขากันแล้ว คือ “เส้นทาง @Love รีสอร์ท” ที่นี่อากาศจะเย็นสบายตลอดทั้งปี พื้นที่กลางรีสอร์ทเป็นสนามหญ้าเขียวขจี ล้อมรอบด้วยห้องพักสุดน่ารักขนาดกะทัดรัด ตกแต่งเก๋ไก๋ทั่วทั้งบริเวณอย่างสร้างสรรค์ อีกทั้งรีสอร์ทแห่งนี้ยังอนุญาตให้พาน้องหมาหรือสัตว์เลี้ยงขนาดเล็กมาพักได้อีกด้วย จบวันแรกกับอาหารเย็นในสไตล์ @Love พร้อมสังสรรค์กันอย่างอบอุ่นท่ามกลางอากาศอันแสนสบาย

   ถึงเวลาไฮไลท์ของทริปนี้ คณะสื่อมวลชนเดินทางจากที่พักเพียง 5 กิโลเมตร สู่ “อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม” ซึ่งมีรถรางสีสันสดใสหลายคันไว้ให้บริการนักท่องเที่ยว โดยแวะที่จุดหมายแรกคือ “ผาสุดแผ่นดิน” จุดสูงสุดของอุทยานซึ่งมีความสูงถึง 846 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีจุดชมวิวเป็นผาหินที่ยื่นออกไปในอากาศ เห็นวิวทิวทัศน์ในมุมกว้าง เบื้องหน้าเป็นทิวเขาและผืนป่าของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา คณะสื่อมวลชนต่างถ่ายภาพบริเวณหน้าผาท้าความหวาดเสียวกันเล็กน้อย จากนั้นจึงเดินเท้าแบบเพลินๆ เพียงระยะ 300 เมตร เพื่อเข้าชม “ทุ่งดอกกระเจียว” หลากหลายสายพันธุ์กับสีสันอันสดใสทั้งสีขาว ชมพูอ่อน และบานเย็น บนพื้นที่กว่า 70,000 ไร่ ต่างชูช่อสองข้างทางเดินให้ผู้มาเยือนได้เก็บภาพกันอย่างเพลิดเพลิน แล้วสูดออกซิเจนให้เต็มปอดก่อนลาจากชัยภูมิกลับสู่กรุงเทพมหานครด้วยพาหนะคู่ใจคันเดิม “อีซูซุดีแมคซ์”

 
 

AUTO TRAVEL : HONDA STEPWGN SPADA ก้าวช้าๆในวันพักผ่อนสบายๆที่อยุธยา

Saturday, 27 February 2016 15:07

 

 

 

 

 

 

 

 

   จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่ใกล้ๆกับกรุงเทพฯ สามารถขับรถท่องเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับได้สบายๆในวันหยุดพักผ่อน และ มีสถานที่ท่องเที่ยวให้ได้พักผ่อนหย่อนใจมากมาย และในวันนี้เราจะขับ HONDA  STEPWGN SPADA เป็นไกด์พาไปเที่ยว โดยเลือกสถานที่ที่จะไปพักผ่อนสบายๆณ.ทุ่งมะขามหย่อง ซึ่งเป็นเหมือนสวนสาธารณะขนาดใหญ่มีที่นั่งพักรับลมชมวิว สูดลมหายใจช้าๆไปกับธรรมชาติทั้งต้นไม้ สายน้ำ สามารถเดินเล่นออกกำลังกาย หรือจะเอาจักรยานไปปั่นเล่นก็ได้ตามใจชอบ และสถานที่แห่งนี้ยังมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

   ทุ่งมะขามหย่อง ตั้งอยู่ในตำบลบ้านใหม่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยเริ่มต้นเส้นทางจากรังสิตแล้วเลี้ยวเข้าเส้นตัดไปปทุมธานีตรง ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จากนั้นตรงยาวต่อเนื่องไปขึ้นสะพานวนเลี้ยวขวาวนเข้าสู่ถนน 309 มุ่งหน้าไปทางบางปะหัน ขับตรงไปเรื่อยๆประมาณ 30 กม.พอผ่านไฟแดงแรกที่เลี้ยวขวาเข้า จ.อยุธยา แล้วตรงไปอีกนิดก็จะถึง ทุ่งมะขามหย่อง อยู่ด้านซ้าย ไปง่ายหาไม่ยาก
   ในอดีตที่ผ่านมา ทุ่งมะขามหย่องมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์  โดยเป็นสมรภูมิสู้รบระหว่างไทยกับพม่า หลายครั้ง เป็นที่ตั้งของพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยทัย มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่ออดีตทุ่งมะขามหย่องแห่งนี้ เป็นบริเวณที่กองทัพไทยปะทะกับทัพพม่าในศึก ที่สมเด็จพระศรีสุริโยทัยสิ้นพระชนม์บนคอช้าง เมื่อปี พ.ศ.2091
   ทุ่งมะขามหย่อง มีพื้นที่ประมาณ 250 ไร่ มีพระราชานุสาวรีย์ช้างทรงของสมเด็จพระสุริโยทัย และนักรบจาตุรงคบาท ตั้งอยู่บนเกาะกลางน้ำ ซึ่งอนุสรณ์สถานแห่งนี้ถูกจัดสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2534 เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติให้กับสมเด็จพระศรีสุริโยทัย และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวาระมหามงคลพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ ในปี พ.ศ.2535 ด้วย สถานที่แห่งนี้จึงมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า "พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยทัย"
   นอกจากนี้ ยังเป็นที่ดินส่วนพระองค์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้พื้นที่ดังกล่าวตามแนวพระราชดำริ เป็นพื้นที่แก้มลิง เพื่อรองรับและป้องกันน้ำท่วม โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ผันน้ำเหนือจากแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าสู่ที่ดินส่วนพระองค์บริเวณทุ่งมะขามหย่องและทุ่งภูเขาทองที่อยู่ติดกัน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อชาวบ้านจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นอย่างมาก โครงการนี้ยังเป็นโครงการตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่จะก่อประโยชน์ให้แก่ประชาชนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในด้านการป้องกันน้ำท่วมและเป็นแหล่งเก็บน้ำ อีกทั้งยังเป็นการสร้างจิตสำนึกในความรักชาติรักแผ่นดิน และเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระสุริโยทัยและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรม ราชินีนาถ ในวโรกาสที่มีพระชนมายุครบ 5 รอบ ในปี 2535 ด้วย

   หลังจากเยี่ยมชมทุ่งมะขามหย่องเรียบร้อยแล้ว เราเดินทางต่อเข้าไปในเมืองเพื่อไปชมบรรยากาศของเมืองเก่าและแวะซื้อของฝากคือโรตีสายไหม ที่ "ร้านอาบีดีน ประนอม แสงอรุณ" ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา ใครผ่านไปอยุธยามักจะแวะซื้อโรตีเจ้านี้ ซึ่งมีคนยืนรอคิวซื้อกันเยอะมากเพราะของเค้าอร่อยจริง

   สำหรับ การเดินทางครั้งนี้ ต้องขอขอบคุณ STEPWGN  SPADA รถอเนกประสงค์นำเข้าแท้ๆของค่ายฮอนด้าที่อยู่ในคลาสคอมแพ็คท์เอ็มพีวี ซึ่งเป็นอีกทางเลือกสำหรับรถครอบครัวที่มีขนาดความสบายและราคาที่ลงตัว  โดย STEPWGN  SPADA ให้การขับเคลื่อนจากเครื่องยนต์ขนาดพอเหมาะกับขนาดตัวถัง เป็นแบบ 4 สูบ SOHC  i-VTEC  2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 6,200 รอบต่อนาที  แรงบิดสูงสุด 193 นิวตัน-เมตร ที่ 4200 รอบ ต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT มีดีที่ความนุ่มนวลในการขับขี่ พร้อมระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย  นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม ระบบ Idling Stop ช่วยลดการใช้พลังงานขณะรถหยุดนิ่งพร้อมสวิตช์เปิด-ปิด ระบบ Econ Mode ช่วยควบคุมเครื่องยนต์ให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด  Eco Coaching ระบบแสดงผลการขับขี่แบบประหยัดน้ำมัน เพื่อช่วยส่งเสริมพฤติกรรมการขับขี่ให้ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น และยังรองรับพลังงานทางเลือก E20 พร้อมทั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยในการขับขี่ ด้วยระบบช่วยควบคุมการทรงตัว VSA และระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน
   สมรรถนะโดยรวมถือว่าให้ความแรงพอดีตัว ไม่ถึงกับจัดจ้านแต่ก็ไม่อืดอาด เรียกว่าให้การขับขี่แบบเนียนๆสไตล์รถอเนกประสงค์สำหรับครอบครัว  โดยอัตราเร่งช่วงออกตัวมาแบบเรื่อยๆ แต่ก็ทันใจดี เวลาเร่งแซงรีบกดคันเร่งหนักๆ มีอาการรอรอบเล็กน้อย ก่อนที่ความเร็วจะพุ่งขึ้นตามน้ำหนักเท้า  ส่วนช่วงการเดินทางสบายๆไม่น่าเป็นห่วงเรื่องความประหยัดเพราะรอบเครื่อง ยนต์ที่ใช้ค่อนข้างต่ำ  2000 รอบ/นาที ได้ความเร็วประมาณ 120 กม./ชม. เมื่อลองทำความเร็วสูงๆดูตัวเลขก็ผ่าน 170 กม./ชม. ไปแต่จะไปตัดที่ 180 กม./ชม. ตามสไตล์ของรถที่ผลิตในญี่ปุ่น
   การรองรับแรงสั่นสะเทือนและการยึดเกาะถนนมาในสไตล์รถเก๋ง ด้านหน้าเป็นแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตาร์ท พร้อมเหล็กกันโคลง และด้านหลังเป็นทอร์ชั่นบีม  การทำงานของช่วงล่างชุดนี้ค่อนข้างเด่นในเรื่องความนุ่มนวล นั่งสบายการเดินทางความเร็วที่เหมาะสมที่สุดอยู่ระหว่าง 100-  120 กม./ชม. ซึ่งช่วงความเร็วสูงมากกว่านี้ต้องคุมรถมากหน่อย เพราะตัวถังทรงเหลี่ยมสูงๆ แบบนี้จะต้านลมมากกว่ารถเก๋งปกติ

   โดยภาพรวมจึงถือว่ารถอเนกประสงค์รุ่นนี้ เป็นรถที่เหมาะอย่างยิ่งกับการเดินทางในวันพักผ่อนสบายๆที่ไปกันได้ทั้งครอบ ครัว รองรับผู้โดยสารได้มากถึง 7 ที่นั่ง และให้ความสะดวกสบายในการเดินทางที่ดีเยี่ยมจากอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่มาก มายเต็มคัน เรียกว่าเพียบพร้อมกว่ารถอเนกประสงค์รุ่นอื่นๆที่เราเคยสัมผัสมา !!!

 
 

AUTO TRAVEL : เที่ยวสนุกสุดเอ็กซ์คลูซีพ กับอีซูซุมิว-เอ็กซ์ พริวิเลจ เพรส ทริป

Friday, 07 August 2015 04:50

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   อีซูซุเชิญสื่อมวลชนร่วมเติมเต็มความสุขตามแบบฉบับของ “อีซูซุมิว-เอ็กซ์” ด้วยทริป กิจกรรมแบบวันเดียวเที่ยวสนุก พร้อมร่วมสัมผัสประสบการณ์อันเหนือชั้นของรถอเนกประสงค์สุดหรูที่มาพร้อมกับดีไซน์อันน่าหลงใหล และสมรรถนะการขับเคลื่อนอันน่าประทับใจ เต็มรสชาติของชีวิตตามแบบฉบับเอกสิทธิ์แห่งผู้นำ กับ อีซูซุมิว-เอ็กซ์ พริวิเลจ เพรส ทริป”

    เริ่มต้นวันแห่งความสุข โดยออกเดินทางจากบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ถนนวิภาวดีรังสิต มุ่งหน้าไปยัง “มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์”  ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนสาธารณกุศลที่ให้ความช่วยเหลือคนพิการแห่งแรกในประเทศไทยที่มุ่งช่วยเหลือผู้พิการทางสายตา โดยเน้นการพัฒนาความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตประจำวัน ด้วยการร่วมบริจาคเงิน 10,000 บาท ให้กับมูลนิธิฯ เพื่อนำเงินไปใช้ประโยชน์

    จุดหมายที่ 2 ของวันนี้ คือ “True Love Café @Neverland Siberians” คาเฟ่สำหรับคนรักสุนัขไซบีเรียนฮัสกี้แห่งแรกในประเทศไทย ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ ณ ซอยอารีย์สัมพันธ์ คาเฟ่แห่งนี้ชวนให้เหล่าสื่อมวลชนต่างพากันตกหลุมรักกับความน่ารัก ขี้เล่น และเป็นมิตรของสุนัขไซบีเรียนฮัสกี้ ที่แม้ลักษณะภายนอกจะดูน่ากลัว น่าเกรงขาม แต่ความเป็นจริงแล้วเป็นสุนัขฉลาด และอารมณ์ดี แถมขนฟูน่ากอด สื่อมวลชนจึงได้เพลิดเพลิน และสนุกสนานกับการหามุมเหมาะๆ ในการถ่ายรูปกับบรรดาสุนัขไซบีเรียนฮัสกี้กว่า 20 ตัว พร้อมอิ่มอร่อยกับอาหารกลางวัน ตบท้ายด้วยเค้กนานาชนิด และเครื่องดื่มที่มีให้เลือกหลากหลายเมนู ท่ามกลางบรรยากาศที่ร่มรื่นและอบอุ่น

    หลักจากนั้น สื่อมวลชนจึงได้เคลื่อนขบวน “อีซูซุมิว-เอ็กซ์” ต่อไปเช็ค-อินจุดที่ 3 กับ “Paint Bar Bangkok” แหล่งแฮงค์เอ้าท์ของคนรักงานศิลป์ ซึ่งเป็นร้านอาหารแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย ที่ผสมผสานการรับประทานอาหารกับศิลปะได้อย่างลงตัว ด้วยการสร้างสรรค์ผลงานภาพวาดชิ้นเอกด้วยตัวเอง จากภาพต้นแบบของบรรดาศิลปินดังทั่วโลก ซึ่งในแต่ละขั้นตอนของการวาดภาพ จะมีครูศิลปะประจำร้านคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด จึงทำให้บรรยากาศในการเวิร์คช็อปเป็นไปด้วยความสนุกสนาน และผ่อนคลาย ขอบอกไว้เลยว่าแต่ละคนมีจินตนาการที่ล้ำเลิศ พร้อมโชว์ฝีมือด้วยการตวัดปลายพู่กัน แบบไม่มีใครยอมใคร

    เช็ค-อินที่สุดท้ายของทริปกับร้าน “The Hatter” ร้านอาหารสไตล์น่ารักในคอนเซ็ปต์ “Alice in Wonderland” บรรยากาศในร้านถูกตกแต่งให้ดูสนุกสนานด้วยการติดตั้งเก้าอี้ โต๊ะ โคมไฟ และของตกแต่งอื่นๆ ไว้บนผนัง ทำให้มีมุมมองที่แปลกตา พร้อมเสิร์ฟอาหารนานาชาติรสชาติ     กลมกล่อม ที่ทางร้านคัดวัตถุดิบมาอย่างพิถีพิถันให้ทุกคนได้อิ่มอร่อย ไม่ว่าจะเป็น Hatter’s Chicken อกไก่อบเลิศรสหมักจนนุ่ม ราดด้วยซอสสูตรเฉพาะ หรือจะเป็นสปาเก็ตตี้ต้มยำกุ้งแม่น้ำ สปาเก็ตตี้หนักเครื่องต้มยำที่มาพร้อมกับกุ้งแม่น้ำตัวใหญ่ อร่อยกันอย่างจุใจ เป็นอีกหนึ่งวันที่สุดแสนพิเศษ ปิดท้ายด้วยความประทับใจสำหรับทุกคนที่ได้มาร่วมทริป

    ขับสนุกสุดประทับใจไปกับ “อีซูซุมิว-เอ็กซ์” ยอดยนตรกรรมเอนกประสงค์ระดับหรูที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ กับสมรรถนะของเครื่องยนต์ที่เหนือชั้น ที่สุดแห่งความสะดวกสบายกับห้องโดยสารอันโออ่า ที่ออกแบบตามหลัก Isuzu Universal Design ที่ให้ทุกฟังก์ชั่นในห้องโดยสารใช้งานได้อย่างหลากหลาย พร้อมระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ บนเส้นทางแห่งการเติมเต็มรสชาติของชีวิตแบบเอกสิทธิ์แห่งผู้นำอย่างแท้จริง

 
 

AUTO TRAVEL : อีซูซุนำประชาคมร่วมสัมผัสอารยธรรมโบราณอันยิ่งใหญ่ ปราสาทนครวัด นครธม แห่งกัมพูชา ในกิจกรรม “อีซูซุคาราวานสัญจร 2558”

Friday, 28 August 2015 10:06

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   ปิดท้าย “อีซูซุคาราวานสัญจร 2558” สุดแสนประทับใจบนเส้นทางระหว่างประเทศไทย (จันทบุรี) – กัมพูชา (พนมเปญ – เสียมเรียบ) พาสมาชิกประชาคมอีซูซุชมสถาปัตยกรรมขอมที่สุดแสนยิ่งใหญ่ในอดีต ถึงกับมีนักโบราณคดีกล่าวไว้ว่า “1 ในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่ทุกคนควรไปเห็นก่อนตาย” นั่นคือ ประสาทนครวัด นครธม ทั้งยังได้สัมผัสศิลปวัฒนธรรม โบราณประเพณี อาหารการกิน และไมตรีจิตระหว่างสมาชิกและทีมงานทุกคนด้วยความทรงจำที่มิอาจลืมเลือน รวมระยะทางกว่า 850 กิโลเมตร

   “อีซูซุคาราวานสัญจร 2558”  เส้นทางที่ 4 เส้นทางระหว่างประเทศ เริ่มออกเดินทางจากโชว์รูมอีซูซุ บริษัท ประชากิจมอเตอร์เซลส์ จำกัด จ.จันทบุรี โดยมี มร. ที. ทาซึมิ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายขายดีลเลอร์ บี บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด พร้อมด้วยคุณสมหมาย วิเชียรฉันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี และคุณฑิฆัมพร สุทธิอุดมรัตน์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดจันทบุรี ร่วมพิธีตีธงปล่อยขบวนคาราวานรถอีซูซุจำนวน 22 คัน เพื่อมุ่งหน้าสู่จุดหมายแรกคือด่านบ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นทางเข้าสู่ประเทศกัมพูชาทางเขตจังหวัดไพลิน เพื่อเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองพระตะบอง ซึ่งเส้นทางระหว่างนี้ถนนยังคงดี สะดวกสบายมาก จากนั้นก็แวะรับประทานอาหารกลางวัน ณ ร้านอาหาร Asian ซึ่งอาหารของกัมพูชาถือว่าหน้าตาใกล้เคียงกับอาหารไทยมาก

   หลังจากอิ่มท้องขบวนคาราวานก็ออกเดินทางต่อสู่เมืองหลวงของกัมพูชา นั่นคือกรุงพนมเปญ ท่ามกลางฝนที่ตกกระหน่ำเป็นระยะๆ แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางแต่อย่างใด บรรยากาศตลอด 2 ข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้และทุ่งนาเขียวขจีให้สมาชิกได้เพลิดเพลิน ขบวนใช้เวลาอีกประมาณ 6 ชั่วโมงเต็มในการเดินทางถึงจุดหมายปลายทางของวันแรก ณ โรงแรม Sokha Phnom Penh Hotel & Residence โรงแรมสุดหรูระดับ 6 ดาวเปิดใหม่ พร้อมรับประทานอาหารค่ำในงานเลี้ยงแบบกันเอง    และสนุกสนานไปกับการแสดงพื้นเมืองที่จัดเตรียมขึ้นเป็นพิเศษในชุด “ระบำอัปสรา” และอื่นๆ อีกหลายชุดทีเดียว

   เช้าวันรุ่งขึ้นสมาชิกประชาคมอีซูซุก็ออกเดินทางท่องเที่ยวในกรุงพนมเปญด้วยรถบัสไปยัง “พระบรมราชวังจตุมุขสิริมงคล” หรือที่ชาวไทยมักเรียกพระราชวังแห่งนี้ว่า "พระราชวังเขมรินทร์" สร้างขึ้นหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระนโรดม พรหมบริรักษ์ ทรงย้ายเมืองหลวงจากกรุงอุดง มายังกรุงพนมเปญ สถานที่ส่วนใหญ่ภายในเขตพระราชวังเปิดให้เข้าชมได้ ยกเว้นเขตพระราชฐานที่ประทับ จากนั้นก็เดินต่อไปจุดใกล้เคียงกัน นั่นคือ “วัดพระแก้วมรกตและเจดีย์เงิน” คนส่วนใหญ่รู้จักกันในนาม "วัดพระแก้ว" ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของกัมพูชา สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2435 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนโรดม     พรหมบริรักษ์ เนื่องจากเป็นวัดที่ตั้งอยู่ภายในเขตพระบรมราชวังจึงไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา

   หลังท่องเที่ยวในช่วงเช้าแล้ว สมาชิกคาราวานแวะรับประทานอาหารกลางวันแบบบุฟเฟ่ต์ ณ ร้านอาหาร Tonle Basak 2 ที่ทุกคนสามารถเลือกสรรอาหารได้ตามใจชอบ ราคาสบายกระเป๋ามาก อาหารมีมากมายทำให้เลือกรับประทานกันไม่ถูกเลยทีเดียว เมื่ออิ่มท้องกันเรียบร้อยก็กลับสู่โรงแรม เพื่อตั้งขบวนคาราวานอีซูซุออกเดินทางกันต่อด้วยเส้นทางผ่านจังหวัดกัมปงธม  และข้ามแม่น้ำโตนเลสาบมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองเสียมเรียบ โดยวันนี้ขบวนคาราวานต้องขับรถกันด้วยความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ด้วยถนนที่กำลังอยู่ระหว่างการสร้างทาง เป็นหลุมในบางช่วง แต่ด้วยสมรรถนะช่วงล่างอันแข็งแกร่งของอีซูซุ ทำให้ขบวนสามารถขับผ่านเข้าสู่เสียมเรียบได้อย่างสบายๆ เพื่อเข้าพัก ณ Sokha Angkor Resort

   ในวันรุ่งขึ้นสมาชิกคาราวานท่องเที่ยวกันต่อด้วยรถบัสท้องถิ่นเพื่อความสะดวก สบายในการท่องเที่ยว เริ่มจากการเข้าชม “นครธม” เมืองหลวงแห่งสุดท้ายและเมืองที่เข้มแข็งที่สุดของอาณาจักรขะแมร์ สถาปนาขึ้นในปลายคริสต์ศวรรษที่ 12 โดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ 9 ตารางกิโลเมตร อยู่ทางทิศเหนือของนครวัด ภายในเมืองมีสิ่งก่อสร้างมากมายนับแต่สมัยแรกๆ และที่สร้างโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และรัชทายาท ใจกลางพระนครเป็นปราสาทหลักของพระเจ้าชัยวรมัน เรียกว่า “ปราสาทบายน” และมีพื้นที่สำคัญอื่นๆ รายล้อมพื้นที่ โดยก่อนเข้าไปยังเมืองจะได้สัมผัสถึงความอลังการของแถวยักษ์ (อสูร) ทางด้านขวา และเทวดาทางด้านซ้าย เรียงรายแบกพญานาคอยู่สองข้างสะพาน ก่อนผ่านประตูที่ได้รับการอนุรักษ์ฟื้นฟูไว้ได้เป็นอย่างดี เพื่อเข้าสู่ใจกลางนครธม หลังจากนั้นจึงได้เดินทางไปยัง “ปราสาทตาพรหม” ในบริเวณใกล้เคียงซึ่งเป็นปราสาทหินในยุคท้ายๆ ของอาณาจักรขะแมร์ ยุคที่พระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก เพราะสมัยนั้นกษัตริย์สนับสนุนให้มีการสร้างปราสาทนี้เป็นวัดในศาสนาพุทธ การดูแลปราสาทต่างๆ นั้นรัฐบาลได้ทำการตัดต้นไม้ออกจากปราสาทอื่นๆ เพราะกลัวว่าประสาทจะล้มลงหากต้นไม้ใหญ่โตมากๆ แต่สำหรับปราสาทตาพรหมนั้น รัฐบาลมีแนวคิดที่จะคงต้นไม้ไว้เหมือนโบราณที่มีต้นไม้ขึ้นบนปราสาทแทบทุกปราสาทจึงกลายเป็นลักษณะเด่นของปราสาทตาพรหม และเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง ทูมไรเดอร์ อีกด้วย

   สำหรับช่วงบ่ายสมาชิกคาราวานเดินทางท่องเที่ยวต่อยัง “นครวัด” ศาสนสถานประจำพระนครของพระเจ้าสุริยชัยวรมันที่ 2 ตัวเทวสถานได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี จนเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญเพียงแห่งเดียวที่ยังเหลือรอดมาจนถึงปัจจุบัน นับตั้งแต่ก่อสร้างแล้วเสร็จ แต่เดิมนครวัดเป็นเทวสถานของศาสนาฮินดู ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระวิษณุก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นศาสนาพุทธ นครวัดเป็นสิ่งก่อสร้างทางศาสนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลกตัวเทวสถานถือเป็นที่สุดของสถาปัตยกรรมเขมรสมัยคลาสสิกรุ่งเรือง และได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของประเทศกัมพูชา โดยปรากฏในธงชาติและเป็นจุดท่องเที่ยวหลักของประเทศ ตลอดจนได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ เมืองพระนคร หลังเสร็จสิ้นจากการเที่ยวชมปราสาทนครวัด ก็ไปช้อปปิ้งกันต่อ ณ “ตลาดซาจ๊ะ”  ตลาดเก่าแก่ขึ้นชื่อของเมืองเสียมเรียบซึ่งอยู่ติดกับแม่นํ้าเสียมเรียบ ตลาดที่นี่สามารถใช้เงินไทยเลือกซื้อของที่ระลึกได้ และแน่นอนว่าพ่อค้า แม่ค้าที่นี่สามารถพูดภาษาไทยได้ดีเลยทีเดียว

   วันสุดท้ายของการเดินทาง สมาชิกคาราวานอีซูซุก็มีโอกาสไปชมสถาปัตยกรรมอันสวยงามที่ “ปราสาทบันทายสรี” ปราสาทหินที่ถือได้ว่างดงามที่สุดในประเทศกัมพูชา มีความกลมกลืนอย่างสมบูรณ์ และเป็นปราสาทแห่งเดียวที่สร้างเสร็จแล้วกว่า 1,000 ปี แต่ลวดลายก็ยังมีความคมชัด เหมือนกับสร้างเสร็จใหม่ๆ    ปราสาทแห่งนี้สร้างอุทิศถวายพระอิศวรภายใต้พระนามว่า "ตรีภูวนมเหศวร" หรือ "ผู้เป็นใหญ่แห่งโลกทั้งสาม" ปราสาทมีขนาดเล็ก สร้างด้วยหินทรายสีชมพูซึ่งหายาก เนื้อละเอียด การสลักลวดลายดูอ่อนช้อย ลายคมชัด ดูมีชีวิตชีวา

   เสร็จสิ้นการท่องเที่ยวขบวนคาราวานอีซูซุก็ออกเดินทางจากเสียมเรียบมายังไทย เข้าทางด่านชายแดนปอยเปต ประเทศกัมพูชา ซึ่งห่างจากไทยเพียง 150 กิโลเมตร เส้นทางราบเรียบแตกต่างจากเมื่อ 10 ปีที่แล้วอย่างชัดเจน ขับสบายๆ ด้วยเวลาเพียง 2 ชั่วโมงเศษเท่านั้น ก็เข้าสู่ประเทศไทยอย่างสวัสดิภาพ

   อีซูซุคาราวานสัญจร เส้นทางที่ 4 ประเทศไทย (จันทบุรี) – กัมพูชา (พนมเปญ – เสียมเรียบ) นี้ เป็นอีกหนึ่งทริปที่ติดตรึงใจสำหรับผู้ร่วมคาราวานทุกท่าน เพราะนอกจากจะได้ชมความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรขอม ยังเกิดจากคนที่ร่วมเดินทางไปด้วยกันได้แบ่งปันความรู้สึก และประสบการณ์อันน่าประทับใจร่วมกันอีกด้วย

   “ประทับใจมากที่ได้มาร่วมคาราวานกับอีซูซุ   รู้สึกอบอุ่น และได้รับการต้อนรับที่ดีมาก ได้ชมสถานที่อันสวยงาม อลังการจริงๆ น่าประทับใจ อยากเชิญชวนให้สมาชิกอีซูซุทุกท่านได้มีโอกาสมาสัมผัสแบบเราบ้าง  รับรองสนุกสนาน และพบแต่ความสุขแน่นอน”   เสียงจากผู้ร่วมเดินทาง อีซูซุคาราวานสัญจร คุณพิสูตร  สายคำทอน และคุณเสาวณี  สายคำทอน รถอีซูซุหมายเลข 02 

   และอีกหนึ่งเสียงจากสมาชิกใหม่ ที่ร่วมท่องเที่ยวกับคาราวานอีซูซุเป็นครั้งแรก คุณณัฐพงศ์  ผาสุข และคุณณัฐพัชร  เกตุกิ่ง รถอีซูซุหมายเลข 22 “รู้สึกตื่นเต้น ช่วงที่ขับรถก็เจอสภาพถนน และภูมิอากาศหลายๆ แบบ มีฝนตกตลอดทาง แต่ก็สนุก และชอบมากกับการท่องเที่ยวแบบคาราวานกับอีซูซุในครั้งนี้  มาคราวนี้คุ้ม สนุกมากทุกวัน ได้มาเจอสมาชิกอีซูซุ ได้มาเที่ยวที่ใหม่ๆ อยากเชิญเพื่อนๆ ที่ใช้รถอีซูซุให้สมัครเข้าร่วมกิจกรรมอีซูซุคาราวานสัญจรกันเยอะๆ”

 
 

AUTO TRAVEL : “อีซูซุดีแมคซ์” ชวนเที่ยวอยุธยากรุงเก่า...เมืองมรดกโลก

Monday, 21 September 2015 14:30

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ชวนสื่อมวลชนขับรถเที่ยวไปกับกิจกรรม “Isuzu D-Max Press Trip” สู่ “ราชธานีเก่า อู่ข้าวอู่น้ำ เลิศล้ำกานท์กวี คนดีศรีอยุธยา” ในเส้นทางกรุงเทพฯ – พระนครศรีอยุธยา ร่วมสัมผัส และขับรถเที่ยวอดีตราชธานีของไทยที่ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในมรดกโลก เพียงแค่ขับรถออกจากกรุงเทพฯ ไม่ถึงชั่วโมง

   สำหรับจังหวัดพระนครศรีอยุธยานั้น มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย ในวันนี้อีซูซุขอเป็นไกด์จำเป็นพาทุกคนไปเที่ยวในสถานที่ๆ หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าอยุธยายังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมากมาย นอกเหนือจากสถานที่สำคัญๆ ทางประวัติศาสตร์ เริ่มต้นเส้นทางกับขบวนรถอีซูซุดีแมคซ์หลากรุ่น ทั้ง “อีซูซุดีแมคซ์ วี-ครอส 4x4”  “อีซูซุดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์” และ “อีซูซุดีแมคซ์ เอ็กซ์-ซีรีส์” ที่ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด สำนักงานใหญ่ ใช้เส้นทางถนนวิภาวดีรังสิตมุ่งหน้าถนนสายเอเซียโดยใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง สู่จุดหมายแรก “พิพิธภัณฑ์บ้านฮอลันดา” ซึ่งในอดีตเคยเป็นชุมชนของชาวดัตช์ที่มาทำการค้าอยู่ตั้งแต่สมัยอยุธยา สำหรับพื้นที่ในบ้านฮอลันดา ประกอบด้วยส่วนจัดแสดงนิทรรศการเชิงประวัติศาสตร์ โบราณคดี และเครื่องมือเครื่องใช้ อาทิ เครื่องกระเบื้องจีน เครื่องปั้นดินเผา กล้องสูบยาของดัตช์ และเหรียญเงินตราดัตช์ ที่ถูกขุดพบ ส่วนชั้นล่างจะเป็นส่วนของร้านค้า และคาเฟ่เก๋ๆ ริมแม่น้ำสำหรับผ่อนคลายอิริยาบท ให้กับผู้เยี่ยมชม บ้านฮอลันดาแห่งนี้ เปิดทำการทุกวันพุธ – วันอาทิตย์ ระหว่างเวลา 9.00 – 17.00 น. และมีค่าเข้าชมท่านละ 50 บาท

   เมื่อเสร็จสิ้นจากการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์บ้านฮอลันดาเรียบร้อยแล้ว คณะสื่อมวลชนได้แวะพักรับประทานอาหารกลางวันกันที่ ร้าน “ครัวย่าบัว” ร้านอาหารที่อบอวลไปด้วยบรรยากาศของวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ริมแม่น้ำป่าสัก เมื่ออิ่มท้องแล้วคณะสื่อมวลชนได้ขับรถอีซูซุลัดเลาะต่อไปยัง “หมู่บ้านตีมีดอรัญญิก” ที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ปัจจุบันมีดอรัญญิกยังคงเป็นความภาคภูมิใจของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพราะมีดอรัญญิกนั้นขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแรงทนทาน อีกทั้งงานใบมีดยังสวยงามประณีต นับเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นอันล้ำค่าที่ชาวบ้านต้นโพธิ์ และชาวบ้านหนองไผ่นั้นภาคภูมิใจ  นอกจากนี้สื่อมวลชนยังได้ร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ ด้วยการทดสอบฝีมือในการตีมีด บอกได้เลยว่างานนี้ไม่ง่าย กว่าจะได้มีดมาแต่ละเล่ม ทั้งเหนื่อย ทั้งร้อน ทำเอาต้องปาดเหงื่อไปตามๆ กัน ก่อนกลับก็ไม่ลืมที่จะเลือกซื้อมีดอรัญญิกติดไม้ติดมือกลับบ้าน ก่อนจะเดินทางสู่จุดหมายต่อไปคือ “วัดโลกยสุธาราม”

   เมื่อคณะสื่อมวลชนเดินทางมาถึง “วัดโลกยสุธาราม” จึงได้พบกับพระพุทธไสยาสน์ ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองอยุธยา ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง ก่ออิฐถือปูน มีความยาว 42 เมตร และสูง 8 เมตร ตั้งอยู่ใกล้กับเขตพระราชวังโบราณและวัดพระศรีสรรเพชญ์  วัดโลกยสุธารามแห่งนี้มีผู้เดินทางมาสักการะอยู่เสมอจนกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เพราะมีความเชื่อที่ว่า การที่ได้มานมัสการพระพุทธไสยาสน์ วัดโลกยสุธารามซึ่งมีพระพักตร์ที่เปี่ยมด้วยเมตตาบารมี นั้นถือเป็นนิมิตหมายอันดี ที่ช่วยส่งเสริมสิริมงคลในชีวิต และให้คุณค่าด้านเมตตามหานิยมแก่ผู้นั้นด้วย เมื่อคณะสื่อมวลชนได้เข้าไปกราบไหว้สักการะ และถ่ายรูปเป็นที่ระลึกเรียบร้อยแล้ว จึงได้เดินทางต่ออีกครั้งสู่ “ศาลา อยุธยา” ซึ่งเป็นที่พักของพวกเราในคืนนี้

   “ศาลา อยุธยา” เป็นบูติคโฮเทลน้องใหม่ในเมืองกรุงเก่า โดดเด่นด้วยตัวอาคารสีขาว ตั้งเด่นอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทางเดินเข้าไปยังล็อบบี้ เป็นกำแพงอิฐสูงดูแปลกตา ฝั่งตรงข้ามของโรงแรมยังเป็นที่ตั้งของ วัดพุทไธศวรรย์ หนึ่งในวัดที่สวยงามและมีชื่อเสียงที่สุดของจังหวัด ด้วยสถานที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำทำให้รู้สึกเพลิดเพลินกับความงดงามของสถาปัตยกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยา ก่อนจะได้เวลาออกไปรับประทานอาหารเย็นกันที่ร้าน “บ้านไม้ริมน้ำ” ที่อยู่ไม่ไกลออกไป โดยไฮไลท์ของมื้อนี้อยู่ที่กุ้งแม่น้ำเผาตัวใหญ่ๆ ทำให้ทุกคนอิ่มหนำสำราญใจ ก่อนกลับเข้าที่พักเพื่อแยกย้ายกันไปพักผ่อน และนัดหมายมาพบกันใหม่อีกครั้งในเช้าวันรุ่งขึ้น เพื่อใส่บาตรอาหารแห้งริมแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนโบกมืออำลา เดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพด้วยความสุขใจ

 
 

Page 4 of 4

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )