Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS THAILAND

NEW CARS THAILAND : อีซูซุส่งรุ่นพิเศษ! “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ THE ICONIC” เขย่าตลาดต่อเนื่อง

Monday, 12 February 2018 17:01

 

 

 

 

 

 

 

 

   หลังจากแนะนำ “ใหม่! อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ 1.9ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ไลฟ์สไตล์ปิกอัพเพื่อคนสายพันธุ์สปอร์ตไปหมาดๆ เมื่อปลายเดือนมกราคม  อีซูซุได้เขย่าตลาดรถเมืองไทยระลอกสองอย่างต่อเนื่อง  ด้วยการแนะนำ รุ่นพิเศษ! “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ THE ICONIC”  รถยนต์นั่งอเนกประสงค์สุดหรูที่มาพร้อมชุดแต่งพิเศษสปอร์ตเท่รอบคัน  จับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบรถที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

   กลุ่มตรีเพชร โดย มร. โทชิอากิ  มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัดเผยว่า“รุ่นพิเศษ!“อีซูซุมิว-เอ็กซ์ THE ICONIC”  เป็นรถยนต์นั่งอเนกประสงค์สุดหรูรุ่นล่าสุด ที่มาเพิ่มทางเลือกและต่อยอดความแรงของ “The New Isuzu MU-X”ภายใต้นิยาม Signature of Privilege เอกลักษณ์แห่งเอกสิทธิ์ โดยเพิ่มเติมความโฉบเฉี่ยว หรูหรา งดงามทุกรายละเอียด อาทิ สปอร์ตเท่รอบคันกับชุดแต่ง ICONIC STYLE ห้องโดยสารโทนเข้ม LAVA BLACK ขับเน้นอารมณ์สปอร์ต ระบบความบันเทิงพร้อม Built-in Navigator และ Digital TV Tuner และล้ออัลลอย 18” ICONIC CROSS ทำให้เป็นยนตรกรรมไลฟ์สไตล์ที่ครอบคลุมทุกความต้องการของผู้ใช้รถที่มีสไตล์อันโดดเด่น ไม่ซ้ำใคร มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ 1.9และ 3.0ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ที่ให้การตอบสนองการขับขี่ที่ดี ประหยัดน้ำมัน และรักษาสิ่งแวดล้อม ชุดเกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2ล้อ พร้อมช่วงล่างที่นุ่มนวล รวมถึงเทคโนโลยีและฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ตอบสนองการใช้ชีวิตยุคใหม่ให้ผู้ใช้รถได้สูงสุดในทุกด้าน โดยมีให้เลือก 2สี ได้แก่ ขาวมุกเอเวอร์เรสต์ (Everest Pearl White)และดำออสเตรเลียนโคล (Australian Coal Black)ราคาจำหน่าย 1,354,000 – 1,411,000 บาท

   เชิญสัมผัสรถรุ่นล่าสุด  รุ่นพิเศษ! “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ THE ICONIC” ซึ่งจะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 26กุมภาพันธ์ ศกนี้ ณ โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

 
 

นิสสัน เสริมทัพ นาวารา ซิงเกิ้ลแค็บ 4WD ใหม่ ปิคอัพอัจฉริยะพลังแรงการบรรทุกหนักที่ลุยได้ทุกเส้นทาง

Tuesday, 13 February 2018 16:53

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัดเสริมทัพ นาวารา   ซิงเกิ้ลแค็บ 4WD ใหม่ปิคอัพอัจฉริยะพลังแรงเพื่อการบรรทุกหนักที่สามารถลุยได้ทุกเส้นทาง

    นางสาว สุรีทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี รอง   ประธานสายงานการตลาด บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัดเปิดเผยว่า นิสสัน นาวารา ถือเป็นรถยนต์กระบะ ที่ได้รับการรตอบรับที่ดีจากลูกค้ามาอย่างต่อเนื่องด้วยความทนทาน ความแข็งแกร่ง และสมรรถนะของเครื่องยนต์ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในหมู่ลูกค้าชาวไทย ปิคอัพนิสสันทุกรุ่นอยู่เคียงคู่กับความสำเร็จของเจ้าของธุรกิจชาวไทยมานานกว่า50ปี นับแต่รุ่นสร้างชื่ออย่าง   “นิสสัน ช้างเหยียบ”  “นิสสัน บิ๊กเอ็ม”(Big M) และ “นิสสัน ฟรอนเทียร์” (Frontier)ซึ่งลูกค้าให้ความไว้วางใจ และนอกจากเรื่องของเครื่องยนต์พละกำลังสูง นาวารายังมีความสามารถในการบรรทุกหนักที่ถือเป็นเอกลักษณ์ และคุณสมบัติมาตรฐานที่สำคัญของรถกระบะนิสสันมายาวนาน จนมาถึงรุ่นปัจจุบันคือ นิสสัน นาวารา รุ่นปี 2018 ที่ได้เสริมเทคโนโลยีอัจฉริยะจาก นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี (Nissan Intelligent Mobility)อย่างระบบกล้องมองรอบคันอัจฉริยะ หรือ Around View Monitor (AVM)ที่ถือเป็นครั้งแรกของกลุ่มรถกระบะ นอกเหนือจากอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มรูปแบบ

นาวารา ซิงเกิ้ลแค็บ 4WDเพื่อการบรรทุกหนักและสามารถลุยได้ทุกเส้นทาง

   นิสสัน นาวารา ซิงเกิ้ลแค็บ 4WD ใหม่ยังคงพละกำลังสูงที่พร้อมเปลี่ยนทุกอุปสรรค ให้กลายเป็นความสำเร็จ ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบขนาด 2.5 ลิตร DOHCแบบ 4 สูบแถวเรียง ให้กำลังสูงสุดที่ 163 แรงม้า มีแรงบิดสูงสุดที่ 403 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที และด้วยระบบเกียร์ธรรมดาแบบ 6สปีด ช่วยให้ประหยัดน้ำมัน อีกทั้งยังมีอัตราทดเกียร์นุ่มนวลกว่า แต่ยังคงสมรรรถนะการออกตัว และเร่งแซงได้อย่างมั่นใจ และระบบขับเคลื่อน4ล้อทำในนาวารา ซิงเกิ้ลแค็บ 4WDใหม่พร้อมสำหรับการบรรทุกหนักและยังสามารถบุกตะลุยเพื่อใช้งานได้ในทุกสภาพถนน

   ด้านรูปโฉมภายนอก นาวาราทุกรุ่นมีรูปลักษณ์ที่ดูโฉบเฉี่ยวทันสมัยแต่คงความบึกบึน ขณะที่การบรรทุกแกร่งยังเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติเด่นของรถกระบะจากนิสสันด้วยแชสซีส์เหล็กกล้าที่แข็งแกร่งอันเป็นเอกสิทธิ์ของ   นิสสัน สามารถรองรับแรงการบรรทุกหนัก และการใช้งานอย่างสมบุกสมบันในทุกสภาพถนน และคำนึงถึงการใช้งานของลูกค้าเป็นหลัก นิสสัน นาวารา ซิงเกิ้ลแค็บ 4WD ใหม่ จะมาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ให้ทั้งความสะดวกและความปลอดภัยอาทิ ที่เหยียบขึ้นกระบะด้านข้างสำหรับการขนของขึ้นลงจากตัวรถ และกล้องมองหลังที่อยู่เป็นสัดส่วนกับที่เปิดฝาท้าย

   ขณะที่การออกแบบภายในของนิสสัน นาวารา ซิงเกิ้ลแค็บ 4WD ใหม่ ยังคงรูปแบบของเส้นสายที่ต่อเนื่องจากแผงคอนโซลกลางไปยังเส้นสายด้านข้างประตูรถ โดยคำนึงถึงการออกแบบในเชิงอรรถประโยชน์ เพื่อให้มั่นใจว่าห้องโดยสารดูโปร่งสบาย นิสสันได้สร้างมาตรฐานใหม่สำหรับการออกแบบภายในรถกระบะ ด้วยแผงหน้าปัดดีไซน์หรู พวงมาลัยดีไซน์พรีเมียม พร้อมกับการใช้วัสดุแบบอลูมิเนียมในการตกแต่งคอนโซลกลาง

   โดย นิสสัน นาวารา ซิงเกิ้ลแค็บ 4WD ใหม่มีสีให้เลือกถึง 3สี ได้แก่ สีขาว ไวท์ โซลิค, สีเงิน บริลเลียนท์ ซิลเวอร์ และสีเทา ทไวไลท์ เกรย์โดยมีราคาที่ 653,000 บาท ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถรับข้อเสนอพิเศษดาวน์ต่ำเพียง 9,999 บาท โดยสามารถติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการที่มีอยู่มากกว่า 190 แห่ง ครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ ทั้งยังสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ นิสสัน คอลเซ็นเตอร์ หมายเลข 02 401 9600 หรือที่ www.nissan.co.th

 
 

NEW CARS THAILAND : ซูซูกิ เปิดตัว All New Suzuki SWIFT สปอร์ตคอมแพคคาร์มาตรฐานระดับโลก ด้วยคอนเซ็ปต์สไตล์เด่นบนเส้นทางที่แตกต่าง WE STANDOUT

Saturday, 10 February 2018 15:46

 

 

 

 

 

   บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยโฉม All New Suzuki SWIFT สไตล์เด่นบนเส้นทางที่แตกต่าง WE STANDOUT ด้วยสปอร์ตคอมแพคคาร์มาตรฐานระดับโลก ชูจุดเด่นเทคโนโลยีเครื่องยนต์แบบ DUALJET และแพลตฟอร์มใหม่ HEARTECT พร้อมดีไซน์สปอร์ตคงเอกลักษณ์ DNA ของ SWIFT กับเทคโนโลยีอันทันสมัยช่วยในการขับขี่ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน เจาะกลุ่มคนหนุ่มสาววัยทำงาน ตั้งเป้ายอดขายปีนี้ 15,700คัน

   นายโยจิ มุโรซากะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวว่า “SWIFT เป็นรถรุ่นสำคัญของซูซูกิในระดับโลก แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญของซูซูกิด้านรถยนต์คอมแพคและความทุ่มเทในการสร้างสรรค์รถยนต์ที่มีทั้งดีไซน์สวยทันสมัยและความสนุกในการขับขี่ Suzuki SWIFT สไตล์เด่นบนเส้นทางที่แตกต่าง WE STANDOUT ที่ผ่านมา สำหรับรุ่นล่าสุดนี้ซึ่งเป็น เจเนอเรชั่นที่ 3ของ SWIFT ยังเป็นรถยนต์หนึ่งเดียวที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ RJC Car of the Year 2018จากการคัดเลือกโดยสถาบันนักวิจัยและผู้สื่อข่าวยานยนต์แห่งญี่ปุ่นหลังจากที่ 2เจเนอเรชั่นก่อนได้รับรางวัลนี้มาแล้วในปี 2005และ 2010ตามลำดับซูซูกิจึงมีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่จะแนะนำ ALL NEW Suzuki SWIFT สู่ประเทศไทย เราเชื่อว่า SWIFT เจเนอเรชัน 3นี้จะสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ในตลาดรถยนต์ของไทยได้อย่างแน่นอน”

   นายมาซาโอะ โกโบริ หัวหน้าวิศวกร ซูซูกิ มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน ประเทศญี่ปุ่นเปิดเผยว่า “รถรุ่นนี้พัฒนาขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “INNOVATION – Fun & Sporty” โดยออกแบบใหม่ทั้งหมดให้ All New Suzuki SWIFT มีความโดดเด่นทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและสมรรถนะในการขับขี่ที่ดีเยี่ยม ในด้านการออกแบบภายนอกยังคงความโดดเด่นด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์แต่มีกลิ่นอายของรถยุโรปมากยิ่งขึ้น ด้วยมิติของตัวรถซึ่งความสูงอยู่ที่ 1,495 มิลลิเมตร และกว้างขึ้น 40 มิลลิเมตร ทำให้ All New Suzuki SWIFT มีความสปอร์ตและดูปราดเปรียวมากขึ้น โดยเรายังเน้นให้ All New Suzuki SWIFT มีภาพลักษณ์ที่ดูสปอร์ตดุดัน ด้วยเส้นสีแดงตัดกระจังหน้าสีดำ ไฟหน้า LED Projector และไฟหลัง LEDล้ออะลูมิเนียมอัลลอยขนาด 16 นิ้ว ในส่วนของสมรรถนะได้เพิ่มเทคโนโลยีใหม่คือหัวฉีดคู่หรือ DUALJETที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น จึงประหยัดน้ำมันกว่าเดิมมากกว่า 23 กม.ต่อลิตร ขับขี่เร้าใจด้วยเครื่องยนต์ใหม่ K12M 1.2ลิตร  

   นอกจากนั้น ในด้านความปลอดภัยมีการนำแพลตฟอร์มใหม่ HEARTECT มาใช้เพื่อช่วยให้รถมีน้ำหนักน้อยลงแต่คงความแข็งแกร่งและช่วยประหยัดน้ำมันรวมถึงโครงสร้างตัวถังแบบ TECT พร้อมระบบกันการสั่นสะเทือน ระบบ TCSช่วยในการควบคุมรถขณะขับขี่บนถนนลื่นหรือในทางโค้ง และยังเหมาะกับการขับในเมืองด้วยระบบ IDLING STOPที่ช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมันขณะรถหยุดนิ่ง ขับขี่อย่างมั่นใจในทุกเส้นทางด้วยระบบ Hill Hold Controlที่จะช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน และปลอดภัยมากขึ้นด้วยถุงลมนิรภัย SRSถึง 6 ตำแหน่ง   

   ทั้งนี้ All New Suzuki SWIFTยังมาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมาย แผงคอนโซลกลางด้านหน้าเบนเข้าหาคนขับเพื่อการใช้งานที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น มาตรวัดสไตล์สปอร์ตที่ตกแต่งด้วยลายเส้นสีแดง พร้อมจอแสดงข้อมูลขับขี่แบบ LCD มาพร้อมกับจอสัมผัส Suzuki Smart Connectขนาด 7 นิ้ว ที่ควบรวมระบบนำทางที่แม่นยำ กับฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่าน Bluetooth พร้อมโปรแกรมสุดล้ำ Apple CarPlay สำหรับ iOS รวมถึงพวงมาลัยที่ออกแบบใหม่เป็นรูปตัว D เพื่อเพิ่มพื้นที่วางเท้าระหว่างเบาะและพวงมาลัย

   นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวถึง กลยุทธ์การตลาดว่า “กลุ่มเป้าหมายของ All New Suzuki SWIFT คือผู้ที่ซื้อรถเพื่อใช้งานเป็นรถคันแรก รายได้ระดับปานกลางขึ้นไป อายุตั้งแต่ 21-39ปี ซึ่งเป็นวัยทำงานและเริ่มต้นสร้างครอบครัว โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มอายุ 21-29ปี ซึ่งให้ความสำคัญกับดีไซน์เพื่อสะท้อนถึงภาพลักษณ์ของตนเอง ชอบรถที่ขับสนุก ควบคุมง่าย และกลุ่มที่มีอายุ 30-39ปี ซึ่งชอบรถที่มีดีไซน์ที่บอกถึงตัวตนและมาพร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่คุ้มค่า ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ จึงเป็นที่มาของคอนเซ็ปต์ ‘All New Suzuki SWIFT,
WE STANDOUT
สไตล์เด่นบนเส้นทางที่แตกต่าง’

 ในด้านการตลาด ครั้งนี้ทางซูซูกิได้ดึง ชาริล ชัปปุยส์ และ “วี” วิโอเลต วอเทียร์ ขึ้นแท่นพรีเซนเตอร์คนใหม่ล่าสุดของ All New Suzuki SWIFTเพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ที่ทันสมัย และไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างอย่างชัดเจน ผ่านช่องทางการสื่อสารที่ครอบคลุม ซึ่งเน้นสื่อออนไลน์มากขึ้น เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง สื่ออื่นๆ ทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ สื่อวิทยุ จอดิจิทัลและบิลบอร์ดทั่วประเทศ รวมถึงด้านบริการของพนักงานที่ผ่านขั้นตอนโปรแกรมการฝึกอบรมที่ได้มาตรฐานของซูซูกิ พร้อมบริการให้คำปรึกษาและแนะนำลูกค้าอย่างเต็มรูปแบบ
ด้วยโชว์รูมผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิซึ่งจะครอบคลุม 120 สาขาทั่วประเทศ ภายในเดือนมีนาคมนี้

 “นอกจากนี้ ซูซูกิยังร่วมมือกับสถาบันการเงินจัดโปรแกรม My Way ผ่อนเริ่มต้นเพียง 3,999 บาท ต่อเดือน และแคมเปญพิเศษ Loyalty Program สำหรับลูกค้า SWIFT เพียงนำ SWIFT คันเดิมมาเปลี่ยนเป็น SWIFT ใหม่ รับทันทีส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่ง 20,000บาทอีกทั้งเราจะจัดกิจกรรมพิเศษที่โชว์รูมซูซูกิทั้งหมดทั่วประเทศในวันที่ 10-11กุมภาพันธ์ และกิจกรรมพิเศษที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศในวันที่ 17-18กุมภาพันธ์ซึ่งทุกท่านสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.suzuki.co.th หรือ www.allnewsuzukiswift.com”

   นายวัลลภ กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับตลาดรถยนต์ในกลุ่มอีโคคาร์มียอดจำหน่ายรวมทั้งหมดในปี 2560อยู่ที่ 156,239คัน ซึ่งซูซูกิมียอดจำหน่ายรวมเฉพาะรถยนต์อีโคคาร์จำนวน 21,300คัน เติบโตขึ้นถึง 13.39% และมีส่วนแบ่งทางการตลาดของรถในกลุ่มนี้อยู่ที่ 13.63% สำหรับซูซูกิ สวิฟท์ อีโคคาร์สายพันธุ์สปอร์ต ยังคงเป็นรถที่ได้รับความนิยม มียอดจำหน่ายสูงถึง 8,080คัน เชื่อมั่นว่าในปี 2561จากการที่แนวโน้มสภาพตลาดรถยนต์
ที่มีทิศทางดีขึ้น ซูซูกิ ก็จะสามารถสร้างการเติบโตได้ดีขึ้นด้วยเช่นกัน”

   All New Suzuki SWIFT มีให้เลือกทั้งหมด 6สี ได้แก่ Ablaze Red Pearl, Star Silver Metallic, Mineral Gray Metallic, Super Black Pearl และ 2สีใหม่ คือ Speedy Blue Metallic และ Pure White Pearl โดยมีทั้งหมด 4รุ่นด้วยกัน ได้แก่ GA CVT, GL CVT, GLX CVT และ GLX-Navi CVT


ช่องทางติดต่อทางออนไลน์

http://www.suzuki.co.th

https://www.facebook.com/officialsuzukimotorthailand

https://www.facebook.com/SuzukiCarryFoodTruck

ช่องทางติดต่อทาง Call Center

โทรศัพท์พื้นฐาน          โทร 1800-600-900    

โทรศัพท์เคลื่อนที่         โทร 1401-600-900

 
 

NEW CARS THAILAND : นิสสัน ลีฟ ใหม่พร้อมจำหน่ายใน 7 ประเทศเอเชียและโอเชียเนีย

Friday, 09 February 2018 16:14

 

 

 

 

 

 

   นิสสัน ลีฟ ใหม่พร้อมจำหน่ายใน 7 ประเทศเอเชีย และโอเชียเนียในปีงบประมาณหน้า เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของนิสสันในการนำเสนออนาคตแห่งการขับขี่ที่มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

   นิสสันจะเปิดตัว นิสสัน ลีฟ ในออสเตรเลีย ฮ่องกง มาเลเซีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และประเทศไทย นอกจากนี้ นิสสันยังกำลังเตรียมข้อมูลในการนำเสนอรถยนต์ไร้มลพิษในตลาดอื่นๆของภูมิภาค เช่นอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์

   รองประธานอาวุโส ระดับภูมิภาคของนิสสัน ยูตากะ ซานาดะ กล่าวว่า บริษัทฯกำลังดำเนินการนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในโลกเจนเนอเรชั่นใหม่ออกจำหน่ายในหลายตลาดให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นิสสัน ลีฟ ใหม่คือสัญลักษณ์ของนิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ ซึ่งเป็นแนวทางของบริษัทในการพาผู้คนไปสู่โลกที่ดีขึ้น โดยการพลิกโฉมรถยนต์ทั้งในด้านพลังงานที่ใช้ในการขับเคลื่อน การขับขี่ และหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

   “นิสสัน ลีฟ ใหม่คือ รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย และจับต้องได้จริงที่สุดในขณะนี้” ซานาดะกล่าว “รถยนต์อันชาญฉลาดนี้จะทำให้คุณรู้สึกมั่นใจขึ้น ตื่นเต้นเร้าใจยิ่งกว่า และกเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีได้ดีกว่ารถยนต์พลังงานไฟฟ้ากระแสหลักรุ่นอื่น การเปิดตัวรถยนต์รุ่นนี้ในหลายตลาดแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราที่จะเป็นผู้นำในระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า และมอบระบบขับเคลื่อนแห่งอนาคตให้แก่ภูมิภาคนี้” ซานาดะกล่าวเพิ่มเติม

   นิสสันกำลังศึกษาถึงความต้องการในตลาดอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ก่อนที่จะมีการเปิดตัว นิสสัน ลีฟ ใหม่ ในครั้งต่อไป ซานาดะเสริม

   การประกาศการจัดจำหน่ายลีฟ ใหม่มีขึ้นภายในงานนิสสัน ฟิวเจอร์ส ซึ่งเป็นการรวมตัวในสิงคโปร์ของผู้บริหารระดับสูงทั้งจาก หน่วยงานภาครัฐ อุตสาหกรรม และสื่อมวลชนทั่วทั้งเอเชีย และโอเชียเนีย โดยงานนี้จัดขึ้นเป็นระยะ 3 วัน ประกอบด้วยการบรรยายของผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ และการเสวนาเกี่ยวกับการสร้างสรรค์อนาคตที่ยั่งยืนด้วยระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าในรถยนต์และการสร้างเทคโนโลยีขับขี่ที่ก้าวล้ำหน้าให้เข้าถึงผู้คนได้มากขึ้นภายใต้แนวคิด “อนาคตของยานยนต์ ที่มากกว่าพลังไฟฟ้า”

   ผลการสำรวจของฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวนที่เปิดเผยภายในงานนิสสัน ฟิวเจอร์สในวันนี้ ระบุว่ารถยนต์พลังงานไฟฟ้ามีศักยภาพเติบโตอย่างก้าวกระโดดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เนื่องจากลูกค้ามีความต้องการสูงมาก

   นิสสันได้จำหน่ายลีฟไปแล้วมากกว่า 300,000 คันทั่วโลกนับตั้งแต่เปิดตัวรุ่นแรกในปี พ.ศ. 2553 บริษัทเปิดตัว นิสสัน ลีฟ ที่มาพร้อมการออกแบบใหม่หมดในเดือนกันยายน พ.ศ. 2560 โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่แสดงให้เห็นถึงความเฉลียวฉลาดของนิสสัน เช่น e-Pedal ที่ผู้ขับสามารถขับขี่ได้ด้วยการใช้แป้นเหยียบเดียว

   นิสสัน ลีฟ ใหม่ยังมาพร้อมพละกำลังที่สูงขึ้นและระยะทางขับขี่ที่ไกลกว่าเดิม ตลอดจนความหรูหราและสะดวกสบาย ระบบขับเคลื่อนของรถไฟฟ้ารุ่นใหม่นี้มอบพละกำลัง 110 กิโลวัตต์และ 320 นิวตันเมตร ทำให้มีอัตราเร่งที่รวดเร็วยิ่งขึ้นและเพิ่มความสนุกสนานให้แก่ผู้ขับขี

   นิสสัน ลีฟ ใหม่เริ่มขายที่ญี่ปุ่นเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2560 และต่อมาในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาในเดือนมกราคม และวางตลาดในยุโรปในเดือนกุมภาพันธ์ นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายที่จะออกจำหน่ายใน 60 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย
   สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ การบริการ และการขนส่งเพื่อความยั่งยืน สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทาง nissan-global.com หรือ asia.nissannews.com, Facebook, Instagram, Twitter และ Linkedin พร้อมรับชมวีดีโอล่าสุดได้ที่ YouTube

 

 
 

NEW CARS THAILAND : ฟอร์ดเผยโฉม “เรนเจอร์ แร็พเตอร์” ครั้งแรกของโลก

Wednesday, 07 February 2018 17:15

 

 

 

 

 

   ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์รถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงรุ่นใหม่จากฟอร์ด เผยโฉมอย่างเป็นทางการครั้งแรก ณ ประเทศไทย ในวันนี้

เรนเจอร์ แร็พเตอร์ได้ ผ่านขั้นตอนการออกแบบ ผลิต และทดสอบจากทีมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance)เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับเซ็กเมนต์ตลาดรถกระบะในฐานะรถกระบะสมรรถนะสูงของภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก ทั้งนี้ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้รับการออกแบบมาเพื่อนักขับขี่แบบออฟโรดตัวจริง โดยตอกย้ำความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการส่งมอบรถกระบะสายพันธุ์ “เกิดมาแกร่ง” ให้กับผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก

   “เราตื่นเต้นและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เผยโฉมรถรุ่นดังกล่าวสู่สาธารณชน เมื่อขับ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ คุณจะรู้สึกเสมือนเป็นฮีโร่” มร. จามัล ฮามีดิ หัวหน้าทีมวิศวกร ฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance)กล่าว

   “ทีมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์(Ford Performance)รู้สึกตื่นเต้นที่ได้พัฒนาต่อยอดรถรุ่นแร็พเตอร์ จากรถฟอร์ด เอฟ-150แร็พเตอร์ รุ่นต้นแบบ ซึ่งเป็นแก่นสำคัญของรถยนต์ในตำนาน พร้อมผสมผสานดีเอ็นเอตามแบบฉบับของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance)”

การออกแบบที่ดุดัน

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์ โดดเด่นด้วยการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ทั้งภายนอกและภายใน ที่เน้นฟังก์ชั่นการใช้งานเป็นหลัก

   เมื่อมองจากด้านหน้า กระจังหน้าใหม่อันสะดุดตาได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ฟอร์ด เอฟ-150แร็พเตอร์ ซึ่งเป็นรถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงคันแรกของโลกจากโรงงาน โลโก้ฟอร์ดสะกดด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ภาษาอังกฤษอันเป็นเอกลักษณ์จัดวางอยู่บนกระจังหน้าอย่างองอาจ มอบความโดดเด่นเมื่อปรากฏตัวท่ามกลางฝุ่นอันคละคลุ้ง ชุดกันชนด้านหน้าซึ่งติดกับเฟรมรถได้รับการออกแบบให้มีความทนทานสำหรับการขับขี่ในทะเลทรายและดูน่าเกรงขาม แผงกันชนด้านหน้ายังมาพร้อมไฟตัดหมอกแบบ LEDพร้อมช่องรีดอากาศ ที่ช่วยลดการต้านลมของตัวรถได้เป็นอย่างดี

   แก้มข้างรถคู่หน้าแบบใหม่ผลิตจากวัสดุคอมโพสิท ไม่เพียงแต่ดูแข็งแกร่ง แต่ยังทนต่อการบุบและรอยขีดข่วนที่มักจะเกิดจากการใช้งานออฟโรด อีกทั้งแก้มข้างรถคู่หน้าที่ถูกตีโป่งขยายออกนั้น เพื่อรองรับระยะยุบตัวของโช้คที่เพิ่มมากขึ้นและยางออฟโรดขนาดใหญ่ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มีสีภายนอกให้เลือกหลากหลาย ได้แก่ สีฟ้าไลท์นิ่ง บลู (Lightning Blue) สีแดงเรซ เร้ด (Race Red) สีดำแชโดว์ แบล็ค (Shadow Black)สีขาวโฟรเซ่น ไวท์ (Frozen White)และสีพิเศษเฉพาะของเรนเจอร์ แร็พเตอร์อย่าง สีเทาคองเคอร์ เกรย์ (Conquer Grey)ที่โดดเด่น โดยตัดกับสีเทาไดโน่ เกรย์ (Dyno Grey)เพื่อขับให้รูปลักษณ์ของรถดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

   รูปลักษณ์ของตัวรถยังดูใหญ่ขึ้นในทุกมิติ โดยมาพร้อมความสูงถึง 1,873 มิลลิเมตร ความกว้าง 2,180 มิลลิเมตร และความยาว 5,398 มิลลิเมตร ระยะช่วงล้อหน้าและหลังกว้างขึ้นเป็น 1,710 มิลลิเมตร ความสูงใต้ท้องรถเพิ่มขึ้นเป็น 283มิลลิเมตร ขณะเดียวกัน ยังมาพร้อมมุมไต่ที่ 32.5องศา มุมคร่อมที่ 24องศา และมุมจากที่ 24องศา ซึ่งเหนือชั้นกว่ารถรุ่นใดที่เคยมีมา

   เมื่อพิจารณาไล่ตั้งแต่ด้านล่างขึ้นไป จะสังเกตได้ว่าบันไดข้างรถของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ นั้นเหนือชั้นกว่ารถทั่วไปในท้องตลาด โดยออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้เศษหินกระแทกกับตัวถังรถด้านหลัง และรูที่ถูกเจาะนั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้ระบายทราย โคลน และหิมะได้ โดยผลิตจากอะลูมิเนียมอัลลอยเพื่อเพิ่มความคงทนโดยเฉพาะ ทั้งยังผ่านการทดสอบด้วยการกดน้ำหนัก 100กิโลกรัมถึง 84,000 ครั้ง เพื่อจำลองการใช้งานในสนามทดสอบจริงกว่า 10ปี และทำการเคลือบถึงสองชั้น โดยทำการพ่นสี powder-coated ก่อนพ่น grit-paint ทับอีกชั้น เพื่อมอบความรู้สึกแข็งแกร่ง ทั้งยังมีความทนทานสูงต่อรอยขีดข่วนและรอยเปื้อนที่เกิดจากอากาศและสภาพแวดล้อม

   บริเวณกันชนท้ายได้ผ่านการปรับปรุงโดยเพิ่มชุดตะขอเกี่ยวจำนวน 2ชุด ที่รองรับการลากจูงได้ถึง 3.8 ตัน นอกจากนี้ ส่วนท้ายรถยังได้รับการพัฒนาด้วยกรอบตัวเซ็นเซอร์ที่เรียบเสมอกับตัวถัง และตัวเชื่อมขอลากที่ได้รับการติดตั้งและออกแบบพิเศษ ส่วนท้ายกระบะมอบพื้นที่ใช้งานอย่างกว้างขวางด้วยขนาด 1,560 x 1,743 มิลลิเมตร ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยในช่วงวันหยุด

   การออกแบบภายใน เรนเจอร์ แร็พเตอร์มาพร้อมความประณีตขั้นสูงตามดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance)ที่ผสานสีสันต่าง ๆ และการเลือกสรรวัสดุที่คงทนและเหมาะสมสำหรับการขับขี่แบบออฟโรดและการใช้งานในชีวิตประจำวัน เบาะที่นั่งได้รับการออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อรองรับการใช้งานการขับขี่แบบออฟโรดความเร็วสูง ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถขณะวิ่งด้วยความเร็วสูงได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังมอบความสะดวกสบายระหว่างการเดินทางอย่างเหนือชั้น การเลือกใช้หนังกลับเป็นวัสดุของเบาะนั้น ช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารยึดเกาะที่นั่งได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพิจารณาการเลือกใช้วัสดุต่าง ๆ โดยคำนึงถึงการใช้งานจริง

   ฟอร์ดได้จัดการทดสอบขับขี่ในระยะไกลหลายครั้งเพื่อประเมินคุณภาพของเบาะที่นั่งเมื่อเวลาผ่านไป ไม่ว่าจะเป็นบนถนนใหญ่หรือเส้นทางออฟโรดสุดสมบุกสมบันเพื่อจำลองการใช้งานจริงของลูกค้า เบาะที่นั่งที่มีความหนาเป็นพิเศษผ่านการตรวจประเมินคุณภาพในทุกจุด ช่วยในเรื่องการรองรับด้านข้างและยังช่วยลดความรู้สึกถึงการสะเทือนของรถ ซึ่งความสำเร็จนี้เกิดขึ้นจากการปรับปรุงโครงสร้าง โดยออกแบบให้เบาะมีการโอบด้านข้างมากขึ้นเพื่อช่วยในการประคองผู้ขับขี่  

   เมื่อนั่งอยู่หลังพวงมาลัย ผู้ขับขี่เรนเจอร์ แร็พเตอร์ จะสังเกตได้ถึงความแตกต่างของทุก ๆ รายละเอียดบริเวณคอนโซลหน้ารถ ไม่ว่าจะเป็นการเดินด้ายสีน้ำเงินและการเลือกใช้วัสดุหนัง แผงหน้าปัดที่มาในรูปแบบที่ดุดันแสดงฟีเจอร์ช่วยเหลือผู้ขับขี่แบบต่าง ๆ พวงมาลัยของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด โดยมาพร้อมกับแป้น Paddle Shift ขนาดใหญ่ที่ผลิตจากแม็กนีเซียมน้ำหนักเบาอันเป็นดีเอ็นเอใหม่ของแร็พเตอร์ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างฉับไว เพิ่มความแม่นยำในการเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็วตามความต้องการ

   ดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance)มีบทบาทสำคัญในการออกแบบเรนเจอร์ แร็พเตอร์ เป็นอย่างมาก ซึ่งรวมถึงแถบบอกตำแหน่งองศาพวงมาลัย On-Centre Markerที่เป็นแถบสีแดงด้านบนของพวงมาลัย ช่วยให้นักขับออฟโรดทราบถึงตำแหน่งองศาของพวงมาลัยขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง นอกจากนี้ ฟอร์ดยังได้สลักลายโลโก้แร็พเตอร์ลงบนขอบพวงมาลัย เพื่อมอบความโดดเด่นสะดุดตาอีกด้วย

แชสซี ระบบเบรก และช่วงล่าง

   แชสซีของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้รับการออกแบบใหม่มาเป็นพิเศษสำหรับการขับขี่ออฟโรดความเร็วสูงและทนต่อแรงกระแทกที่อาจเกิดจากการขับขี่โดยเฉพาะ

   ระบบกันสะเทือนหลังแบบใหม่รวมถึงระบบวัตต์ลิงค์และสปริงคอยล์โอเวอร์ช็อคทำให้เพลาเคลื่อนที่อย่างมั่นคง จึงช่วยเรื่องการทรงตัวและการควบคุมรถให้ดียิ่งขึ้น

   แชสซีได้ถูกออกแบบมาใหม่เพื่อรองรับระบบช่วงล่างที่ใหญ่ขึ้น ทำให้เรนเจอร์ แร็พเตอร์ สามารถเพิ่มระยะช่วงล้อคู่หน้าและหลัง และยังเพิ่มระยะการให้ตัวของล้อได้มากขึ้น แชสซีผลิตจากเหล็กอัลลอย HSLA (High-Strength Low-Alloy) เกรดต่างๆ อีกทั้งยังเสริมความแข็งแรงด้านข้างของแชสซี (side-rails) เพื่อรองรับแรงกระแทกที่เกิดจากการขับขี่ด้วยความเร็วสูง

   แชสซีด้านหน้าได้มีการเพิ่มความแข็งแรงของจุดยึดหูโช้คที่ถูกขยายความสูงขึ้นมา ในขณะที่ระบบกันสะเทือนหลังเป็นแบบคอยล์โอเวอร์ช็อคซึ่งทำขึ้นมาพิเศษให้เฉพาะเรนเจอร์ แร็พเตอร์ เท่านั้น รวมถึงระบบวัตต์ลิงค์ ช่วยให้เพลาเคลื่อนที่ขึ้น-ลงได้อย่างอิสระโดยที่มีการขยับตัวในแนวราบน้อยมาก อีกทั้งยังมีชุดตะขอเกี่ยว 2 ชุดด้านหน้าและด้านหลังที่รองรับน้ำหนักจากการลากจูงได้ถึง 3.8ตัน และโครงสร้างแท่นยึดยางอะไหล่ที่ถูกเสริมความแข็งแรงเพื่อรองรับยางอะไหล่ขนาดใหญ่ถึง 17นิ้ว

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มาพร้อมกับระบบเบรกอันทรงพลังโดยการใช้ชิ้นส่วนพิเศษที่ทำขึ้นเฉพาะรุ่น คาลิปเปอร์เบรกคู่หน้าเป็นแบบลูกสูบคู่ ที่เพิ่มขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางขึ้น 9.5มิลลิเมตร มาพร้อมกับจานเบรกคู่หน้าแบบมีครีบระบายความร้อนที่มีขนาดใหญ่ถึง 332 x32 มิลลิเมตร ส่วนด้านหลังมาพร้อมกับดิสก์เบรกที่มาพร้อมกับระบบ brake actuation master cylinder ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเบรกให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีจานเบรกแบบมีครีบระบายความร้อนขนาด 332 x24 มิลลิเมตรคู่กับคาลิปเปอร์เบรกใหม่ขนาด 54 มิลลิเมตร

   “ประสบการณ์การขับขี่ออฟโรดของเรนเจอร์ แร็พเตอร์นั้น โดดเด่นเหนือกว่ารถทั่วไปในท้องตลาด และยังให้ความรู้สึกน่าเกรงขามเมื่อขับขี่บนทางเรียบ” มร. ดาเมียน รอส หัวหน้าทีมวิศวกร ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ และวิศวกรรมยานยนต์พิเศษ ของฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี กล่าว

   “ทุกอย่างของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากฟอร์ด เรนเจอร์ ไม่ว่าจะเป็นสมรรถนะอันเหนือชั้นและความรู้สึกที่โดดเด่นเมื่อยามขับขี่ จากจุดเริ่มต้นที่เน้นการขับขี่ที่เร้าใจ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ จึงเป็นรถที่มีความพิเศษและเหนือความคาดหมายอย่างแท้จริง”

   ระบบช่วงล่างสายพันธุ์รถแข่งของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้รับการออกแบบมาเพื่อรับมือกับการขับขี่ที่ความเร็วสูงบนสภาพพื้นผิวขรุขระ โดยที่ผู้ขับขี่ยังสามารถควบคุมรถได้อย่างสมบูรณ์แบบและได้รับความสบายอย่างเต็มที่ ด้วยโช้คแบบ Position Sensitive Damping (PSD)ที่จะเพิ่มแรงต้านเมื่อมีการกระแทกเต็มช่วงยุบกระบอกสูบ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่แบบออฟโรดให้ดียิ่งขึ้น และจะลดแรงต้านเมื่อขับขี่บนถนนทางเรียบ เพื่อการขับขี่ที่นุ่มนวล จึงเห็นได้ว่าระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการขับขี่ทั้งสองรูปแบบ

   โช้คอัพผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษโดย Fox Racing Shoxใช้ลูกสูบขนาด 46.6มิลลิเมตร ทั้งคู่หน้าและหลัง ช่วงล่างถูกออกแบบมาให้มีระยะการให้ตัวของล้อสูงเพื่อความสามารถในการซับแรงกระแทกขณะขับออฟโรด แต่ด้วยระบบบายพาสภายใน (Internal Bypass technology) จึงทำให้การขับขี่บนถนนทางเรียบเป็นไปอย่างราบรื่น

   นอกจากนั้น เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ยังมีปีกนกที่ทำจากอะลูมิเนียม โดยปีกนกบนทำด้วยวิธีการฟอร์จและปีกนกล่างใช้วิธีการหล่อ เพื่อให้ระบบช่วงล่างทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แข็งแรงทนทานต่อการขับขี่แบบออฟโรดถึงขีดสุด

เอาชนะทุกเส้นทางหฤโหด

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ถูกพัฒนามาเพื่อลุยทุกสภาพพื้นผิวอันสมบุกสมบันแบบต่าง ๆ จึงเลือกใช้ยาง All-terrain BF Goodrich 285/70 R17 ที่พัฒนาขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับเรนเจอร์ แร็พเตอร์โดยเฉพาะเพื่อเสริมสมรรถนะการขับขี่ ยางมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 838มิลลิเมตร กว้าง 285มิลลิเมตร แก้มยางมีความแข็งแรงสูงซึ่งเหมาะในการลุยทุกสภาพพื้นผิว ด้วยดอกยางขนาดใหญ่พิเศษ ผู้ขับขี่จึงสามารถขับขี่ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นสภาพพื้นผิวที่เปียกลื่น โคลน พื้นทราย และหิมะ

   นอกจากนี้ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ยังมาพร้อมกับแผงกันกระแทกด้านล่างอันเป็นเอกลักษณ์ ที่ช่วยปกป้องห้องเครื่องจากการกระแทก ผลิตจากเหล็กกล้า (High-strength steel) ที่มีความหนา 2.3 มิลลิเมตร และมีความทนทานสูงตามมาตรฐานของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance) แผงกันชนหน้ามาพร้อมกับสีเงิน อีกทั้งยังมีชุดกันกระแทกด้านล่างที่ป้องกันเครื่องและระบบส่งกำลัง (transfer case) ทั้ง 3 ส่วนนี้ที่ช่วยปกป้องชิ้นส่วนสำคัญต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหม้อน้ำ ระบบพวงมาลัยไฟฟ้า (Electric Power Assisted Steering - EPAS)ชุดสายพานหน้าเครื่อง (Front End Accessory Drive - FEAD) คานล่างด้านหน้า (Front cross-member) อ่างน้ำมันเครื่อง และชุดเฟืองขับส่วนหน้า

พร้อมลุยทุกสภาพพื้นผิว

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์มาพร้อมกับระบบ Terrain Management System (TMS)สำหรับโหมดการขับขี่ทั้งหมด 6 รูปแบบ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่หลากหลาย โดยผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดจากปุ่มบนพวงมาลัย ซึ่งแต่ละโหมดได้รับการทดสอบและปรับแต่งอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้เทคโนโลยีทั้งหมดทำงานประสานกันอย่างดีที่สุด ผู้ขับขี่จึงสามารถควบคุมรถได้ดั่งใจในแต่ละสภาพโหมดการขับขี่ อันประกอบด้วย

โหมดการขับขี่ทางเรียบ

-           โหมดปกติ– เน้นความสบาย นุ่มนวล และประหยัดน้ำมัน

-           โหมดสปอร์ต– ตอบโจทย์ผู้ที่มีใจรักการขับขี่ทางเรียบ เน้นการเปลี่ยนเกียร์เร็วและฉับไวในขณะที่รอบเครื่องสูง พร้อมทั้งค้างรอบเครื่องสูงไว้เพื่อให้การตอบสนองคันเร่งที่ดีขึ้นอย่างที่ผู้ขับขี่ต้องการ

โหมดการขับขี่ออฟโรด

-           โหมดหญ้า/กรวดหิน/หิมะ– ออกแบบมาให้ขับขี่บนทางออฟโรดที่มีพื้นผิวลื่นและเป็นหลุมบ่อ โดยระบบจะทำการเปลี่ยนเกียร์อย่างนุ่มนวลขึ้นพร้อมทั้งออกตัวด้วยเกียร์ที่สอง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดอัตราการลื่นไถลของล้อรถ

-           โหมดโคลน/ทราย– ระบบจะปรับการตอบสนองของระบบควบคุมการลื่นไถลให้เหมาะสมกับพื้นผิวที่มีความลึกและสามารถเปลี่ยนรูปร่างได้อย่างพื้นทรายและโคลน ด้วยการใช้เกียร์ต่ำที่มีแรงบิดสูง

-           โหมดหิน– ใช้เมื่อขับขี่บนพื้นผิวในเขตภูเขาที่ลาดชัน ต้องใช้ความเร็วต่ำ และเน้นการควบคุมรถให้ขับเคลื่อนอย่างช้าๆ

-           โหมดบาฮา– ระบบจะปรับการตอบสนองของเครื่องยนต์ให้เหมาะกับการขับขี่ออฟโรดด้วยความเร็วสูงเสมือนนักแข่งแรลลี่กลางทะเลทรายบาฮาอันเลื่องชื่อ โดยระบบป้องกันล้อหมุนฟรีจะถูกตัดการทำงาน เพื่อไม่ให้แทรกแซงการทำงานของเครื่องยนต์ รวมทั้งเกียร์จะถูกปรับให้มีประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด ระบบจะค้างรอบเครื่องไว้นานขึ้นและเปลี่ยนเกียร์ลงได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม

ขุมพลังแห่งการขับเคลื่อน

   ระบบส่งกำลังของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ มาพร้อมเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ที่ให้กำลังและแรงบิดที่เหนือกว่า ประหยัดน้ำมันมากขึ้น น้ำหนักน้อยลง รวมถึงการปรับประสานเครื่องยนต์ ระบบเกียร์ เพลา พวงมาลัย เบรก และระบบควบคุมพวงมาลัยแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Steering Program) สำหรับการขับขี่แบบออฟโรดโดยเฉพาะ

   นวัตกรรมครั้งสำคัญนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงสมรรถนะและการตอบสนองอันยอดเยี่ยมของเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ที่ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ดีเซลใหม่แบบ Bi-Turbo (เทอร์โบคู่) ขนาด 2.0 ลิตร ในเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ที่มอบพละกำลังสูงสุดถึง 213 แรงม้า และแรงบิดที่มากถึง 500 นิวตันเมตร

   ทีมวิศวกรของฟอร์ดได้ทำการทดสอบระบบส่งกำลังแบบใหม่อย่างเข้มข้น เพื่อให้มั่นใจในความแข็งแกร่งและทนทาน

   การทดสอบ เทอร์โมไซเคิล (Thermo cycle) นี้ เป็นการทำให้เทอร์โบทั้ง 2 ลูกร้อนจัด จนกลายเป็นสีแดงนาน 200ชั่วโมงติดต่อกัน ด้วยลูกปืนเทอร์โบที่มีประสิทธิภาพและเทอร์โบแรงดันต่ำที่ระบายความร้อนด้วยน้ำ จึงทำให้เครื่องยนต์สามารถทนต่ออุณหภูมิระดับสูงมากได้

   ด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างเทอร์โบแรงดันสูง(HP) ที่เชื่อมต่อกับเทอร์โบแรงดันต่ำ (LP) ที่มีขนาดใหญ่กว่า และถูกควบคุมด้วยวาล์วบายพาสที่ทำหน้าที่ควบคุมลำดับการทำงานของเทอร์โบทั้งสองลูกโดยขึ้นอยู่กับความเร็วของเครื่องยนต์ เมื่อรอบเครื่องยนต์ต่ำ เทอร์โบทั้ง 2ตัว จะทำงานตามลำดับเพื่อช่วยเพิ่มแรงบิดและการตอบสนอง เมื่อช่วงรอบเครื่องยนต์สูง อากาศจะไม่ไหลผ่านเทอร์โบแรงดันสูง ทำให้เทอร์โบแรงดันต่ำที่ใหญ่กว่าช่วยเพิ่มกำลังเครื่องยนต์ให้สูงขึ้น  

   เกียร์อัตโนมัติ 10สปีด ซึ่งมาจากแร็พเตอร์ เอฟ-150 ผลิตจากวัสดุเหล็กกล้า อะลูมิเนียมอัลลอยและคอมโพสิทเพื่อให้มีความทนทานและมีน้ำหนักเบา เนื่องจากเกียร์มีทั้งหมด 10 จังหวะ ทำให้มีอัตราทดที่แคบลง จึงส่งผลให้มีอัตราเร่งและการตอบสนองที่ดีขึ้น และทีมวิศวกรก็สามารถออกแบบระบบเกียร์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าที่เคย ทำให้สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย

   ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์มาพร้อมกับอัลกอริทึมที่เรียนรู้รูปแบบการขับขี่ ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้มั่นใจว่ารถได้เลือกเกียร์ที่เหมาะสมที่สุด ระบบเกียร์อัตโนมัติลูกนี้ยังมีคุณสมบัติพิเศษที่เรียกว่า ‘Live in Drive’ ที่สามารถให้ผู้ขับขี่ใช้แป้น Paddle Shiftเพื่อควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยตนเองได้ทุกเมื่อแม้กระทั้งอยู่ในเกียร์ D

เทคโนโลยีที่สะดวกสบายเพื่อการใช้งานจริง

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มีเทคโนโลยีด้านการเชื่อมต่อ ซิงค์ 3(SYNCÒ3) ซึ่งเป็นระบบสั่งงานด้วยเสียงที่ผนวกเข้าในรถคันนี้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานอุปกรณ์โปรดได้แม้มือยังจับพวงมาลัยและตาจับจ้องอยู่ที่ถนน

   นอกจากนี้ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้รับการออกแบบมาพร้อมระบบความปลอดภัยระดับสูงทั้งแบบแอคทีฟและพาสซีฟ รวมถึงระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยทำงานร่วมกับฟังก์ชั่นลดความเสี่ยงจากการพลิกคว่ำ

   นอกจากนี้ ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (Electronic Stability Program)จะคอยช่วยเมื่อเข้าโค้งหรือเบรกกะทันหันจนรถเริ่มเสียการทรงตัว ระบบนี้ยังมาพร้อมกับระบบควบคุมการทรงตัวขณะลากจูง (Trailer Sway Control)ระบบช่วยออกตัวขณะจอดรถบนทางลาดชัน (Hill Launch Assist)ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน (Hill Descent Control) และระบบควบคุมการบรรทุก (Load Adaptive Control)

   กล้องมองหลังแสดงภาพบนจอแอลซีดีขนาด 8 นิ้ว ซึ่งทำงานร่วมกับสัญญาณเตือนระยะจอดด้านหลัง จึงช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกมั่นใจได้ไม่ว่าจะจอดรถในที่ใดก็ตาม

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มาพร้อมกับระบบอำนวยความสะดวก ระบบผ่อนแรงฝากระบะท้าย (EZ Lift Tailgate)ด้วยกลไกผ่อนแรง จะช่วยผ่อนแรงของผู้ใช้ลงไป 66เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งกุญแจรีโมทอัจฉริยะและปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถล็อก ปลดล็อก และสตาร์ทรถได้ โดยไม่ต้องใช้กุญแจ ผู้ขับขี่สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ด้วยการกดปุ่ม ในกรณีที่แบตเตอรี่อ่อน กุญแจที่เป็นกลไกก็ยังสามารถใช้งานทดแทนได้

ประสบการณ์การขับขี่สุดเร้าใจ

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้รับการถ่ายทอดสมรรถนะการขับขี่จากรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ ที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามผสานกับดีเอ็นเอของ เอฟ-150แร็พเตอร์ ตามแบบฉบับของรถฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ พร้อมแล้วที่จะสะกดทุกสายตาทั่วภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกและทั่วโลก

   “เรนเจอร์ แร็พเตอร์ คือยนตกรรมอันน่าทึ่ง ที่มาพร้อมกับความแข็งแกร่ง ดุดัน และสมรรถนะที่จะยกระดับมาตรฐานการขับขี่ขึ้นไปอีกขั้น และจะกระตุ้นอะดรีนาลีนของเหล่านักขับรถออฟโรดให้สูบฉีบด้วยความเร้าใจ” มร. ฮามีดิกล่าว

   “เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เปรียบเสมือนรถกระบะที่รวมเอกลักษณ์ความเป็นมอเตอร์ไซค์วิบาก สโนว์โมบิล และรถเอทีวีเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อมอบสุดยอดประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เคยมีมาก่อน”

   เรนเจอร์ แร็พเตอร์ จะผลิตขึ้นที่โรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) โดยใช้กระบวนการผลิตและเทคโนโลยีอันล้ำสมัยระดับโลกของฟอร์ด

 
 

NEW CARS THAILAND : “วอลโว่” ขอแนะนำ V40 และ V60 Dynamic Edition ดีไซน์สปอร์ต และเปิดตัว S60 และ V60 เครื่องยนต์ดีเซลรหัส D3 ใหม่

Tuesday, 30 January 2018 15:54

 

 

 

 

 

 

 

   “วอลโว่” รุกตลาดปี 2018 ส่ง V40 T4 และ V60 D4 รุ่น Dynamic Edition ที่มาในลุคสปอร์ตเต็มขั้น พร้อมเอาใจผู้ที่ชื่นชอบในเอกลักษณ์รถสปอร์ตแวกอน V60 D3 และรถซีดานเรียบหรูจากสวีเดน ด้วยรถรุ่น S60 D3 ที่มาพร้อมราคาสุดเร้าใจ 1.99 ล้านบาท

   บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ภูมิใจนำเสนอรถรุ่น V40 T4 Dynamic Edition และ V60 D4 Dynamic Edition ที่ได้รับความนิยมและนับเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ทุกคนนึกถึงแบรนด์วอลโว่ ซึ่งครั้งนี้มาพร้อมกับชุดแต่ง R-Design ซึ่งเพิ่มรูปลักษณ์ใหม่ สปอร์ตโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น  

V40 T4 และ V60 D4 Dynamic Edition ประกอบด้วย  

  • ใหม่! กันชนและแผงกระจังหน้า R-Design
  • ใหม่! ชายล่างกันชนหลังทรงสปอร์ต R-Design
  • ใหม่! ท่อไอเสียคู่ทรงกลม R-Design
  • ใหม่! ล้ออัลลอยขนาด 205/50 R17 สีเทาดำแบบ Diamond Cut (รุ่น V40 T4 Dynamic Edition)  
  • ใหม่! ระบบจอดรถกึ่งอัตโนมัติ (Park Assist Pilot) รุ่น V60 D4 Dynamic Edition)
  • มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ ขาว (Ice White) เทา (Osmium Grey) และดำ (Onyx Black)

   V40 T4 Dynamice Edition รถแฮทช์แบค 5 ประตูสไตล์สปอร์ตรุ่นใหม่ เครื่องยนต์ Drive-E เบนซินเทอร์โบชาร์จ   2,000 ซี.ซี. 190 แรงม้า@ 4,700 รอบต่อนาที แรงบิด 300 นิวตันเมตรที่ 1,300-4,000 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ในเวลาเพียง 6.9 วินาทีความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม. ประหยัดเชื้อเพลิง 16.4 กม./ลิตร เปลี่ยนพลังความรู้สึกใหม่ ขับสนุก โลดเล่นดั่งใจ ปลอดภัยสูงสุด

   V60 D4 Dynamic Edition ขับเคลื่อนด้วยระบบเครื่องยนต์ Drive-E ดีเซลแบบคอมมอนเรล ทวินเทอร์โบพร้อมเทคโนโลยีหัวฉีด i-Art พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด 2,000 ซี.ซี. 190 แรงม้าที่ 4,250 รอบต่อนาที แรงบิด 400 นิวตันเมตรที่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ในเวลาเพียง 7.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 225 กม./ชม. ประหยัดเชื้อเพลิง 20.4 กม./ลิตร

   V60 D3 มาพร้อมเครื่องยนต์ Drive-E ดีเซลแบบคอมมอนเรลเทอร์โบ พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด 2,000 ซี.ซี. 150 แรงม้าที่ 1,750-3,750 รอบต่อนาที แรงบิด 320 นิวตันเมตรที่ 1,750-3,000 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ในเวลาเพียง 9 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม. ประหยัดเชื้อเพลิง 22.7 กม./ลิตร

   S60 D3 รถซีดานที่สะท้อนสุนทรียแห่งการขับขี่แบบสแกนดิเนเวียน ขับเคลื่อนด้วยระบบเครื่องยนต์ Drive-E และเครื่องยนต์ดีเซลแบบคอมมอนเรลเทอร์โบ พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด 2,000 ซี.ซี. 150 แรงม้าที่ 3,750 รอบต่อนาที แรงบิด 320 นิวตันเมตร ที่ 1,750-3,750 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ในเวลาเพียง 9.0 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม. ประหยัดเชื้อเพลิง 22.7 กม./ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมฟังก์ชั่นระบบความปลอดภัยและความบันเทิงแบบครบครัน

   

   วอลโว่ เปิดปี 2018 มาด้วยราคาพิเศษเกินห้ามใจ V40 T4 Dynamic Edition ราคา 1,690,000 บาทและ V60 D4 Dynamic Edition ราคา 2,390,000 บาท ขณะที่ V60 D3 ราคา 2,090,000 บาท และ S60 D3เปิดตัวด้วยราคาสุดเร้าใจ 1,990,000 บาท รถทุกรุ่นมาพร้อมบริการรับประกันคุณภาพฟรี3 ปี และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินเป็นเวลา 1 ปี

   พบกับ“วอลโว่” ที่สุดแห่งยนตกรรมสุดหรูผสานที่สุดแห่งความปลอดภัยระดับโลกได้แล้ววันนี้ ณ โชว์รูมวอลโว่ทั่วประเทศ สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 02-305-4499หรือWWW.VOLVOCARS.COM/TH             

 
 

NEW CARS THAILAND : อีซูซุส่งยนตรกรรมไลฟ์สไตล์ “ใหม่! อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์” ลุยตลาดประเดิมก้าวสู่ปีที่ 61

Friday, 26 January 2018 19:14

 

 

 

 

 

 

 

   กลุ่มตรีเพชร โดย มร. โทชิอากิ  มาเอคาวะ  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัดเผยว่า“ปี พ.ศ. 2560ที่ผ่านมาเป็นปีครบรอบ 60ปีของการดำเนินธุรกิจอีซูซุใน ประเทศไทย นับเป็นปีทองแห่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของอีซูซุ เราขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยทุกท่านที่สนับสนุนอีซูซุตลอดมา และในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 61นี้ อีซูซุขอแนะนำยนตรกรรมใหม่เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับลูกค้าชาวไทย นั่นคือ

   “ใหม่! อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ 1.9ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” แรงขีดสุด...เต็มสปีดพันธุ์เอ็กซ์ ไลฟ์สไตล์ปิกอัพเพื่อคนสายพันธุ์สปอร์ต ปรับโฉมใหม่เพิ่มเอกลักษณ์ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ทั้งภายนอกและภายใน มีให้เลือก 2รุ่น ได้แก่ รุ่น Speed สปอร์ตเข้าถึงจิตวิญญาณชาวเรซซิ่ง และครั้งแรกกับทางเลือก ใหม่! Speed Cab4ปิกอัพสปอร์ต 4 ประตูของคนพันธุ์เท่พร้อมด้วยรุ่น Hi-Landerสปอร์ตพรีเมี่ยม เท่ หรูหรามีสไตล์ดุจรถยนต์นั่ง ราคาจำหน่าย 742,000 – 966,000 บาท

   ในปีนี้เราจะยังคงมุ่งมั่นดำเนินนโยบายทั้งด้านการจำหน่ายและการบริการหลังการขายต่างๆ ตาม “วิถีอีซูซุ- - ผู้ใช้สุขใจ  เพิ่มพูนรายได้  ช่วยให้สังคมพัฒนา” ที่ยึดมั่นตลอด 60ปีที่ผ่านมา เพื่อเป้าหมายหลักในการสร้างความพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าชาวไทยเช่นเดิม และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารถรุ่นนี้จะถูกใจและได้รับการตอบรับอย่างดีเหมือนกับรถอีซูซุทุกๆ รุ่นด้วย”

   เชิญสัมผัสรถรุ่นล่าสุดจากอีซูซุ “ใหม่! อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ 1.9ดีดีไอ บลูเพาเวอร์  เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 15กุมภาพันธ์ ศกนี้ ณ โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai                

                   

   “ใหม่! อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์”  แรงสุดขีด...เต็มสปีดพันธุ์เอ็กซ์”  ไลฟ์สไตล์ปิกอัพเพื่อคนสายพันธุ์สปอร์ตเพื่อการขับขี่แบบเรซซิ่งพันธุ์แท้ ภายนอกโดดเด่น สะกดทุกสายตา  และสปอร์ตเหนือชั้นไปกับดีไซน์ภายในสีดำ-แดงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว 

  • อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ รุ่น Speed โดดเด่นไม่ซ้ำใครด้วยการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ที่ตอบรับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ผู้ชื่นชอบความเร้าใจ หลงใหลชีวิตที่มีสีสัน และต้องการสะท้อนตัวตนสปอร์ตโฉบเฉี่ยว ด้วยการขับขี่ “อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์” รุ่น Speed เพื่อเติมเต็มจิตวิญญาณเรซซิ่งให้แรงถึงขีดสุด...สู่อีกระดับของขุมพลังสปอร์ตที่ไร้ขีดจำกัด
  • ชุดแต่งดีไซน์ใหม่! ที่มาพร้อมกระจังหน้า ชุดแต่งสเกิร์ตรอบคัน และสติกเกอร์คาดหน้า-หลัง พร้อมสัญลักษณ์ X ดีไซน์โฉบเฉี่ยวเร้าใจ ทรงพลังทุกเส้นสาย ดึงดุดทุกสายตาด้วยเส้น Red Line สีแดงสุดสปอร์ต  ดีไซน์ต่อเนื่องรับกับไฟหน้าและเส้นสปีดสีแดงยาวรอบคัน สปอร์ตเท่ทุกมุมมอง พร้อมสัญลักษณ์ ISUZU สีแดง
  • ใหม่! ไฟหน้าแบบ Bi-LED เทคโนโลยีสุดล้ำ ให้พื้นที่ความสว่างมากขึ้น และใช้พลังงานน้อยลง สามารถปรับความสูงต่ำได้ 4 ระดับ พร้อม Multifunctional Daylight แบบ Built-in ดีไซน์ใหม่ สปอร์ตลงตัว เป็นทั้งไฟส่องสว่างเวลากลางวัน และไฟหรี่เวลากลางคืน
  • ใหม่! เสาข้างประตูสีดํา Blackout Film เสริมมาดเข้มสไตล์สปอร์ต ในรุ่น Speed Cab4
  • ใหม่! ล้ออัลลอยดีไซน์ล่าสุดสีเทาดำ ขนาด 16 นิ้ว เท่ ดูดีสไตล์สปอร์ต
  • ใหม่! เบาะนั่งสีดำแดง โอบกระชับ ดีไซน์สปอร์ต ลวดลาย Honeycomb เท่ เต็มอารมณ์ พร้อมสัญลักษณ์ X ที่เบาะคู่หน้า
  • ดีไซน์ห้องโดยสารใหม่! ด้วยชุดตกแต่งสีดำ Piano Black Style  และผิวสัมผัส Soft Touch เดินด้ายสีแดงสุดสปอร์ต ลงตัวกับชุดโครเมี่ยมประดับช่องแอร์และที่เปิดประตูด้านใน พร้อมสัญลักษณ์ X-SERIES บนแถบสีแดงสุดเท่ที่คอนโซลหน้า และชุดตกแต่งแผงข้างประตูสีแดงลวดลาย Honeycomb สุดสปอร์ต

ชัดเจนด้วยหน้าปัด Super Vision ดีไซน์แบบ 3D Shape Point พร้อมหน้าจอ Color Display MID เทคโนโลยีล่าสุด และฟังก์ชั่นครบครัน  พวงมาลัย Multifunction ดีไซน์หุ้มหนังเดินด้ายแดง พร้อมสัญลักษณ์ ISUZU สีแดง ควบคุมเครื่องเสียงและสั่งการจากบนพวงมาลัยช่อง USB ชาร์จไฟ 2จุด หน้า-หลัง ในรุ่น Speed Cab4 และ 1จุดในรุ่น Speed ระบบ Bluetooth เชื่อมต่อระบบโทรศัพท์ พร้อมฟังก์ชั่น Bluetooth Audio กระหึ่มไปกับ ISUZU SURROUND SOUND SYSTEMให้มิติเสียงสมจริงกระหึ่มรอบทิศทาง สูงสุดถึง 6 ลําโพง เติมมิติเสียงให้เต็มอารมณ์สปอร์ตยิ่งขึ้น

  • อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ รุ่น Hi-Lander เติมไลฟ์สไตล์สปอร์ตให้เต็มพลัง ด้วยความหรูหรา เท่แบบมีสไตล์ ให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์เป็นเอกลัษณ์  ได้สะท้อนตัวตนสปอร์ตพรีเมี่ยม ด้วยความลงตัวระหว่างการขับขี่ในชีวิตประจำวันกับความสปอร์ตเท่ที่หรูหรามีสไตล์แบบรถยนต์นั่ง
  • ชุดแต่งดีไซน์ใหม่! ที่มาพร้อมกระจังหน้าสุดสปอร์ต ออกแบบลงตัวรับกับสเกิร์ตหน้าดีไซน์เท่ ทรงพลัง สะกดทุกสายตา ด้วยกันชนหน้าสีเทาดำ Front Bumper Garnish ที่ตัดรับกับเส้น Red Line สีแดงสุดสปอร์ต ดีไซน์ยาวต่อเนื่องรับกับไฟหน้าอย่างลงตัว  มาพร้อมสติกเกอร์ดีไซน์เท่คาดหน้า-หลัง เติมความโดดเด่นไม่ซ้ำใครและสัญลักษณ์ ISUZU สีแดง เสริมความสปอร์ตให้มีสไตล์
  • ใหม่! ชุดไฟตัดหมอกสีเดียวกับตัวรถ พร้อมกรอบสีเทาดำ ดีไซน์ต่อเนื่องรับกับสเกิร์ตหน้าสปอร์ตเหนือระดับ
  • สปอร์ตบาร์ดีไซน์ใหม่! สีทูโทน เท่ สปอร์ต ดูโฉบเฉี่ยว
  • ใหม่! ไฟหน้าแบบ Bi-LED เทคโนโลยีสุดล้ำ ให้พื้นที่ความสว่างมากขึ้น และใช้พลังงานน้อยลง สามารถปรับความสูงต่ำได้ 4 ระดับ พร้อม Multifunctional Daylight แบบ Built-in ดีไซน์ใหม่ สปอร์ตลงตัว เป็นทั้งไฟส่องสว่างเวลากลางวัน และไฟหรี่เวลากลางคืน
  • ใหม่! เสาข้างประตูสีดํา Blackout Film ให้ความต่อเนื่องสวยงาม เสริมความพรีเมี่ยมในรุ่น 4 ประตู
  • บันไดข้างดีไซน์ใหม่ แบบชิ้นเดียว พร้อมตกแต่งด้วยขอบสีเงิน ดูสปอร์ตหรู
  • ล้ออัลลอยทูโทนดีไซน์ใหม่! ขนาด 18 นิ้ว เท่สะดุดตา ในรุ่น 4 ประตู
  • ใหม่! เบาะนั่งกึ่งหนังแท้ดีไซน์หรู แบบ Double Layer เพิ่มมิติแห่งดีไซน์ เดินด้าย สีแดงดูสปอร์ตพรีเมี่ยม พร้อมสัญลักษณ์ X-SERIES ที่เบาะคู่หน้า
  • ดีไซน์ห้องโดยสารใหม่! ด้วยชุดตกแต่งสีดำ Piano Black Style และผิวสัมผัสใหม่ Soft Touch เดินด้านสีแดงสุดสปอร์ต หรูหราลงตัวกับชุดโครเมียมประดับช่องแอร์ และที่เปิดประตูด้านใน พร้อมสัญลักษณ์ X-SERIES ที่คอนโซลหน้า

   หน้าปัด Super Vision ดีไซน์แบบ 3D Shape Point พร้อมหน้าจอ Color Display MID ฟังก์ชั่นครบครัน   พวงมาลัย Multifunction ดีไซน์หุ้มหนัง เดินด้ายแดง พร้อมสัญลักษณ์ ISUZU  สีแดง  ควบคุมเครื่องเสียงและสั่งการจากบนพวงมาลัย ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ  ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control  ที่สุดของความสะดวกสบายในทุกการเดินทาง Isuzu Media Solution หน้าจอระบบสัมผัสขนาดใหญ่ 7 นิ้ว เชื่อมต่ออุปกรณ์บันเทิงได้หลากหลาย พร้อมระบบบลูทูธ กระหึ่มไปกับ ISUZU SURROUND SOUND SYSTEMให้มิติเสียงสมจริงกระหึ่มรอบทิศทาง สูงสุดถึง 8 ลําโพง เติมมิติเสียงให้เต็มอารมณ์สปอร์ตยิ่งขึ้นในรุ่น  4ประตู

 

 

   ทั้ง 2รุ่นมาพร้อมขีดสุดของสมรรถนะกับนวัตกรรมเปลี่ยนโลก ขุมพลังสปอร์ตสไตล์เอ็กซ์ เครื่องยนต์ 1.9ดีดีไอ บลูเพาเวอร์  และระบบส่งกำลังสไตล์สปอร์ต  โดยทั้งรุ่นเกียร์ออโตเมติก 6สปีด แบบ Rev Tronic และรุ่นเกียร์ธรรมดา 6สปีด มาพร้อมโอเวอร์ไดร์ฟ 2ตำแหน่งที่เกียร์ 5และ 6รุ่น Speed และ Speed Cab4 มีให้เลือก 3 สี  ได้แก่ ใหม่! แดงเอทนา ไมก้า (ETNA MICA RED)  ขาวไซบีเรียน (SIBERIAN WHITE) และ ดำออสเตรเลียนโคล (AUSTRALIAN COAL BLACK)  ส่วนรุ่น Hi-Lander 4ประตู และ 2ประตู  มีให้เลือก 2สี ขาวมุกเอเวอเรสต์ (EVEREST PEARL WHITE) และ ดำออสเตรเลียนโคล (AUSTRALIAN COAL BLACK)

 
 

NEW CARS THAILAND : โตโยต้าแนะนำรถกระบะสายพันธุ์แกร่ง “ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับโฉมใหม่ ปี 2560

Sunday, 19 November 2017 20:05

 

 

 

 

 

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัดได้แนะนำรถกระบะ ไฮลักซ์ รีโว่ ภายใต้โครงการ “IMV: Innovative International Multi PurposeVehicle”เจนเนอเรชั่นที่ 2ในปี 2558 บนนิยามใหม่แห่ง “ความแกร่ง” สะท้อนภาพลักษณ์ตามแนวคิด “ยุคใหม่แห่งกระบะ ทุกตารางนิ้วต้องไฮลักซ์” จนเป็นที่มาของสโลแกน “ปฏิวัติทุกมิติ แห่งกระบะอนาคต” ด้วยเครื่องยนต์ใหม่บนโครงสร้างแชสซีส์ใหม่ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ระบบเกียร์แบบ 6 สปีดอัจฉริยะ ที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะการขับเคลื่อนของเครื่องยนต์ใหม่อย่างเต็มที่ ระบบกันสะเทือนใหม่ที่นุ่มนวลและหนึบยิ่งขึ้น ดีไซน์ที่โดดเด่นโฉบเฉี่ยว ตลอดจนระบบความปลอดภัยเหนือระดับมาตรฐานระดับโลก นับเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 8 ของรถกระบะไฮลักซ์  ที่ได้รับการพัฒนาเป็นสุดยอดรถกระบะที่สามารถตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าในทุกภูมิภาคทั่วโลก ทั้งนี้ รถกระบะไฮลักซ์ในโครงการ IMV ประสบความสำเร็จ และได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างดีเยี่ยม ด้วยยอดจำหน่ายสะสมภายในประเทศกว่า 1,900,000คัน และยังสามารถสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยภายใต้คุณภาพการผลิตมาตรฐานโตโยต้า ด้วยยอดส่งออกรถยนต์ภายใต้โครงการ IMV ไปจำหน่ายยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกกว่า 3,000,000 คัน

   ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับโฉมใหม่ได้รับการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกใหม่เพื่อแสดงถึงความแข็งแกร่ง ดุดัน เต็มพลัง ให้มีความเด่นชัดมากยิ่งขึ้น ด้วยดีไซน์ใหม่ของกันชนหน้า กระจังหน้าแบบโครเมียมและสีดำเงา และกรอบไฟตัดหมอกสีดำเงา สอดรับกับสีภายในห้องโดยสารใหม่โทนสีดำ ตลอดจนอุปกรณ์มาตรฐานต่างๆที่มีการปรับเพิ่มให้ครอบคลุมทุกการใช้งาน โดยยังคงไว้ด้วยคุณภาพการผลิตมาตรฐานระดับโลก เปี่ยมอรรถประโยชน์ใช้สอย ผสานกับสมรรถนะอันยอดเยี่ยมจากขุมกำลังของเครื่องยนต์ดีเซลระบบ คอมมอนเรล เจเนอเรชั่นล่าสุด (GD Efficient Boost)ที่ให้แรงบิดสูงสุดในช่วงรอบกว้าง (Flat torque) เต็มประสิทธิภาพทั้งการออกตัวและเร่งแซงแต่ยังประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม เครื่องยนต์ทำงานเงียบ ไอเสียต่ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนแข็งแกร่งทนทานมีอายุการใช้งานยืนยาว ทำให้ ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับโฉมใหม่นี้ เป็นรถกระบะสายพันธุ์แกร่งที่คุ้มค่าแก่การเป็นเจ้าของและสามารถครองใจลูกค้าได้อย่างเต็มภาคภูมิ

ไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่ (ROCCO) รุ่นตกแต่งพิเศษ…แกร่งเกินนิยาม

   ไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่(ROCCO)  รุ่นตกแต่งพิเศษที่ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “แกร่งเกินนิยาม” เป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบรถกระบะที่มีดีไซน์ที่แตกต่างและโดดเด่นเหนือระดับ เปี่ยมด้วยสมรรถนะที่แข็งแกร่งเกินนิยาม สะท้อนภาพลักษณ์ของผู้ขับขี่ที่ชื่นชอบในไลฟ์สไตล์ที่มีความโดดเด่นเหนือใครและรักการผจญภัย พร้อมที่จะลุยฝ่าไปในทุกเส้นทาง โดย ไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่ (ROCCO)มาพร้อมเอกลักษณ์และความโดดเด่นของดีไซน์ที่ดุดัน ด้วยชุดแต่งพิเศษรอบคันทั้งภายนอกและภายในที่แตกต่างจาก      รุ่นธรรมดา พร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครันถือเป็นอีกรุ่นสำคัญที่จะสร้างสีสันและเติมเต็มตลาดรถกระบะของโตโยต้าให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

ไฮลักซ์ รีโว่...รุ่นปรับโฉมใหม่ ปี 2560

ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นพรีรันเนอร์และขับเคลื่อน 4 ล้อ (สมาร์ทแค็บ และดับเบิ้ลแค็บ)

ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ (รุ่นมาตรฐาน / สมาร์ทแค็บ / ดับเบิ้ลแค็บ)

และ ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ (รุ่นมาตรฐาน)

ไฮลักซ์ รีโว่ ROCCO รุ่นตกแต่งพิเศษ

v มีให้เลือกทั้งหมด 5 รุ่น

รุ่นสมาร์ทแค็บ พรีรันเนอร์ 2.8 เกียร์ธรรมดา

รุ่นสมาร์ทแค็บ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 2.8 เกียร์ธรรมดา

รุ่นดับเบิ้ลแค็บ พรีรันเนอร์ 2.8 เกียร์อัตโนมัติ

รุ่นดับเบิ้ลแค็บ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 2.8 เกียร์ธรรมดา

รุ่นดับเบิ้ลแค็บ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 2.8 เกียร์อัตโนมัติ

vอุปกรณ์ภายนอก (เฉพาะที่มีการเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงจากรุ่นปรับโฉมใหม่)

กระจังหน้าสีเทาและสีดำเงา

กรอบไฟตัดหมอกสีดำเงาตกแต่งด้วยแถบสีเทา

ชุดตกแต่งกันชนหน้า และ ชุดตกแต่งซุ้มล้อ

ล้ออัลลอย 18 นิ้ว ดีไซน์เฉพาะรุ่น

ยาง 265/60R18 All Terrain

กระจกมองข้างสีดำเมทัลลิก

มือเปิดประตูสีดำเมทัลลิก

สปอร์ตบาร์พร้อมพื้นปูกระบะ

สติกเกอร์ด้านข้างกระบะสำหรับรุ่นตกแต่งพิเศษ

มือเปิดฝาท้ายสีดำ พร้อมกุญแจล็อค

กันชนหลังสีเทาเมทัลลิกพร้อมชุดตกแต่งกันชนหลัง

vอุปกรณ์ภายใน (เฉพาะที่มีการเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงจากรุ่นปรับโฉมใหม่)

มาตรวัดเรืองแสงแบบ Optitron ดีไซน์เฉพาะรุ่น

แผงคอนโซลหน้าตกแต่งด้วยสีดำเมทัลลิก

พวงมาลัยหุ้มหนัง/ แผงข้างประตู / ช่องปรับอากาศ / หัวเกียร์หุ้มหนัง (เฉพาะรุ่น เกียร์อัตโนมัติ)ตกแต่งด้วยแถบสีดำเมทัลลิก และฐานเกียร์

กรอบเสาประตูและแผงบุหลังคาสีดำ

ช่องเก็บของด้านบน พร้อมสัญลักษณ์ HILUX

Smart Key ดีไซน์เฉพาะรุ่น (ดับเบิ้ลแค็บ)

   ร่วมสัมผัส ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับโฉมใหม่ ครั้งแรกในงาน ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ เอ็กซ์โปร์ ครั้งที่ 34ที่ ศูนย์แสดงสินค้าและนิทรรศการนานาชาติ อิมแพ็ค เมืองทองธานีระหว่างวันที่ 30พฤศจิกายน – 11ธันวาคม 2560และ ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่าย โตโยต้า 470แห่งทั่วประเทศระหว่างวันที่ 8-10 ธันวาคม 2560

 

 
 

NEW CARS THAILAND : เปิดตัว NEW MG ZS สมาร์ทเอสยูวี ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

Wednesday, 15 November 2017 14:36

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว NEW MG ZS” รถเอสยูวีเพื่อชีวิตที่ไร้ขีดจำกัด ตอกย้ำความเป็นผู้นำเทคโนโลยีสมาร์ทคาร์ด้วยการติดตั้งระบบอัจฉริยะ i-SMART สามารถรองรับการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทยครั้งแรกในโลก มุ่งตอบสนองการใช้งานในทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้าชาวไทยยุคใหม่ รูปลักษณ์โดดเด่นสะกดสายตาด้วยเอกลักษณ์ดีไซน์ภายใต้แนวคิด บริท ไดนามิค (Brit Dynamic) ที่ให้ความหรูหราทันสมัยและสปอร์ตยิ่งขึ้น ห้องโดยสารเพียบพร้อมความสะดวกสบาย กว้างขวาง  พร้อมระบบความปลอดภัย Synchronized Protection System 9 ระบบ ที่ครบครันยิ่งกว่า  

   นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เป้าหมายหลักของการพัฒนา NEW MG ZS คือการนำเสนอ ‘สมาร์ทคาร์’ หรือ ‘รถยนต์อัจฉริยะ’ รุ่นแรกของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่ไม่เพียงตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร้ขีดจำกัดเท่านั้น แต่ยังสร้างมาตรฐานใหม่ในแบบที่ไม่เคยมีบริษัทรถยนต์รายใดเคยทำมาก่อน เราจึงติดตั้งเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออัจฉริยะใหม่ล่าสุด i-SMART ไว้ในรถยนต์ NEW MG ZS ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้ขับสามารถควบคุมฟังก์ชั่นต่างๆภายในรถยนต์ ด้วยการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย รวมถึงรองรับการใช้งานได้ทุกรูปแบบด้วยอีกขั้นของความล้ำสมัย สะดวกสบายและความปลอดภัยที่เหนือกว่าความคาดหมายของลูกค้า โดยเราคาดการว่า NEW MG ZS จะมียอดจำหน่ายมากกว่า 12,000 คัน ต่อปี”

   NEW MG ZS คือรถยนต์รุ่นแรกของเอ็มจี ที่มาพร้อมกับระบบอัจฉริยะ i-SMART ซึ่งเพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ระบบสามารถควบคุมสั่งการได้ 3 วิธี คือ สั่งการผ่านระบบ Voice command ภาษาไทย สั่งการผ่านหน้าจอทัชสกรีนภายในรถ และการสั่งการผ่านไอสมาร์ทแอปพลิเคชั่น (i-SMART application) จากสมาร์ทโฟนซึ่งผู้ขับขี่สามารถเปิดระบบการทำงานของระบบปรับอากาศผ่านแอปพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟน ค้นหาจุดหมายอาทิสถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม หรือร้านอาหาร ด้วยสมาร์ทเนวิเกเตอร์รวมถึงตรวจสอบสภาพการจราจรได้แบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ระบบยังสามารถเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ขับขี่และพัฒนาความสามารถให้ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) สอดคล้องกับยุคอินเตอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่งหรือ IoT (Internet of Things)

   นอกจากนี้ ระบบ i-SMART ยังรวบรวมข้อมูลที่มีความสำคัญและแจ้งต่อผู้ขับได้ตลอดเวลา อาทิ ระดับน้ำมันเชื้อเพลิง สภาพการทำงานของแบตเตอรี่ เครื่องยนต์ และระบบเบรก ผ่านสมาร์ทโฟน พร้อมกับช่วยแจ้งเตือนการเคลื่อนที่ของรถที่ผิดปกติซึ่งอาจเกิดจากการโจรกรรม ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้อีกระดับ

   รูปลักษณ์ของ NEW MG ZS ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิดบริท ไดนามิค (Brit Dynamic)ที่มีความทันสมัยมากขึ้นและสปอร์ตยิ่งกว่าเดิม ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบความคล่องตัวและยังคงเอกลักษณ์แบบอังกฤษของเอ็มจี โดดเด่นด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ขนาดใหญ่ที่นำสายตาสู่เส้นสายบนฝากระโปรงด้านท้าย ไฟท้ายแบบแอลอีดีทิวบ์ (LED tube) เพิ่มสุนทรียภาพในทุกการขับขี่ด้วยพาโนรามิกซันรูฟ การออกแบบด้านข้างเน้นความปราดเปรียวที่มีเส้นสายชัดเจนพาดจากด้านหน้าไปจนถึงซุ้มล้อหลัง นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ แบบ Bi-Colour ขนาด 17 นิ้ว  

   ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบ โดยเน้นความหรูหราและความสปอร์ตสไตล์รถยุโรป ตกแต่งด้วยสีสันแบบทูโทนและวัสดุ ซอฟท์ทัชที่บริเวณแผงประตู และแผงคอนโซล มอบผิวสัมผัสนุ่มนวลและความสง่างาม มาพร้อมช่องแอร์ดีไซน์เจ็ท เทอร์ไบน์ ที่ฝั่งซ้ายและขวาแบบสปอร์ต มาตรวัดเรืองแสงพร้อมหน้าจอแสดงผลมองเห็นชัดเจนในทุกสภาพแสง เบาะที่นั่งด้านหลังพับแยกส่วน 60:40 พื้นที่เก็บสัมภาระส่วนท้ายปรับได้สองระดับโดยปรับระดับเพิ่มขึ้นได้อีก 10 ซม. เพิ่มความอเนกประสงค์รองรับการใช้งานที่หลากหลาย

   นอกเหนือจากระบบการเชื่อมต่ออัจฉริยะ i-SMART ที่แสดงผลผ่านหน้าจอสีระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว NEW MG ZS ยังเพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายที่ครบครันที่สุดรุ่นหนึ่งในระดับเดียวกัน ทั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ตควบคุมเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ด้วยปลายนิ้วสัมผัส ปุ่มสตาร์ท และยังสามารถรองรับการเชื่อมต่อไร้สายผ่านบลูทูธ พร้อมยูเอสบี (USB) ช่องจ่ายไฟ 12 โวลต์ นอกจากนี้ ยังมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยกล้องมองหลังและเซ็นเซอร์ถอยหลัง

   NEW MG ZS ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินรุ่นใหม่ DOHC VTi-TECH 4 สูบ 1.5 ลิตร ให้พละกำลัง 114 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตรที่ 4,500 รอบต่อนาที ผสานการทำงานด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีดพร้อม Manual Mode เพื่อตอบสนองทุกการขับขี่อย่างเต็มประสิทธิภาพ

   เอ็มจี ให้ความสำคัญสูงสุดกับระบบความปลอดภัยเช่นเดียวกับรถยนต์รุ่นอื่นๆ ด้วยระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัย FSF (Full Space Frame) เทคโนโลยีปกป้องทุกชีวิตในห้องโดยสาร และระบบ Synchronized Protection System 9 ระบบ ประกอบด้วย ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Braking System) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake Force Distribution) ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist) ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System) ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง  CBC (Curve Brake Control) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System) ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System) ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System) ระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือนเมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal) ตลอดจนถุงลมนิรภัยคู่หน้า ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัยรวมทั้งหมด 6 จุด รวมถึงกล้องมองหลังและเซ็นเซอร์

   ทั้งนี้ NEW MG ZS มีสีให้เลือก ทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีแดงสกาเลตต์เรด (Scarlet Red) สีฟ้ามารีน่าบลู (Marina Blue) สีเงินซิลเวอร์เมทัลลิก (Silver Metallic) สีขาวอาร์คติคไวท์ (Arctic White) และสีดำแบล็คไนท์ (Black Knight) พร้อมกันนี้ ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ NEW MG ZS จะได้รับแพ็คเกจใช้งานระบบอัจฉริยะ i-SMART ฟรี เป็นระยะเวลา 5 ปี และได้รับความอุ่นใจกับการบริการแพสชั่น เซอร์วิส (Passion Service) ด้วยการรับประกันคุณภาพนาน 4 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) และศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (MG Call Centre) ตลอด 24 ชั่วโมง รวมไปถึงบริการเช็คระยะนอกสถานที่ (Mobile Services) ผู้สนใจสามารถสัมผัสรถสมาร์ทเอสยูวี NEW MG ZS ได้ที่ผู้แทนจำหน่าย เอ็มจี ทั่วประเทศ หรือชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.mgcars.com

 
 

NEW CARS THAILAND : มาสด้าเปิดตัว ALL-NEW MAZDA CX-5 ใหม่ ที่สุดของที่สุด Make All Chapters Remarkable รถอเนกประสงค์เอสยูวีที่คนไทยรอคอย

Monday, 13 November 2017 15:16

 

 

 

 

 

 

 

 

   มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย จับมือกับ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่นร่วมกันจัดงานเปิดตัวแนะนำที่สุดของรถอเนกประสงค์เอสยูวี ALL-NEW MAZDA CX-5โฉมใหม่ ล่าสุด มาพร้อมรูปทรงการออกแบบอันสง่างามทั้งภายนอกและภายใน ที่ได้แรงบันดาลใจจากสุนทรียศาสตร์ของงานศิลปะญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ผลลัพธ์ที่ได้คือ รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูโดดเด่นมีชีวิตชีวา หรูหราแบบพรีเมี่ยม รวมไปถึงรูปลักษณ์ภายในที่สร้างบรรยากาศให้เกิดความสุขสำหรับการพักผ่อนให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกคน เติมเต็มความสปอร์ตหรูหราสไตล์ยุโรป รวมเอาสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่นที่ใช้แนวทางการออกแบบ “less is moreหรือ การออกแบบด้วยการลดองค์ประกอบที่ไม่จำเป็นเพื่อให้ดูเรียบง่าย แต่สุขุมและยังคงให้ความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวในแบบฉบับใหม่ อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีเจนเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด เปิดราคาเริ่มต้นเพียง 1.29 ล้านบาทเท่านั้น ตั้งเป้าขาย 7,200 คันต่อปี หรือเพิ่มขึ้น 100%

   นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าถึงรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดว่าALL-NEW MAZDA CX-5โฉมใหม่ มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ “เป็นที่สุดในทุกบทบาท” MAKE ALL CHAPTERS REMARKABLEนี้คือรถอเนกประสงค์ที่เป็นที่สุดในคลาส One Class Aboveภายใต้การออกแบบใหม่ล่าสุดจาก โคโดะ ดีไซน์ เจนเนอเรชั่นใหม่ ที่สะท้อนถึงพลังของจิตวิญญาณที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเคลื่อนไหวอันสง่างาม ผนวกกับวิวัฒนาการที่ก้าวไปอีกขั้นของเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ เจาะตลาดกลุ่มลูกค้าในวงกว้างมากขึ้น ผู้ที่ชื่นชอบการใช้ชีวิต มีรสนิยม ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและการขับขี่ หลงใหลการออกแบบรูปทรงอันสง่างาม มีเอกลักษณ์เฉพาะ รวมถึงใช้ชีวิตแบบครอบครัวให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร มีความหรูหรา สามารถเก็บของได้มากมาย เป็นรถอเนกประสงค์ที่สามารถเดินไปไหนมาไหนด้วยกันได้ทุกที่

   นายฮิโรชิ อิโนอุเอะ เจ้าหน้าที่บริหารระดับสูง มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่นประเทศญี่ปุ่น กำกับดูแลมาสด้าในภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า รถยนต์มาสด้า CX-5เผยโฉมสู่สาธารณชนทั่วโลกครั้งแรกเมื่อปี 2555 และเข้าสู่ตลาดประเทศไทย เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2556 ในฐานะรถยนต์รุ่นแรกที่มาพร้อม “SKYACTIV TECHNOLOGY” และการออกแบบภายใต้ “KODO Design” Soul of Motion รถยนต์มาสด้า CX-5 กลายเป็นรถอเนกประสงค์เอสยูวีที่ได้รับเสียงตอบรับอย่างดียิ่งจากลูกค้าทั่วโลกภายในเวลาอันรวดเร็ว จนสามารถคว้ารางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมในประเทศญี่ปุ่น และรางวัลอันทรงเกียรติอีกมากมายจากทั่วทุกมุมโลก ด้วยสมรรถนะพลังแรงของเครื่องยนต์แต่ประหยัดน้ำมันเป็นเลิศ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีระบบความปลอดภัยสูงสุด และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ มากมายครบครัน ส่งผลทำให้มาสด้า CX-5 ประสบความสำเร็จอย่างมากในทุกตลาด จวบจนปัจจุบันมียอดขายไปแล้วกว่า 1 ล้าน 5 แสนคันทั่วโลก  ถือเป็นโมเดลหลักที่สำคัญของมาสด้ารองจาก Mazda3 ที่ขายได้กว่า 5 ล้านคันทั่วโลก โดยเฉพาะลูกค้าชาวไทยให้การตอบรับอย่างล้นหลาม และกำลังวิ่งอยู่บนถนนในประเทศไทยกว่า 18,000 คัน รวมทั้งยังส่งผลต่อการเปิดตัวในโมเดลรุ่นต่อๆ มาของมาสด้าและประสบความสำเร็จอย่างสูงสุด

   นายชาญชัย ตระการอุดมสุข แสดงความเห็นเกี่ยวกับอุตสาหกรรมรถยนต์ประเทศไทยว่า ปีนี้ถือว่าตลาดรถยนต์มีทิศทางที่ดี ตลอด 10 เดือนที่ผ่านมา มีปัจจัยบวกเข้ามาเสริมรอบทิศทาง ทั้งราคาสินค้าการเกษตรอยู่ในเกณฑ์ที่ดี จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังประเทศไทยเพิ่มขึ้น การส่งออกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเงินทุนที่หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากทางภาครัฐ ส่งผลดีต่อตลาดทำให้ยอดขายพุ่งสูงกว่า 690,000 คัน เพิ่มขึ้น 10%มาสด้าคาดว่ายอดขายรถยนต์ภายในประเทศปีนี้ประมาณการว่าจะทะลุถึง 840,000คัน นับว่าเติบโตเกินกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้นปี การเปิดตัวมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ ในวันนี้ คืออีกหนึ่งในความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของเราชาวมาสด้า ที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จทางด้านยอดขายให้เป็นไปตามเป้าหมาย สำหรับปีนี้มาสด้าตั้งเป้าไว้สูงถึง 51,000 คัน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 20% การแนะนำมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ จะเข้ามาเติมเต็มในเซ็กเมนต์ที่สำคัญ มาสด้ากำหนดราคาขายเริ่มต้นเพียงล้านต้นๆ เท่านั้น เรามีความมั่นใจอย่างยิ่งว่า CX-5 จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า ทำให้เราตั้งเป้ายอดขายรุ่นนี้ไว้สูงถึง 7,200 คันต่อปี หรือเพิ่มขึ้น 100% ที่สำคัญจะเป็นโมเดลหลักที่จะทำให้มาสด้าสามารถขึ้นแท่นครองอันดับหนึ่งในตลาดรถอเนกประสงค์เอสยูวี พร้อมยึดบัลลังก์ผู้นำด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต

   วิเคราะห์เจาะลึกถึงข้อมูลและคุณสมบัติเด่นๆ ที่จะส่งผลให้มาสด้า CX-5 โฉมใหม่ประสบความสำเร็จในการเข้าสู่สงครามตลาดรถยนต์ในปีนี้ มาสด้า CX-5 โฉมใหม่คือที่สุดของที่สุดในตลาดรถอเนกประสงค์เอสยูวีในเมืองไทยอย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ด้วยเทคโนโลยีสกายแอคทีฟเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด ที่ให้สมรรถนะการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบแสดงออกการควบคุมรถได้อย่างแม่นยำในทุกสถานการณ์ สมรรถนะความแรงและประหยัดน้ำมันดีที่สุดคลาส ด้วยเครื่องยนต์คลีนดีเซลขนาด 2.2 ลิตร  175 แรงม้า และเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร 165 แรงม้า รวมถึงการออกแบบรูปลักษณ์ใหม่หมดทั้งภายนอกและภายในอันงดงามภายใต้ “โคโดะ ดีไซน์” อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ เทคโนโลยีการเชื่อมต่อโลกการสื่อสารด้วย MZD CONNECTพร้อมหน้าจอดีไซน์ใหม่ และระบบความปลอดภัยระดับโลก i-ACTIVSENSEที่ครบครันยิ่งขึ้น เติมเต็มความสปอร์ตพรีเมี่ยมสไตล์ยุโรป และฟังก์ชั่นการใช้งานให้ลงตัวยิ่งขึ้น ตอบโจทย์การใช้งานลูกค้าที่หลากหลาย

   ทางด้านผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาดมาสด้า นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ กล่าวถึงกลยุทธ์การวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดว่า มาสด้า CX-5เป็นรถที่ได้รับความนิยมมาแล้วทั่วโลก โดยเจนเนอร์เรชั่นใหม่นี้ ตัวโปรดักซ์มีการปรับเปลี่ยนใหม่หมดทั้งภายนอกและภายในเน้นความหรูหรามากขึ้น โดยเฉพาะลูกค้าผู้หลงใหลการออกแบบอันสง่างาม รวมทั้งเทคโนโลยีที่ใส่เข้ามาจนล้นคันทำให้มาสด้าประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว โดยเรามุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีความหลากหลาย มีรสนิยมการใช้ชีวิตที่แตกต่าง มาสด้าวางตำแหน่งการเข้าสู่ตลาดในกลุ่มรถอเนกประสงค์เอสยูวีระดับพรีเมียมเทียบเท่ากับคู่แข่งรถยนต์จากค่ายยุโรป ซึ่งมาสด้ากำลังจะสร้างคุณค่าใหม่ให้กับตลาดรถอเนกประสงค์ของประเทศไทย เนื่องจากเต็มเปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีสกายแอคทีฟอย่างเต็มรูปแบบ ที่ให้ทั้งในเรื่องสมรรถนะขับขี่ การประหยัดน้ำมัน สมบูรณ์แบบด้วย i-ACTIVSENSEความปลอดภัยระดับโลกที่เพียบพร้อมกว่าเดิม ระบบ MZD CONNECT เวอร์ชั่นใหม่ที่จะเชื่อมโยงเครือข่ายการสื่อสารในโลกปัจจุบัน ภายใต้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟ และระบบควบคุมการขับขี่อัจฉริยะ GVC

   นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับช่องทางการสื่อสารมาสด้ายังให้ความสำคัญกับทุกๆ ช่องทางที่จะสามารถสื่อสารเข้าถึงทุกกลุ่มลูกค้า โดยเฉพาะการสื่อสารกับลูกค้าผ่านทางสื่อโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และโซเชียลมีเดีย รวมทั้งคอมมูนิตี้ครอบครัว ซูม-ซูม ผ่านทางไลน์ออฟฟิศเชียล เฟชบุ๊ค และเว็บไซต์ รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการตลาดเพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงทุกช่องทาง ภายใต้แนวคิด “เป็นที่สุดในทุกบทบาท” MAKE ALL CHAPTERS REMARKABLE กลุ่มลูกค้าประกอบด้วย

- กลุ่มแรก Executivesคือ ผู้บริหารรุ่นใหม่ เน้นการใช้ชีวิตอย่างอิสระ รักความก้าวหน้าเป็นผู้ที่มีรสนิยมในการคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุด มาสด้า CX-5 โฉมใหม่ จะเป็น ทางเลือกใหม่สำหรับรถระดับพรีเมี่ยม

- กลุ่มที่สอง Coupleคือ คนที่ใช้ชิวิตสมับใหม่ มีการใช้เวลาเพื่อตัวเองและในชีวิตคู่ ชอบความตื่นเต้นแสวงหาสิ่งใหม่เพื่อสร้างครอบครัวให้มั่นคง มาสด้า CX-5 โฉมใหม่ คือ โอกาสในการค้นหาสิ่งใหม่รอบตัวกับรถเอนกประสงค์

- และกลุ่มที่สาม Young Familyคือ ครอบครัวเริ่มต้นและมีบุตร มีความมุ่งมั่นเพื่อก้าวสู่ความสำเร็จทั้งด้านการงานและชีวิตครอบครัว มาสด้า CX-5 โฉมใหม่ จะเป็น สิ่งที่แสดงถึงความสำเร็จกับบทบาทในครอบครัว ทุกคนในครอบครัว จะปลอดภัย สามารถพักผ่อนและมีความสุขกับรถคันนี้ 

   นี่คือกลยุทธ์หลักที่นำพารถอเนกประสงค์เอสยูวีมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ ก้าวสู่ความสำเร็จในตลาดประเทศไทย นอกจากเต็มเปี่ยมด้วยเทคโนโลยีล้ำอนาคต และที่กำลังจะสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถยนต์เมืองไทย ลูกค้าที่สนใจสามารถจองและเป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้ทุกโชว์รูมมาสด้าทั้ง 147 แห่ง ทั่วประเทศ พร้อมรับฟรีประกันภัยชั้น 1 ที่สำคัญลูกค้าสามารถรับรถได้ทันที ทุกรุ่น ทุกสี ก่อนวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้

ราคาจำหน่ายรถอเนกประสงค์เอสยูวี ALL-NEW MAZDA CX-5

1.      รุ่น 2.0C           เครื่องยนต์เบนซิน                       ราคาจำหน่าย 1,290,000 บาท

2.      รุ่น 2.0S           เครื่องยนต์เบนซิน                       ราคาจำหน่าย 1,400,000 บาท

3.      รุ่น 2.0SP เครื่องยนต์เบนซิน                    ราคาจำหน่าย 1,530,000 บาท

4.      รุ่น XD   เครื่องยนต์คลีนดีเซล       ราคาจำหน่าย 1,560,000 บาท

5.      รุ่น XDL             เครื่องยนต์คลีนดีเซล       ราคาจำหน่าย 1,770,000 บาท

ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับ CX-5

การออกแบบ TAKING KODO DESIGN TO A HIGHER LEVEL อีกระดับของดีไซน์โคโดะ

   สัมผัสเอกลักษณ์แห่งดีไซน์ใหม่ของมาสด้า CX-5โฉมใหม่ ยนตรกรรมอเนกประสงค์เอสยูวีที่พัฒนาแนวคิดการออกแบบ KODO DESIGN ให้โดดเด่นเหนือระดับยิ่งขึ้น ด้วยเส้นสายที่เรียบง่าย แต่แฝงด้วยความโฉบเฉี่ยว ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่น(Japanese Aesthetic) ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Less is More” ผลลัพธ์ที่ได้ คือ รูปลักษณ์ภายนอกใหม่ที่งดงามและทรงพลังราวกับมีชีวิต หรูหรา ปราดเปรียวในสไตล์พรีเมี่ยม รวมไปถึงรูปลักษณ์ภายในใหม่ที่ถูกออกแบบอย่างประณีต ใช้วัสดุเกรดพรีเมี่ยม ทุกองค์ประกอบพร้อมมอบความเพลิดเพลิน และความสะดวกสบายแก่ผู้ขับและผู้โดยสารทุกคนนอกจากนี้ สีแดงใหม่ Soul Red Crystal ยังช่วยยกระดับให้มาสด้า CX-5โฉมใหม่ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นยิ่งขึ้น สะกดทุกสายตาด้วยมิติความลึกของสี นับเป็นบทใหม่แห่งการดีไซน์ที่พร้อมสะท้อนความสําเร็จในทุกบทบาทของชีวิต

MAKE ALL CHAPTERS REMARKABLEเป็นที่สุดในทุกบทบาท

   ไม่ว่านิยามความสําเร็จของคุณเป็นอย่างไร สิ่งสําคัญ คือ ความพร้อมในการก้าวสู่อีกขั้นของบทบาทในชีวิต ที่เต็มไปด้วยความรับผิดชอบ แต่ยังคงไว้ซึ่งความสนุกท้าทายมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ ยนตรกรรมอเนกประสงค์เอสยูวี มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า ให้คุณและคนที่คุณรักอุ่นใจได้ทุกเส้นทาง สะท้อนภาพลักษณ์และรสนิยมในแบบฉบับของคุณ ให้คุณขับเคลื่อนสู่ความสําเร็จที่น่าจดจําในทุกบทของชีวิต

   เทคโนโลยีสกายแอคทีฟในมาสด้าCX-5โฉมใหม่ได้ถูกพัฒนาต่อยอดขึ้นไปอีกระดับเพื่อสร้างความประทับใจทั้งเรื่องสมรรถนะที่แรงและการประหยัดน้ำมันจนได้รับการยอมรับจากผู้ใช้ทั่วโลก

-       SKYACTIV-D 2.2 เครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล2.2 ลิตรประหยัดสูงสุด 17.5 กม/ลิตรพัฒนาให้สามารถทํางานตอบสนองผู้ขับได้ดียิ่งขึ้นเครื่องยนต์ทํางานเงียบมากขึ้นให้กําลัง175 แรงม้าแรงบิดสูง420 นิวตัน-เมตรประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

-       SKYACTIV-G 2.0 เครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน2.0 ลิตรประหยัดสูงสุด 13.9 กม/ลิตรพัฒนาให้สามารถตอบสนองอัตราเร่งได้ดีขึ้นให้กําลัง 165แรงม้า แรงบิดสูง 210นิวตัน-เมตรประหยัดน้ำมัน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

-       SKYACTIV-DRIVEเกียร์อัตโนมัติสกายแอคทีฟ6 สปีดที่รวมข้อดีของเกียร์อัตโนมัติทุกระบบตอบสนองได้แม่นยําเปลี่ยนเกียร์ราบรื่น ให้อัตราเร่งต่อเนื่อง และประหยัดน้ำมันในทุกรอบความเร็ว

-       SKYACTIV-BODYโครงสร้างตัวถังสกายแอคทีฟโครงสร้างตัวถังที่ผลิตจากเหล็กกล้าคุณภาพสูง High Tensile Steel น้ำหนักเบาและแข็งแกร่งให้การควบคุมรถที่มั่นคงช่วยลดแรงสะเทือนจากถนนและกระจายแรงปะทะที่เข้าสู่ห้องโดยสารในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ

-       SKYACTIV-CHASSISช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยวสกายแอคทีฟระบบช่วงล่างที่เกาะถนนมั่นคง และให้ความนุ่มนวลแก่ห้องโดยสาร พร้อมระบบบังคับเลี้ยวที่ช่วยให้เข้าโค้งได้แม่นยํา ปลอดภัยและประหยัดน้ำมัน

-       i-ACTIVAWDระบบขับเคลื่อน 4ล้ออัตโนมัติ ช่วยปรับระบบการขับขี่ให้เหมาะสมกับทุกสภาพถนนมากยิ่งขึ้น

ENHANCE DRIVING ENJOYMENT พลังที่เหนือกว่า ขับเคลื่อนสู่ความสําเร็จอีกระดับ

-       2-STAGE TURBOCHARGERเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบสองขั้นช่วยให้เครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซลมีแรงบิดสูงแม้ในรอบต่ำเพื่อให้ได้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีในทุกรอบความเร็วของเครื่องยนต์

-       NATURALSOUNDSMOOTHER &NATURAL SOUND FREQUENCY CONTROLช่วยลดแรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซลในรอบเดินเบา ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานเงียบขึ้น

-       DRIVE SELECTION* สวิตช์ Drive Selection สามารถเลือกขับขี่ในโหมด Sport ได้ เมื่อต้องการเร่งแซง หรือให้อัตราเร่งที่เพิ่มขึ้นในรอบเครื่องยนต์ที่สูง ให้ความรู้สึกสนุกเร้าใจเหมือนขับเกียร์ธรรมดา

-       i-Stop (Idling Stop System)ระบบประหยัดน้ำมันที่สั่งให้เครื่องยนต์หยุดการทํางานชั่วคราวเมื่อรถจอดนิ่งขณะที่อุปกรณ์ต่างๆ ภายในรถยังคงทํางานตามปกติ ทําให้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเครื่องยนต์จะกลับมาทํางานอัตโนมัติทันทีเมื่อรถพร้อมออกตัว

   SKYACTIV-VEHICLE DYNAMICSอีกขั้นของเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ ที่ผสานและควบคุมการทํางานของรถทั้งคัน ตั้งแต่เครื่องยนต์ ระบบเกียร์ โครงสร้างตัวถัง ไปจนถึงช่วงล่าง ให้ทํางานประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อมอบประสบการณ์ความสนุกในการขับขี่ตามแนวคิด จินบะ-อิไต (Jinba-Ittai) ของมาสด้า ให้ผู้ขับและรถเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้นและยังให้ผู้โดยสารสัมผัสถึงความรู้สึกสบายตลอดการเดินทาง

   ระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดภายใต้ชุดเทคโนโลยี SKYACTIV-VEHICLE DYNAMICS ระบบ GVC จะช่วยควบคุมสมรรถนะในการขับขี่ให้แม่นยําและสมดุล เพื่อให้ผู้ขับมาสด้าCX-5 โฉมใหม่สัมผัสความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันของคนกับรถได้อย่างสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นการทํางานของระบบ GVCระบบจะทํางานโดยประมวลผลจากการบังคับพวงมาลัยของผู้ขับขี่ ความเร็วของรถ รวมถึงน้ำหนักของเท้าที่กดลงบนแป้นคันเร่ง จากนั้นระบบจะควบคุมแรงบิดของเครื่องยนต์ และเกิดการถ่ายน้ำหนักที่เหมาะสมไปสู่แต่ละล้อ ทําให้รถเกาะถนนได้ดียิ่งขึ้น ควบคุมได้แม่นยําในทุกสถานการณ์

   PREMIUM DESIGN EVOLUTION AND FINE CRAFTSMANSHIPอีกระดับแห่งความหรูหรา ผสานความพิถีพิถันในทุกรายละเอียดภายในห้องโดยสารของมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ ได้รับการออกแบบดุจงานศิลปะชั้นสูงอย่างประณีตในทุกรายละเอียด ด้วยแนวคิด “Hand-Crafted Design” คัดสรรวัสดุคุณภาพเกรดพรีเมี่ยม เปี่ยมด้วยกลิ่นอายแห่งความหรูหราสไตล์ยุโรป ให้ความประทับใจในทุกการสัมผัส คอนโซลหน้าแบบ Metal Wood ผสานความสปอร์ตด้วยเบาะหนังสีดําแต่งด้วยด้ายสีน้ำตาล พร้อมให้คุณเพลิดเพลินกับเครื่องเสียงระดับไฮเอนด์ที่มอบความสุนทรีย์ และเติมจังหวะความสนุกให้ทุกการเดินทาง

-       POWER SLIDING GLASS SUNROOF หลังคาซันรูฟแบบไฟฟ้าELECTRONIC PARKING BRAKE ระบบเบรกมือไฟฟ้าพร้อมระบบ Auto Hold เพื่อเพิ่มความสบายในการขับขี่

-       STEERING WHEEL พวงมาลัยดีไซน์ใหม่แบบสปอร์ตพรีเมี่ยม จับกระชับมือพร้อมปุ่มควบคุมการทํางานที่พวงมาลัย

-       BOSE® SOUND SYSTEM ระบบเสียง BOSE® รอบทิศทางลำโพง 10 ตำแหน่ง พร้อมเทคโนโลยีAUDIOPILOTTM2 และ Centerpoint®2 ที่ช่วยชดเชย และปรับแต่งเสียงให้สมจริงมากยิ่งขึ้น

   DELIVER OUTSTANDING PASSENGER COMFORTเติมเต็มความสะดวกสบายให้ทุกเส้นทางให้ทุกการเดินทางของคุณและครอบครัวเต็มเปี่ยมไปด้วยความสะดวกสบายกับมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ ที่พัฒนาห้องโดยสารภายใต้ปรัชญา HUMAN-CENTERED DESIGNด้วยการจัดวางฟังก์ชั่นการใช้งานในตําแหน่งศูนย์กลาง เหมาะสมกับการใช้งาน โดยผู้ขับไม่ต้องละสายตาจากถนน ห้องโดยสารกว้างขวาง พนักพิงเบาะหลังปรับเอนได้ และสามารถแยกพับได้ 3 ส่วน แบบ 40:20:40 อิสระจากกัน เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้า พร้อมระบบบันทึกตําแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ที่สามารถบันทึกได้ 2 ตําแหน่งช่อง USB 2.1 แอมป์ ช่องเก็บของ พร้อมที่วางแก้ว ถูกจัดวางในตำแหน่งที่สะดวกต่อการใช้งาน และช่องแอร์สําหรับที่นั่งตอนหลังที่เพิ่มความสบายยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้ทําให้มาสด้า CX-5 โฉมใหม่ เป็นยนตรกรรมอเนกประสงค์เอสยูวีเจเนอเรชั่นใหม่ ที่พร้อมให้คุณสัมผัสถึงความหรูหรา สะดวกสบาย ในทุกเส้นทางสู่ความเป็นที่สุดในทุกบทของชีวิต พนักพิงเบาะหลังปรับเอนได้

   SEAMLESS CONNECTIVITY WITH MZD CONNECTเชื่อมต่อทุกความสําเร็จได้ไร้ขีดจํากัดล้ำหน้าไปกับเทคโนโลยีเชื่อมต่อออนไลน์ MZD CONNECT ในมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ ไม่พลาดทุกการติดต่อทั้งเรื่องงาน และครอบครัว อัพเดทข้อมูลข่าวสารได้ตลอดการเดินทาง หรือ รับ-ส่ง SMS จากสมาร์ทโฟนผ่านสัญญาณ Bluetoothพร้อม Infotainment ที่มีให้เลือกมากมายในแอพพลิเคชั่น Aha by HARMANTM รวมถึงระบบนำทาง Navigator*

   CENTER DISPLAYจอทัชสกรีนดีไซน์ใหม่ ขนาด 7 นิ้ว แสดงเมนูสั่งงานของระบบ MZD CONNECTและตั้งค่าฟังก์ชั่นการใช้งานอื่นๆ หรือเรียกดูข้อมูลผ่านระบบสั่งงานด้วยเสียง Voice Command

CENTER COMMANDERปุ่มควบคุมระบบ MZD CONNECT ที่คอนโซลกลางตรงตําแหน่งใกล้มือผู้ขับใช้งานง่ายเพียงหมุนหาคําสั่งที่ปรากฏขึ้นบนจอ CENTER DISPLAY ใช้ได้ทั้งขณะรถวิ่งหรือรถจอดนิ่ง ให้ผู้ขับใช้สมาธิกับการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น

WINDSHIELD ACTIVE

DRIVING DISPLAYแสดงข้อมูลสําคัญในการขับขี่แบบสี บนกระจกหน้ารถ ในระดับสายตาผู้ขับ

-       JINBA ITTAIมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ พัฒนาบนพื้นฐานของปรัชญา “จินบะ-อิไต”คือการพัฒนารถที่ผสานรวมผู้ขับขี่และรถให้เป็นหนึ่งเดียว สามารถควบคุมรถได้อย่างราบรื่น และปลอดภัย รับข้อมูลและตอบสนองกับสิ่งรอบตัวได้อย่างแม่นยํา ทำให้คุณได้สัมผัสถึงความสนุกเร้าใจในการขับขี่อย่างแท้จริง

-       HMI (Human - Machine Interface)คอนเซ็ปต์การออกแบบอุปกรณ์และฟังก์ชั่นใช้งานภายในรถ เน้นหลักการทำงานตามธรรมชาติจากการเคลื่อนไหวของมนุษย์ จัดวางอุปกรณ์ให้อยู่ในตําแหน่งศูนย์กลาง ช่วยให้ผู้ขับไม่ต้องละสายตาจากถนนภาพแสดงตำแหน่งคันเร่งและเบรกในรถทั่วไปตําแหน่งของล้อหน้า ทําให้คันเร่งและเบรกต้องอยู่เยื้องไปด้านซ้ายในรถมาสด้า CX-5 โฉมใหม่ ขยับตําแหน่งของล้อไปด้านหน้ามากขึ้น ทําให้สามารถยืดขาได้อย่างเป็นธรรมชาติ

-       POWER LIFTGATE ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้ามาสด้า CX-5 โฉมใหม่ให้คุณจัดเก็บสัมภาระได้สะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยประตูท้ายที่ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้าสามารถเปิด-ปิดได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัสและรีโมทคอนโทรลสามารถปรับตั้งระดับการเปิดได้ตามที่คุณต้องการ

-     i-ACTIVSENSEเทคโนโลยีความปลอดภัยเพื่อคุณและคนสำคัญ มาสด้า CX-5 โฉมใหม่เพิ่มอีกระดับของความปลอดภัยกับเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยสุดล้ำi-ACTIVSENSE ที่สามารถคาดการณ์อย่างแม่นยำและส่งสัญญาณเตือนผู้ขับขี่ให้เพิ่มความระมัดระวังยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุได้รอบคัน SBS ALH SCBS MRCC LAS & LDWS DAA ABSM RCTA SCBS –R

-       ALH (Adaptive LED Headlamps)ระบบไฟหน้าLED อัจฉริยะปรับการทํางานของไฟสูง- ต่ำแยกอิสระซ้าย- ขวาโดยอัตโนมัติให้เหมาะสมกับสภาพถนนระยะห่างจากตําแหน่งของรถคันหน้าหรือรถที่วิ่งสวนมาเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ยามค่ำคืน และช่วยให้การทํางานของไฟสูงไม่ไปรบกวนรถคันอื่น MRCC (Mazda Radar Cruise Control)ระบบควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติพร้อมปรับระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถคันหน้าหากพบรถคันหน้าที่มีความเร็วน้อยกว่าระบบจะทำการปรับลดความเร็วลงตามความเร็วของรถคันหน้าและรักษาระยะห่างกับรถคันหน้าให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติโดยผู้ขับสามารถปรับระยะห่างจากรถคันหน้าได้จากสวิตช์ที่พวงมาลัยทั้งนี้ระบบจะกลับไปใช้ความเร็วเดิมที่กำหนดไว้โดยอัตโนมัติเมื่อตรวจสอบแล้วว่าไม่มีรถอยู่ด้านหน้า

-       LDWS (Lane Departure Warning System)ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลนระบบจะส่งสัญญาณเตือนไฟกะพริบบนหน้าปัดพร้อมส่งเสียงเตือนเมื่อตรวจพบการเบี่ยงออกนอกเลนโดยไม่ได้ตั้งใจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่

-       DAA (Driver Attention Alert)ไฟสูงไม่รบกวนรถคันที่วิ่งสวนมาระบบจะขึ้นสัญลักษณ์เตือนที่หน้าจอ

-       Windshield Active DrivingDisplayระบบช่วยเตือนเมื่อผู้ขับเหนื่อยล้าขณะขับขี่ ช่วยเพิ่ม ความปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยเฉพาะขณะขับรถทางไกล ระบบจะติดตามพฤติกรรมและสมาธิในการขับขี่ หากตรวจพบความผิดปกติของพฤติกรรมการขับขี่ หรือขับขี่ติดต่อกันนาน ระบบจะขึ้นข้อความแนะนําให้หยุดพัก

-       LAS (Lane-keep Assist System)ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในกรณีที่ตรวจพบการเบี่ยงออกนอกเลนโดยไม่ได้ตั้งใจระบบจะส่งสัญญาณเตือนหรือเตือนโดยการสั่นที่พวงมาลัยและช่วยปรับทิศทางพวงมาลัยให้รถกลับเข้าสู่เลนช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุุและเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง ไฟต่ำมุมกว้างเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่

-       SBS (Smart Brake Support)ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติระบบจะตรวจจับระยะห่างระหว่างรถของคุณและรถคันหน้าหากพบว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุจากการชนรถคันหน้าระบบจะส่งสัญญาณเตือนและเสียงเตือนอย่างต่อเนื่องถ้าผู้ขับไม่ได้ทําการเบรกระบบจะช่วยทําการเบรกโดยอัตโนมัติเพื่อลดโอกาสในการชนรถคันหน้า

-       ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring)ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลนช่วยให้ผู้ขับปลอดภัยขณะเปลี่ยนเลนโดยระบบจะส่งสัญญาณเตือนหากตรวจพบรถในเลนด้านข้างที่กําลังแซงขึ้นมาจากทางด้านหลังและอยู่ในจุดที่ผู้ขับอาจมองไม่เห็น ไฟสูงไม่รบกวนรถคันหน้า

-       SCBS (Smart City Brake Support)ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติหากระบบตรวจสอบพบว่าไม่สามารถเลี่ยงการชนได้ระบบจะช่วยทําการเบรกโดยอัตโนมัติเพื่อลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากการชนปะทะด้านหน้าเมื่อขับด้วยความเร็วต่ำ

-       SCBS-R (Smart City Brake Support-Reverse)ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง ช่วยลด ความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากการชนขณะขับถอยหลังด้วยความเร็วต่ำ

-       RCTA (Rear Cross Traffic Alert)ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลังระบบจะส่งสัญญาณเสียงเตือนพร้อมไฟกะพริบเตือนที่กระจกมองข้างขณะขับรถถอยหลังหากตรวจพบความเสี่ยงที่อาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุุกับรถที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาด้านหลัง

   WORLD-CLASS SAFETYมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก มาสด้า CX-5 โฉมใหม่ มีจุดเด่นด้านความปลอดภัยทั้งแบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Active Safety) และแบบปกป้องเมื่อเกิดเหตุ (Passive Safety) จึงมั่นใจได้ในทุกเส้นทางทุกสถานการณ์การขับขี่ ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล

   ACTIVE SAFETYความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุ มีระบบDSCไม่มีระบบ DSC (Dynamic Stability Control)ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว กระจกมองหลังระบบตัดแสงอัตโนมัติ ให้ทัศนวิสัยในการขับขี่ชัดเจนยิ่งขึ้น

PASSIVE SAFETYความปลอดภัยเชิงปกป้องเมื่อเกิดเหตุ

-       ระบบเข็มขัดนิรภัยแบบ Pretensioner and Load Limiterเข็มขัดนิรภัยเบาะคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ ผสานการทำงานร่วมกับระบบถุงลมนิรภัย โครงสร้างตัวถังสกายแอคทีฟ พร้อมถุงลมและม่านถุงลมนิรภัย

-       HLA (Hill Launch Assist)ระบบช่วยออกตัวรถขณะอยู่บนทางลาดชัน กล้องมองหลังพร้อมเส้นกะระยะขณะถอยหลัง

-       Headrest ออกแบบให้มีองศาและตำแหน่งเหมาะสมที่สุด เพื่อ ลดโอกาสบาดเจ็บ

-       เมื่อเหยียบเบรกกะทันหันเมื่อผู้ขับขี่เหยียบเบรกอย่างกะทันหันสัญญาณไฟเตือนฉุกเฉินจะกะพริบอย่างรวดเร็วเพื่อเตือนรถคันหลังรถคันหลังสามารถลดความเร็วเมื่อเห็นสัญญาณไฟเตือนฉุกเฉินจากรถคันหน้าเมื่อผู้ขับขี่ถอนเท้าจากแป้นเบรกสัญญาณไฟเตือนฉุกเฉินจะดับโดยอัตโนมัติเมื่อผู้ขับขี่เหยียบเบรกอย่างกะทันหันจนรถหยุดนิ่งสัญญาณไฟเตือนฉุกเฉินยังคงกะพริบเพื่อเตือนรถคันหลัง

-       ESS (Emergency Signal System)สัญญาณไฟกะพริบอัตโนมัติเมื่อเบรกรถในภาวะฉุกเฉิน เพื่อส่งสัญญาณเตือนรถคันหลัง ทุกรุ่น

-       ABS 4 ล้อ พร้อม EBD ช่วยกระจายแรงเบรก

-       ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย

-       DSC: Dynamic Stability Control ช่วยควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ

-       HLA: Hill Launch Assist ช่วยการออกตัวของรถขณะอยู่บนทางลาดชัน

-       TCS: Traction Control System ช่วยป้องกันรถลื่นไถล

-       ALLOY WHEELล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว และขนาด17นิ้ว

โครงสร้างใต้เบาะนั่งด้านหลัง

   เบาะนั่งด้านหลัง ออกแบบให้มีองศาที่รองรับน้ำหนักของคนนั่งได้ อย่างเหมาะสม ซึ่งป้องกันไม่ให้ผู้โดยสารพุ่งออก จากเบาะนั่งไปทางด้านหน้า โดยเฉพาะเมื่อเกิดอุบัติเหตุจากการชนที่ด้านหน้ารถพื้นที่รับแรงกระแทก

สีภายนอก EXTERIOR COLORประกอบด้วย

-       สีแดง โซล เรด คริสตัล Soul Red Crystalสีเกรดพรีเมี่ยมใหม่ล่าสุดเฉพาะของมาสด้า เนื้อสีหนา 3 ชั้น พ่นด้วยเทคนิคขั้นสูง พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยทำให้ได้เนื้อสีที่มีความละเอียดสูง สีสด มีความวาว สะท้อนแสงได้ดี และดูมีมิติยิ่งขึ้น

-       สีเทา แมชชีน เกรย์ Machine Grayสีเมทัลลิคเกรดพรีเมี่ยมเฉพาะของมาสด้า เนื้อสีหนา 3 ชั้น พ่นด้วยเทคนิคพิเศษ เนื้อสีจึงใส สะท้อนแสงได้ดี ส่องประกายมันวาว

-       สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล Snowflake White Pearl

-       สีเงิน โซนิค ซิลเวอร์ Sonic Silver

-       สีฟ้า ดีพ คริสตัล บลู Deep Crystal Blue

-       สีดำ เจ็ท แบล็ก Jet black

 
 

More Articles...

Page 1 of 16

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )