Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS THAILAND

NEW CARS THAILAND : ฮุนไดเผยโฉมเอช-วันและแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ใหม่

Thursday, 09 August 2018 16:11

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัดเปิดตัวรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ที่ขายดีที่สุดในประเทศไทย ฮุนได เอช-วันและแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ โฉมใหม่

   นับตั้งแต่รถทั้งสองรุ่นที่เปิดตัวในปี 2551และ 2553ฮุนไดเอช-วัน และ แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ได้กลายเป็นตัวเลือกรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากลูกค้าที่ชื่นชอบความสะดวกสบายและคุ้มค่า การปรับโฉมใหม่ในครั้งนี้มาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและออฟชั่นที่ครบครัน ช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับประสบการณ์ใหม่ในการใช้งานได้ดียิ่งขึ้น

 “ในปีนี้อุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทยมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ด้วยอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นด้วยตัวเลขสองหลักในทุกๆเดือน  ฮุนไดเช่นกันยังคงมีการเติบโตตามกระแสเดียวกับอุตสาหกรรมยานยนต์ และเราจะยังคงเป็นผู้นำในกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่นี้” มร.โตชิฮิเดะ อาโนะ ประธานบริษัท  ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าว

   “ในช่วง10ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ที่นำรถยนต์ฮุนได เอช-วันและแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ทั้งสองรุ่นนี้ได้รับการปรับแต่งด้านรูปลักษณ์และอุปกรณ์ต่างๆมาแล้วหลายครั้ง แต่การปรับโฉมใหม่ในครั้งนี้นับเป็นการปรับรูปลักษณ์ใหม่อย่างเห็นได้ชัด และเรารู้สึกตื่นเต้นมากกับการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้”

   “ฮุนได เอช-วันและแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ใหม่ ยังคงคอนเซ็ปต์ความทันสมัยและเหนือระดับได้เหมือนเช่นเคย เรามั่นใจว่าทั้งลูกค้าใหม่และลูกค้าที่ใช้รถยนต์ฮุนไดปัจจุบันจะต้องชื่นชอบการปรับโฉมครั้งนี้ และทั้งสองรุ่นนี้จะยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องต่อไป” มร.อาโนะ กล่าว

   ภายนอกของฮุนได เอช-วัน และ แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ใหม่ ถูกออกแบบให้มีความทันสมัยและโมเดิร์นมากยิ่งขึ้น กระจังหน้าโครเมียมใหม่แบบแนวนอนช่วยให้ดูแข็งแกร่งและทรงพลัง  โคมไฟหน้าพร้อมไฟหน้าโปรเจคเตอร์เลนส์และไฟตัดหมอกดีไซน์ใหม่ สอดรับกับกระจังหน้าได้อย่างลงตัว กระโปรงหน้าและกันชนใหม่ ช่วยให้ดูโดดเด่น มีเอกลักษณ์ พร้อมด้วยล้ออัลลอยขนาด 16 และ 17นิ้ว ดีไซน์ใหม่ กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวถูกออกแบบใหม่ให้มีความโค้งมนมากยิ่งขึ้น ไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ เพิ่มความหรูหรา มีระดับอย่างลงตัว

   ภายในห้องโดยสารของฮุนได เอช-วันและ แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ใหม่ ได้รับการออกแบบเบาะหนังลายใหม่และลายไม้แบบใหม่ นอกจากนี้ยังเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่ ด้วยระบบระบายอากาศสำหรับที่นั่งผู้ขับขี่ สามารถปรับอุณหภูมิได้ตามต้องการ, พวงมาลัยปรับระดับได้ 4 ทิศทางตามสรีระผู้ขับขี่ พร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียง, ระบบควบคุมการเปิด -ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ และระบบความปลอดภัยที่เพิ่มมากขึ้น อาทิ ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และระบบช่วยควบคุมการทรงตัว (ESP) เป็นต้น

   จำนวนที่นั่งภายในห้องโดยสารยังคงไม่มีการปรับเปลี่ยน ในรุ่น แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 7 ที่นั่ง ในขณะที่รุ่น เอช-วัน สามารถรองรับได้ถึง 11 ที่นั่ง

   ฮุนได เอช-วัน และ แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ใหม่ ใช้เครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล 2.5 ลิตร 4สูบ 16วาล์ว CRDI พร้อมเทอร์โบแปรผัน VGT อินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 175 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 441 นิวตัน-เมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด พร้อมระบบ Sequential shift ที่ให้การตอบสนองได้อย่างทันใจและประหยัดน้ำมัน

   นอกจากนี้ ฮุนได เอช-วันและ แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ใหม่ ยังมีเทคโนโลยีและฟังค์ชั่นอื่นๆเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งาน ซึ่งรวมถึงระบบกล้องมองรอบทิศทางอัจฉริยะ, ประตูเลื่อนแบบไฟฟ้า และรัศมีวงเลี้ยวที่แคบเพียง 5.6 เมตร

   ผู้โดยสารสามารถเพลิดเพลินไปกับระบบความบันเทิงและการเชื่อมต่อที่ครบครัน ผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าสามารถควบคุมระบบเครื่องเสียงผ่านหน้าจอความละเอียดสูงขนาด 8 นิ้ว พร้อมเชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ตผ่านระบบ Wifi   สำหรับห้องโดยสารตอนหลัง ติดตั้งจอ LCD แบบคมชัดขนาด 13.3 นิ้ว ติดเพดานแบบพับไฟฟ้า ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง

   ฮุนได เอช-วันและ แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ใหม่ เปิดตัวภายใต้แนวคอนเซ็ปต์  “New Experience” หรือ “โฉมใหม่กับประสบการณ์ใหม่...ที่สมบูรณ์แบบ”ที่สื่อถึงสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ คุณสมบัติที่เพียบพร้อม และความสมบูรณ์แบบ ตอกย้ำความเป็นผู้นำรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

   นอกจากนี้ฮุนไดยังคงเลือกใช้คุณ“เปิ้ล”นาคร ศิลาชัย และครอบครัว เป็นตัวแทนนำเสนอรถยนต์ ฮุนได เอช-วัน ใหม่ ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว  ครอบครัว “ศิระชัย” สามารถสื่อภาพลักษณ์ในแบบครอบครัวที่ทันสมัยและเป็นนักธุรกิจได้เป็นอย่างดี ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าฮุนไดได้ชัดเจน

- ฮุนได แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ใหม่ มีทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นพรีเมี่ยม และ วีไอพี (มีสีตัวถังให้เลือก3สี ได้แก่ Arctic White, Hyper Metallic และ Timeless Black)

- ฮุนได เอช-วัน ใหม่ มีทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ เดอลุกซ์, อีลิท และทัวริ่ง (มีสีตัวถังให้เลือก3สี ได้แก่ Hyper Metallic, Timeless Black และ Tan Brown)

ราคาจำหน่ายฮุนได เอช-วัน และ แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ใหม่

   ท่านที่สนใจสามารถแวะชมได้ที่โชว์รูมรถยนต์ฮุนได 27 แห่งทั่วประเทศ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.hyundai.co.th

 
 

NEW CARS THAILAND : มินิ ประเทศไทย เปิดตัว มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่ ปล่อยความแรงเร้าใจเต็มพิกัด ในดีไซน์โฉบเฉี่ยวสะกดทุกสายตา

Wednesday, 01 August 2018 14:35

 

 

 

 

 

 

 

   มินิ ประเทศไทยส่งสมาชิกใหม่ล่าสุดในตระกูลจอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ สร้างความเร้าใจด้วยขีดสุดแห่งความแรงจากขุมพลังของมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่ อวดโฉมสมรรถนะสุดปราดเปรียวด้วยจิตวิญญาณของรถแข่งโกคาร์ทอย่างเป็นทางการครั้งแรกให้แก่สาวกชาวไทย ในดีไซน์เปิดประทุนที่โฉบเฉี่ยวสะกดทุกสายตาตามสไตล์จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ พร้อมเครื่องยนต์ทรงพลังปราดเปรียวสนุกสนานได้ในทุกเส้นทาง

   คุณปรีชา นินาทเกียรติกุล ผู้จัดการทั่วไป มินิ ประเทศไทยกล่าวว่า “หลังจากที่ได้เราเผยโฉม มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ แฮทช์ รุ่นปรับโฉมใหม่ ไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา วันนี้ มินิ ประเทศไทยกลับมาอีกครั้งพร้อมมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่ เสริมความแรงอย่างต่อเนื่องเต็มพิกัดไม่แพ้ในรุ่นแฮทช์ ผสานเครื่องยนต์ทรงพลังและระบบช่วงล่างที่ได้รับการออกแบบมาอย่างเทียบชั้นกับรถแข่ง เข้ากันอย่างลงตัวกับดีไซน์สปอร์ตและชุดแต่งที่โดดเด่นสะกดทุกสายตา โดยเฉพาะไฟท้ายลายธงยูเนียน แจ็คอันเป็นเอกลักษณ์ สร้างคาแรคเตอร์เฉพาะตัวที่เหนือระดับกว่ารุ่นอื่น ๆ ในเซกเมนต์ด้วยสมรรถนะปราดเปรียวและรูปลักษณ์สุดคลาสสิกของมินิ”

   มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่มาพร้อมเครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุดของมินิ ด้วยเทคโนโลยี MINI TwinPower Turboทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 จังหวะแบบสปอร์ต ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบขนาด 2.0 ลิตร ให้พละกำลังที่ 170 กิโลวัตต์ / 231 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 6.5 วินาที ที่ความเร็วสูงสุด 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เสริมสมรรถนะการขับเคลื่อนด้วยระบบท่อไอเสียแบบสปอร์ต ที่มอบพลังเสียงเร้าใจยิ่งขึ้นเมื่อขับขี่แบบเปิดประทุน

   อีกหนึ่งไฮไลท์อันโดดเด่นของมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่คือหลังคาผ้าแบบอัตโนมัติ ที่สามารถเปิด-ปิดได้อย่างไร้เสียงด้วยระบบไฟฟ้า และยังได้รับการปรับปรุงให้สามารถลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้มากขึ้นอีกด้วย โดยการเปิด-ปิดหลังคาสามารถทำงานด้วยการกดปุ่มเพียงปุ่มเดียว และใช้เวลาในการเปิด-ปิดเพียงแค่ 18 วินาที ขณะขับขี่ที่ความเร็วสูงสุด 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งยังมาพร้อมฟังก์ชั่นสำหรับเลื่อนเปิดหลังคาเฉพาะส่วนหน้าได้มากสุดถึง 40 เซนติเมตร โดยไม่จำกัดความเร็วขณะขับขี่

   มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่ ยังพกขีดสุดแห่งความคล่องตัวและความแม่นยำในการเข้าโค้ง ด้วยการติดตั้งระบบช่วงล่างที่สามารถปรับสภาพตามรูปแบบการขับขี่ (Adaptive Suspension) และชุดเบรกแบบสปอร์ตมาเป็นอุปกรณ์พื้นฐาน รวมทั้งโครงสร้างตัวถังที่เสริมความแข็งแกร่งเป็นพิเศษเฉพาะสำหรับรุ่นคอนเวิร์ตทิเบิล พร้อมชุดแต่งaerodynamicsจอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ เต็มรูปแบบ และล้ออัลลอยลายJohn Cooper Works Cup Spoke 2-toneขนาด 18 นิ้ว ที่เสริมลุคสปอร์ตอันทรงพลังให้แก่มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิลเจเนอเรชั่นใหม่นี้

   นอกจากนี้ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่ ยังได้มีการปรับโฉมใหม่เช่นเดียวกับรถยนต์มินิรุ่นอื่น ๆ เพื่อยกระดับคาแรคเตอร์และเสน่ห์ของรถยนต์สัญชาติอังกฤษที่เด่นชัดยิ่งขึ้น โฉบเฉี่ยวด้วยรูปทรงและเส้นไฟ LED ลายธงยูเนียน แจ็คแห่งสหราชอาณาจักร โดยไฟเบรกจะใช้เส้นแนวตั้ง ส่วนไฟเลี้ยวจะเป็นเส้นแนวนอนกึ่งกลาง และไฟท้ายจะเปิดเป็นเส้นแนวทะแยง ส่วนไฟหน้าล่าสุดมาพร้อมกับเทคโนโลยี Adaptive LED ที่ทำงานร่วมกับ Matrix light ยกระดับทัศนวิสัยในการขับขี่ด้วยการใช้ระบบกล้องหน้ารถตรวจจับหารถยนต์คันอื่นที่ขับสวนมา เพื่อหลีกเลี่ยงการยิงไฟสูงใส่ผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ในขณะที่ยังคงส่องสว่างส่วนอื่น ๆ ของท้องถนน เพิ่มความปลอดภัยสำหรับทั้งผู้ขับขี่และเพื่อนร่วมทาง และอีก

   สำหรับภายในตัวรถ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่ยังคงมอบความรู้สึกสปอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้วยพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหนังแท้ แป้นเบรก คันเร่ง และที่พักเท้าสแตนเลส สตีล มือจับประตูและที่หุ้มเกียร์ รวมทั้งเพดานห้องโดยสารสีดำ anthraciteในสไตล์จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ และยังให้ความสนุกสนานในทุกการขับขี่ด้วยพลังเสียงจากลำโพงHarman Kardon HiFiถึง 12 ตัว พร้อมจอระบบสัมผัสขนาด 8.8 นิ้ว และเทคโนโลยีเชื่อมต่อ MINI Connectedเพื่อการเชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัดกับสมาร์ทโฟน

   มินิยังนำเทคโนโลยีล่าสุดอย่างแท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย (Wireless Charging)มาติดตั้งไว้ยังบริเวณช่องในที่วางแขนกึ่งกลางตัวรถ โดยสามารถวางโทรศัพท์รุ่นที่รองรับระบบการชาร์จไร้สายบนแท่นเพื่อชาร์จได้เลย นอกจากนี้ยังมีพอร์ต USB เพิ่มเติมอีก 2 ช่องที่คอนโซลหน้ารถอีกด้วย

   มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล มีราคาจำหน่ายเริ่มต้น 3,468,000 บาท ให้ผู้ขับขี่ได้โลดแล่นอย่างอุ่นใจด้วยแพ็คเกจ MINI Service Inclusive (MSI) Standard ที่ครอบคลุมระยะการบำรุงรักษา 3 ปี หรือ 60,000 กม. และรับประกัน 3 ปีไม่จำกัดระยะทาง

   ติดตามข่าวสารและกิจกรรมของมินิ ประเทศไทย ได้ที่เฟซบุ๊ค แฟนเพจ www.facebook.com/MINI.Thailand หรือติดต่อ MINI Contact Center ได้ที่ 1-401-269-269

 
 

NEW CARS THAILAND : เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอาใจคนรักความเร็วแรง เปิดตัวรถยนต์ Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé รุ่นประกอบในประเทศ ด้วยราคา 4.69 ล้านบาท

Friday, 20 July 2018 16:31

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เร่งเอาใจกลุ่มลูกค้าผู้ชื่นชอบความเร็ว เปิดตัวรถยนต์รุ่นประกอบในประเทศลำดับที่ 2จากค่ายรถยนต์สมรรถนะสูง Mercedes-AMGอย่าง The GLC 43 4MATIC Coupéหวังชิงตลาดรถยนต์สายพันธุ์แรง ด้วยความโดดเด่นจาก  การผสานความแข็งแกร่งและความงดงามของเอสยูวีและคูเป้เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว โดยรถยนต์รุ่นนี้ นำเสนอในราคา 4.69ล้านบาท ณ ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างเป็นทางการ       ทั้ง 11แห่งทั่วประเทศ

   มร.ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า   “ตลาดรถยนต์กลุ่มสมรรถนะสูง ถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มรถยนต์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในเมืองไทย ซึ่งในฐานะผู้นำอันดับหนึ่งของรถยนต์ระดับพรีเมี่ยม ทางบริษัทฯ จึงได้ทำการเปิดตัว       แบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เพื่อสานต่อความมุ่งมั่นที่จะมอบ “สิ่งที่ดีที่สุด”ให้กับลูกค้า ทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า ผ่านการนำเสนอยนตรกรรมที่หลากหลาย สามารถตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มลูกค้าที่  ชื่นชอบความเร็วและความแรงโดยเฉพาะ โดยในครึ่งปีแรก ยอดขายภายใต้รถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี เติบโตขึ้นกว่า 179%เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็น          ผลจากการเปิดตัวรถยนต์ Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé รุ่นประกอบในประเทศ          ที่ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ผู้ที่สนใจได้สัมผัสกับสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของรถยนต์แบรนด์นี้ได้ง่ายยิ่งขึ้น รวมถึงเกิดจากความมั่นใจในการให้บริการหลังการขายจากผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของแบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ที่มีถึง 11แห่งทั่วประเทศ”

มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหาร ฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับในครึ่งปีหลังนี้ เราได้รุกตลาดรถยนต์กลุ่มสมรรถนะสูงอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupéที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่      ผสานความแข็งแกร่งและความงดงามของเอสยูวีและคูเป้เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมสมรรถนะและประโยชน์ใช้สอยซึ่งเหมาะกับการขับขี่ทั้งในเมืองและนอกเมือง โดยเหตุผลที่ทางบริษัทฯ เลือกนำรถยนต์รุ่นนี้มาเป็นรถยนต์ลำดับที่ 2จากค่ายเมอร์เซเดส-เอเอ็มจีที่ประกอบในประเทศไทย เนื่องจากเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมและการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีซึ่งรถยนต์ Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupéรุ่นประกอบในประเทศนี้ มาพร้อมดีไซน์ ภายนอก-ภายใน ระบบความปลอดภัย เทคโนโลยีอันล้ำสมัย รวมถึงระบบมัลติมีเดียเหมือนกับรถยนต์รุ่นนำเข้าทุกประการ พร้อมเพิ่มเติมความพิเศษด้วยระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า Active Distance Assist DISTRONICและฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ iOS(Apple CarPlay™) เพื่อลูกค้าที่ซื้อรถยนต์รุ่นประกอบในประเทศโดยเฉพาะ”

   “นอกจากนี้ เรายังได้เตรียมจัดกิจกรรมการตลาดสำหรับแบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างต่อเนื่องรวมถึงงานจัดแสดงรถยนต์ “สตาร์เฟส 2018”ที่จะจัดขึ้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ในวันที่  18-22 กรกฎาคม 2561โดยMercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé รุ่นประกอบในประเทศที่เปิดตัวในวันนี้ จะนำไปจัดแสดงภายในงานสตาร์เฟสพร้อมกับยนตรกรรมอันหลากหลายภายใต้แบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ กว่า 17คัน ครบครันในทุกเซ็กเมนต์ เพื่อให้ลูกค้าที่สนใจได้เข้าไปสัมผัสกันอย่างใกล้ชิด โดยลูกค้าที่จองรถยนต์ภายในงานจะได้พบกับข้อเสนอทางการเงินสุดพิเศษ พร้อมรับของที่ระลึกแบบพรีเมี่ยมเฉพาะผู้ที่จองรถภายในงานเท่านั้น” มร.ฟรังค์ กล่าวปิดท้าย

ข้อมูลผลิตภัณฑ์Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé รุ่นประกอบในประเทศ

   Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupéรถยนต์เอสยูวีคูเป้รุ่นล่าสุดจากค่ายแบรนด์รถยนต์สมรรถนะสูง ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนแบบAMG Performance 4MATICและความสปอร์ตโฉบเฉี่ยว จาก ดีไซน์ภายนอก ด้วยชุดตกแต่ง AMG bodystylingรอบคัน, ไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light System,ล้ออัลลอย ดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ  5ก้านคู่ขนาด 21นิ้ว, ตกแต่งด้านท้ายด้วย AMG Spoiler-lip, ปลายท่อไอเสีย 2ท่อ แบบ4-pipe look,ท่อไอเสียแบบ AMG Sports exhaust system,ดิสก์เบรกแบบมีช่องระบายความร้อน, คาลิปเปอร์เบรกสีเทาพร้อมสัญลักษณ์ AMGและระบบกันสะเทือนแบบ AMG Sports Suspension Based on  AIR BODY CONTROLพร้อมการปรับแต่งแบบAMG sportsซึ่งมาช่วยเสริมความดุดันให้กับรถยนต์รุ่นนี้ได้เป็นอย่างดี

   ดีไซน์ภายในโดดเด่นด้วยเบาะที่นั่งหุ้มหนังแบบ AMG Sport seatตัดสลับ DINAMICA microfibre ตกแต่งด้วยด้ายสีแดงเพิ่มความเร้าใจด้วยAMG Carbon-fibreโดยเบาะนั่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ, ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตท้ายตัด  หุ้มด้วยหนัง nappaคุณภาพสูง, พวงมาลัยนิรภัยพร้อมพาวเวอร์ ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถ,กาบบันได สเตนเลส พร้อมสัญลักษณ์ AMGแบบเรืองแสง,ระบบกุญแจแบบKEYLESS-GO รวมถึงไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ3 สีและอุปกรณ์มัลติมีเดีย อย่าง วิทยุ-ซีดีMB Audio 20,ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester®,ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย touchpad,ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Bluetooth),ฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ iOS          (Apple CarPlay™) รวมถึงหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า

   ด้านเทคโนโลยีมาพร้อมกับระบบปรับรูปแบบขับขี่ AMG DYNAMIC SELECTและ   ระบบความปลอดภัยอันล้ำสมัยมากมายอาทิ ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า   (Distance Pilot DISTRONIC) ซึ่งระบบนี้ทำงานโดยใช้สัญญาณเรดาร์ที่ติดตั้งบริเวณกันชนหน้า  ในการคำนวณระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถคันหน้าที่สัมพันธ์กับความเร็วของรถในขณะนั้น และลดความเร็วของรถโดยอัตโนมัติรวมทั้งช่วยเบรกด้วยระดับแรงเบรกประมาณ 50% ของแรงเบรกปกติเพื่อรักษาระยะห่างตามที่ผู้ขับขี่กำหนด โดยระบบนี้สามารถตั้งค่าความเร็วของรถที่ผู้ขับขี่ต้องการได้ตั้งแต่ความเร็วที่ 0-200กม./ชม.

   Mercedes-AMG GLC 434MATIC Coupéมาพร้อมกับระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONICและเครื่องยนต์แบบ V6เทอร์โบคู่ ที่มีจุดเด่นในเรื่องระบบแรงดันเสริมท่อสำหรับนำอากาศของชุดเทอร์โบ(boost pressure)ส่งผลให้สามารถเพิ่มแรงม้าและแรงบิดของเครื่องยนต์รุ่นนี้ได้

 ราคา Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupéราคา4,690,000บาท

 
 

NEW CARS THAILAND : มาสด้าสร้างปรากฏการณ์ใหม่ของวงการเปิดตัว NEW CX-3 ดึงเซเลบริตี้ดังของเมืองไทยร่วมพรีเซนต์ตัวตนลูกค้า

Saturday, 21 July 2018 17:55

 

 

 

 

 

 

   มาสด้า เซลส์ ประเทศไทยจัดงานเปิดตัวแนะนำ  คอมแพคเอสยูวี“มาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ 2018คอลเลคชั่น”ฉีกกฎการเปิดตัวรถยนต์แบบธรรมดา เนรมิตพื้นที่อัดแน่นด้วยกิจกรรม 3D Facial Production Mapping ร่วมด้วยการนำเซเลบริตี้แถวหน้าของเมืองไทยมาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องราวที่สะท้อนบุคลิกความเป็นตัวตนลูกค้า มาสด้า ซีเอ็กซ์–3 ใหม่ มาพร้อมแนวคิดที่แตกต่าง DRIVE YOUR ATTITUDE นิยามใหม่เลือกเป็น...ในแบบที่เป็นคุก่อนปิดท้ายงานด้วยมินิคอนเสิร์ตของศิลปินฮิพฮอพสุดมันส์จาก TWOPEEสร้างความต่างอย่างมีไลฟ์สไตล์ในทุกมิติ นอกจากนี้ยังประกาศปรับราคารุ่นท็อปลง แต่ใส่อุปกรณ์มาตรฐานเพิ่มเข้าไปจนล้นคัน ณ ดิ เอ็มควอเทียร์ ห้างสรรพสินค้าสุดหรูใจกลางกรุงเทพฯ

   นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า การปรับโฉมของมาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ ในวันนี้ เต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ พร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบครัน ได้รับการออกแบบใหม่หมดตั้งแต่ภายในจรดภายนอก ผนวกกับการกำหนดราคาใหม่ที่น่าดึงดูดใจแก่กลุ่มลูกค้า โดยคาดว่าจะได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากมาสด้า ซีเอ็กซ์–3 ใหม่ ถูกวางให้เป็นทางเลือกที่แสนพิเศษของผู้ชื่นชอบรถอเนกประสงค์คอมแพคเอสยูวีที่แตกต่างจากรถยนต์นั่ง หรือรถเอสยูวีขนาดใหญ่ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายเหมาะสำหรับลูกค้าผู้หลงใหลรูปลักษณ์สไตล์การออกแบบที่เกิดจากแรงบันดาลใจ ผสานกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ สะท้อนภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ใช้ชีวิตอย่างน่าอิจฉา ทำกิจกรรมที่ท้าทาย ตื่นเต้น มาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ คือรถยนต์ที่ถูกออกแบบให้เข้ากับทัศนคติของลูกค้ามาสด้ามากที่สุด รวมถึงตอบสนองความต้องการทางด้านอารมณ์ ความรู้สึก ที่สะท้อนบุคลิกความเป็นตัวตนที่แท้จริงของผู้ขับขี่

   การเปิดตัวแนะนำ มาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ 2018คอลเลคชั่นในครั้งนี้ มาสด้ากำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายไปที่กลุ่ม Liberating Explorersทั้งนี้เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น มาสด้าได้ดึงเอาเซเลบริตี้ชื่อดังของเมืองไทยมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นตัวตนที่แท้จริงของลูกค้า มีแนวความคิดเป็นตัวของตัวเอง พร้อมไลฟ์สไตล์ในแบบที่ไม่เหมือนใคร สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบท่ามกลางกระแสนิยมที่หลั่งไหลเข้ามารอบตัว แต่ยังคงชอบค้นหาอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อให้เหล่าสาวกสายพันธุ์สปอร์ตของมาสด้าได้ร่วมสนุกอย่างเต็มที่ โดยมี คุณโอ๋ หทัยรัตน์ เจริญชัยชนะ ศิลปินนักร้องสมาชิกวงฟูตอง ซึ่งเป็นทั้งนักแสดง นักเขียน ดีไซเนอร์ นักออกแบบชื่อดัง และ คุณปันปัน นาคประเสริฐ นักออกแบบการแสดงโชว์ นักแสดง พิธีกรรายการโทรทัศน์ ครูสอนเต้น และ Drag Queen มาร่วมถ่ายทอดตัวตนของลูกค้าให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ยังปิดท้ายความสนุกสนานของงานเปิดตัวด้วยศิลปินฮิพฮอพชื่อดังแถวหน้าของเมืองไทยอย่างคุณโต้ง TWOPEE จากวง Southside มาร่วมสร้างบรรยากาศและเพิ่มสีสันภายในงานเปิดตัว

   มาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ 2018คอลเลคชั่นเป็นรถที่ถูกวางตำแหน่งให้เป็นรถอเนกประสงค์คอมแพคเอสยูวี ที่ได้รับการออกแบบภายใต้รูปลักษณ์ความเป็นสปอร์ตระดับพรีเมี่ยมและโดนใจด้วยอุปกรณ์มาตรฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกสบาย และความปลอดภัยระดับโลก มาพร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบครัน

- ดีไซน์ภายนอกและภายในใหม่หมด ฟังก์ชั่นครบครันในรูปแบบของคอมแพคเอสยูวีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ

- ขนาดรูปทรงและรูปแบบที่เหมาะสม เพื่อการใช้งานที่ง่ายและสะดวกสบาย

- การขับขี่ที่สนุก คล่องตัวสูง ด้วยเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 1.5 ลิตร และสกายแอคทีฟเบนซิน 2.0 ลิตร

- ครบครันด้วยอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลก

- ห้องโดยสารใหม่หมด พร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานที่สะดวกสบาย เป็นที่สุดในคลาส (One Class Above)

   นายชาญชัย ตระการอุดมสุข กล่าวเพิ่มเติมว่าสำหรับปีนี้ตลาดรถยนต์ประเภทครอสโอเวอร์กระแสกำลังมาแรงไม่แพ้ตลาดรถเอสยูวี จากการที่หลายๆ ค่ายต่างทยอยส่งรถรุ่นใหม่ลงสู่ตลาดอย่างเข้มข้น ทำให้ผู้บริโภคหันมาให้ความนิยมสูงขึ้น ถึงแม้ว่าในปีนี้รถยนต์มาสด้าที่ได้แนะนำออกสู่ตลาดจะเป็นรุ่นไมเนอร์เช้นจ์ทั้งหมด แต่ก็ได้มีการผสมผสานทั้งรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และรถเอสยูวี โดยเริ่มตั้งแต่ต้นปีเราได้เปิดตัว มาสด้า2ใหม่ 2018คอลเลคชั่น ตามมาด้วย มาสด้า3ใหม่ 2018 คอลเลคชั่น และครั้งนี้เราได้เปิดตัว มาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ 2018คอลเลคชั่นโดยเฉพาะสีที่ใช้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในครั้งนี้เป็นสีใหม่ ได้แก่ สีเทา แมชชีน เกรย์ และสีแดงโซลเรด คริสตัล ที่สะท้อนความ พรีเมี่ยมสวยงามได้อย่างลงตัว โดยยังคงรักษาไว้ซึ่งแนวคิดการออกแบบของ โคโดะ ดีไซน์ หรือจิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหวอันงดงาม เน้นไปในเรื่องของการออกแบบในวิถีดั้งเดิมแบบญี่ปุ่น มีไลฟ์สไตล์ที่ไม่ซ้ำแบบใคร แต่แฝงไปด้วยความหรูหราและทันสมัย พร้อมมอบประสบการณ์ความสนุกในการขับขี่ตามแนวคิด จินบะ-อิไต ซึ่งเป็นปรัชญาการขับขี่ของมาสด้า

   นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหาร ฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์กล่าวถึงงานเปิดตัวในครั้งนี้ว่า มาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ 2018คอลเลคชั่น จัดขึ้นที่ควอเทียร์ แกลลอรี่ ด้านหน้าของห้างสรรพสินค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ แหล่งช้อปปิ้งสุดหรูใจกลางกรุงเทพฯ  เป็นการเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีไลฟ์สไตล์ มีความแตกต่างและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มาสด้าวางตำแหน่งของผลิตภัณฑ์ในรูปแบบของรถอเนกประสงค์ขนาดกลางที่มีลักษณะเป็นครอสโอเวอร์ในเซ็กเมนท์คอมแพคเอสยูวี แต่โดดเด่นด้วยดีไซน์การออกแบบที่โฉบเฉี่ยว เหมาะสำหรับกลุ่มคนที่ชื่นชอบการใช้ชีวิตอิสระ หรือครอบครัวที่เพิ่งเริ่มต้น มาพร้อมแนวคิด DRIVE YOUR ATTITUDEเลือกเป็น...ในแบบที่เป็นคุณเพราะแต่ละคนไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เหมือนกัน แต่เราเลือกที่จะแตกต่าง ไม่ยึดติดกับกฎเกณฑ์ มีแนวทางในการใช้ชีวิตตามแบบฉบับของตัวเอง ไม่ต้องค้นหาตัวตน แค่เป็นตัวเองในแบบที่เราเป็น มีไลฟ์สไตล์ไม่ซ้ำใคร แค่นี้ก็สะท้อนตัวตนที่แตกต่าง เป็นหนึ่งเดียวในแบบที่เป็นคุณ

   มาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ 2018 คอลเลคชั่น มุ่งเจาะกลุ่มลูกค้า Liberating Explorersคือเป็นคนรุ่นใหม่ ทันสมัย  มีเอกลักษณ์ของตัวเอง มีสไตล์ชัดเจน เป็นผู้นำเทรนด์ใหม่ๆ อยู่เสมอมีทัศนคติที่ดีต้องการค้นหาสิ่งใหม่ๆ ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานมีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่หลากหลาย ชอบพบปะสังสรรค์ รวมทั้งชอบสื่อสังคมออนไลน์ ให้ความสำคัญกับเรื่องของดีไซน์ หลงใหลเทคโนโลยี เป็นคนแอคทีฟกับเทรนด์ใหม่ๆ มีการเลือกสรรแบรนด์และผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนภาพลักษณ์และมุมมองที่เป็นตัวเองเลือกทางเดินและตัดสินใจด้วยตัวเอง กล้าที่จะคิดต่างในแบบฉบับของตนเองนอกจากนี้ มาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ 2018 คอลเลคชั่น ยังพุ่งเป้าไปที่กลุ่มลูกค้า URBAN MILLENNIALS ซึ่งมีความเป็นเอกลักษณ์มีการใช้ชีวิตและทำกิจกรรมที่น่าตื่นเต้นอีกด้วย

เทคโนโลยีi-ACTIVSENSEในมาสด้า ซีเอ็กซ์3ใหม่ 2018คอลเลคชั่น

- ระบบ Advanced Blind Spot Monitoring (ABSM) & Rear Cross Traffic Alert (RCTA)ระบบตรวจจับยานพาหนะจากด้านข้างและด้านหลังที่กำลังใกล้เข้ามาบริเวณจุดบอด พร้อมทั้งเตือนเมื่อผู้ขับขี่จะทำการเปลี่ยนเลน RCTAจะช่วยเตือนผู้ขับขี่เมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง

- ระบบ Lane Departure Warning System (LDWS)ระบบคาดการณ์การเบี่ยงออกนอกเลน และเตือนผู้ขับขี่ถึงอันตรายผ่านทางเสียง

- ระบบ Adaptive LED Headlamps (ALH) ระบบปรับการทำงานของไฟหน้าสูง-ต่ำ แยกอิสระซ้ายขวาอัตโนมัติ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพถนน ตำแหน่งรถคันหน้า รวมถึงรถที่วิ่งสวนมา เพิ่มความปลอดภัยขณะขับขี่

- ระบบ Driver Attention Alert (DAA) ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุจากความเมื่อยล้า โดยส่งเสียงและสัญญาณไฟเตือนให้หยุดพัก เมื่อตรวจพบพฤติกรรมเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่

- ระบบ Mazda Radar Cruise Control (MRCC)ช่วยควบคุมความเร็ว และรักษาระยะห่างจากรถคันข้างหน้าอัตโนมัติ  

- ระบบแสดงภาพ 360 องศา รอบทิศทาง หรือ 360o View Monitor พร้อมมุมกล้องในแบบ Top Viewช่วยให้การขับขี่ทำได้อย่างมั่นใจ และปลอดภัยยิ่งขึ้น

- ระบบ Smart City Brake Support(SCBS)และระบบSmart City Brake Support-Reverse (SCBS-R)ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติขณะเดินหน้าและถอยหลัง ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุจากการชน

- ระบบ Smart Brake Support (SBS)ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ เมื่อพบความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อลดโอกาสในการชนรถคันหน้า

ราคาจำหน่ายรถยนต์มาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ 2018คอลเลคชั่น

- รุ่น 2.0 E              เครื่องยนต์สกายแอคทีฟ-จี                       ขนาด 2.0 ลิตร   ราคา 879,000 บาท

- รุ่น 2.0 C               เครื่องยนต์สกายแอคทีฟ-จี                       ขนาด 2.0 ลิตร   ราคา 955,000 บาท

- รุ่น 2.0 S               เครื่องยนต์สกายแอคทีฟ-จี                       ขนาด 2.0 ลิตร   ราคา 1,029,000 บาท

- รุ่น 2.0 SP            เครื่องยนต์สกายแอคทีฟ-จี                       ขนาด 2.0 ลิตร   ราคา 1,083,000 บาท

- รุ่น 1.5 XDL          เครื่องยนต์คลีนดีเซลสกายแอคทีฟ-ดี     ขนาด 1.5 ลิตร   ราคา 1,189,000 บาท

สีตัวถังภายนอก

   สำหรับสีตัวถังภายนอกของ มาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ 2018คอลเลคชั่น ประกอบด้วย 2 สีใหม่ที่เพิ่มเติมเข้ามา ได้แก่ สีเทา แมชชีน เกรย์และสีแดงโซลเรด คริสตัล โดยสีใหม่นี้ทำให้เกิดความเจิดจรัส มีพลังและมิติความลึก แวววาว อันเนื่องมาจากเทคโนโลยีการพ่นสีแบบ TAKUMINURIของมาสด้า  โดยสีนั้นจะมีความอิ่มตัวขึ้น 20%และดูมีความลึก 50%มากกว่าสีแดงเดิม มีความแวววาว สะท้อนแสงมากยิ่งขึ้น ส่วนสีอื่นๆ ที่มีให้เลือกนอกจากนี้ ได้แก่

- สีน้ำตาล ไททาเนียม แฟลช

- สีดำ เจ็ท แบล็ก

- สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล

- สีขาว เซรามิก เมทัลลิค

- สีน้ำเงิน อีเทอนอล บลู

   นอกจากมาสด้าจะจัดงานเปิดตัวรอบสื่อมวลชนแล้ว ยังมอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับผู้ที่สนใจและลงทะเบียนเข้าร่วมงานผ่านช่องทางแอพพลิเคชั่นไลน์ หรือทางหน้าเฟซบุคของมาสด้าด้วย โดยงานจะจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 20 – 22 กรกฎาคม 2561เพิ่มความพิเศษขั้นสุดให้กับลูกค้าที่จองรถ มาสด้า ซีเอ็กซ์–3ใหม่ 2018คอลเลคชั่นภายในงานเปิดตัว รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมพร้อมข้อเสนอดอกเบี้ย 2.15% รับฟรีประกันภัย ชั้น 1 Mazda Premium Insuranceจากมาสด้า และค่าบำรุงรักษา หรือ Mazda Care นานสูงสุด 5 ปี

 
 

NEW CARS THAILAND : ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ โดดเด่นด้วยขุมพลังใหม่ ผสานเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด พร้อมเทคโนโลยีที่เหนือชั้น เพื่อสมรรถนะที่เหนือกว่า

Sunday, 22 July 2018 18:38

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการวันนี้ พร้อมนำเสนอรถกระบะสายพันธุ์แกร่ง ที่มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยยิ่งขึ้น มอบความปลอดภัยและความสะดวกสบายอย่างเหนือชั้น

   ฟอร์ด เรนเจอร์ รถกระบะที่สร้างนิยาม ‘เกิดมาแกร่ง’รุ่นใหม่นี้ สานต่อศักยภาพและสมรรถนะการขับขี่ที่โดดเด่น ทั้งบนทางเรียบและแบบออฟโรด เพื่อรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของลูกค้าได้อย่างลงตัว

   ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ที่วางจำหน่ายในประเทศไทยมีทั้งหมด 20 รุ่น ซึ่งรวมถึงรุ่นไวล์ดแทรค XLTXLS XL กระบะฐานล้อสั้น (Short Wheel Base) และรุ่นใหม่ ‘ลิมิเต็ด’(Limited)และยังรวมถึง ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ รถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงที่ผลิตจากโรงงานรุ่นแรกและรุ่นเดียวของเอเชีย แปซิฟิก ซึ่งได้เปิดตัวไปในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

   “ด้วยเทคโนโลยีใหม่สุดล้ำ พร้อมขุมพลังใหม่ที่มอบสมรรถนะอันเหนือกว่า ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่จะสานต่อความแข็งแกร่งของฟอร์ด เรนเจอร์ รวมถึงสร้างการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคในวงกว้างขึ้น” นางสาวยุคนธร ‘วิคกี้’วิเศษโกสิน ประธานฟอร์ด อาเซียน และผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ฟอร์ด ประเทศไทยกล่าว “เราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า ฟอร์ด เรนเจอร์ จะยังคงเดินหน้าปฏิวัติมาตรฐานของวงการรถกระบะ และเรารู้สึกภาคภูมิใจที่ลูกค้าจำนวนมากเชื่อมั่นในฟอร์ด เรนเจอร์เช่นเดียวกับเรา”

ขุมพลังขั้นสูงเพื่อสมรรถนะที่เหนือกว่าและเทคโนโลยีที่เหนือชั้น

   ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ มีเครื่องยนต์ดีเซลให้เลือกถึง 3 แบบเพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานและความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายยิ่งขึ้น ได้แก่ เครื่องยนต์ดีเซลใหม่ 2.0ลิตร ไบเทอร์โบ  เครื่องยนต์ดีเซลใหม่ 2.0ลิตร เทอร์โบ และเครื่องยนต์ดูราทอร์ค ขนาด 2.2 ลิตร เทอร์โบ ที่ผ่านบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งมาแล้ว

   เครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ของฟอร์ดผลิตจากวัสดุและการออกแบบทางวิศวกรรมที่ล้ำสมัย อีกทั้งยังมีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา ทรงพลังและเปี่ยมประสิทธิภาพ ด้วยระบบคอมมอนเรล หัวฉีดไดเร็คอินเจ็คชั่น ท่อร่วมไอดี และสายพานไทม์มิ่งแบบจุ่มในน้ำมันเครื่อง

   พิเศษสุดสำหรับรุ่นแร็พเตอร์ และรุ่นไวล์ดแทรค 4x4 เครื่องยนต์ 2.0ลิตร ไบเทอร์โบ  มาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด พร้อมมอบแรงบิดที่สูงขึ้นเพื่อรองรับการขับขี่ที่หลากหลาย ทำให้เสียงเครื่องยนต์เงียบลงกว่าเดิม ช่วยให้การเดินทางด้วยฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ สะดวกสบายยิ่งขึ้น

   เครื่องยนต์ไบเทอร์โบ ขนาด 2.0ลิตร ใช้ระบบ Sequentail Turbocharging ที่ผสานการทำงานของเทอร์โบชาร์จเจอร์ทั้ง 2 ตัว เพื่อให้เครื่องยนต์สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วเต็มประสิทธิภาพและมอบสมรรถนะสูงสุด โดยเทอร์โบชาร์จเจอร์ตัวแรกเป็นแบบเทอร์โบแปรผัน (Vartiable Turbocharger) จะช่วยเร่งการตอบสนองของคันเร่ง และลดช่วงการรอรอบ ช่วยให้เครื่องยนต์มีแรงบิดและแรงม้าสูงแม้ตอนใช้ความเร็วต่ำ ในขณะที่เทอร์โบชาร์จเจอร์ตัวที่สองซึ่งเป็นระบบเทอร์โบFixed-geometry จะรับหน้าที่ต่อเพื่อเพิ่มกำลังและความเรียบลื่นให้กับเครื่องยนต์ขณะใช้ความเร็วสูง

   ด้วยแรงบิด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,750 รอบต่อนาที เครื่องยนต์ไบเทอร์โบมอบแรงบิดที่เหนือกว่า และอัตราทดเกียร์ที่แคบลงของเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด จะช่วยเพิ่มพลังและแรงเร่ง ทำให้การไต่เขาที่ลื่นและสูงชันง่ายดายยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์และไวล์ดแทรค ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ ยังคงสมรรถนะที่เหนือชั้นในการบรรทุกและลากจูงได้สูงสุดถึง 3,500กิโลกรัม

   เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบ ในรุ่นไวล์ดแทรค 4x2 และรุ่นใหม่ลิมิเต็ด (Limited) มาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดที่ล้ำหน้าของฟอร์ด มอบกำลังสูงถึง 180 แรงม้า และแรงบิด 420 นิวตันเมตร สำหรับรุ่น Limited ยังมีรุ่นเกียร์ธรรมดา 6 สปีดให้เลือกอีกด้วย

   ส่วนรุ่น XLT XLSและ XL มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 2.2 ลิตร เทอร์โบมอบกำลัง 160 แรงม้า และแรงบิด 385 นิวตันเมตร พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติและเกียร์ธรรมดา 6 สปีด

แกร่งกว่า ฉลาดกว่า

   ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่มาพร้อมระบบเตือนการชน (Pre-Collision Assist) ที่ผสานระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) เป็นครั้งแรกในตลาดรถกระบะ ระบบนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อตรวจจับคนเดินถนนและยานพาหนะด้านหน้า และจะทำการช่วยเบรกจนหยุดนิ่งเมื่อระบบพบว่าคนขับไม่สามารถตอบสนองได้ทัน  ช่วยลดอัตราการชนท้ายและการชนคนเดินถนนลง โดยระบบนี้จะทำงานเมื่อใช้ความเร็วสูงกว่า 3.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป

   ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System) และระบบแจ้งเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกจากเลน (Lane Departure Warning) รวมถึงระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) พร้อมระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System) ยังคงมีอยู่ในฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ เช่นเดิม

   เทคโนโลยีเที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่ ซึ่งได้รับการติดตั้งเป็นครั้งแรกในรถระดับเดียวกัน ยังรวมถึงระบบช่วยจอดรถอัจฉริยะ (Active Park Assist - APA) ซึ่งช่วยให้การเทียบจอดรถข้างทางเป็นเรื่องง่าย โดยระบบกึ่งอัตโนมัติจะบังคับทิศทางของรถให้เข้าสู่ช่องจอด ผู้ขับขี่เพียงควบคุมคันเร่งหรือเบรกเท่านั้น

   นอกจากนี้ เรนเจอร์รุ่นไวล์ดแทรค และ LTDมาพร้อมระบบผ่อนแรงฝากระบะท้าย (Easy Lift Tailgate) ครั้งแรกในตลาดรถกระบะ ด้วยกลไกซึ่งช่วยผ่อนแรงของผู้ใช้ลง 70เปอร์เซ็นต์ ช่วยให้เปิดปิดฝากระบะท้ายง่ายดายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น

   พิเศษสุด ฟอร์ด เรนเจอร์ยังเพิ่มระบบพวงมาลัยไฟฟ้าในรุ่นXLและ XLS ถือเป็นครั้งแรกของตลาดรถกระบะระดับเดียวกัน ที่อุปกรณ์นี้กลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถฟอร์ด มอบสมรรถนะที่เหนือกว่าให้แก่รถกระบะพันธุ์แกร่ง ให้พร้อมรับมือทุกงานหนักในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นงานด้านขนส่ง การค้าเชิงพาณิชย์ งานในโครงการก่อสร้าง หรืองานเกษตรกรรมทั่วประเทศ

โฉมใหม่ของเรนเจอร์

   รูปลักษณ์ของเรนเจอร์ใหม่ได้รับการปรับเปลี่ยนเพื่อสื่อถึงความสมบุกสมบันแบบออฟโรดและความโฉบเฉี่ยวยามอยู่บนท้องถนนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เริ่มจากกระจังหน้าที่ออกแบบมาอย่างเรียบง่ายแต่มีมิติที่เด่นชัด และกันชนล่างปรับให้ช่องนำอากาศกว้างขึ้นด้วยดีไซน์ที่ลงตัว เรนเจอร์ ไวล์ดแทรค และรุ่น Limitedมาพร้อมไฟเดย์ไลท์ LED และไฟหน้า HID เพื่อทัศนวิสัยที่ดียิ่งขึ้น

   “ดีไซน์ที่ประสบความสำเร็จควรสื่อถึงคุณลักษณะของรถได้ในทันทีที่มองเห็น” มร. ท็อดด์ วิลลิ่ง ผู้อำนวยการด้านการออกแบบ ฟอร์ด เอเชีย แปซิฟิก กล่าว “ด้วยชื่อเสียงของเรนเจอร์ในฐานะยนตรกรรมที่เปี่ยมสมรรถนะและรองรับทุกความต้องการใช้งาน งานของเราคือการสร้างสรรค์ดีไซน์ที่สื่อถึงคุณสมบัติเหล่านี้ให้เด่นชัด โดยยังคงความสวยงามที่เปี่ยมเสน่ห์ไว้”

   นอกจากนี้ ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ แต่ละรุ่นยังมีรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันชัดเจน ด้วยสีและการตกแต่งที่สื่อถึงลักษณะที่โดดเด่นของแต่ละรุ่น ไม่ว่าจะเป็นรุ่นที่พร้อมรองรับทุกงานหนัก เช่น เรนเจอร์ XL XLS หรือรุ่นไวล์ดแทรค ที่พร้อมลุยไปทุกที่

   การตกแต่งเส้นสายด้วยโครเมียมในเรนเจอร์ XLTและ Limitedรวมไปถึงการตกแต่งแบบโดดเด่นในเรนเจอร์ ไวล์ดแทรค สะท้อนเอกลักษณ์ของแต่ละรุ่นได้เป็นอย่างดี เรนเจอร์ ไวล์ดแทรค ยังมาพร้อมสีภายนอกใหม่เฉพาะรุ่น นั่นคือสี ‘เซเบรอ’สีส้มประกายบลอนด์ ซึ่งตัดกันอย่างงดงามกับกระจังหน้าสีเทาเข้ม สปอร์ตบาร์และล้ออัลลอย 18 นิ้ว ยังช่วยเสริมความโดดเด่นให้กับตัวรถได้เป็นอย่างดี

ควบคุมทุกสถานการณ์

   ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่มอบความสะดวกสบายด้วยกุญแจอัจฉริยะ (PEPS)และปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น Limited และรุ่นไวล์ดแทรค

   ภายในห้องโดยสารของฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกการใช้งาน ทั้งในวันทำงานที่หนักหน่วง การเดินทางไกลในช่วงสุดสัปดาห์หรือการผจญภัยแบบออฟโรด ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางของเรนเจอร์ตกแต่งในโทนสีดำ พร้อมพื้นผิววัสดุตรงจุดสัมผัสที่ทนทานเพื่อคุณภาพการใช้งานที่ยาวนาน พร้อมเพิ่มความหรูหราด้วยการตกแต่งรายละเอียดด้วยโครเมียมและการเดินด้ายสีเงิน

   นอกจากนี้ เพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารรู้สึกสบายและเป็นส่วนตัว รวมถึงได้รับความบันเทิงสูงสุด ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ยังเพิ่มระบบตัดเสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร (Active Noise Cancellation) ในรุ่นไวล์ดแทรค ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออีกด้วย

   ระบบซิงค์ 3 (SYNC 3) รองรับ Apple Carplay และ Andriod Auto พร้อมบลูทูธ จอทัชสกรีน ฟูลคัลเลอร์ ขนาด 8.0 นิ้ว และกล้องมองหลัง ผู้ขับขี่ยังสามารถใช้งาน Apple Maps และระบบแผนที่นำทางด้วยดาวเทียมซึ่งติดตั้งมากับรถเมื่อออกนอกพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ นอกจากนี้ ระบบซิงค์ 3 ยังมาพร้อมระบบจดจำเสียงและระบบสั่งงานเสียงด้วยภาษาไทยเพื่อการใช้งานที่คล่องตัวยิ่งขึ้น

   ระบบซิงค์ 3 ยังครอบคลุมไปถึงระบบช่วยโทรฉุกเฉิน (Emergency Assistance) ซึ่งจะทำงานผ่านโทรศัพท์มือถือที่เชื่อมต่อผ่านบลูทูธภายในรถ เพื่อติดต่อไปยังหมายเลข 1669 ในกรณีเกิดอุบัติเหตุจนถุงลมนิรภัยทำงานหรือระบบตัดการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ระบบช่วยโทรฉุกเฉินนี้จะติดตั้งมากับรถฟอร์ด เรนเจอร์ใหม่ทุกคันที่ใช้ระบบซิงค์ 3

นุ่มสบายบนท้องถนน เอาชนะทุกเส้นทางออฟโรด

   ระบบช่วงล่างของฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิม เพื่อลดการโคลงตัวและการควบคุมการทรงตัวที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น โดยเน้นที่การยกระดับประสบการณ์การขับขี่เมื่อบรรทุกและลากของหนัก

   ด้วยการปรับเปลี่ยนระบบช่วงล่างใหม่นี้ ช่วยให้สมรรถนะในการขับขี่ดีขึ้น ลดการโคลงตัวและเพิ่มความแม่นยำในการควบคุมทิศทาง โดยยังคงสมรรถนะที่เหนือชั้นในการลากจูงและบรรทุกสิ่งของอันเป็นเอกลักษณ์ของฟอร์ด เรนเจอร์ไว้ได้

   “เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของเรนเจอร์ให้เหนือชั้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อบรรทุกของ ลากเรือ หรือรถคาราวานไปทั่วประเทศ” มร. จอห์น วิลเล่มส์ หัวหน้าวิศวกรรมโปรแกรม เรนเจอร์ กล่าว “ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ยิ่งทำงานหนักเท่าไร ยิ่งขับขี่ได้ยอดเยี่ยมเท่านั้น ทั้งยังควบคุมรถได้ง่าย จึงใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งการบรรทุกและลากจูง และยังช่วยลดความเหนื่อยล้าเมื่อเดินทางระยะไกลอีกด้วย”

ราคา สี และบริการ

ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 20 รุ่น ตามราคาจำหน่ายดังต่อไปนี้:

  • แร็พเตอร์ – ราคา 1,699,000 บาท
  • ไวล์ดแทรค – มีให้เลือก 2 รุ่น ราคาตั้งแต่ 1,029,000 – 1,265,000 บาท
  • ลิมิเต็ด(LTD)– มีให้เลือก 4 รุ่น ราคาตั้งแต่ 889,000 – 1,029,000 บาท
  • XLT– มีให้เลือก 4 รุ่น ราคาตั้งแต่ 749,000 – 869,000 บาท
  • XLS– มีให้เลือก 4 รุ่น ราคาตั้งแต่ 659,000 – 789,000 บาท
  • XL– มีให้เลือก 3รุ่น ราคาตั้งแต่ 559,000 – 649,000 บาท
  • กระบะฐานล้อสั้น (Short Wheel Base) – มีให้เลือก 2 รุ่น ราคาตั้งแต่ 589,000 – 799,000 บาท

   ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ มีสีภายนอกให้เลือก 7 สี ได้แก่ สีใหม่ 2สี นั่นคือ สีส้มเซเบรอ (เฉพาะรุ่นไวล์ดแทรค) และสีฟ้าไลท์นิ่ง บลู (Lightning Blue) และสีมาตรฐาน ได้แก่ สีเงินอะลูมิเนียม เมทัลลิค (Aluminuim Metallic) สีดำแอพโซลูท แบล็ค เมทัลลิค (Absolute Black Metallic) สีเทาเมทีออร์ เกรย์ เมทัลลิค (Meteor Grey Metallic) สีขาวโฟรเซ่น ไวท์ (Frozen White) และสีแดงทรู เร้ด (True Red)

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มีสีภายนอกให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีเทาคองเคอร์ เกรย์ (Conquer Grey) ซึ่งเป็นสีใหม่เฉพาะแร็พเตอร์เท่านั้น และสีฟ้าไลท์นิ่ง บลู (Lightning Blue) สีแดงเรซ เร้ด (Race Red) สีดำแชโดว์ แบล็ค (Shadow Black) และสีขาวโฟรเซ่น ไวท์ (Frozen White)

   นอกจากนี้ ลูกค้าฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ จะได้รับความคุ้มค่าและความสะดวกสบาย ด้วยบริการฟรีค่าแรงในการตรวจเช็คตามระยะ สูงสุดถึง 5ปี หรือภายในระยะ 75,000กิโลเมตร เพียงเข้าตรวจเช็คระยะทุก 15,000กิโลเมตร หรือทุก 1ปี

   ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ผลิตที่โรงงานออโต้ อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (AAT) และโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) ที่จังหวัดระยอง สำหรับการจำหน่ายในประเทศไทย และส่งออกไปยังทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก

 
 

NEW CARS THAILAND : เผยโฉม มิตซูบิชิ แอททราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น อีกระดับของดีไซน์ที่โดดเด่น

Wednesday, 18 July 2018 15:40

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัดประกาศเปิดตัว มิตซูบิชิ แอททราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น เติมเต็มรถยนต์ซิตี้คาร์รุ่นพิเศษที่ได้รับการออกแบบเพื่อดึงดูดลูกค้าที่มองหาสไตล์ที่โดดเด่นเป็นตัวของตัวเอง เต็มเปี่ยมด้วยความมั่นใจ และประสบการณ์ขับขี่ที่เหนือกว่า

   มิตซูบิชิ แอททราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่นได้รับการเปิดตัวหลังจาก มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ที่ออกจำหน่ายเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยซิตี้คาร์รุ่นพิเศษนี้ได้รับการตกแต่งให้สะดุดตายิ่งขึ้นด้วยกระจังหน้าและคิ้วฝากระโปรงท้ายตกแต่งแบบโครเมียมรมดำ สเกิร์ตข้างสีเดียวกับตัวรถผสมผสานภาพลักษณ์ความสปอร์ตและความหรูหราไว้ได้อย่างลงตัว

   “หลังจากความสำเร็จจากการเปิดตัว มิตซูบิชิ มิราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น เราเดินหน้าตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่องด้วย มิตซูบิชิ แอททราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ด้วยการตกแต่งเพิ่มสไตล์ที่โดดเด่นและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครัน มิตซูบิชิ แอททราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น มอบสุนทรียภาพ ประสบการณ์ขับขี่ ความมั่นใจ และการใช้งานที่ไว้วางใจได้ให้แก่ลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี” มร. โมริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

   ภายในห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ แอททราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ได้รับการตกแต่งพิเศษทั้งพวงมาลัยหุ้มหนังเดินด้ายสีแดง พร้อมตกแต่งวัสดุแบบเปียโนแบล็คและโครเมียมหัวเกียร์หุ้มหนังพร้อมเดินด้ายสีแดงรวมถึงเบาะผ้าดีไซน์สปอร์ตทูโทนสีแดง-ดำ พร้อมเดินด้ายสีแดงสำหรับเบาะนั่งคู่หน้า

   มิตซูบิชิ แอททราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่นยังมาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอีกมากมาย ทั้ง ระบบกุญแจรีโมท ระบบเซ็นทรัลล็อก สวิตช์ควบคุมการทำงานบนพวงมาลัย พร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียง SIRI1และการเชื่อมต่อบลูทูธ ช่องเก็บของหลังเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้า และราวมือจับเหนือศีรษะแบบพับได้

   ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันและระบบเชิงปกป้องที่เพียบพร้อมประกอบด้วยเข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงกลับอัตโนมัติพร้อมระบบผ่อนแรง ELRเข็มขัดนิรภัยเบาะหลังแบบ ELRถุงลมนิรภัยด้านคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC) ระบบป้องกันการลื่นไถล (TCL) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) และระบบไฟกะพริบฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS)

   ทั้งนี้มิตซูบิชิ แอททราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ยังคงใช้เครื่องยนต์ที่มีความประหยัดน้ำมัน ความจุ 1.2 ลิตร DOHC MIVECพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ INVECS-III CVT

   มิตซูบิชิ แอททราจ ลิมิเต็ด อิดิชั่นพร้อมให้ลูกค้าสัมผัสอย่างใกล้ชิดได้แล้ววันนี้ ที่โชว์รูมผู้จัดจำหน่ายทั่วประเทศ ราคาเริ่มต้นที่ 526,000 บาท

1SIRI เป็นลิขสิทธิ์ของ Apple Inc. จดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่น ๆ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม www.apple.com/ios/carplay/

 
 

NEW CARS THAILAND : ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ เหนือกว่าด้วยสมรรถนะ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลไบเทอร์โบ และระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด

Wednesday, 11 July 2018 16:21

 

 

 

 

 

 

 

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันนี้ พร้อมยกระดับประสบการณ์การขับขี่ของรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดกลางไปอีกขั้น ด้วยประสิทธิภาพ และความปลอดภัย ที่มาพร้อมสมรรถนะการขับขี่อย่างเหนือชั้นทั้งบนทางเรียบและแบบออฟโรด ผสานกับเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ดีไซน์ที่โดดเด่น และห้องโดยสารที่หรูหราและสะดวกสบายยิ่งขึ้น

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ เปิดรับจองแล้ววันนี้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศ และพร้อมส่งมอบให้กับลูกค้าตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2561 เป็นต้นไป

   “ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ สานต่อความโดดเด่นจากฟอร์ด เอเวอเรสต์ รุ่นปัจจุบัน ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ด้วยการนำความคิดเห็นจากผู้บริโภคที่มีต่อเอเวอเรสต์ รุ่นปัจจุบัน มาพัฒนาประสิทธิภาพ สมรรถนะ และความสะดวกสบาย ให้ตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ได้อย่างดียิ่งขึ้นกว่าเดิม พร้อมตอกย้ำความเป็นหนึ่งในรถยนต์อเนกประสงค์ที่ชาญฉลาดและปลอดภัยที่สุดในตลาด” นางสาวยุคนธร วิเศษโกสิน ประธาน ฟอร์ด อาเซียน และกรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

   “ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชั่นใหม่ ซึ่งเปิดตัวในปี 2558 ได้รับรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี (Thailand Car of the Year 2015)จากสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท) ซึ่งเราเชื่อมั่นว่า ฟอร์ด  เอเวอเรสต์ ใหม่ ที่เราเปิดตัวในวันนี้ จะได้รับเสียงตอบรับที่ดีเยี่ยมจากผู้บริโภคอย่างแน่นอน”นางสาวยุคนธร กล่าวเสริม

เหนือชั้นด้วยประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความตื่นเต้นเร้าใจในการขับขี่

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ ยังคงเดินหน้าตอกย้ำความแข็งแกร่งของรถยนต์อเนกประสงค์ที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะ คุณภาพของอุปกรณ์อันยอดเยี่ยม และสมรรถนะที่ได้รับการพัฒนาไปอีกขั้น เพื่อมอบประสิทธิภาพและความคล่องตัวเมื่อขับขี่ในเมือง แต่ยังคงความแข็งแกร่งสมบุกสมบันอย่างเหนือชั้นเมื่อขับขี่ออฟโรด

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ไทเทเนี่ยม พลัส ใหม่มาพร้อมระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนนของฟอร์ด ซึ่งผสานระบบเบรกแบบ Autonomous Emergency Braking (AEB)เข้ากับระบบตรวจจับคนเดินถนน (Pedestrian Detection) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) บริเวณรอบตัวรถ เพื่อหยุดรถ และช่วยลดอัตราการชนท้ายและการชนคนเดินถนนลง โดยระบบนี้จะทำงานเมื่อใช้ความเร็วสูงกว่า 3.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ พร้อมมอบความสะดวกสบายยิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วยฟีเจอร์ใหม่มากมาย เช่น ระบบตรวจจับลมยาง(Tire Pressure Monitoring System) ประตูท้ายเปิด-ปิด ด้วยไฟฟ้าแบบแฮนฟรี กุญแจรีโมทอัจฉริยะ และปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ

   ระบบตรวจจับลมยาง (Tire Pressure Monitoring System) ซึ่งได้รับการติดตั้งในรถระดับนี้เป็นครั้งแรก จะคอยตรวจวัดความดันลมในยางล้อทั้ง 4 ล้อ และเตือนผู้ใช้งานเมื่อความดันลมเปลี่ยนแปลง ระบบนี้นอกจากจะช่วยเสริมประสิทธิภาพการใช้น้ำมันแล้ว ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัย และยืดอายุการใช้งานของยางอีกด้วย

   นอกจากนี้ ผู้ขับขี่จะได้รับความสะดวกสบายจากระบบประตูท้ายเปิด-ปิด ด้วยไฟฟ้าแบบแฮนฟรี เพียงยื่นเท้าไปที่ใต้กันชนท้าย ประตูท้ายจะเปิดโดยอัตโนมัติ

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ ทุกรุ่น ยังมาพร้อมกุญแจรีโมทอัจฉริยะ และปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถสตาร์ทรถได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และขึ้นลงรถได้สะดวกสบายกว่าเดิม

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ ทุกรุ่น ได้รับการติดตั้งระบบซิงค์ 3 (SYNC 3) ซึ่งรองรับ Apple CarPlay และ Android Autoพร้อมระบบบลูทูธ จอทัชสกรีน ฟูลคัลเลอร์ ขนาด 8.0นิ้ว และกล้องมองหลัง ผู้ขับขี่ยังสามารถใช้งาน Apple Maps และระบบแผนที่นำทางด้วยดาวเทียมซึ่งติดตั้งมากับรถ เมื่อออกนอกพื้นที่ที่มีสัญญาณโทรศัพท์อีกด้วย  

   ระบบซิงค์ 3 ยังมาพร้อมระบบจดจำเสียง และระบบสั่งงานเสียงด้วยภาษาไทย เพื่อการใช้งานที่คล่องตัวยิ่งขึ้น

   ระบบช่วยโทรฉุกเฉิน (Emergency Assistance) คือ ระบบ SYNC®ที่ได้รับการพัฒนามาขึ้นอีกขั้น เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธด้วยระบบ SYNC®และต่อสายไปที่เบอร์ 1669 เมื่อเกิดอุบัติเหตุ หรือต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน

   นอกจากฟีเจอร์ใหม่แล้ว ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ ยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะอันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์รุ่นนี้ ให้ผู้ใช้งานได้เพลิดเพลินกับประสบการณ์การขับขี่อย่างสะดวกสบายและปลอดภัย ได้แก่

- ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control)

- ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System)

- ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System)

- ระบบแจ้งเตือนการขับขี่ (Driver Alert System)

- ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ (Auto High Beam Control)

-  ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Active Park Assist)

- ระบบตรวจจับรถในจุดบอด (BLIS – Blind Spot Information System) ที่มาพร้อมระบบตรวจจับรถขณะออกจากซองจอด(Cross Traffic Alert)

- กล้องมองหลังขณะถอยจอดและสัญญาณเตือนระยะจอดด้านหน้า (Rear View Camera and Sensors)

ดีไซน์เพื่อการใช้งาน

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ โดดเด่นสะดุดตาด้วยดีไซน์กระจังหน้าใหม่ และไฟหน้า HIDที่ส่องสว่างกว่าไฟหน้าทั่วไป พร้อมล้อแมกซ์อัลลอยแบบก้านคู่ (Split-Spoke)ขนาด 20 นิ้ว ที่ช่วยเสริมให้รถดูดุดันและหรูหราอย่างมีระดับ

   ห้องโดยสารของฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ ตกแต่งด้วยโทนสีดำ มอบความหรูหราให้แก่ห้องโดยสาร และยังเสริมความโดดเด่นด้วยเส้นสายรอบคัน อีกทั้งเพิ่มความนุ่มนวลของจุดสัมผัสต่างๆ ในห้องโดยสาร เพื่อความรู้สึกหรูหราและสะดวกสบายในการใช้งาน

ขุมพลังที่เหนือกว่า

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล2.0 ลิตร ไบเทอร์โบ (Bi-turbo Diesel Engine) และระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ให้กำลังสูงสุดถึง 213 แรงม้า (157 กิโลวัตต์) เพื่อการขับขี่ที่คล่องตัวและนุ่มนวลยิ่งขึ้น พร้อมลดเสียงรบกวนจากการทำงานของเครื่องยนต์ไปในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ เครื่องยนต์ไบเทอร์โบยังสามารถกระจายแรงบิดได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ด้วยแรงบิดสูงสุดถึง 500 นิวตันเมตร ที่ความเร็ว 1750 รอบต่อนาที ระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งกำลังและเร่งความเร็ว ช่วยให้การขับรถบนทางลาด เช่น การขับรถขึ้นภูเขาที่ลื่นและลาดชันง่ายดายยิ่งขึ้นกว่าเดิม

   “เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร และระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด คือ การยกระดับมาตรฐานการพัฒนาสมรรถนะและศักยภาพการขับขี่ทั้งบนทางเรียบและแบบออฟโรด” มร. จอห์น วิลเลมส์ หัวหน้าหน่วยวิศวกรรม ฟอร์ด เอเวอเรสต์ กล่าว

ต้นแบบแห่งความเหนือชั้น
   ศักยภาพในการขับขี่แบบออฟโรดอย่างเหนือชั้นของฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ มาพร้อมความคล่องตัวในการขับขี่บนทางเรียบและความสะดวกสบาย ปราศจากเสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ทุกรุ่น ได้รับการพัฒนาระบบกันสะเทือน ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมรถยนต์ได้อย่างง่ายดายและมั่นใจยิ่งขึ้นในทุกสภาพถนน

   ระบบตัดเสียงรบกวนจากภายนอก (Active Noise Cancellation)มอบห้องโดยสารที่ปราศจากเสียงรบกวน ในขณะที่กระบวนการวิศวกรรมออกแบบให้ความสำคัญกับการลดเสียงรบกวนจากเครื่องยนต์และระบบเกียร์พร้อมพัฒนาซีลกันเสียงและวัสดุดูดซับเสียงภายในห้องโดยสารให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นอีกด้วย

   ราคา สี และบริการ

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ วางจำหน่ายทั้งหมด 4 รุ่น รวมถึงรุ่นเทรนด์ ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้น ตามราคาดังต่อไปนี้:

- รุ่นไทเทเนี่ยม พลัส เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ไบเทอร์โบ ขับเคลื่อน 4 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ 10สปีด ราคา 1,799,000 บาท

- รุ่นไทเทเนี่ยม พลัส เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ ขับเคลื่อน 2 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ 10สปีด ราคา 1,599,000 บาท

- รุ่นไทเทเนี่ยม เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ ขับเคลื่อน 2 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ 10สปีด ราคา 1,439,000 บาท

- รุ่นเทรนด์ เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ ขับเคลื่อน 2 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ 10สปีด ราคา 1,299,000 บาท

   ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ มีสีให้เลือกทั้งหมด 6 สี รวมถึงสีใหม่ Diffused Silver Metallic และสีมาตรฐาน ได้แก่ Aluminum Metallic, Absolute Black Metallic, Arctic White, Sunset Metallic และ Blue Reflex Metallic

   นอกจากนี้ ลูกค้าฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ จะได้รับความคุ้มค่าและความสะดวกสบาย ด้วยบริการฟรีค่าแรงในการตรวจเช็คตามระยะ สูงสุดถึง 5ปี หรือภายในระยะ 75,000กิโลเมตร เพียงเข้าตรวจเช็คระยะทุก 15,000กิโลเมตร หรือทุก 1ปี

หมายเหตุ: รายละเอียดของอุปกรณ์และเทคโนโลยีต่างๆ จะแตกต่างกันไปในฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ แต่ละรุ่น

 
 

NEW CARS THAILAND : ฮอนด้า แนะนำ ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ เสริมภาพลักษณ์ความสปอร์ต และความพรีเมียมมากยิ่งขึ้น พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่อันล้ำสมัย ตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดเอสยูวีในระดับคอมแพคท์

Friday, 15 June 2018 16:30

 

 

 

 

 

 

  
  
บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เผยโฉม ฮอนด้า เอชอาร์- วี ใหม่ที่สุดแห่งยนตรกรรมสปอร์ตครอสโอเวอร์ระดับพรีเมียม มาพร้อมดีไซน์ใหม่ทั้งภายนอกและภายในที่เพิ่มความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวมากขึ้น เสริมด้วยรุ่น RS และสีใหม่ สีแดงแพสชั่น (มุก) ยกระดับความพรีเมียมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่อันล้ำสมัย อาทิ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) และระบบเตือนและช่วยเบรกที่ความเร็วต่ำ (City Brake Active System)   พบกับฮอนด้า เอชอาร์- วี ใหม่ ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคมเป็นต้นไป โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และเริ่มเปิดจองแล้วตั้งแต่วันนี้ ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

   นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย)จำกัดกล่าวว่า“ฮอนด้า เอชอาร์-วี เปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2557 นับเป็นรุ่นที่เข้ามาเปิดตลาดและเติมเต็มความต้องการของตลาดรถยนต์เอสยูวีในระดับคอมแพคท์เซ็กเมนต์ โดยเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าชาวไทย ด้วยภาพลักษณ์ความสปอร์ตและความพรีเมียม ห้องโดยสารกว้างขวาง เหมาะกับการใช้งานที่หลากหลาย เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ส่งผลให้ ฮอนด้า เอชอาร์-วี ครองตำแหน่งยอดขายสูงสุดในตลาดเอสยูวี 3ปีซ้อน และมียอดขายสะสมกว่า 66,000 คัน และเพื่อเสริมภาพลักษณ์ความสปอร์ตและความพรีเมียม มากยิ่งขึ้น ฮอนด้า จึงได้แนะนำ ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ ที่เพิ่มความสปอร์ตโฉบเฉี่ยว คุ้มค่าด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับพรีเมียมที่ครบครันมากยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าการจำหน่ายไว้ 18,000 คันภายใน 1 ปี”

   ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่มาพร้อมดีไซน์ใหม่ที่ทันสมัยทั้งภายนอกและภายใน โฉบเฉี่ยวด้วยกันชนหน้า-หลัง และกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ ไฟหน้าแบบ Full LEDพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED เพิ่มความสปอร์ตด้วยเบาะนั่งดีไซน์ใหม่ พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ยกระดับไปอีกขั้น เพิ่มความมั่นใจในทุกการเดินทาง อาทิ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ระบบเตือนและช่วยเบรกที่ความเร็วต่ำ (City Brake Active System) และระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) เป็นต้น

   สปอร์ตเร้าใจในทุกมุมมองด้วย ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ รุ่น RSที่มาพร้อมดีไซน์สปอร์ตรอบคันกันชนหน้า-หลังสไตล์สปอร์ต กระจังหน้าดีไซน์ใหม่โครเมียมรมดำแบบสปอร์ต โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นด้วยไฟหน้าแบบ Full LEDพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LEDชายกันกระแทกด้านข้างสีดำแบบสปอร์ต มือจับเปิดประตูด้านหน้าแบบโครเมียมรมดำ กระจกมองข้างสีดำแบบสปอร์ต พร้อมแป้นเหยียบคันเร่งและเบรกแบบสปอร์ต ล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 17 นิ้วแบบสปอร์ต และสัญลักษณ์ RS บนฝากระโปรงท้าย

   ตอบโจทย์การใช้งานในทุกรูปแบบด้วยพื้นที่อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ภายในกว้างขวางสะดวกสบายในสไตล์รถอเนกประสงค์ ด้วยพื้นที่ใช้สอยและพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้ายขนาดใหญ่ ที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน มาพร้อมเบาะนั่งอเนกประสงค์ที่สามารถปรับพับได้ 3รูปแบบ ได้แก่ Utility Mode, Tall Mode และ Long Mode รองรับการขนย้ายสัมภาระที่หลากหลายในทุกรูปแบบ

   ขับสนุกเร้าใจทุกเส้นทาง ด้วยสมรรถนะอันทรงพลังของเครื่องยนต์ขนาด 1.8ลิตร SOHC i-VTEC 4 สูบ 16วาล์ว 141แรงม้าที่ 6,500รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดสูงสุด 172นิวตัน-เมตร ที่ 4,300รอบต่อนาที มาพร้อมกับระบบเกียร์ CVT ใหม่ ที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีมให้อัตราการประหยัดน้ำมันและตอบสนองทุกการขับขี่อย่างดีเยี่ยม ทั้งยังรองรับพลังงานทางเลือก E85

   นอกจากนี้ ครบครันด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับพรีเมียมในทุกรุ่น อาทิ ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) ระบบ Auto Brake Hold ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก (EBD) ระบบควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA) ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (HSA) สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS) กล้องส่องภาพด้านหลัง ปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-Angle Rearview Camera) และระบบถุงลม 6 ตำแหน่ง (เฉพาะรุ่น RS และ EL)

   ด้วยภาพลักษณ์ความสปอร์ตพรีเมียม ความกว้างขวาง และประโยชน์ใช้สอยภายในห้องโดยสาร ที่พร้อมตอบโจทย์การใช้ชีวิตในทุกรูปแบบ ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ จึงถูกนำเสนอผ่านการสื่อสารทางการตลาดด้วยคอนเซปท์What’s Calling You? ทุกเสียงเรียกจากข้างใน...ตามไปให้สุดซึ่งสะท้อนชีวิตอินไซต์ของคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน ที่ต้องการออกไปใช้ชีวิตตามที่หัวใจเรียกร้อง

   ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ มีทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ รุ่น E ราคา 949,000 บาท รุ่น ELราคา 1,059,000 บาท และรุ่น RS ราคา 1,119,000 บาท มีให้เลือกทั้งหมด 5สี โดยมีสีใหม่ คือ สีแดงแพสชั่น (มุก) และอีก 4 สี ได้แก่ สีขาวออร์คิด (มุก) สีดำคริสตัล (มุก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) และสีเทารูสแบล็ค (เมทัลลิก)   

   พบกับ ฮอนด้า เอชอาร์- วี ใหม่ ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม เป็นต้นไป สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และจองรถได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

   และยังสามารถสัมผัสกับ ฮอนด้า เอชอาร์- วี ใหม่ ได้ก่อนใคร ที่งาน ฟาสต์ ออโต้ โชว์ ไทยแลนด์ 2018 ระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม นี้ ณ บูธ A04 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ฮอลล์ 106และที่งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล ออโตซาลอน 2018ระหว่างวันที่ 4-8 กรกฎาคม นี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2อิมแพ็ค เมืองทองธานี

หมายเหตุ:           

- อุปกรณ์มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละรุ่น

- สีแดงแพสชั่น (มุก) มีจำหน่ายเฉพาะรุ่น RS

- สำหรับสีขาวออร์คิด (มุก)เพิ่ม 10,000บาท

- สำหรับสีแดงแพสชั่น (มุก) และสีดำคริสตัล (มุก) เพิ่ม 6,000 บาท

 
 

NEW CARS THAILAND : อีซูซุเปิดตัว “อีซูซุเอลฟ์ ใหม่!” เจ้าแห่งรถบรรทุกขนาดกลางยอดนิยมระดับโลก อีกขั้นของความปลอดภัย สะดวกสบาย สมบูรณ์แบบ

Friday, 08 June 2018 05:30

 

 

 

 

 

 

 

 

   อีซูซุตอกย้ำความเป็นผู้นำรถบรรทุกอันดับหนึ่งในวงการโลจิสติกส์เมืองไทย รุกเปิดตัว “อีซูซุเอลฟ์ ใหม่!” (New! ISUZU ELF) เจ้าแห่งรถบรรทุกขนาดกลางยอดนิยมระดับโลก ที่พัฒนาไปสู่อีกขั้นแห่งความสมบูรณ์แบบ ด้วยเทคโนโลยีแห่งความปลอดภัย และความสะดวกสบาย เพิ่มแอร์แบค กระจกไฟฟ้าและเซ็นทรัลล็อก ทุกรุ่น!พร้อมเพิ่มสมรรถนะการบรรทุกมากขึ้น เพื่อก้าวสู่มาตรฐานใหม่แห่งผู้นำรถบรรทุกเมืองไทยอย่างแท้จริง พร้อมกระจังหน้าใหม่ URBAN STYLEทันสมัยตามแบบฉบับ “Isuzu King of Trucks”

   กลุ่มตรีเพชร โดย มร. โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า“นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502ที่ “อีซูซุเอลฟ์” รถบรรทุกขนาดกลางของอีซูซุได้ถือกำเนิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น จวบจนถึงปัจจุบันได้รับการยอมรับจากผู้ประกอบการขนส่งในหลายประเทศให้เป็นเจ้าแห่งรถบรรทุกขนาดกลางยอดนิยมระดับโลก ด้วยคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมในทุกด้าน ทั้งความเป็นผู้นำด้านขุมพลังดีเซล “อีซูซุ ซูเปอร์คอมมอนเรล” อันเลื่องชื่อที่มอบความเหนือชั้นด้วยสมรรถนะที่ให้พลังแรงจัดแต่ประหยัดน้ำมัน และทนทานเป็นเยี่ยม  ตลอดจนระบบส่งกำลังอันทรงประสิทธิภาพ  ช่วงล่างที่แข็งแกร่ง เกาะถนน และทรงตัวดีเยี่ยม ใช้งานง่าย คล่องตัวทุกการขับขี่ รองรับการบรรทุกหนักและใช้งานที่หลากหลาย  นอกจากนี้ยังเป็นรถบรรทุกขนาดกลางที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในวงการรถบรรทุกเมืองไทยนับตั้งแต่เริ่มจำหน่ายตราบจนถึงปัจจุบัน   

   ดังนั้น ด้วยความมุ่งมั่นในการนำนวัตกรรมใหม่ๆ มายกระดับมาตรฐานรถบรรทุกเมืองไทย อีซูซุจึงมีความยินดีที่จะแนะนำ “อีซูซุเอลฟ์ ใหม่!” ที่พัฒนาสู่อีกขั้นแห่งความสมบูรณ์แบบ  ด้วยเทคโนโลยีแห่งความปลอดภัย และความสะดวกสบาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้งานบรรทุกและก้าวสู่มาตรฐานใหม่แห่งผู้นำรถบรรทุกเมืองไทยอย่างแท้จริง กับระบบความปลอดภัยที่มั่นใจยิ่งขึ้น “ใหม่! แอร์แบค ทุกรุ่น!” ทำงานร่วมกับเข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติด้านคนขับ “กระจังหน้าดีไซน์ใหม่!แบบ URBAN STYLE โดดเด่น บึกบึน ทันสมัย” “ใหม่! กระจกไฟฟ้าและเซ็นทรัลล็อกทุกรุ่น” พร้อมอีกทางเลือกเพื่อความสะดวกสบายยิ่งขึ้น “อีซูซุ สมูธเทอร์” ระบบเปลี่ยนเกียร์อัจฉริยะไม่ต้องเหยียบคลัตช์ (ในรุ่น NPR 150 แรงม้า) ช่วยให้เกียร์ธรรมดาใช้งานง่ายเสมือนเกียร์อัตโนมัติ มอบความคุ้มค่าสุด! ตลอดอายุการใช้งานตามแบบฉบับอีซูซุ ได้แก่ ประหยัดน้ำมันสุด อะไหล่หาง่าย ศูนย์บริการทั่วประเทศ และราคาขายต่อสูงเพื่อก้าวสู่ความเป็นที่หนึ่งร่วมกันของธุรกิจขนส่งยุคใหม่ในเมืองไทย ภายใต้แนวคิด “อีซูซุ...คู่คิดมืออาชีพ”

 “อีซูซุเอลฟ์ ใหม่!”  มาตรฐานใหม่ของระบบความปลอดภัย และสะดวกสบาย ควบคู่ไปกับสมรรถนะและความทนทานในธุรกิจขนส่ง ประกอบด้วย   

·       ใหม่! แอร์แบค ทุกรุ่น! ทำงานร่วมกับเข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติด้านคนขับ

·       ใหม่! ผ้าเบรกขนาดใหญ่ขึ้น (ในรุ่น NMR)และทุกรุ่นมาพร้อมระบบเบรกแบบไฮดรอลิกเพิ่มประสิทธิภาพงานบรรทุก

·       ใหม่! กระจกไฟฟ้า และเซ็นทรัลล็อก ทุกรุ่น! เพิ่มความสะดวกสบายยิ่งขึ้น

·       กระจังหน้าดีไซน์ใหม่! แบบ URBAN STYLE โดดเด่น บึกบึน ทันสมัย

·       วงเลี้ยวแคบสุดในรถระดับเดียวกัน คล่องตัวสำหรับการขนส่งในเมืองที่มีถนนแคบและการจราจรหนาแน่น (ในรุ่น NLR)

·       ขุมพลังเครื่องยนต์ อีซูซุ ซูเปอร์คอมมอนเรล ให้กำลังแรงจัด ประหยัดน้ำมันยิ่งกว่า พร้อมระบบส่งกำลังสมบูรณ์แบบ เข้าเกียร์ง่าย แม่นยำ ให้อัตราทดสัมพันธ์ต่อเนื่องทุกอัตราเร่ง         ช่วยประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม ให้กำลังฉุดลากสูง เพื่องานบรรทุกหนักโดยเฉพาะ และมีให้เลือกหลากหลายรุ่น

-          175แรงม้า รุ่น 4HK1-TCC  เครื่องยนต์ขนาด 5,193  ซีซี แรงบิดสูงสุด 500 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500 - 2,000 รอบ/นาที (ในรุ่น NQR)

-          150 แรงม้า รุ่น 4HK1-TCN เครื่องยนต์ขนาด 5,193ซีซี แรงบิดสูงสุด 404นิวตัน-เมตร ที่ 1,500 - 2,600รอบ/นาที (ในรุ่น NPR)

-          130 แรงม้า รุ่น 4JJ1E3N เครื่องยนต์ขนาด 2,999 ซีซี แรงบิดสูงสุด 330นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 – 2,600รอบ/นาที (ในรุ่น NMR/NLR)

·       แชสซีส์ขนาดใหญ่ แข็งแกร่ง ทนทาน รองรับการขนส่งที่หลากหลาย

·       ความสามารถในการบรรทุกที่หลากหลาย

-          GVW. 9.5 ตัน ในรุ่น NQR 175 แรงม้า

-          GVW. 8.5 ตัน ในรุ่น NPR 150 แรงม้า

-          GVW. 6.5-7.4 ตัน ในรุ่น NMR 130 แรงม้า

-          GVW. 4.5 ตัน ในรุ่น NLR 130 แรงม้า

GVW. คือ น้ำหนักรถรวมน้ำหนักบรรทุก

    -       พร้อมอีกทางเลือก อีซูซุ สมูธเทอร์ ระบบเปลี่ยนเกียร์อัจฉริยะไม่ต้องเหยียบคลัตช์ ช่วยให้เกียร์ธรรมดาใช้งานได้เสมือนเกียร์อัตโนมัติ ประหยัดน้ำมัน และสะดวกสบายยิ่งขึ้น (ในรุ่น NPR 150 แรงม้า)

   พร้อมความมั่นใจสุดด้วยศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุ ครอบคลุมมากกว่า 250แห่ง   ทั่วประเทศ รับประกัน 2ปี ไม่จำกัดระยะทาง พร้อมอะไหล่คุณภาพ และบริการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ 24ชั่วโมง

   “อีซูซุเอลฟ์ ใหม่!”  เจ้าแห่งรถบรรทุกขนาดกลางรุ่นล่าสุดของสุดยอดรถบรรทุก “Isuzu King of Trucks” พร้อมแล้วที่จะยืนหยัดสู่ความเป็นผู้นำในวงการรถบรรทุกเมืองไทยอย่างเต็มภาคภูมิ เพื่อสนับสนุนธุรกิจขนส่งยุคใหม่ให้ก้าวไกลด้วยมาตรฐานรถบรรทุกขนาดกลางยอดนิยมระดับโลก!เชิญสัมผัส “อีซูซุเอลฟ์ ใหม่!” ตั้งแต่วันที่ 14มิถุนายน ศกนี้ ที่โชว์รูมอีซูซุ ทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com และ Facebook: ISUZU TRUCKS THAILAND OFFICIAL

 
 

NEW CARS THAILAND : บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่ ชูที่สุดแห่งความหรูหราและความสะดวกสบายในการขับขี่

Tuesday, 07 November 2017 16:55

 

 

 

 

 

   บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย สานต่ออีกหนึ่งความสำเร็จด้านนวัตกรรมยานยนต์ในเซ็กเมนต์พรีเมียม พร้อมเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่รถยนต์หรูที่พร้อมสืบทอดเอกลักษณ์สุดสร้างสรรค์ของหนึ่งในสุดยอดรถยนต์ต้นแบบจากบีเอ็มดับเบิลยู โดยมาพร้อมกับ การพัฒนาและปรับปรุงอย่างรอบด้านในทุกแง่มุม

   มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยกล่าวว่า “เพื่อปูทางไปสู่งาน Motor Expo 2017ที่จะถึงนี้ เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้แนะนำอีกหนึ่งสมาชิกใหม่จากจากทัพยานยนต์ของบีเอ็มดับเบิลยู ที่โดดเด่นด้วยที่สุดแห่งนวัตกรรมและงานออกแบบที่หรูหราเหนือใคร บีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่คือส่วนผสมที่สมบูรณ์แบบระหว่างความสะดวกสบายสุดพรีเมียมและการใช้งานที่ตอบโจทย์ พร้อมด้วยสไตล์การขับขี่อันปราดเปรียวในแบบของรถสปอร์ต ที่พร้อมให้ลูกค้าชาวไทยได้สัมผัสความเพลิดเพลินในการขับขี่ทางไกล พร้อมไปกับความสะดวกสบายและเสน่ห์ในสไตล์ของรถยนต์คูเป้อย่างครบถ้วน”

   รถยนต์ Gran Turismoรุ่นดั้งเดิมอย่างบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 Gran Turismoนั้น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างอย่างชัดเจน ด้วยการผสมผสานประโยชน์ใช้สอยแบบรอบด้านจากรูปลักษณ์ของตัวถัง เข้ากับความสะดวกสบายและพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางเป็นพิเศษ จึงพร้อมมอบประสบการณ์สุดผ่อนคลายบนทุกเส้นทาง จุดเด่นทั้งหมดนี้ได้ถูกนำมาขัดเกลาและรวบรวมไว้ในรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยูซีรีส์ 6 Gran Turismoที่ต่อยอดจากความสำเร็จของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 Gran Turismoทั้งในด้านความหรูหราแบบสปอร์ต อุปกรณ์และฟีเจอร์ทันสมัย ระบบการควบคุมและช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ล้ำสมัย พร้อมด้วยความปราดเปรียวและประสิทธิภาพที่เพิ่มสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด

เบากว่า สปอร์ตกว่า พร้อมสะดวกสบายและทรงประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

   ด้วยการออกแบบที่เน้นน้ำหนักเบา และการเลือกใช้วัสดุอลูมิเนียมและเหล็กกล้าคุณภาพสูงในส่วนโครงสร้างตัวรถและแชสซี บีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่จึงมีน้ำหนักลดลงจาก    รุ่นก่อนหน้าราว 150 กิโลกรัม ซึ่งเมื่อนำไปผสมผสานกับคุณสมบัติทางอากาศพลศาสตร์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเครื่องยนต์ใหม่ที่ทรงพลังและเปี่ยมประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงทำให้บีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่มีสมรรถนะสไตล์สปอร์ตที่เปี่ยมพลังกว่าที่เคย ทั้งยังประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

   เครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบที่เป็นหัวใจของบีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่เสริมกำลังด้วยเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ล้ำสมัย ทำงานควบคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด Steptronic มอบพละกำลังสูงสุดที่ 195 กิโลวัตต์ / 265 แรงม้า พร้อมให้แรงบิดสูงสุดที่ 620 นิวตันเมตร จึงเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ใน 6.1 วินาที และมีความเร็วสูงสุดที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและอัตราการปล่อย CO2 อยู่ที่ 17.7 กิโลเมตรต่อลิตร และ 149 กรัมต่อกิโลเมตรเท่านั้น

ดีไซน์เน้นย้ำสัดส่วนปราดเปรียวและเส้นสายเรียบหรู

   ด้านหน้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่มีรูปลักษณ์ที่แตกต่างและทรงพลังด้วยเลนส์ไฟหน้า LED ที่ทอดยาวไปจนถึงกระจังหน้ารูปไตคู่ขนาดใหญ่ เมื่อมองจากด้านข้างแล้ว   จะเห็นได้ถึงความหรูหราสไตล์สปอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู โดดเด่นด้วยฟีเจอร์คุ้นตาเช่นฝากระโปรงหน้าทรงยาว ห้องโดยสารที่ค่อนไปทางด้านหลังของตัวรถ ประตูที่มาพร้อมกับหน้าต่างแบบ  ไร้กรอบ และแนวขอบหน้าต่างที่ลากยาวไปจนถึงท้ายตัวรถ ส่วนหลังคารถลาดเทลงมาบรรจบกับส่วนท้ายรถในสไตล์โฉบเฉี่ยวแบบรถยนต์คูเป้ ขณะที่ช่วงท้ายรถเองก็มีความสูงลดลงถึง 64 มิลลิเมตร ด้านไฟท้ายออกแบบมาในสไตล์สามมิติ เสริมความโดดเด่นให้น่าค้นหายิ่งขึ้น ชุดแต่ง M Aerodynamics ขับเน้นบุคลิกความสปอร์ตของบีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่ให้โดดเด่นไม่ซ้ำใครยิ่งขึ้น

สุดยอดส่วนผสมแห่งความเพลิดเพลินในการขับขี่ ความสะดวกสบายในการเดินทางไกล   และประโยชน์ใช้สอย

   ภายในรถถูกออกแบบเพื่อเน้นความสะดวกสบายในการควบคุมรถของผู้ขับขี่ พร้อมด้วยห้องโดยสารที่กว้างขวางเป็นพิเศษ เบาะที่นั่งยกสูงเปิดมุมมองที่ครอบคลุมทุกทิศทางให้กับผู้ขับขี่ ขณะที่การจัดวางฟังก์ชั่นการควบคุมต่างๆ เป็นไปตามหลักสรีรศาสตร์อย่างไร้ที่ติ จึงสร้างความเพลิดเพลินในการขับขี่ได้ถึงขีดสุด เส้นสายต่างๆ วัสดุที่ใช้ และความประณีตแม่นยำในการตกแต่ง เสริมความพรีเมียมหรูหราให้กับห้องโดยสารยิ่งขึ้น ส่วนห้องโดยสารด้านหลังของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่ประกอบไปด้วย 3 ที่นั่งขนาดใหญ่ พร้อมพื้นที่วางขาที่กว้างขวาง

   บีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่สะดวกต่อการใช้งานด้วยประตูท้ายรถแบบบานเดี่ยวที่ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า เบาะที่นั่งปรับเอนได้แบบ 40 : 20 : 40 สามารถพับให้เป็นพื้นราบสำหรับเก็บสัมภาระได้ด้วยปุ่มกดบริเวณพื้นที่กระโปรงท้าย ส่วนฝาปิดช่องเก็บสัมภาระแบบสองชิ้น มาพร้อมกับโครงสร้างแข็งแกร่งทนทาน และสามารถพับเก็บไว้ใต้พื้นกระโปรงท้ายได้

   บีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่มาพร้อมระบบควบคุมและแสดงผลชั้นเยี่ยม นำเสนอที่สุดแห่งความครบถ้วนในการควบคุมรถยนต์ การนำทาง รวมถึงฟังก์ชั่นการสื่อสารและระบบบันเทิงได้อย่างไม่มีใครเทียบ ด้วยระบบ iDrive ที่เป็นแกนหลักของการสั่งงานรถยนต์รุ่นนี้ ทั้งยังเสริมประสิทธิภาพการใช้งานด้วยระบบสัมผัสบนหน้าจอแสดงผลความละเอียดสูงขนาด 10.25 นิ้ว ระบบการสั่งงานด้วยเสียง (Intelligent Voice Control Assistance) และระบบการสั่งงานด้วยการเคลื่อนไหวของมือ (BMW gesture control)

   บีเอ็มดับเบิลยู 630d Gran Turismo M Sport ใหม่ ราคาเริ่มต้นที่ 4,739,000 บาท พร้อม BSIStandard ให้บริการบำรุงรักษา3ปี / 60,000 กม. และการรับประกัน 3 ปี ม่จำกัดระยะทาง

   ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย หรือติดต่อ BMW Contact Center 1-401-169-169

 
 

More Articles...

Page 1 of 18

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )