Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS THAILAND

NEW CARS THAILAND : Lexus CT200h รุ่นปรับโฉมใหม่ “LIVE PLAY FUN”

Monday, 18 September 2017 14:40

 

 

 

 

 

 

 

   เลกซัสกรุ๊ป บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำ สุดยอดยนตกรรมไฮบริดแฮทช์แบค ระดับหรู เลกซัส CT200h รุ่นปรับโฉมใหม่ มาพร้อมความสมบูรณ์แบบที่เหนือระดับยิ่งขึ้น โดดเด่นด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีของการขับขี่แบบ “Full Hybrid” ให้สมรรถนะเต็มประสิทธิภาพผสานกับเอกลักษณ์การออกแบบที่เน้นความปราณีตพิถีพิถัน พร้อมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยเหนือระดับ Lexus Safety System+ สร้างนิยามใหม่ของ ยนตกรรมไฮบริดแฮทช์แบค ระดับพรีเมียม ภายใต้แนวคิด “Live Play Fun”

   เลกซัสกรุ๊ป บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำ เลกซัส CT200h สุดยอดไฮบริดแฮทช์แบคที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มลูกค้าทั่วโลกด้วยยอดขายสะสมมากกว่า 300,000 คัน สำหรับประเทศไทย   เลกซัส CT200h ได้ถูกแนะนำสู่ลูกค้าครั้งแรกในปี พ.ศ. 2554 และเป็นรถคอมแพกต์ห้าประตูระดับหรูรุ่นแรกของ  เลกซัสที่เหมาะกับการขับขี่ในเมืองด้วยขนาดที่คล่องตัว ประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยระบบไฮบริดเต็มรูปแบบ โดดเด่นด้วยการออกแบบภายในที่สะท้อนให้เห็นถึงความปราณีตและความหรูหรา เพื่อความรื่นรมย์ในการขับขี่  

   เลกซัส CT200h รุ่นปรับโฉมใหม่ มาพร้อมกับรูปลักษณ์ที่โดดเด่น สะกดทุกสายตา ด้วยกระจังหน้า Spindle Grille ดีไซน์ใหม่ ที่สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะของเลกซัส ไฟหน้าแบบแอลอีดี พร้อมไฟ Daytime running lights อีกทั้งชุดไฟท้ายรูปตัว L ภายในสะดวกสบาย ด้วยจอแสดงผลข้อมูล Electro Multi Vision (EMV)  ขนาดใหญ่ที่ให้ทุกการควบคุมทำได้ง่ายขึ้น พร้อมเพิ่มทางเลือกสำหรับลูกค้าด้วยการแนะนำ 3 คู่สีใหม่ สำหรับเฉดสีทูโทน  ในเกรด Luxury และ Premium

ปรับโฉมใหม่ทั้งภายนอก และภายใน

I. ภายนอกโฉบเฉี่ยว ... ด้วยเสน่ห์ที่เกินต้านทาน ความหรูหราที่สะกดทุกสายตา

  • โดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบแอลอีดี พร้อมไฟ Daytime Running Lights… เพิ่มทัศนวิสัยที่ดีในการขับขี่
  • กระจังหน้า Spindle Grille ดีไซน์ใหม่… เอกลักษณ์เฉพาะของเลกซัส ออกแบบให้รับกับกรอบไฟตัดหมอกหน้าดีไซน์ใหม่
  • ล้ออลูมิเนียมขนาด 16 นิ้ว ดีไซน์ใหม่… สะท้อนความสปอร์ตและหรูหรา
  • คิ้วประตูหลัง และกันชนหลังดีไซน์ใหม่.. .ที่มีเส้นสายที่รับกัน ทำให้เลกซัส CT200h โดดเด่นยิ่งขึ้น
  • ไฟท้ายดีไซน์ใหม่ รูปตัว L สัญลักษณ์ความเป็นเลิศของเลกซัส พร้อมด้วย Active brake lamps  เพิ่มความปลอดภัย เมื่อรถเบรกกระทันหัน  
  • สะท้อนความเหนือระดับ ผ่านองค์ประกอบเนื้อสีพิเศษ คมชัดทุกเส้นสาย พร้อมเพิ่มทางเลือกสำหรับลูกค้าด้วยการแนะนำ 3 คู่สีใหม่ สำหรับเฉดสีทูโทน ในเกรด Luxury และ Premium  ตัวรถสี Sonic Quartz ที่จับคู่กับหลังคาสี Sonic Titanium  หรือตัวรถสี Red Mica Crystal Shine ที่จับคู่กับหลังคาสี Mercury Gray Mica และตัวรถสี Graphite Black Glass Flake ที่จับคู่กับหลังคาสี Sonic Titanium ได้อย่างลงตัว

 

II. ภายในเรียบหรู ... ทุกดีไซน์คือคำตอบแห่งการใช้ชีวิต

  • จอแสดงผลข้อมูล Electro Multi Vision (EMV)  ขนาดใหญ่ 10.3 นิ้ว สวยหรู แสดงข้อมูลการขับขี่อย่างเด่นชัด
  • โดดเด่นด้วยคุณภาพของวัสดุหุ้มเบาะที่คัดสรรจากเลกซัสพร้อมทางเลือกใหม่ สี Dark Camel ในรุ่น Luxury Fabric สี Orche ในรุ่น Luxury Leather & Premium และสี Flare Red ในรุ่น F SPORT

 

III. เทคโนโลยีความปลอดภัยเหนือระดับ Lexus Safety System+...ครั้งแรกในเลกซัส CT200h

  • ระบบช่วยรักษาช่องทางวิ่ง Lane Keep Assist... ส่งสัญญาณสั่นเตือนที่พวงมาลัย พร้อมกับแจ้งเตือนบนจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ในทันที เมื่อตรวจพบว่ารถยนต์มีการขับข้ามเลนโดยไม่มีการเปิดสัญญาณไฟเลี้ยว
  • ระบบป้องกันก่อนการชน Pre-crash safety system ... เมื่อสัญญาณเรดาร์ซึ่งทำงานพร้อมกับกล้อง ตรวจพบความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดการปะทะขึ้นกับสิ่งกีดขวางด้านหน้า ระบบจะส่งสัญญาณเตือนคนขับและสั่งการให้ระบบช่วยเบรกทำงานโดยอัตโนมัติ
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน Adaptive Cruise Control ...ช่วยรักษาระยะห่างระหว่างรถของคุณกับรถคันหน้าอย่างเหมาะสม โดยระบบจะลดความเร็วในทันที เมื่อตรวจพบว่ารถคันหน้ามีการชะลอความเร็วลง

เลือกเป็นเจ้าของยนตกรรมไฮบริดแฮทช์แบค สุดหรูได้ถึง  12  สีภายนอก

  • Sonic Quartz
  • Graphite Black Glass Flake
  • Deep Blue Mica
  • Mercury Gray Mica
  • Red Mica Crystal Shine
  • Sparkling Meteor Metallic
  • Sonic Titanium
  • Madder Red
  • Black
  • Amber Crystal Shine
  • White Nova Glass Flake*
  • Lava Orange Crystal Shine *

*เฉพาะ รุ่น F Sport

ราคา

  • CT200h Luxury Fabric           1,999,000*               บาท
  • CT200h Luxury Leather        2,345,000*               บาท
  • CT200h Premium                 2,630,000*               บาท
  • CT200h F Sport                  2,965,000*               บาท

   *สำหรับสีทูโทน ราคาจะเพิ่มขึ้น 20,000 บาท จากราคาที่แสดงข้างต้น

   พิเศษสุด!! รถยนต์เลกซัสทุกรุ่นที่ซื้อจากผู้แทนจำหน่ายเลกซัสอย่างเป็นทางการจะได้รับการรับประกันคุณภาพ 4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง พร้อมรับสิทธิ์เป็นสมาชิก Lexus Club  รวมทั้งสิทธิพิเศษจาก Lexus Privilege ผ่าน Mobile Application “Lexus Elite Club” ที่จะมอบข้อเสนอสุดพิเศษ และสิทธิ์ในการเข้าร่วมกิจกรรมสุดเอกซ์คลูซีฟให้กับลูกค้าคนสำคัญตลอดทั้งปี  พร้อมเพิ่มความอุ่นใจในทุกการเดินทางด้วย เลกซัส เซอร์วิส คอร์เนอร์ ทั้ง 14 แห่ง ทั่วประเทศ

   นำเสนอประสบการณ์อันน่าประทับใจ กับยนตกรรมไฮบริดแฮทช์แบคสุดเร้าใจ “เลกซัส CT200h”

โดยผู้แทนจำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ

  • บริษัท เลกซัส กรุงเทพ จำกัด (พระราม 9)                                  โทรศัพท์  0 2716 8999

58 ถ.ริมคลองแสนแสบ บางกะปิ ห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320

  • บริษัท เลกซัส ออโต้ซิตี้ จำกัด สำนักงานใหญ่ รามอินทรา (กม. 2)      โทรศัพท์  0 2521 1111

14/459 ม.4 ถ.รามอินทรา กม.2 อนุสาวรีย์ บางเขน กรุงเทพฯ 10220

  • บริษัท เลกซัส ออโต้ซิตี้ จำกัด สาขา สุขุมวิท (ซอย18)                     โทรศัพท์  0 2260 8123

1/1 ถ.สุขุมวิท18 คลองเตย กรุงเทพฯ 10110

 และติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ...  

 

 

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ เลกซัส CT200h รุ่นปรับโฉมใหม่

เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง

  • เครื่องยนต์ เทคโนโลยีล้ำหน้าแห่งอนาคต ในระบบเครื่องยนต์ Atkinson Cycle ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ประหยัดคุ้มค่า
  • มอเตอร์ไฟฟ้า (Electric Motor) ที่พัฒนาระบบเกียร์ทดกำลังให้มีขนาดเล็กลงและน้ำหนักเบายิ่งขึ้น         แต่สามารถรองรับการทำงานของเครื่องยนต์ที่มีกำลังสูงขึ้น

ชนิด                                          มอเตอร์ซิงโครนัสแม่เหล็กถาวร

แรงดันไฟฟ้าสูงสุด                        650 โวลต์

กำลังสูงสุด                                 60 กิโลวัตต์ (82 แรงม้า)

แรงบิดสูงสุด                               207 นิวตัน-เมตร

  •  รูปแบบการขับขี่ ที่เลือกปรับได้ถึง 4 โหมด ทั้งโหมด EV สำหรับการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า    ให้ความเงียบสงบในทุกการขับเคลื่อน โหมด Normal สำหรับการขับขี่แบบปกติ โหมด Eco สำหรับความประหยัดสูงสุด โหมด Sport สำหรับการขับที่มอบประสบการณ์แห่งความสปอร์ตเร้าใจ
  • หน่วยควบคุมไฟฟ้า (Power Control Unit) ทำหน้าที่ควบคุมไฟฟ้ากระแสตรงจากแบตเตอรี และไฟฟ้ากระแสสลับจากมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้ทำงานได้อย่างเหมาะสม
  • ระบบส่งกำลังแบบแปรผันต่อเนื่อง ซึ่งควบคุมด้วยระบบอิเลคทรอนิก (ECVT) พร้อมระบบลดระดับเกียร์แบบ Two-speed 
  • แบตเตอรีไฮบริด Ni-MH (Nickel–Metal Hydride) ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าทำให้แบตเตอรี ไฮบริดมีน้ำหนักเบาขึ้น ทนทานยิ่งขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งการจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างดีเยี่ยม

ความปลอดภัย เทคโนโลยีความปลอดภัยเหนือระดับ Lexus Safety System+

  • ระบบช่วยรักษาช่องทางวิ่ง Lane Keep Assist... ส่งสัญญาณสั่นเตือนที่พวงมาลัย พร้อมกับแจ้งเตือนบนจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ในทันที เมื่อตรวจพบว่ารถยนต์มีการขับข้ามเลนโดยไม่มีการเปิดสัญญาณไฟเลี้ยว
  • ระบบป้องกันก่อนการชน Pre-crash safety system ... เมื่อสัญญาณเรดาร์ซึ่งทำงานพร้อมกับกล้อง ตรวจพบความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดการปะทะขึ้นกับสิ่งกีดขวางด้านหน้า ระบบจะส่งสัญญาณเตือนคนขับและสั่งการให้ระบบช่วยเบรกทำงานโดยอัตโนมัติ
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน Adaptive Cruise Control ...ช่วยรักษาระยะห่างระหว่างรถของคุณกับรถคันหน้าอย่างเหมาะสม โดยระบบจะลดความเร็วในทันที เมื่อตรวจพบว่ารถคันหน้ามีการชะลอความเร็วลง
  • ระบบป้องกันล้อล็อก (ABS – Anti-lock Braking System) สำหรับการเบรกแบบกะทันหันบนถนนที่เปียก

ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถบังคับควบคุมทิศทางของรถได้ดีขึ้น

  • ระบบควบคุมการทรงตัว (VSC – Vehicle Stability Control) ที่ทำงานร่วมกับ EPS (Electronic Power  

Steering) รักษาการทรงตัวของรถในทุกสภาพการขับขี่ โดยการสั่งให้เครื่องยนต์ลดความเร็วอัตโนมัติ และ

ควบคุมน้ำหนักพวงมาลัยให้เหมาะสม เพื่อรักษาการทรงตัวของรถให้สมดุลที่สุด

  •  ระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake-force Distribution) ในทุกๆการเบรก ระบบจะปรับแรงดัน    

น้ำมันเบรกทั้ง 4 ล้อให้เหมาะสมกับน้ำหนักที่กดลงในแต่ละล้อ เพื่อประสิทธิภาพการเบรกที่ดีขึ้น

  •   ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TRC – Traction Control System) คอยควบคุมและป้องกันการลื่นไถลของล้อ

เมื่อมีการเหยียบคันเร่งมากเกินไปขณะออกตัว หรือการเร่งความเร็วแบบกะทันหันบนถนนลื่น

  •  ระบบ Active Brake Lights ระบบจะช่วยเตือนรถที่ตามมา ด้วยชุดไฟเบรคที่จะกระพริบเป็นจังหวะอย่าง

   รวดเร็วในขณะที่เบรค ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากการถูกชนท้าย

  • ระบบ Hill-Start Assist Control ระบบที่จะช่วยออกตัวบนทางลาดชัน ป้องกันไม่ให้รถไหลลงขณะออกตัว พร้อมลดอาการล้อหมุนฟรี ในขณะขับขี่บนถนนลื่นบนทางลาดชัน

ความปลอดภัย แบบปกป้อง (Passive Safety)

  • Pedestrian Protection การออกแบบฝากระโปรง ที่ดูดซับแรงกระแทก และที่ปัดน้ำฝน ให้ช่วยลดอาการบาดเจ็บ ในกรณีที่เกิดการชนคนเดินเท้า
  • เสริมถุงลมคู่หน้า Twin-chamber Passenger Car ให้ความปลอดภัยสูงสุดสำหรับผู้โดยสารตอนหน้า     และลดผลกระทบสูงสุดในกรณีเกิดการชน

   ผลการทดสอบการชนจาก Euro NCAP และ NCAP (USA) ที่ระดับ 5 ดาว และ J-NCAP (Japan) ที่ระดับ     6 ดาว การันตีความปลอดภัยขั้นสูงสุด สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร  

 
 

NEW CARS THAILAND : เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว GLA คอมแพ็คเอสยูวีโฉมใหม่ พร้อมรถยนต์กลุ่มสมรรถนะสูง Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC

Monday, 24 July 2017 16:14

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกั รุกตลาดรถหรูรับครึ่งปีหลัง เปิดตัวรถยนต์ The GLA คอมแพ็คเอสยูวีระดับพรีเมี่ยมโฉมใหม่ล่าสุด ที่มอบสัมผัสความเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ ในดีไซน์อันปราดเปรียว โฉบเฉี่ยว แต่แฝงด้วยสมรรถนะแบบสปอร์ต ดุดันมากกว่าที่เคย พร้อมเผยโฉมรถยนต์ Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC ที่มาเติมเต็มความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบความเร็วและแรงโดยเฉพาะ โดยผู้ที่สนใจสามารถสัมผัสยนตรกรรมรุ่นล่าสุดได้อย่างใกล้ชิด ภายในงาน Mercedes-Benz StarFest 2017 ตั้งแต่วันที่ 22-30 กรกฎาคมนี้  ณ โซน Central Court, Eden และ Dazzle ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

   มร.ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า  “ในครึ่งปีหลังของปี 2017 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงยึดมั่นแนวคิดที่จะนำเสนอ “สิ่งที่ดีที่สุด”  ให้กับลูกค้าทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์หรูในประเทศไทย ผ่านการนำเสนอยนตรกรรมรุ่นใหม่ที่สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าได้เป็นอย่างดี โดยในครั้งนี้ ทางบริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญกับรถยนต์ในกลุ่ม Compact Car ด้วยการแนะนำ The GLA โฉมใหม่ที่มาพร้อมกับดีไซน์สปอร์ตเร้าใจ เทคโนโลยีอันล้ำสมัย และระบบความปลอดภัยล่าสุด มานำเสนอให้กับกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่มีคาแรคเตอร์ที่ชื่นชอบการผจญภัยท่องเที่ยว แต่แฝงไปด้วยความสปอร์ตที่ไม่เหมือนใคร”

   “The GLA ถือเป็นผู้นำของรถยนต์ในกลุ่ม Premium Compact Car ประเภท SUV ที่สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี ด้วยความโดดเด่นของดีไซน์สไตล์คอมแพ็ค อันโฉบเฉี่ยว ทำให้รถยนต์กลุ่ม Compact Car ได้รับความนิยมจากลูกค้าเป็นอย่างมาก ด้วยยอดขายทั้งหมด 10,962 คันในประเทศไทย ตลอดระยะเวลาเกือบ 6 ปี นับตั้งแต่เปิดตัวรถยนต์กลุ่ม ดังกล่าวเป็นครั้งแรกเมื่อปีค.ศ. 2012” มร.ไมเคิล กล่าวเพิ่มเติม

   มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “นอกจากการเปิดตัว The GLA 2 รุ่นย่อย อย่าง GLA 200 Urban และ GLA 250 AMG Dynamic แล้ว ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังได้ปรับโฉมรถยนต์กลุ่มสมรรถนะ อย่าง Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC เพื่อเอาใจคนที่ชื่นชอบความเร็วและแรงแต่ยังคงดีไซน์สไตล์คอมแพ็คเอาไว้ด้วยเช่นกัน ซึ่งหลังจากการเปิดตัวในวันนี้ ทางบริษัทฯ จะนำรถยนต์รุ่นใหม่นี้ ไปจัดแสดงให้ทุกท่านได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิด ภายในงาน Mercedes-Benz StarFest 2017 ครั้งแรกของการจัดแสดงรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ในรูปแบบคาราวาน ที่เริ่มต้นจุดหมายแรก ณ ลาน Central Court, Eden และ Dazzle ศูนย์การค้า  เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 22-30 กรกฎาคมนี้ ก่อนออกเดินทางไปยังอีก 4 จุดหมายทั่วประเทศไทย ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน สาขาสุรินทร์ ในวันที่ 26-31 สิงหาคม, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ ในวันที่ 5-11 กันยายน, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล พลาซ่า ขอนแก่น  ในวันที่ 18-24 กันยายน และห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล ภูเก็ต ในวันที่ 26 กันยายน - 2 ตุลาคมนี้ ซึ่งนอกจากการจัดแสดงรถยนต์แล้ว ทางบริษัทฯ ยังได้ตอกย้ำคุณค่าของแบรนด์ในด้าน ความรับผิดชอบ(Responsibility) ด้วยการส่งมอบอุปกรณ์เครื่องเขียนที่ประกอบด้วยสมุดจดบันทึกที่มีตราประทับพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ดินสอ ยางลบ และกบเหลาดินสอ จำนวน 1,700 ชุด แก่ เด็กนักเรียนผู้ยากไร้ในจังหวัดดังกล่าว ซึ่งชุดเครื่องเขียนที่นำมาแจกจ่ายในครั้งนี้เป็นการต่อยอดมาจากกิจกรรมจัดทำชุดเครื่องเขียนเพื่อเด็กนักเรียนผู้ยากไร้ที่จัดขึ้นที่เมอร์เซเดส มี บ็อกซ์ (Mercedes me BOX) เมื่อปลายปีที่แล้ว”

   “ภายในงาน Mercedes-Benz StarFest 2017 ทุกท่านจะได้พบกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์กว่า 16 รุ่น ครบครันในทุกเซ็กเมนต์ ทั้ง Compact Car, Contemporary Luxury, Dream Car และ SUV ซึ่งลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามจากตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 32 แห่งทั่วประเทศ” มร.ฟรังค์ กล่าวปิดท้าย

 

   เมอร์เซเดส-เบนซ์พัฒนารูปลักษณ์ของรถยนต์ The GLA โฉมใหม่ด้วยการพัฒนาและปรับปรุงด้านอากาศพลศาสตร์อย่างใส่ใจในทุกรายละเอียดผ่านการทดลองภายในอุโมงค์ลมที่สามารถ  ปล่อยลมความเร็วสูงได้ โดยอุโมงค์ลมนี้ตั้งอยู่ที่โรงงานประกอบรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ในเมืองซินเดลฟิงเก้น ประเทศเยอรมนี โดยรูปลักษณ์ที่ลู่ลมของรถยนต์ The GLA โฉมใหม่นี้ส่งผลโดยตรงให้มีอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานที่ต่ำเมื่อขับขี่ในสภาวะปกติ

   ทั้งนี้ แนวคิดทางการออกแบบที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ใช้เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติด้านอากาศพลศาสตร์ของรถยนต์ The GLA โฉมใหม่นั้นประกอบไปด้วยการปรับปรุงรูปร่างของเสาเอให้ ลาดเป็นวงโค้ง การปรับปรุงกรอบกระจกรอบตัวถังให้สอดรับกับหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อปรับปรุงการไหลเวียนของอากาศด้านใต้ท้องรถ การปรับแต่งปลายขอบตัวถังบริเวณส่วนล่างของตัวรถให้เป็นพื้นที่ลู่ลมขนาดใหญ่ รวมถึงการปรับแต่งบริเวณส่วนกลางของเพลาหลังและ ท่อเก็บเสียงด้านหลังซึ่งเชื่อมต่อกับดิฟฟิวเซอร์อีกด้วย นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังติดตั้ง สปอยเลอร์หลังคา พร้อมติดตั้งไฟหลังที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ รวมถึงติดตั้งสปอยเลอร์ที่ด้านข้างตัวรถทั้ง 2 ด้าน เพื่อควบคุมการไหลเวียนของอากาศทางด้านหลังของตัวรถให้เป็นไปอย่างเหมาะสม

ดีไซน์ภายนอกของ The GLA โฉมใหม่ ยังคงเอกลักษณ์ของดีไซน์อันเร้าอารมณ์ในแบบฉบับรถยนต์คอมแพ็ค ที่ผสานกับความสปอร์ต อเนกประสงค์ และสมรรถนะอันดีเยี่ยม เหมาะทั้งการขับภายในเมืองและนอกเมืองได้เป็นอย่างดี โดยทั้ง GLA 200 Urban และ GLA 250 AMG Dynamic มาพร้อมกับการยกตัวถังให้สูงขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มประสบการณ์การขับขี่แบบออฟโร้ดให้ดีขึ้น ด้วยตำแหน่งที่นั่งซึ่งยกสูงขึ้นและรูปลักษณ์ที่ดูสมบุกสมบันมากกว่าที่เคย, กันชนแบบใหม่, ระบบไฟหน้าแบบ LED High Performance มาทดแทนระบบไฟหน้าแบบ Bi-Xenon โดยระบบไฟนี้ โดดเด่นด้วยคุณสมบัติการส่องสว่างอันยอดเยี่ยม พร้อมด้วยอุณหภูมิแสงที่ใกล้เคียงกับแสงอาทิตย์ ที่จะช่วยลดความเมื่อยล้าของสายตาผู้ขับขี่เมื่อต้องขับรถในเวลากลางคืน พร้อมระบบ Adaptive highbeam Assist ที่ช่วยปรับไฟสูงแบบอัตโนมัติ เพื่อลดการบดบังทัศนวิสัยของผู้ร่วมใช้ถนน, ไฟ daytime สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED

   ในกรอบไฟหน้า, ไฟส่องสว่างอัตโนมัติในที่มืด, ไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง ไฟท้าย และไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED, กระจกมองข้างปรับระดับ และพับเก็บด้วยระบบไฟฟ้า, กระจกมองข้างด้านผู้ขับขี่   และกระจกส่องหลังปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ, ระบบเปิด-ปิดบานประตูท้ายด้วยระบบไฟฟ้า, ราวหลังคาอะลูมิเนียม, ปลายท่อไอเสียเสริมโครเมี่ยม 2 ท่อ โดยสำหรับรถยนต์ในรุ่น  GLA 200 Urban จะมาพร้อมกับไฟตัดหมอกหน้าและล้ออัลลอย แบบ 5 ก้าน ขนาด 18” และรถยนต์ GLA 250 AMG Dynamic จะมาพร้อมกับหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิด  ด้วยระบบ ไฟฟ้า, ระบบเปิด-ปิดบานประตูท้ายอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้มือ, ชุดแต่ง AMG bodystyling (กันชน หน้า-หลัง และสเกิร์ตข้าง), ดิสก์เบรกหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน, สัญลักษณ์ Mercedes -Benz บนคาลิปเปอร์เบรกหน้า และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ Multi - spoke ขนาด 19”            

   สำหรับ ดีไซน์ภายใน มาพร้อมกับระบบมัลติมีเดียมาตรฐานรุ่นใหม่ อย่าง หน้าจอขนาด 8 นิ้ว,มาตรวัดรุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับเข็มชี้สีแดงซึ่งช่วยให้ผู้โดยสารอ่านค่าสิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น พร้อมระบบกุญแจแบบ KEYLESS-GO และระบบ HANDFREE ACCESS ที่สามารถเปิดประตูท้ายได้โดยไม่ใช้มือในรุ่น GLA 250 AMG Dynamic โดย GLA 200 Urban ตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนัง ARTICO สำหรับ GLA 250 AMG Dynamic ตกแต่งด้วยเบาะนั่งหุ้มหนัง ARTICO สลับ DINAMICA microfibre สีดำ ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง, ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต ซึ่งทั้ง 2 รุ่น ยังมาพร้อมกับเบาะนั่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าปรับระดับด้วยระบบ ไฟฟ้าพร้อมหน่วยบันทึกความจำ โดยเบาะนั่งด้านหลังสามารถพับได้ทั้ง 1:3 / 2:3 ตามความต้องการเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บของที่เพิ่มขึ้น, เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหลังปรับองศาได้ พร้อมกล่องเก็บของ ตาข่ายสัมภาระซ้าย-ขวา และช่องจ่ายไฟขนาด 12 โวลต์ บริเวณที่เก็บสัมภาระด้านท้าย ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONIC แบบ 2 โซน, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน, วิทยุ-ซีดี MB Audio 20, ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ (BlueTooth), รองรับการใช้งานระบบนำทาง (Pre-installation SD-Card Navigation), ฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ iOS (Apple CarPlay™), MB Apps, ไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารแบบ 12 สี และกาบบันไดเรืองแสงพร้อมสัญลักษณ์ Mercedes-Benz

ความปลอดภัยและเทคโนโลยี ที่เพิ่มเติมสำหรับทั้ง 2 รุ่น คือ การติดตั้งระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist) เป็นระบบความปลอดภัยมาตรฐาน โดยระบบนี้จะแจ้งเตือนผู้ขับขี่ในกรณีที่ระยะห่างระหว่างรถยนต์ที่ผู้ขับขี่ขับอยู่กับรถยนต์คันข้างหน้านั้นมีน้อยเกินไป และหากจำเป็น ระบบนี้สามารถสั่งชะลอหรือหยุดรถให้โดยอัตโนมัติเพื่อรักษาระยะที่เหมาะสมได้หากเกิดสถานการณ์อันตราย ระบบนี้ยังสามารถสั่งหยุดรถได้โดยอัตโนมัติเพื่อป้องกันการเฉี่ยวชน รวมถึงการติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยมาตรฐานอื่นๆ อาทิ ถุงลมนิรภัยด้านหน้า 2 ตำแหน่ง ด้านข้าง 2 ตำแหน่ง ม่านถุงลมนิรภัยด้านข้าง ป้องกันศีรษะ 4 ตำแหน่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร, เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด 5 ที่นั่ง, กล้องแสดงภาพด้านหลังสำหรับถอยรถ, โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP® (Electronic Stability Program), ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ASR (Acceleration skid control), ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock braking system), ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชั่น HOLD และ Hill-Start Assist, ไฟเบรกกระพริบฉุกเฉิน (Adaptive brake light), ระบบรักษาระดับความเร็ว (cruise control) และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC), ระบบเตือนเพื่อนำรถเข้าศูนย์บริการ (ASSYST service interval indicator), ระบบเตือนแรงดันยาง (tyre pressure loss warning system) และระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST)

     Mercedes-AMG GLA 45 4MATICเมอร์เซเดส-เอเอ็มจีมุ่งมั่นพัฒนารถยนต์สมรรถนะสูงรุ่นใหม่ ด้วยการใช้โครงสร้างรถยนต์หลากหลายรุ่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์ผสานกับนวัตกรรมด้านสมรรถนะของเอเอ็มจีมาอย่างต่อเนื่อง โดยรถยนต์ Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC โฉมใหม่คือรถยนต์รุ่นล่าสุดที่เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีปรับปรุงทั้งรูปลักษณ์และคุณสมบัติทางเทคนิคไปอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งการปรับแต่งคุณสมบัติด้านอากาศพลศาสตร์ด้วยอุปกรณ์ภายนอกใหม่ๆ เช่น ฝากระโปรงหน้ารูปแบบใหม่และปลายขอบ สปอยเลอร์หลังคาที่ปรับแต่งให้ลู่ลมยิ่งขึ้นนั้น มิได้เพียงแต่จะช่วยลดแรงต้านที่ตัวรถ แต่ยังช่วยเพิ่มทั้งสมรรถนะและความสมดุลย์ขณะขับขี่อีกด้วย

ดีไซน์ภายนอกของรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี จีแอลเอ 45 โฉมใหม่นี้ โดดเด่นด้วยฝากระโปรงหน้ารูปแบบใหม่ที่มีรูปทรงที่ลู่ลมกว่าเดิม ซึ่งทำให้ด้านหน้าของตัวรถดูโฉบเฉี่ยวขึ้น, ลวดลายของช่องรับอากาศด้านหน้าใหม่, ระบบไฟหน้าแบบ LED High Performance, ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist), ชุดแต่ง AMG Night Package, AMG Aerodynamic package ที่เพิ่มชุดตกแต่งกันชนหน้าและกันชนหลังสีดำแบบไฮ-กลอสให้มีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น โดยช่องรับอากาศจะช่วยให้อากาศสามารถไหลเวียนเข้าไปในห้องเครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงด้านท้ายรถที่มาพร้อมกับดิฟฟิวเซอร์ลวดลายใหม่บริเวณกันชนหลัง การเลือกใช้วัสดุเก็บขอบสีดำปลายขอบ สปอยเลอร์หลังคาที่ปรับแต่งเพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่โดยเฉพาะ

  ดีไซน์ภายในโดดเด่นด้วยเบาะที่นั่งหุ้มหนังแบบสปอร์ต โดยเบาะนั่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ และระบบอุ่นร้อน, ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต, พวงมาลัยแบบพิเศษ AMG Performance Steering Wheel Nappa / DINAMICA ที่เพิ่มความกระชับและมั่นใจตลอดการขับขี่ ตกแต่งภายในด้วย AMG Design trim in black / red แบบ CARBON FIBRE ที่คมเข้มดุดัน มาพร้อมกับเข็มขัดนิรภัยสีแดงที่เข้ากับสีเบาะ ทำให้ได้อารมณ์สปอร์ต น่าหลงใหล, กาบบันไดเรืองแสงประตูหน้าแบบ AMG และ  AMG DYNAMIC SELECT, ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 10 ก้าน ขนาด 20” และอุปกรณ์มัลติมีเดีย อย่าง วิทยุ-ซีดี MB Audio 20, หน้าจอแบบยกตัว ขนาด 8 นิ้ว พร้อมเพิ่มความรื่นรมย์ตลอดการขับขี่ด้วยเครื่องเสียงแบบ Harman Kardon® Logic 7® surround sound system ที่ให้เสียงรอบทิศทาง, ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Bluetooth), ระบบนำทาง GARMIN MAP PILOT รวมถึงหลังคาพาโนรามิค ซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า

    ด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยี มาพร้อมกับระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist) และไฟเบรกกระพริบอัตโนมัติเมื่อเบรกฉุกเฉิน (Adaptive Brake Light), กล้องแสดงภาพด้านหลังสำหรับถอยรถ, ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot), ระบบเบรก AMG High Performance Braking System ประสิทธิภาพสูง เพื่อเพิ่มความเร้าใจและปลอดภัยขณะขับขี่ที่ความเร็วสูง, ระบบ DYNAMIC SELECT ที่มีโหมดการขับขี่อันหลากหลาย ซึ่งทำให้ผู้เป็นเจ้าของสามารถสัมผัสถึงการขับขี่แบบเร้าใจหรือการขับขี่แบบนุ่มสบายตลอดการเดินทางได้ในคันเดียว โดย DYNAMIC SELECT มีโหมดการขับขี่ 4 แบบ คือ INDIVIDUAL ที่สามารถช่วยจดจำรูปแบบการขับขี่ของผู้ขับได้, COMFORT ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกผ่อนคลาย สะดวกสบายเหมือนขับรถซาลูน, SPORT เน้นการเพิ่มความเร้าใจในการขับขี่ให้มากยิ่งขึ้น และ SPORT+ ซึ่งเป็นโหมดที่สามารถใช้สมรรถนะเครื่องยนต์ได้สูงที่สุด และอัตราเร่งดีที่สุด

   นอกจากนี้ รถรุ่นนี้ยังได้ติดตั้งระบบกันสะเทือนแบบอากาศพร้อมระบบควบคุมระดับ ADS (Adaptive Damping System) เพื่อรองรับการขับขี่ในทุกสภาพถนน และระบบความปลอดภัยอื่นๆ อย่างครบครัน 

   หนึ่งในคุณสมบัติอันล้ำสมัยของเครื่องยนต์ 4 สูบพร้อมเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีเลือกใช้กับรถยนต์ Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC โฉมใหม่คือหัวฉีดน้ำมันแบบตรงที่สามารถฉีดน้ำมันเป็นละอองได้ กล่าวคือ หัวฉีดแบบเพียร์โซนั้นจะติดตั้งอยู่ที่จุดกึ่งกลางของกระบอกสูบทั้ง 4 กระบอกและสามารถฉีดน้ำมันได้แม้ในกระบอกสูบจะมีความดันสูงถึง 200 บาร์ การฉีดน้ำมันและการจุดระเบิดได้หลายครั้งต่อจังหวะการเคลื่อนที่ของกระบอกสูบ 1 รอบนั้นช่วยประหยัดพลังงาน อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้านอุณหพลศาสตร์ (thermodynamic) ของเครื่องยนต์ จึงช่วยลดปริมาณไอเสียที่เกิดจากกระบวนการเผาไหม้ได้เป็นอย่างมาก ระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบมีทางเดินไอเสีย 2 ช่อง (Twin-scroll) ที่ทำงานอย่างสอดประสานกับระบบควบคุมการจ่ายน้ำมันและการปล่อยไอเสียนั้นช่วยปรับปรุงกระบวนการ อัดอากาศที่ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ ช่วยให้เครื่องยนต์ตอบสนองได้อย่างที่ผู้ขับขี่ปรารถนามากที่สุด

   เมื่ออยู่บนถนน เทอร์โบชาร์จเจอร์และเครื่องยนต์ 4 สูบขนาดความจุกระบอกสูบ 2 ลิตร ที่ประกอบด้วยมือทุกขั้นตอนจะสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ขับขี่ด้วยอัตราการตอบสนองที่ยอดเยี่ยม แรงบิดที่สูง การทำงานที่ยืดหยุ่นและสอดรับกับทุกย่านความเร็ว รวมไปถึงเสียงของเครื่องยนต์ที่เร้าอารมณ์อย่างที่สุด เสียงของเครื่องยนต์นี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามโหมดการขับขี่ AMG DYNAMIC SELECT ที่ผู้ขับขี่เลือกใช้งานอยู่ในขณะนั้น อีกด้านหนึ่ง ระบบไอเสียของรถยนต์ Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC โฉมใหม่นั้นมีวาล์วควบคุมไอเสียแบบอัตโนมัติ เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน 

   ผู้เป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC โฉมใหม่มาพร้อมระบบควบคุมไอเสียเอเอ็มจี เพอร์ฟอร์มานซ์ เอ็กซอส ซิสเต็ม (AMG Performance Exhaust System®) โดยระบบไอเสียนี้สามารถสร้างเสียงของเครื่องยนต์ที่ฟังแล้วสปอร์ต เร้าอารมณ์ยิ่งขึ้น เนื่องจากมีระบบลดเสียงการทำงานของระบบควบคุมไอเสียที่ปรับแต่งขึ้นเป็นพิเศษเพื่อให้ผู้ขับขี่ได้ยินเสียง

   การทำงานของเครื่องยนต์ได้อย่างชัดเจนและเร้าใจกว่าเดิม ผู้ขับขี่สามารถเลือกเสียงของ เครื่องยนต์ที่ต่างกันได้เมื่อเปลี่ยนโหมดการขับขี่ หรือกดปุ่มที่คอนโซลเพื่อเปิดหรือปิดการทำงาน และนอกจากนี้ยังมีระบบ RACE START ที่ช่วยให้รถสามารถออกตัวได้อย่างเต็มประสิทธิภาพพุ่งทะยานจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.4 วินาที   

   Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC มาพร้อมกับระบบเกียร์แบบสปอร์ต AMG SPEEDSHIFT DCT 7-speed ซึ่งเป็นระบบเกียร์ที่มอบความรู้สึกคล่องตัวและอัตราการทำงานของเครื่องยนต์ที่รวดเร็วขึ้นขณะขับขี่ ด้วยอัตราทดเกียร์ที่สั้นในเกียร์ 3 ถึงเกียร์ 7 รวมถึงอัตราการตอบสนองของเกียร์ที่ดีขึ้นและระยะเวลาในการเปลี่ยนเกียร์ที่สั้นลง จึงช่วยให้ผู้ขับขี่สัมผัสถึงอัตราเร่งที่ดีขึ้นในทุกย่านความเร็วได้อย่างชัดเจนในทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนเกียร์และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ  AMG Performance 4MATIC เป็นระบบช่วงล่างและระบบขับเคลื่อน 4 ล้อมาตรฐานของรถยนต์ Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC โฉมใหม่ ที่มอบการยึดเกาะพื้นถนนอย่างมั่นใจแม้ในสภาพการขับขี่แบบออฟโร้ด โดยระบบช่วงล่างนี้จะถ่ายทอดพลังงานจากเครื่องยนต์สู่ล้อทั้ง 4  การส่งแรงบิดที่คงที่อย่างต่อเนื่องพร้อมด้วยการกระจายแรงบิดที่ล้อคู่หน้าและคู่หลังอย่างเท่ากัน ซึ่งส่งผลให้รถยนต์รุ่นนี้มีทั้งความสปอร์ต ความประหยัดน้ำมัน และการยึดเกาะที่เหมาะสมกับทุกสภาพพื้นผิวถนน นอกเหนือจากนี้ รถยนต์ Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC โฉมใหม่ยังติดตั้งระบบ rear axle differential with integrated multi-disc clutch ซึ่งเป็นระบบควบคุมการทำงานของเพลาขับหลังด้วยคลัชท์แบบหลายจานที่ปรับตั้งค่าโดยเอเอ็มจี ซึ่งช่วยให้เครื่องยนต์ส่งแรงบิดไปที่ล้อคู่หลังในกรณีที่ล้อคู่หน้าไม่สามารถยึดเกาะพื้นผิวถนนได้อีกด้วย ทั้งนี้ ผู้ขับขี่สามารถปรับตั้งโหมดการทำงานของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AMG Performance 4MATIC ได้2 แบบ คือแบบขับเคลื่อน 2 ล้อหรือแบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่จะมีอัตราการถ่ายเทกำลังเท่ากันที่ร้อยละ 50 ต่อ 50

  • GLA 200 Urban   ราคา   2,090,000   บาท
  • GLA 250 AMG Dynamic   าคา   2,390,000   บาท
  • Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC   ราคา   4,840,000   บาท
 
 

NEW CARS THAILAND : BMWซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่

Tuesday, 25 July 2017 23:50

 

 

 

 

 

 

 

   บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดตัวรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่ นำโดย บีเอ็มดับเบิลยู 430i คูเป้ Luxury, บีเอ็มดับเบิลยู 430i คูเป้ M Sport, บีเอ็มดับเบิลยู 430i คอนเวอร์ทิเบิล Luxury, และบีเอ็มดับเบิลยู 430i คอนเวอร์ทิเบิล M Sport และบีเอ็มดับเบิลยู M4 คูเป้ ครบครันทั้งด้านสุนทรียภาพแห่งการออกแบบและสมรรถนะอันปราดเปรียว และยังมาพร้อมดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวและระบบกันสะเทือนที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น ผสานประสิทธิภาพการขับขี่และความหรูหราสง่างามไว้ได้อย่างลงตัว             

      บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่ สะท้อนเอกลักษณ์สไตล์สปอร์ตคูเป้ด้วยช่องดักอากาศที่กันชนหน้าซึ่งออกแบบให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ส่งผลให้ดีไซน์ด้านหน้าให้ความรู้สึกแข็งแกร่งมั่นคงและกว้างขวางช่องดักอากาศมาพร้อมแถบบาร์ที่ทอดยาว สีดำเงาสำหรับรุ่น Sport และสีโครเมียมในรุ่น Luxury เสริมความสมบูรณ์แบบในสไตล์สปอร์ต สง่างาม และทรงพลังมากยิ่งขึ้น

   ไฟซีนอนในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 ได้รับการแทนที่ด้วยไฟหน้า LED รูปแบบใหม่ และมาพร้อมไฟหน้า ตัดหมอก LED เป็นมาตรฐาน นอกจากนี้ รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่ยังได้รับการเพิ่มไฟท้าย LED ให้ความรู้สึกโดดเด่น ปราดเปรียวมากขึ้น ช่องดักอากาศที่ได้รับการปรับเปลี่ยน อุปกรณ์ตกแต่งต่าง ๆ และกระบังด้านหลังส่งผลให้รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่สวยงามเร้าใจกว่าที่เคย

   การออกแบบภายในของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่ สวยงามลงตัวด้วยวัสดุตกแต่งภายในที่เคลือบด้วยสีเงินและโครเมียม ตัดกับสีดำเงาของแผงคอนโซลกลางอย่างลงตัว ให้ภาพลักษณ์ที่ดูหรูหราและทันสมัย โดดเด่นด้วยแผงควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ที่ประกอบขึ้นอย่างประณีตด้วยการเย็บแบบตะเข็บคู่ และยังมาพร้อมกับเครื่องหนังและตะเข็บสีใหม่ให้เลือกแต่งได้ตามสไตล์ที่เหมาะกับบุคลิกของผู้ขับ

   รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่มีสีตัวถังให้เลือก ได้แก่ สีน้ำเงิน Snapper Rocks และสีส้ม Sunset โดดเด่น ดึงดูดทุกสายตา และยังมีอุปกรณ์เสริมและอุปกรณ์ตกแต่งให้เลือกสรรได้ตามความชอบ

   รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่ มาพร้อมกับระบบช่วงล่างใหม่ เพื่อการตอบสนองในการขับขี่ที่ ยอดเยี่ยมกว่าเดิม คงเอกลักษณ์ความสปอร์ตและความสะดวกสบายในการขับขี่ไว้ได้เป็นอย่างดี ให้คุณสามารถขับขี่ได้อย่างโลดแล่นในทุกรูปแบบของการเคลื่อนไหว โดยไม่ต้องคำนึงถึงน้ำหนักที่อยู่บนตัวรถ ด้วยระบบควบคุมช่วงล่างใหม่ ซึ่งรวมไปถึงแบบ M Sport suspension มีความมั่นคงและตอบสนองตรงตามความต้องการของผู้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ผู้ขับขี่ยังสามารถใช้งานระบบนำทางในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 รุ่นปรับโฉมใหม่ ซึ่งมาในรูปแบบ Tile ขนาดใหญ่เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน โดยสามารถปรับให้แสดงสัญลักษณ์ของเมนูต่างๆ ที่สำคัญตามต้องการ เพื่อให้สามารถเรียกใช้งานได้ทันที

- บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 คูเป้: ดีไซน์แห่งยนตรกรรมที่สมดุล

- บีเอ็มดับเบิลยู 430i คูเป้ Luxury: 3,499,000 บาท (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

- บีเอ็มดับเบิลยู 430i คูเป้ M Sport : 3,799,000 บาท (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

   บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 4 คูเป้ มาพร้อมความโฉบเฉี่ยวและสมรรถนะอันเปี่ยมประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น ด้วยความยาวของฐานล้อและความกว้างของตัวรถที่มากกว่ารุ่นก่อนหน้า ในขณะที่ความสูงลดลง เพิ่มความปราดเปรียวสไตล์สปอร์ต คูเป้มากยิ่งขึ้น ผสานกับเอกลักษณ์เฉพาะตัวของบีเอ็มดับเบิลยู ได้แก่ ระยะห่างระหว่างล้อกับกันชนหน้าที่สั้น แต่มีความยาวของฝากระโปรงหน้า มากขึ้น และห้องโดยสารที่เน้นความสะดวกสบาย รวมถึงแนวหลังคาที่ลาดลงอย่างไหลลื่นสวยงาม ส่งผลให้บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 คูเป้เป็นที่สุดแห่งการดีไซน์ และยังเหมาะสำหรับการใช้งานขับขี่ในทุก ๆ วัน

   เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบในบีเอ็มดับเบิลยู 430i คูเป้ ส่งกำลังสูงสุด 185 กิโลวัตต์/252 แรงม้า พร้อมแรงบิด 350 นิวตันเมตร มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 15.6 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราการปล่อย CO2 ที่ 147 กรัมต่อกิโลเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลา 5.8 วินาที เร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

   บีเอ็มดับเบิลยู 430i คูเป้ Luxury มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบ Steptronic เสริมความสง่างามด้วยล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้วแบบ multi-spoke และพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนังพิเศษแบบ Individual

   ส่วนบีเอ็มดับเบิลยู 430i คูเป้ M Sport มากับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบ Steptronic Sport และกล้องแสดงภาพด้านหลัง โฉบเฉี่ยวหรูหราด้วยชุดแต่ง M aerodynamics ล้ออัลลอย M ขนาด 19 นิ้วแบบ Double-spoke และตกแต่งภายนอกด้วยขอบหน้าต่างสีดำเงาภายใน โดดเด่นด้วยพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนังแท้ดีไซน์ M พร้อมก้านเปลี่ยนเกียร์ และมาพร้อมระบบเสียงรอบทิศทางจาก Harman Kardon

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 คอนเวอร์ทิเบิล: ที่สุดแห่งอิสระอันไร้ที่ติ

- บีเอ็มดับเบิลยู  430i คอนเวอร์ทิเบิล Luxury : 3,999,000 บาท (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

- บีเอ็มดับเบิลยู  430i คอนเวอร์ทิเบิล M Sport : 4,299,000 บาท (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

   บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 คอนเวอร์ทิเบิล มาพร้อมความเร้าใจในสไตล์รถเปิดประทุน ความสูงหลังคาที่เพิ่มขึ้นเพิ่มความรู้สึกดุดันกว้างขวาง ในขณะที่ฝากระโปรงท้ายที่ยาวขึ้นช่วยเน้นความแข็งแกร่งโฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ต ส่วนหลังคาเปิดประทุนที่ให้ความรู้สึกราวกับองค์ประกอบเรือที่หรูหรา เติมเต็มความสง่างามให้สมบูรณ์แบบ

   บีเอ็มดับเบิลยู 430i คอนเวอร์ทิเบิล ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ พร้อมมอบกำลังสูงสุด 185 กิโลวัตต์/252 แรงม้า พร้อมแรงบิด 350 นิวตันเมตร มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 15.6 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราการปล่อย CO2 ที่ 147 กรัมต่อกิโลเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.3 วินาที และเร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

   บีเอ็มดับเบิลยู 430i คอนเวอร์ทิเบิล Luxury มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้วแบบ multi-spoke หลังคาเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมระบบช่วยเก็บสัมภาระขณะหลังคาเปิด และตกแต่งภายนอกแบบ Luxury Line

   ขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู 430i คอนเวอร์ทิเบิล M Sport โดดเด่นด้วยชุดแต่ง M Aerodynamics  ล้ออัลลอย Mขนาด 19 นิ้วแบบ double-spoke และขอบหน้าต่างสีดำเงาจากชุดแต่ง BMW Individual หลังคาภายในตกแต่งอย่างสวยงามลงตัวด้วยวัสดุสีดำ anthracite จาก BMW Individual พร้อมด้วยระบบเสียงรอบทิศทางจาก Harman Kardon

 

บีเอ็มดับเบิลยู M4 คูเป้ : ราคาเริ่มต้นที่ 8,299,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

   รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 โดดเด่นด้วยตราสัญลักษณ์ M ซึ่งสะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับรถยนต์สไตล์สปอร์ตตระกูล M ที่มีเครื่องยนต์เป็นหัวใจสำคัญ โดยเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ 6 สูบแบบใหม่ในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 คูเป้ ผสานข้อได้เปรียบของเครื่องยนต์รอบสูงทั่วไปที่ไม่ใช้ระบบอัดอากาศ     เข้ากับความแรงของเทคโนโลยีเทอร์โบชาร์จเจอร์ สามารถส่งกำลังสูงสุดได้ถึง 431 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 550 นิวตัน-เมตรที่ 1,850 – 5,500 รอบ/นาที ซึ่งมากกว่าแรงบิดสูงสุดของรถยนต์ที่ยอดเยี่ยมอย่างบีเอ็มดับเบิลยู M3 ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ แม้จะมาพร้อมสมรรถนะที่เพิ่มขึ้น แต่รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 คูเป้ ยังประสบความสำเร็จในการลดอัตราสิ้นเปลืองพลังงานและอัตราการปล่อยมลพิษได้ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ และสามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลาเพียง 4.1 วินาที ด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติแบบคลัชท์คู่ M 7 สปีด

   หัวใจแห่งความสำเร็จของสมรรถภาพทรงพลังสูงสุดและประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมเกิดขึ้นจากการลดน้ำหนักของตัวรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 คูเป้ ได้มากกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 80 กิโลกรัม และด้วยการออกแบบที่คำนึงถึงน้ำหนักที่เบานี้เอง ส่งผลให้รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 คูเป้ นี้สร้างมาตรฐานใหม่ของคอนเซ็ปต์โดยรวม และการตอบสนองที่แม่นยำและความคล่องตัว ด้วยดีไซน์อัจฉริยะที่คัดเลือกวัสดุที่มีน้ำหนักเบา โดยใช้พลาสติกเสริม  ใยคาร์บอน (CFRP) และอะลูมิเนียมมาเป็นส่วนประกอบของโครงแชสซีและตัวถัง นอกจากนี้ หลังคาของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 คูเป้ ยังสร้างจากวัสดุคาร์บอนเสริมใยทั้งหมด

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

 
 

NEW CARS THAILAND : MITSUBISHI TRITON Limited Edition เสริมทัพด้วยรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ

Saturday, 08 July 2017 15:21

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด สานต่อความสำเร็จของ มิตซูบิชิ ไทรทัน ลิมิเต็ด เอดิชั่น ใหม่ ด้วยการเพิ่มรุ่น Double Cab 4WD 2.4L MIVEC GLS-LTD NAVI 5AT Limited Edition อีก 1 รุ่นเป็นทางเลือกในการตอบโจทย์ลูกค้าที่มากขึ้น

   สำหรับรุ่น Mega Cab Plus 2.4L MIVEC GLS-LTD 6MT Limited Edition และรุ่น Double Cab Plus 2.4L MIVEC GLS-LTD 6MT/ 5AT Limited Edition ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากตลาดตั้งแต่เปิดตัวยังคงมีให้เลือกเช่นเคย  ซึ่งมิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นใหม่ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ทุกคันแรงด้วยขุมพลังนวัตกรรมเครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตร MIVEC เสื้อสูบและฝาสูบอลูมินัมอัลลอย เบาและแข็งแกร่ง พร้อมตอบสนองทุกรูปแบบการใช้งาน นอกจากนี้ ยังมี VG Turbo ช่วยรีดกำลังออกมาได้สูงสุด 181 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงถึง 430 นิวตันเมตร พร้อมให้ความประหยัดด้วยอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงต่ำเพียง 15.2 กิโลเมตร/ลิตร ซึ่งต่ำกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 20%

   มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นใหม่ ลิมิเต็ด เอดิชั่น เฉพาะรุ่น Double Cab 4WD ที่มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Super Select 4WD II ใช้งานง่าย ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า สามารถปรับรูปแบบการใช้งานได้ถึง 4 รูปแบบ ให้คุณพร้อมรับมือกับทุกสภาพถนน ไปให้สุดกับระบบล็อกเพลาหลัง Rear Diff Lock ให้คุณเอาชนะทุกอุปสรรคได้อย่างง่ายดาย พร้อมให้ความอุ่นใจในความปลอดภัย ด้วยถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง ประกอบไปด้วย ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ด้านข้าง, บริเวณเข่าคนขับ และม่านถุงลมนิรภัย ซึ่งทำงานร่วมกับเข็มขัดนิรภัยดึงกลับอัตโนมัติ 2 ทิศทาง เฉพาะด้านคนขับ สำหรับรุ่น Double Cab ทุกรุ่นมาพร้อมกับเข็มขัดนิรภัยเบาะหลัง ELR 3 จุด 3 ตำแหน่ง

   รูปลักษณ์แตกต่างไม่เหมือนใครด้วยอุปกรณ์ตกแต่งภายนอกสีดำรอบคัน ประกอบไปด้วย กระจังหน้าสีดำ, ขอบกันชนหน้าด้านบนสีดำ, ล้ออัลลอยสีดำ ขนาด 17 นิ้ว, โป่งซุ้มล้อสีดำ, บันไดข้างสีดำ, กันชนหลังสีดำ และฐานไฟหน้าสีดำ ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานใน มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นใหม่ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ทุกคัน

   ส่วนอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษภายใน มีทั้งกระจกมองหลังปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน สำหรับรุ่น Double Cab ทุกรุ่นมาพร้อมกับ กระจกกรองแสง (หน้าต่างแถวที่ 2 และบานหลัง) พร้อมเบาะคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พิเศษในรุ่น Double Cab Plus ที่ยังมาพร้อมกับจอเพดานหลังขนาด 10.2 นิ้ว

   มั่นใจในทุกการขับขี่ด้วยข้อเสนอพิเศษกับ แพคเกจ 3553ประกอบไปด้วย ประกันภัยชั้น 1 ฟรี 3 ปี และฟรีการรับประกันคุณภาพรถยนต์นาน 5 ปี พร้อมฟรีค่าแรงการเช็คระยะนาน 5 ปี4 ทั้งยังมีบริการช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมงเป็นเวลานาน 3 ปี

มิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นใหม่ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ผลิตจำนวนจำกัด ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้วยทางเลือก 4 รุ่นย่อย

  • Mega Cab Plus 2.4L MIVEC GLS-LTD 6MT Limited Edition 
    สีดำ ราคา 746,000 บาท และสีขาว ราคา 753,000 บาท
  • Double Cab Plus 2.4L MIVEC GLS-LTD 6MT Limited Edition
    สีดำ ราคา 869,000 บาท และสีขาว ราคา 876,000 บาท
  • Double Cab Plus 2.4L MIVEC GLS-LTD 5AT Limited Edition
    สีดำ ราคา 914,000 บาท และสีขาว ราคา 921,000 บาท
  • Double Cab 4WD 2.4L MIVEC GLS-LTD NAVI 5AT Limited Edition
    สีดำ ราคา 1,072,000 บาท และสีขาว ราคา 1,079,000 บาท
 
 

NEW CARS THAILAND : TOYOTA CAMRY 2.0G Extremo ปรับดีไซน์ใหม่ สำหรับปี2017

Tuesday, 11 July 2017 14:18

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด โดยนายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่  ประกาศแนะนำรถยนต์นั่งขนาดกลาง Toyota Camry 2.0G Extremo รุ่นปรับโฉมใหม่ สำหรับทำตลาดในปี 2017  

   Toyota Camry 2.0G Extremo ใหม่ เพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้าที่ชื่นชอบความโดดเด่นพิเศษ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยได้รับการปรับปรุงและยกระดับความโดดเด่นด้านรูปลักษณ์ภายนอก เพิ่มอารมณ์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว ด้วยชุดแต่งดีไซน์สปอร์ตหรูรอบคันพร้อมกระจังหน้าดีไซน์หรูล้ำสะกดทุกสายตา พร้อมคงไว้ซึ่งสมรรถนะการขับขี่ที่คล่องตัวด้วยเครื่องยนต์ VVT-iW  ระบบการฉีดน้ำมันแบบ D-4S และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดพร้อม Sequential Shift ให้อัตราเร่งเต็มพลังถึง 167 แรงม้า กำลังสูงสุด 6,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 4,600 รอบต่อนาที แต่ยังคงไว้ซึ่งความประหยัดน้ำมัน รวมไปถึงระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับสากลที่ครบครัน

   นายวุฒิกร กล่าวว่า “เรามีความยินดีที่จะแนะนำCamry 2.0G Extremo ใหม่ที่พัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าผู้ชื่นชอบยนตกรรมที่มาพร้อมความสมบูรณ์แบบทั้งในเรื่องของสมรรถนะ ดีไซน์ที่โดดเด่นและสะท้อนไลฟ์สไตล์เหนือระดับ ที่สำคัญCamry 2.0G Extremo ใหม่พร้อมสร้างความมั่นใจสูงสุดในการขับขี่ด้วยระบบความปลอดภัยอันเป็นจุดเด่นหลักของคัมรี”

Toyota Camry 2.0G Extremo ดีไซน์ภายนอกเพิ่มความสปอร์ตหรู ไล่ตั้งแต่ไฟหน้าแบบ LED Dual Projector รมดำดีไซน์สปอร์ตพิเศษ ส่องสว่างได้กว้างไกล  ปลอดภัยสูงสุดทุกการเดินทาง ,เพิ่มความสปอร์ต โฉบเฉี่ยว ด้วยชุดแต่งรอบคันทั้งสเกิร์ตกันชนหน้า ด้านข้าง กันชนหลังและ       สปอยเลอร์หลัง ที่ได้รับการออกแบบใหม่อย่างมีสไตล์ , ติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ลายใหม่ ดีไซน์โฉบเฉี่ยวเพิ่มความเร้าใจ ส่วนห้องโดยสารเน้นตกแต่งด้วยสีดำ เพิ่มความทันสมัยจากลายไม้ใหม่ Carbon Wood

   Toyota Camry 2.0G Extremo ดีไซน์ใหม่มีให้เลือก 2 สี สีขาวมุกWhite Pearl Crystal และ สีดำAttitude Black Mica ราคา  1,525,000  บาท

  

   สนใจเชิญสัมผัส Toyota Camry 2.0G Extremoใหม่   ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า 464 แห่งทั่วประเทศ

 
 

NEW CARS THAILAND : โตโยต้าเปิดตัวยาริส รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่ “New YARIS…YES, THAT’S RIGHT!” ที่สุดของความใช่ ในสไตล์คุณ

Thursday, 14 September 2017 13:29

 

 

 

 

 

 

 

 

   มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วย   นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์  ประเทศไทย จำกัด ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวรถยนต์ยาริสรุ่นปรับปรุงโฉมใหม่  “New YARIS…YES, THAT’S RIGHT!”  เมื่อวันที่ 14  กันยายน 2560 ณ ห้องบอลรูม ชั้น B1 โรงแรม พาร์ค ไฮแอท

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้แนะนำรถยนต์โตโยต้ายาริส คอมแพคแฮทช์แบ็คยอดนิยมเข้าสู่ตลาดประเทศไทยเป็นครั้งแรกในเดือนมกราคมปี พ.ศ. 2549 ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีมาโดยตลอด และในเดือนตุลาคมปี   พ.ศ. 2556 โตโยต้าได้เปิดตัวยาริส เครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตรเพื่อตอบสนองความนิยมรถเครื่องยนต์ขนาดเล็กในประเทศไทย ด้วยคุณลักษณะที่โดดเด่น สะท้อนความเป็นตัวของตัวเอง ทำให้สามารถครองใจลูกค้าชาวไทย ด้วยยอดขายสะสมมากกว่า 150,000 คัน* *(ข้อมูลยอดขายสะสมถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2560)

   จนกระทั่งในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โตโยต้าได้เพิ่มทางเลือกให้กลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ด้วยการเปิดตัว ยาริส ATIV ในรูปแบบของรถยนต์ซับคอมแพคซีดาน ที่มาพร้อมกับรูปลักษณ์ดีไซน์ใหม่ตลอดทั้งคัน ภายนอกดูสปอร์ตโฉบเฉี่ยว ภายในสวยสะดุดตา กว้างขวางสะดวกสบาย รวมถึงสมรรถนะการขับขี่ที่คล่องตัว พร้อมเครื่องยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประหยัดน้ำมัน ที่สำคัญเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐานเหนือรถระดับเดียวกัน   

   มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กล่าวเพิ่มเติมว่า “นับจากวันนี้เป็นต้นไป เราจะจารึกอีกหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของยาริส แฮทช์แบ็ก อันเป็นการสืบทอดเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นไม่ซ้ำใครของยาริส รถที่เป็นที่สุดของความใช่ ในสไตล์คุณ ยาริส แฮทช์แบ็ก รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่นี้จะเข้ามาเติมสีสันในชีวิตคุณ พร้อมมอบสไตล์อันโดดเด่นและพลังความคิดสร้างสรรค์อย่างล้นเหลือ เมื่อได้ยลโฉมรถยาริส แฮทช์แบ็ก รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่ คุณจะสะดุดตาไปกับรูปลักษณ์ที่มาพร้อมสไตล์ที่โดดเด่น และเมื่อก้าวเข้าไปในรถ คุณจะพบกับห้องโดยสารที่กว้างขวางสะดวกสบาย ยิ่งไปกว่านั้น โตโยต้า ยาริสใหม่ ยังมาพร้อมกับระบบความปลอดภัยขั้นสูงที่ครบครัน เพื่อให้คุณและคนที่คุณรักซึ่งนั่งอยู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รู้สึกอุ่นใจได้ในทุกสถานการณ์ ที่สำคัญคือเมื่อคุณขับรถคันนี้ ทุกสายตาบนท้องถนนจะจับจ้องมายังคุณ ด้วยความรู้สึกอยากครอบครองเป็นเจ้าของยาริสใหม่เช่นกัน”

“New YARIS…YES, THAT’S RIGHT!”  ที่สุดของความใช่ ในสไตล์คุณ

  • ภายนอกและภายในดีไซน์โดดเด่น…YES THAT’S COOL!

ภายนอกดีไซน์โฉบเฉี่ยวตลอดรอบคัน เน้นความสปอร์ตด้วยไฟหน้าโปรเจคเตอร์พร้อมไฟ LED Light Guiding ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน Daytime Running Light แบบ LED และไฟตัดหมอกหน้า

ไฟท้ายแบบ LED Light Guiding  สะท้อนถึงความหรูหรา ทันสมัยอย่างลงตัว

ภายในตอบรับไลฟ์สไตล์ที่เหนือกว่า ห้องโดยสารดีไซน์ล้ำสมัยเน้นความกว้างขวางสะดวกสบาย พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครัน อีกทั้งยังเงียบและนุ่มนวลเหนือระดับรถยนต์ซับคอมแพคแฮทช์แบ็ค ด้วยการเพิ่มวัสดุซับเสียงรบกวนรอบคัน

  • สมรรถนะ ขับสนุกควบคุมได้ดั่งใจ...YES THAT’S FUN!

เครื่องยนต์ DUAL VVT-i ขนาด 1.2 ลิตร ผสานกับระบบเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i ให้การตอบสนองต่อการขับขี่ที่ดีมากขึ้น ช่วยเพิ่มสุนทรียภาพในการขับขี่ อีกทั้งยังช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างยอดเยี่ยม

  • ระบบความปลอดภัยสูงสุดเป็นมาตรฐานในทุกรุ่น…YES THAT’S SAFE!

มั่นใจด้วยมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดที่ครบครันและเหนือชั้น  สร้างความมั่นใจในทุกสภาวะการขับขี่ เพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยระดับสูงสุดเป็นมาตรฐานในทุกรุ่นและเป็นหนึ่งเดียวในรถยนต์แฮทช์แบ็คขนาดเล็กที่มีถุงลมเสริมความปลอดภัยระบบ SRS 7 ตำแหน่ง

   นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ กล่าวว่ายาริส ใหม่ มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เป็นรถยนต์แฮทช์แบ็คขนาดเล็กที่จะตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ วัยรุ่นที่ชอบความโดดเด่นไม่ซ้ำใคร มีไลฟ์สไตล์ที่สนุกสนาน ภายใต้แนวคิด New YARIS…YES, THAT’S RIGHT! ที่สุดของความใช่ ในสไตล์คุณ” โดยเราใช้กลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อให้ลูกค้าได้รับรู้ถึงจุดขายที่โดดเด่นของรถรุ่นนี้ ด้วยแผนการสื่อสารการตลาดที่ครอบคลุมทุกช่องทาง พร้อมการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ ให้ลูกค้าได้ทราบข้อมูลอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”

   นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “โตโยต้าจะทำการเปิดตัวอย่างเป็นทางการให้กับลูกค้าและผู้ที่สนใจได้ร่วมสัมผัส ยาริส ใหม่ ที่โชว์รูมโตโยต้าทั่วประเทศในวันที่ 22-24 กันยายน 2560  เพื่อให้ลูกค้าทุกท่านได้สัมผัสประสบการณ์ขับขี่อย่างทั่วถึง พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรมพิเศษ ที่สำคัญเรายังได้จัดเตรียมข้อเสนอพิเศษเพื่อให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น ด้วยโปรแกรม Convini-EXT ทางเลือกใหม่จากแพ็กเกจที่คุ้มค่าด้วยการรวมสิทธิประโยชน์ 3 รายการ ให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของรถยนต์ยาริสได้ง่ายยิ่งขึ้น  ด้วยรูปแบบเงินดาวน์และดอกเบี้ยต่ำ พร้อมประกันภัย และการขยายการรับประกันคุณภาพ นอกจากนี้เราขอมอบราคาพิเศษในช่วงแนะนำ สำหรับลูกค้าที่จองและออกรถตั้งแต่วันนี้ – 31 ตุลาคม 2560 และจะปรับราคาขึ้นเช่นเดียวกับ Yaris ATIV ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2560 เป็นต้นไป โดย ยาริส ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่น 7 สี และมีเป้าหมายการขายในปี 2560  ที่ 3,200 คันต่อเดือน”

   มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ทีมงานโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย มีความมั่นใจในรถรุ่นนี้ และยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่จะนำเสนอรถยาริส แฮทช์แบ็กใหม่ให้ทุกท่าน โดยเราไม่เพียงแต่จะผลิตยาริส      แฮทช์แบ็กใหม่เพื่อขายในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังจะผลิตเพื่อส่งออกไปยัง 70 ประเทศทั่วโลกด้วย ซึ่งเราจะเริ่มผลิตรถรุ่นนี้ที่โตโยต้าเกตเวย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา และเริ่มส่งออกนับตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป”

พร้อมเลือกเป็นเจ้าของ ยาริส ใหม่ 4 รุ่น และ 7 สี ในราคาช่วงแนะนำ วันนี้ - 31ตุลาคม 2560

 (Citrus Mica Metallic / Orange Metallic/ Red Mica Metallic/ Super White/Silver Metallic / Gray Metallic/ Attitude Black Mica)

  • รุ่น G                เกียร์อัตโนมัติ               ราคา    609,000 บาท**
  • รุ่น E                เกียร์อัตโนมัติ               ราคา    559,000 บาท**
  • รุ่น J                 เกียร์อัตโนมัติ               ราคา    529,000 บาท**
  • รุ่น J ECO        เกียร์อัตโนมัติ               ราคา    479,000บาท**

**ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน

   ร่วมสัมผัส “New YARIS…YES, THAT’S RIGHT!”  ที่สุดของความใช่ ในสไตล์คุณและสอบถามรายละเอียด ได้ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่าย โตโยต้า 467 แห่งทั่วประเทศตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ “New YARIS…YES, THAT’S RIGHT!”  ที่สุดของความใช่ ในสไตล์คุณ

ภายนอก…YES THAT’S COOL!

  • ไฟหน้า Projector พร้อมไฟ LED Light Guiding (เฉพาะรุ่น G)
  • ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน Daytime Running Light แบบ LED และไฟตัดหมอกหน้า
    (เฉพาะรุ่น G)
  • ไฟท้ายแบบ LED Light Guiding
  • ไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED (ในทุกรุ่น) พร้อมเสาอากาศแบบครีบฉลาม (เฉพาะรุ่น G)
  • กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว (ในรุ่น G และ E)
  • มือจับประตูโครเมียมพร้อมระบบเปิดประตูอัจฉริยะ Smart Entry (เฉพาะรุ่น G)
  • ล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว (ในรุ่น G และ E)

ภายใน…YES THAT’S COOL!

  • พวงมาลัยหุ้มหนัง (เฉพาะรุ่น G) พร้อมสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียง (ในรุ่น G และ E)
  • มาตรวัดเรืองแสงแบบ Optitron พร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่อัจฉริยะMID (ในรุ่น G และ E)
  • เครื่องเล่นวิทยุ CD/ MP3/ WMA พร้อมช่องต่อ USB/ AUX และระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย Bluetooth (ในรุ่น G และ E)
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ พร้อมจอ LCD (ในรุ่น G และ E)
  • พื้นที่ห้องโดยสารด้านหลังแบบเรียบเพื่อการเข้า – ออกสะดวก
  • ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ (Push Start) (เฉพาะรุ่น G)
  • ระบบเปิดประตูอัจฉริยะ Smart Entry ควบคุมการล็อก – ปลดล็อกประตูและที่เก็บสัมภาระท้ายรถ (เฉพาะรุ่น G)
  • แผงบังแดดคู่หน้า (ในทุกรุ่น) พร้อมกระจกแต่งหน้า (ในรุ่น G และ E)

ความสะดวกสบาย...YES THAT’S BIG!

  • กระจกไฟฟ้าพร้อมระบบป้องกันการหนีบด้านคนขับฝั่งผู้ขับขี่
  • ที่วางขวดน้ำบริเวณประตูผู้ขับขี่ และผู้โดยสารด้านหน้า
  • ช่องเสียบชาร์จไฟ 12V พร้อมช่องเก็บของข้างเบรกมือ
  • ห้องเก็บสัมภาระท้ายรถ พร้อมที่ปิดสัมภาระด้านท้าย (ในรุ่น G และ E)
  • เบาะที่นั่งด้านหลัง ปรับ – พับแยกอิสระแบบ 60:40 (ในรุ่น G และ E)
  • กล่องเก็บของอเนกประสงค์ใต้ที่วางแขนตรงกลาง
  • ลิ้นชักเก็บของฝั่งผู้โดยสารด้านหน้า
  • ช่องเก็บของข้างผู้ขับขี่
  • ที่วางขวดน้ำ บริเวณคอนโซลด้านหน้าระหว่างผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
  • ช่องเก็บของหลังเบาะที่นั่งคู่หน้า (เฉพาะรุ่น G)

สมรรถนะ...YES THAT’S FUN!

  • เครื่องยนต์ 3NR-FE              1,200 ซีซี 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว DUAL VVT-i  

แรงม้าสูงสุด                       86 แรงม้า (63 กิโลวัตต์) ที่ 6,000 รอบต่อนาที

แรงบิดสูงสุด                      108 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที

ระบบจ่ายน้ำมัน                   หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ แบบ EFI

น้ำมันเชื้อเพลิง                    รองรับสูงสุด E20

มาตรฐานไอเสีย                   EURO4

อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน            20กม./ลิตร

  • เกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i  พร้อม Shift Lock
  • พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า EPS (Electric Power Steering)
  • ระบบช่วงล่างเต็มประสิทธิภาพ
  • ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics)
  • หลังคาแบบ Catamaran ลดการปะทะของแรงลม

ระบบความปลอดภัย…YES THAT’S SAFE!

  • ระบบสัญญาณเตือนสิ่งกีดขวางขณะถอยหลัง (ในรุ่น G และ E)
  • ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC (Hill Start Assist Control)
  • กุญแจป้องกันการโจรกรรม Immobilizer (ในรุ่น G และ E)
  • ระบบไฟส่องสว่างหลังจากดับเครื่องยนต์(Follow-Me-Home) (เฉพาะรุ่น G)
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC (Traction Control)
  • ระบบควบคุมการทรงตัว VSC (Vehicle Stability Control)
  • ระบบเบรก ABS (Anti-lock Braking System)
  • ระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake-force Distribution)
  • ระบบเสริมแรงเบรก BA (Brake Assist)
  • ดิสก์เบรกคู่หน้า
  • ถุงลมเสริมความปลอดภัยระบบ SRS 7 ตำแหน่ง
  • เข็มขัดนิรภัยคู่หน้า พร้อมระบบกลไกดึงกลับและผ่อนแรงดึงอัตโนมัติ
  • โครงสร้างนิรภัย GOA แข็งแกร่งปลอดภัยมาตรฐานระดับโลก
  • การออกแบบเพื่อลดแรงกระแทกศีรษะด้านข้างทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
  • เบาะนั่งคู่หน้าแบบ WIL (Whiplash Injury Lessening)
  • ชุดซ่อมยางฉุกเฉินพร้อมที่ปั๊มลม
 
 

NEW CARS THAILAND : All-New Land Rover Discovery เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทย

Wednesday, 26 July 2017 14:55

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์อย่างเป็นทางการ เปิดตัว All New Land Rover Discovery ครั้งแรกในประเทศไทย

   แลนด์โรเวอร์ ดิสคัฟเวอรี่ ใหม่ รถเอสยูวีอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ Full-Size 7 ที่นั่ง 3 แถว และสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้หลากหลาย ได้รับการออกแบบพื้นที่เก็บสัมภาระอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมระบบดิจิตอลที่ครบสมบูรณ์ ตอบโจทย์ความจำเป็นของครอบครัวในยุคนี้

   นายชาญชัย มหันตคุณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ ดิสคัฟเวอรี่ โฉมใหม่จากแลนด์โรเวอร์นี้ เป็นเจเนอเรชั่นที่ 5 ของรุ่นดิสคัฟเวอรี่ จากลูกค้าจำนวนมากกว่า    1 ล้าน 2 แสนคนที่อยู่กับดิสคัฟเวอรี่ในทุกก้าวของการเดินทาง ผ่านการพัฒนามาตลอด 27 ปีกับจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย ผลลัพธ์ที่ได้คือรถอเนกประสงค์ของครอบครัวที่ดีที่สุดในโลก ดิสคัฟเวอรี่โฉมใหม่นี้การออกแบบยังคงรักษาเอกลักษณ์ของรถตระกูลดิสคัฟเวอรี่  ด้วยมาตรฐานใหม่ของนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ไม่มีใครเหมือน ผสานกับความสามารถในการขับขี่ทุกสภาพภูมิประเทศ ทุกพื้นผิวถนนและในทุกสภาวะอากาศอันไร้คู่แข่ง”

   “การออกแบบและความสมบูรณ์ทางวิศวกรรมของแลนด์โรเวอร์ ทำให้มั่นใจว่าดิสคัฟเวอรี่ใหม่สามารถรองรับผู้โดยสารที่เป็นผู้ใหญ่ขนาดตัวมาตรฐานได้จำนวน 7 ที่นั่ง ภายในห้องโดยสาร 3 แถว โดยทุกตำแหน่งที่นั่งคือที่นั่งที่ดีที่สุดที่ได้รับการออกแบบมาให้สามารถนั่งได้อย่างสะดวกสบายแม้ในแถวหลังสุด ด้วยขนาดตัวถังรถที่มีความยาวน้อยกว่า 5 เมตร พร้อมฟังค์ชั่นการปรับเปลี่ยนการใช้งานที่หลากหลาย พื้นที่จัดเก็บสัมภาระออกแบบภายใต้ความต้องการของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นช่องเก็บของที่ซ่อนอยู่ในคอนโซลกลางซึ่งสามารถวางขวดน้ำดื่มสองลิตรจำนวน 2 ขวด พื้นที่วางแขนตรงกลางขนาดใหญ่พอที่จะใส่ iPad ได้ 5 เครื่อง และเนื้อที่เก็บกระเป๋าสัมภาระรองรับน้ำหนักได้มากถึง 2,500 ลิตร ถือเป็นการออกแบบภายในได้อย่างสมบูรณ์แบบ”

   “และกุญแจสำคัญอีกประการหนึ่งไปสู่ความอเนกประสงค์อย่างเหนือชั้นของดิสคัฟเวอรี่ใหม่ คือ ระบบความบันเทิง InControl Touch Pro ประกอบด้วยหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 10 นิ้ว ในตำแหน่งแผงหน้าปัดกลาง ส่งผลให้ลดจำนวนสวิตช์บนแผงหน้าปัดลงได้ถึง 1 ใน 3 พร้อมภาพกราฟิกที่คมชัดและเมนูที่ใช้งานง่าย รวมเทคโนโลยีล่าสุดของการนำทางและความบันเทิงเข้าไว้ด้วยกัน การเชื่อมต่ออย่างไม่สะดุดกับระบบปฏิบัติการ iOS และ Android ผสานกับ Meridian ระบบเสียงรอบทิศทางที่มีลำโพง 14 ตัว พร้อมด้วยซับวูฟเฟอร์ มอบประสบการณ์ในการรับฟังที่ยอดเยี่ยมที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการสตรีมเพลงออนไลน์หรือการเล่นเพลงโดยตรงจากอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ จุดชาร์จไฟขนาด 12 โวลต์มากถึง 6 จุด ช่องเสียบสาย USB ที่มีถึง 7 จุด หรือมากถึง 9 จุดเมื่อมีการติดตั้งชุดความบันเทิงสำหรับที่นั่งตอนหลัง ทำให้ผู้โดยสารในแต่ละแถวสามารถใช้สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตได้ในเวลาเดียวกัน”

   “คุณสมบัติด้านเทคโนโลยีอีกอย่างหนึ่ง คือ สายรัดข้อมือ แอคทิวิตี้ คีย์ (Activity Key) เทคโนโลยีอันทันสมัยของแลนด์โรเวอร์ที่ทำให้ลูกค้าสามารถไปเล่นกีฬา วิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน หรือทำงานอดิเรกต่าง ๆ โดยไม่ต้องถือกุญแจรถยนต์ไปด้วย สามารถเก็บกุญแจไว้ภายในรถได้อย่างปลอดภัย”

   “สมรรถนะและประสิทธิภาพอันทรงพลัง ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล TD6 ขนาด 3.0 ลิตร 258 แรงม้า ระบบเกียร์อัตโนมัติ ZF 8 สปีด ให้แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร ที่ 1,750 – 2,250 รอบ/นาที ผสานความก้าวล้ำของการใช้วัสดุด้วยตัวถังอะลูมิเนียมแบบไร้โครงที่ทนทานแต่มีน้ำหนักเบา และดิสคัฟเวอรี่ใหม่คงรักษาความสามารถการขับขี่ในทุกสภาพภูมิประเทศ ด้วยความสามารถอันมีชื่อเสียงของแลนด์โรเวอร์ในการลุยน้ำลึกสูงสุดที่ 900 มิลลิเมตรสำหรับดิสคัฟเวอรี่ใหม่ โดยเพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อนหน้า 200 มิลลิเมตร มอบความมั่นใจแบบไร้คู่แข่งเมื่อต้องรับมือกับทั้งเส้นทางที่เต็มไปด้วยน้ำและถนนที่มีน้ำท่วม”

   นายชาญชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “เนื่องจากกลุ่มเป้าหมาย ออลนิว ดิสคัฟเวอรี่ ส่วนหนึ่งยังคงมุ่งเน้นไปที่ฐานลูกค้าผู้ใช้ดิสคัฟเวอรี่รุ่นก่อนหน้า ดังนั้นเพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าที่มีความผูกพันกับแบรนด์  แลนด์โรเวอร์มายาวนาน จึงมอบข้อเสนอพิเศษทางการเงิน ด้วยการผ่อนชำระได้นานสูงสุด 96 เดือน และ Worry-Free-Program นาน 5 ปี ซึ่งประกอบด้วย การรับประกันคุณภาพจากโรงงานผู้ผลิต โปรแกรมซ่อมบำรุงตามระยะ และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนถนน 24 ชั่วโมง”

ราคาจำหน่าย ออลนิว แลนด์ โรเวอร์ ดิสคัฟเวอรี่

- All-New Land Rover Discovery รุ่น SE           ราคา 6,499,000 บาท

- All-New Land Rover Discovery รุ่น HSE        ราคา 6,999,000 บาท

 
 

NEW CARS THAILAND : โตโยต้าแนะนำ “ไฮลักซ์ รีโว่” รุ่นมาตรฐาน 2.4J แค็บและแชสซีส์

Thursday, 27 July 2017 15:36

 

 

 

 

 

 

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำ ไฮลักซ์ รีโว่  รุ่นมาตรฐาน 2.4J แค็บและแชสซีส์  เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าผู้ประกอบการ ที่ต้องการยานพาหนะที่มีสมรรถนะสูง ทนทาน และสามารถใช้จัดส่งสินค้าให้กับลูกค้าทั่วประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยสมรรถนะอันยอดเยี่ยมจากเครื่องยนต์ GD Efficient Boost 2.4 ลิตร เกียร์ธรรมดา 5 สปีด และประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนอย่างดีเยี่ยมของระบบช่วงล่าง DCS รวมถึงระบบความปลอดภัยที่เหนือชั้นด้วยระบบป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Braking System) และระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake-Force Distribution) ที่มาพร้อมถุงลมนิรภัย 3 จุด ที่มีในรุ่นมาตรฐาน แค็บและแชสซีส์ เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของผู้ขับขี่

   ทั้งนี้ โตโยต้า ไฮลักซ์ ทุกรุ่นภายใต้โครงการไอเอ็มวีได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าชาวไทย พิสูจน์ได้จากตัวเลขยอดขายสะสมภายในประเทศมากกว่า 1.9 ล้านคัน ทำให้โตโยต้ามั่นใจว่า ไฮลักซ์ รีโว่  รุ่นมาตรฐาน 2.4J แค็บและแชสซีส์  จะสามารถตอบสนองความต้องการใช้งานเอนกประสงค์ของลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมรรถนะในการบรรทุกขนส่งสินค้า

   นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า “ธุรกิจการขนส่งสินค้า (Logistic) มีบทบาทเป็นอย่างมากในสังคมปัจจุบัน จากการที่ผู้บริโภคมีพฤติกรรมที่เน้นความสะดวกสบายโดยการเลือกซื้อสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น และใช้บริการขนส่งมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเราเชื่อมั่นว่า ไฮลักซ์ รีโว่  รุ่นมาตรฐาน 2.4J แค็บและแชสซีส์ จะเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจการขนส่งสินค้าให้กับลูกค้าผู้ประกอบการได้เป็นอย่างดี”

   ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นมาตรฐาน 2.4J แค็บและแชสซีส์คันเดียวครบ ตอบโจทย์ทุกการใช้งานเครื่องยนต์...สึกหรอน้อย ทนทาน ประหยัดค่าใช้จ่าย

  • เครื่องยนต์ GD Efficient Boost 2.4 ลิตร (เกียร์ธรรมดา 5 สปีด)…กำลังสูงสุด 110 กิโลวัตต์ (150 แรงม้า) ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 343 นิวตัน-เมตร ที่ 1,400 – 2,800 รอบ/นาที

ช่วงล่าง...หนึบ แกร่ง แบกหนักแค่ไหนก็เอาอยู่

  • ระบบ DCS (Dynamic Control Suspension)... บรรทุกของหนักได้เต็มที่ มั่นใจทุกการใช้งาน
  • โช้คอัพใหญ่ขึ้น 8% ...เกาะถนนดีเยี่ยม
  • แหนบยาวขึ้น 100 มม. ...ช่วยดูดซับแรงสั่นสะเทือน
  • ระยะห่างของแหนบ เพิ่มขึ้น 50 มม. ...ทรงตัวดีเยี่ยม ทั้งทางตรงและเข้าโค้ง
  • โครงสร้างแชสซีส์ใหญ่ขึ้น 20 มม. ...แกร่งขึ้นรองรับน้ำหนักบรรทุกได้เต็มพิกัด

ความปลอดภัย...เดินทางมั่นใจ ปลอดภัยทุกเส้นทาง

  • ระบบเบรก ABS/ EBD ...เบรกกระทันหันก็มั่นใจว่าปลอดภัย (เจ้าเดียวที่มีในรุ่นมาตรฐานแค็บและแชสซีส์)
  • ถุงลมนิรภัย 3 ตำแหน่ง...ปกป้องผู้ขับขี่และลดโอกาสบาดเจ็บจากแรงกระแทกเมื่อเกิดอุบัติเหตุด้วยถุงลมนิรภัยคู่หน้า และถุงลมกันกระแทกเข่าของผู้ขับขี่

สิ่งอำนวยความสะดวก...ขับไปไหนก็สบาย

  • ห้องโดยสารกว้างขวางรองรับทุกความบันเทิงด้วย ระบบเครื่องเสียง CD / MP3 / WMA พร้อมระบบเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth และช่องต่อ USB/AUX

เลือกเป็นเจ้าของไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นมาตรฐาน 2.4J แค็บและแชสซีส์  ได้ 3 สี สีขาว  (Super White) / สีเงิน (Silver Metallic) / สีเทาดำ (Dark Gray Mica Metallic)

- ราคา  516,000  บาท

   สอบถามรายละเอียดและสั่งจองได้ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า 467 แห่งทั่วประเทศตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

 
 

NEW CARS THAILAND : BMW 520d Sport รุ่นประกอบในประเทศ

Wednesday, 02 August 2017 14:26

 

 

 

 

 

 

   บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยมุ่งมั่นในการนำเสนอยนตรกรรมแห่งอนาคตให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดตัวอีกหนึ่งรุ่นรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูเครื่องยนต์ดีเซลจากตระกูลซีรีส์ 5 กับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 520d Sport รุ่นประกอบในประเทศ พร้อมประกาศโปรแกรมบริการหลังการขายของบีเอ็มดับเบิลยูและมินิรูปแบบใหม่ล่าสุด รวมถึงการผนึกกำลังครั้งสำคัญระหว่างพันธมิตรเพื่อขยายเครือข่ายสถานีชาร์จแบตเตอรี่สาธารณะสำหรับรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก สู่ประเทศไทย

   มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ให้ความสำคัญต่อความต้องการเฉพาะตัวของลูกค้าของเรา การประกาศหลายข่าวดีของเราในวันนี้ ไม่เพียงแสดงถึงพันธะ สัญญาที่บีเอ็มดับเบิลยูยึดมั่นและมีให้แก่ลูกค้าทุกคน แต่ยังตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในโลกแห่งยนตรกรรม ด้วยการเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ลูกค้าของเราด้วยรูปแบบบริการที่เหมาะสมกับแต่ละท่านไปจนถึงการสร้างระบบขับเคลื่อนอันสมบูรณ์แบบเพื่อสุนทรียภาพในการขับขี่ เพื่อรังสรรค์ประสบการณ์การขับขี่ในอุดมคติสำหรับเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูทั้งในปัจจุบันและอนาคต ให้เป็นจริง”

   “นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู 520d Sport ยังเป็นรถยนต์อีกหนึ่งรุ่นของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ที่ประกอบในประเทศไทยจากโรงงานซึ่งมีศักยภาพการผลิตไม่เป็นรองใครของเราในจังหวัดระยอง จึงทำให้ลูกค้าชาวไทยสามารถเป็นเจ้าของยนตรกรรมแห่ง ‘ความปราดเปรียวอันภูมิฐาน’ จากรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 โฉมใหม่ได้ง่ายยิ่งขึ้น”

บีเอ็มดับเบิลยู 520d Sport: เมื่อความหรูหราเหนือระดับผสานขุมพลังแห่งยนตรกรรม

- ราคา: 3,439,000 บาท (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมแพกเกจ BSI Standard)

   รถยนต์รุ่นที่สี่จากตระกูลบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 โฉมใหม่ ที่พร้อมจำหน่ายสำหรับผู้ขับขี่ชาวไทย และเป็นรถยนต์รุ่นแรกในเจนเนอเรชั่นนี้ที่ประกอบในประเทศ บีเอ็มดับเบิลยู 520d Sport มาพร้อมความหรูหราอันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 และขุมพลังดีเซลอันปราดเปรียวเปี่ยมพละกำลัง พร้อมบุคลิกสไตล์รถยนต์สปอร์ตในทุกขณะขับขี่

   บีเอ็มดับเบิลยู 520d Sport สะท้อนให้เห็นความสง่างามที่เป็นตัวตนของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 โดยมาพร้อมล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 18 นิ้วแบบ double-spoke ที่ส่งให้ BMW Individual high-gloss Shadow Line อวดโฉมเส้นสายที่ยกระดับความโฉบเฉี่ยวไปอีกขั้น ในขณะที่ไฟหน้า follow-me-home และไฟ welcome lighting ให้ผู้ขับขี่สัมผัสได้ถึงความใส่ใจและบุคลิกภาพของรถยนต์ ตั้งแต่เริ่มจนจบการเดินทาง

   ภายในของรถยนต์ซีดานรุ่นนี้มาพร้อมกับห้องโดยสารที่เอื้อต่อผู้ขับขี่และการตกแต่งด้วย fine-wood trim ในสี poplar grain grey พร้อมด้วย highlight trim finisher สีโครเมียมมุก ที่เข้าคู่อย่างสมมบูรณ์แบบกับพวงมาลัยและเบาะหนัง ในขณะที่ระบบ Gesture Control ที่เปิดตัวไปพร้อมกับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 ก่อนหน้านี้ ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา คู่กับหน้าจอ แสดงผลแบบสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว ที่ช่วยให้การควบคุมระบบความบันเทิงและฟังกชั่นโทรศัพท์แบบมาตรฐานเป็นไปอย่างง่ายดายและชาญฉลาด

   บีเอ็มดับเบิลยู 520d Sport เปี่ยมสมรรถนะด้วยเครื่องยนต์ดีเซล บีเอ็มดับเบิลยู ทวินพาวเวอร์ เทอร์โบ 4 สูบขนาด 2.0 ลิตร ส่งกำลังสูงสุดที่ 140 กิโลวัตต์/190 แรงม้า พร้อมแรงบิด 400 นิวตันเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลา 7.5 วินาที เร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 235 กิโลเมตร  ต่อชั่วโมง มาคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 สปีด มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 20 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราการปล่อย CO2 เพียง 132 กรัมต่อกิโลเมตร

   โปรแกรมบำรุงรักษารถยนต์ BMW Services Inclusive (BSI) และ MINI Service Inclusive (MSI) รูปแบบใหม่ ที่คุณสามารถเลือกรับบริการระดับพรีเมียมได้อย่างตรงใจ

   สำหรับโปรแกรม BMW Services Inclusive (BSI) และ MINI Service Inclusive (MSI) ที่ปรับเปลี่ยนใหม่ในครั้งนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย นำเสนอทางเลือกในการบริการอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยการคัดสรรแพ็คเกจการบริการดูแลบำรุงรักษาที่เหมาะสมกับความต้องการในการขับขี่อันเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล โดยจากเดิมที่มีเพียงการให้บริการบำรุงรักษาสูงสุด 5 ปี หรือ 100,000 กม. และการรับประกันยาวนาน 5 ปี เพียงอย่างเดียว ขยายมาเป็นแพ็คเกจการบริการและการรับประกันรูปแบบใหม่ที่นำเสนอพร้อมทางเลือกของราคาสำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิในแต่ละรุ่น ที่ลูกค้าสามารถเลือกได้ตามความพึงพอใจ

   นอกเหนือจากแพ็คเกจการให้บริการที่มีให้เลือกหลายระดับแล้ว โปรแกรม BSI และ MSI ยังมอบสิทธิประโยชน์การดูแลบำรุงรักษารถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิอย่างครอบคลุม เช่น การบริการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง การบริการเปลี่ยนกรองอากาศภายใน การบริการเปลี่ยนหัวเทียน การบริการเปลี่ยนผ้าเบรกและจานเบรก การบริการตรวจสอบรถยนต์ รวมไปถึงการซ่อมแซมและเปลี่ยนชิ้นส่วนอุปกรณ์อะไหล่แท้จากบีเอ็มดับเบิลยูและมินิ ทั้งนี้การให้บริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ (Mobility Service) สำหรับทุกแพ็กเกจ ครอบคลุมการให้บริการตลอดระยะเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

   โปรแกรมรูปแบบใหม่จะเริ่มให้บริการโดยผู้จำหน่ายรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไป

 

 
 

NEW CARS THAILAND : BENTLEY BENTAYGA SUV ที่สุดแห่งพลัง และความหรูหรา

Saturday, 24 June 2017 15:28

 

 

 

 

 

 

 

   ยานยนต์สายพันธ์อังกฤษแท้ผสมผสานความหรูหรากับสมรรถนะสปอร์ต และ off-road เต็มเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพการใช้งานในทุกสภาพถนนและทุกวันของชีวิต พร้อมเผชิญในทุกสภาวะของการขับขี่เปี่ยมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีอัน พร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและมีเอกลักษณ์ที่ด้วยการออกแบบที่ข้ามขีดจำกัดแห่งกาลเวลา ให้ดุลยภาพระหว่างความแข็งแกร่งและความสง่างามอย่างลงตัวปราณีตในทุกรายละเอียด ด้วยวัสดุคุณภาพสูงภายในห้องโดยสารร่วมสมัยจากช่างฝีมือขั้นเทพ

   Bentayga ทายาทลำดับที่ 4 จากสายการผลิตของ Bentley มาในรูปแบบ SUV ที่ล้ำหน้าระดับโลกเร็ว ด้วยพลังความ หรูหราที่พิเศษสุด ด้วยเครื่องยนต์ W12 รุ่นใหม่ เปิดประสบการณ์แห่งการขับขี่อันทรงพลังในแบบของ Bentley พรั่งพร้อมด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกล้ำสมัย ดีไซน์การออกแบบทางวิศวกรรมยานยนต์และงานฝีมือระดับปรมาจารย์ของโรงงานเมือง Crewe ส่งผลให้ Bentayga ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ความเป็น Bentley ในทุกรายละเอียดอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ได้มาซึ่งผลงานศิลปะที่ก้าวข้ามข้อจำกัดของกาลเวลา แสดงออกถึงดุลยภาพระหว่างความแข็งแกร่งและความงดงามอย่างสมบูรณ์แบบ โดดเด่นด้วยโคมไฟคู่หน้า LED 4 ดวงและกระจังตาข่ายขนาดใหญ่ โฉบเฉี่ยวดุดันจากแนวเส้นตัวถังราวกับมัดกล้ามอันแข็งแกร่ง เปี่ยมด้วย DNA ของ Bentley ในทุกอณู

   Bentley Bentayga สร้างมาตรฐานการออกแบบใหม่ของงานตกแต่งภายใน จากผลงานที่ไร้เทียมทาน ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดของชิ้นงานโลหะ ลายไม้ และหนังแท้คัดคุณภาพ รวมไปถึงความพิถีพิถันในทุกขั้นตอนการผลิตและประกอบชิ้นส่วนแต่ละชิ้นอย่างปราณีตบรรจง รังสรรค์บรรยากาศสุดหรูหรา ร่วมสมัย  สไตล์อังกฤษ ความสมบูรณ์แบบดังกล่าวเกิดขึ้นได้ด้วยจิตใจมุ่งมั่นทุ่มเทและทักษะความชำนาญของผู้เชี่ยวชาญผนึกกำลังอย่างเต็มที่ในโรงงาน Bentley เมือง Crewe ขุมพลังเครื่องยนต์ W12 ทวินเทอร์โบใหม่ล่าสุด ขนาดความจุ 6.0 ลิตร คือหัวใจของ Bentayga เครื่องยนต์ 12 สูบทรงพลังเครื่องนี้ คือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างประสิทธิภาพและความนุ่มนวล ถึงพร้อมด้วยพลังและแรงบิดมหาศาล ให้พละกำลังสูงสุดกว่า 608 แรงม้า (600 bhp) และแรงบิด 900 นิวตันเมตร (663 lb.ft) ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 4.1 วินาทีเท่านั้น ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 301 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (187 ไมล์ต่อชั่วโมง) ส่งผลให้ Bentayga กลายเป็นยนตกรรม SUV ที่เร็วที่สุดในโลก

   ตัวถังได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Bentayga ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของยนตกรรม SUV ระดับหรู สมรรถนะการขับขี่ที่พร้อมใช้งานในทุกเส้นทาง หรือแม้แต่ภาระลากจูง ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (48V active anti-roll control system) ช่วยลดภาวะการโคลงตัวในยามขับขี่ นั่นหมายความว่า Bentayga พร้อมฝ่าฟันไปในทุกสภาวะการณ์ รวมไปถึงสภาพแวดล้อมในแบบ off-road และในอนาคตยังมีรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล  รุ่นเครื่องยนต์กึ่งไฟฟ้า Plug-in Hybrid และอุปกรณ์พิเศษเบาะนั่ง 7 ที่นั่ง ซึ่งจะติดตามมาในโอกาสต่อไป

   นายวูลฟ์แกงค์  ดูร์ไฮม์เมอร์ (Wolfgang Dürheimer) ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส กล่าวว่า “เบนเทย์ก้า นับเป็นเบนท์ลีย์แท้ๆในหมู่เอสยูวี  รถยนต์รุ่นนี้จะกำหนดนิยามใหม่ของความหรูหราในตลาดรถยนต์เอสยูวีและยังนำเสนอประสบการณ์ความเป็นเบนท์ลีย์ในทุกสภาพแวดล้อม ด้วยคุณลักษณะพิเศษจำเพาะนี้ จะทำให้เบนท์ลีย์ก้าวไปสู่การเจริญเติบโตอันแข็งแกร่งและความสำเร็จด้านยอดขาย  เบนเทย์ก้าจะเป็นก้าวต่อไปในการนำพาเบนท์ลีย์ไปสู่อนาคตอันเข้มแข็ง”

นวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัย

   ระบบช่วยเหลือผู้ขับในการขับขี่และระบบสาระบันเทิงได้ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความปลอดภัย และความสะดวกสบาย  ทำให้เบนเทย์ก้า เป็นรถเอสยูวีที่เชื่อมโยงกับผู้ขับขี่ได้ดี การขับขี่ทั้งบนถนนและออฟโรดของเบนเทย์ก้าสามารถปรับแต่งการทำงานได้จากระบบการปรับการขับขี่ (Drive Dynamics Mode) และอุปกรณ์เสริมในการปรับแต่งการขับขี่แบบออฟโรด (Responsive Off-Road Setting) ระบบดังกล่าวสามารถปรับตั้งการทำงานได้ถึง 8 ระดับโดยผู้ขับขี่สามารถปรับได้อย่างง่ายดายโดยการหมุนปุ่มเพื่อเลือกการขับขี่ในสภาพถนนหรือพื้นผิวในทุกสถานการณ์  ระบบนี้ยังได้รับการสนับสนุนการทำงานจากระบบ Bentley Dynamic Ride (ระบบป้องกันการโคลงตัวของตัวรถด้วยไฟฟ้า 48V) และระบบพวงมาลัยไฟฟ้า (Electric Power-Assisted Steering -EPAS).

   ระบบปรับการขับขี่แบบออฟโรด (Responsive Off-Road Setting) สามารถเลือกการปรับแต่งรถยนต์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นผิวออฟโรดที่หลากหลายได้  โดยจะแสดงผลผ่านหน้าจอ Driver Information Panel เพื่อให้ทราบถึงระดับความเรียบของพื้น การหมุนของล้อ  องศาของพวงมาลัย  ความสูงและทิศทางการขับขี่ระบบตั้งความเร็วปรับระดับความเร็วอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control -ACC) ร่วมด้วยระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติในสภาพรถติด (Stop & Go), ระบบคาดการณ์เพื่อการปรับความเร็วล่วงหน้า (Predictive ACC) และระบบช่วยเหลือในการจราจร (Traffic Assist) จะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถที่จะกำหนดระยะห่างกับรถยนต์คันข้างหน้า ระบบคาดการณ์เพื่อการปรับความเร็วล่วงหน้า (Predictive ACC) ทำงานโดยใช้ข้อมูลจากระบบนำทาง, เซนเซอร์ และกล้องเพื่อคาดการณ์เกี่ยวกับโค้งถนน, เขตเมือง และเขตจำกัดความเร็ว เพื่อนำมาปรับความเร็วของรถยนต์ได้อย่างสะดวกสบายและช่วยเพิ่มการประหยัดน้ำมันในการขับขี่ในเมือง  เบนเทย์ก้าติดตั้งระบบช่วยเหลือมากมายเพื่อช่วยเหลือผู้ขับขี่ในการใช้รถในชีวิตประจำวัน อาทิเช่น  ระบบแสดงผลป้ายจราจร (Traffic Sign Recognition) ซึ่งจะสามารถตรวจจับป้ายจราจรต่างๆและแสดงผลให้ผู้ขับขี่ทราบ; ระบบตรวจจับวัตถุผ่านท้ายรถ (Rear Crossing Traffic Warning), ซึ่งใช้เรดาห์ในการตรวจสอบวัตถุที่ผ่านท้ายรถในขณะที่กำลังถอยรถออกจากที่จอด  และระบบกล้องรอบคัน (Top View) ซึ่งจะใช้กล้องสี่ตัวรอบรถยนต์เพื่อแสดงภาพรถยนต์รอบคันจากมุมบน

   เบนเทย์ก้า ยังสามารถติดตั้งระบบช่วยจอดอัตโนมัติ (Park Assist) ซึ่งจะช่วยแนะนำที่จอดรถที่เหมาะสม (ทั้งจอดขนานและจอดเข้าช่องจอด) และหมุนพวงมาลัยอัตโนมัติเพื่อเข้าจอดในช่องจอดรถที่แคบและยากในการจอดนวัตกรรมใหม่อื่นๆของเบนเทย์ก้าประกอบด้วยระบบกล้องอัตโนมัติตอนกลางคืน (Electronic Night Vision) ซึ่งใช้รังสีอินฟราเรดในการตรวจจับวัตถุที่ขวางอยู่ด้านหน้า, และระบบแสดงข้อมูลบนกระจกหน้า (Head-Up Display) ซึ่งสามารถลดการละสายตาจากถนนของผู้ขับขี่เพื่อให้การขับขี่ปลอดภัยมากขึ้น เบนเทย์ก้าถูกติดตั้งระบบสาระบันเทิงแบบจอสัมผัสขนาด 8” พร้อมด้วยระบบนำทาง, หน่วยความจำขนาด 60GB, และยังสามารถเลือกภาษาได้มากกว่า 30 ภาษา ผู้โดยสารด้านหลังได้รับประโยชน์จากระบบสาระบันเทิงแบบแท็บเบล็ต (Bentley Entertainment Tablet) ซึ่งประกอบไปด้วยแท็บเบล็ตที่เคลื่อนย้ายได้ขนาด 10.2” ระบบปฏิบัติการ Android ระบบ 4G พร้อม WiFi และ Bluetooth ในการเชื่อมต่อทางอินเตอร์เน็ตอย่างไร้รอยต่อ

   เบนเทย์ก้ามีระบบเครื่องเสียงให้เลือกสามรูปแบบ: ระบบเครื่องเสียงมาตรฐาน (Bentley Standard Audio), ระบบเครื่องเสียงเอกลักษณ์ของเบนท์ลีย์ (Bentley Signature Audio) และระบบเครื่องเสียงพิเศษจาก Naim (Naim for Bentley Premium Audio) โดยเครื่องเสียงชุดหลังนี้นับว่าเป็นเครื่องเสียงที่มีพละกำลังสูงสุดในรถระดับเดียวกันด้วยกำลังขับขนาด1,950 วัตต์ เชื่อมต่อกับลำโพง 18 ตัวและลำโพงเสียงแหลมพิเศษ super-tweeters สำหรับสร้างสรรค์รายละเอียดของเสียงในช่วงคลื่นความถี่สูงสุด

รูปทรงประดุจงานปฏิมากรรม, เส้นสายคมกริบ, สง่างามและภูมิฐาน

   โค้งซุ้มล้อ แก้มหน้าและฝากระโปรงหน้าของเบนเทย์ก้า แสดงออกถึงสมดุลยภาพระหว่างความสปอร์ตและความบึกบึนตามแบบฉบับของรถเอสยูวี  เส้นสายข้างตัวเสมือนมัดกล้าม รวมถึงบริเวณด้านท้ายแสดงความแข็งแกร่งจากทุกมุมมอง เครื่องหมายการค้าของเบนท์ลีย์ยังคงพบได้ในรถรุ่นนี้ นั้นคือกระจังหน้าขนาดใหญ่ลายรังผึ้งพร้อมตัวอักษร B ติดปีกซึ่งสามารถสะท้อนความทันสมัย กระฉับกระเฉง สง่าสงามของ เบนเทย์ก้า กระจังหน้าถูกขนาบด้วยไฟหน้า LED ทรงกลมสี่ดวง  ดวงไฟหน้าถูกฝังอยู่ในแก้มหน้า ซึ่งขึ้นรูปขึ้นมาเป็นชิ้นเดียวแบบไร้รอยต่อ พร้อมที่ฉีดน้ำล้างไฟหน้าที่ถูกฝังเป็นชิ้นเดียวกับไฟหน้าคู่นอก บ่งบอกถึงความใส่ใจในรายละเอียด

   เพื่อตอกย้ำความสามารถในการไปได้ทุกที่ของเบนเทย์ก้า  ทีมงานออกแบบของเบนท์ลีย์ได้ติดตั้งแผ่นกันกระแทกที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ อยู่ที่ส่วนล่างของกันชนหน้า ใต้ช่องระบายอากาศรูปปีกนก ในส่วนท้ายรถ  ภายในของไฟท้ายจะมีกราฟิกเรืองแสงเป็นรูปตัวอักษร B เพื่อที่จะบ่งบอกความเป็นเบนเทย์ก้าได้อย่างชัดเจนในยามค่ำคืน หลังคากระจกพาโนรามิคเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในเบนเทย์ก้า  พื้นที่กระจกมีมากถึงเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่หลังคารวมทั้งหมด  กระจกขนาด 1.35 ตารางเมตรแบ่งเป็นสองส่วน  ส่วนหน้าของกระจกสามารถกระดกและเลื่อนได้  พื้นที่กระจกสามารถปิดบังแสงได้จากแผงกันแดดไฟฟ้าครอบคลุมทั้งบาน ด้านข้างของหลังคากระจกทั้งสองข้างเป็นราวหลังคาอลูมิเนียมซึ่งชิ้นงานมีการตกแต่งสองส่วน คือฐานทำสีชิ้นงานเป็นสีดำเงา  ส่วนด้านบนเป็นสีเงินเงา ล้ออัลลอยใหม่ของเบนเทย์ก้าก็มีให้เลือกได้ตั้งแต่ล้อขนาด ถึง 21 นิ้ว

ห้องโดยสารที่ประณีตที่สุด  รังสรรค์ด้วยมือที่บ้านของเบนท์ลีย์ในเมืองครูว์

   เมื่อก้าวเข้าไปในเบนเทย์ก้า ท่านจะได้สัมผัสถึงที่สุดของความประณีตในอุตสาหรรมยานยนต์ของโลกด้วยงานไม้และหนังแท้ที่บรรจงประดิษฐ์ด้วยมือด้วยความละเอียด เพื่อนำมาซึ่งความสมบูรณ์แบบ ความใส่ใจในทุกรายละเอียดของโลหะ ไม้และหนังแท้ นับเป็นอัตลักษณ์ของความหรูหราตามแบบฉบับอังกฤษ  ซึ่งจะทำให้สำเร็จได้ด้วยทักษะอันยอดเยี่ยมของทีมงานที่ครูว์

   เบนเทย์ก้า สร้างมาตรฐานใหม่ทั้งในส่วนของความหรูหราและรายละเอียดของรอยต่อระหว่างชิ้นงานไม้และโลหะ  แผงคอนโซลนำเอาเอกลักษณ์รูปปีกของเบนท์ลีย์มาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบพร้อมด้วยการตกแต่งและผิวสัมผัสที่สวยงามพาดผ่านจากประตูสู่ประตู ทั้งส่วนด้านบนของแผงหน้าปัด  ด้านล่างของคอนโซลกลาง ไล่ไปจนถึงฝั่งผู้โดยสารด้านหน้าและที่วางเท้า แผ่นไม้ที่ได้รับการคัดเลือกลวดลายอย่างประณีตถูกนำมารังสรรค์เป็นพื้นผิวที่ดูงดงามและสง่างามทั่วทั้งห้องโดยสาร  จาก 15 ชิ้นงานไม้ผ่านการประดิษฐ์มาจากช่างฝีมือเยี่ยมของเบนท์ลีย์ซึ่งแผ่นไม้สามารถเลือกสรรจาก 7 ชนิด และนำมาตกแต่งอย่างเป็นเอกลักษณ์ของเบนท์ลีย์ด้วยความใส่ใจทุกรายละเอียด

   โลหะที่ผ่านการขัดเงาและประดิษฐ์ด้วยมือถูกนำมาประดับลงบนแผงหน้าปัด คอนโซลกลางและประตู  เอกลักษณ์ของเบนท์ลีย์ยังสามารถพบได้ทั้งในปุ่มปรับรูปแบบการขับขี่ หัวเกียร์ ปุ่มดึงต่างๆที่แสดงออกถึงรายละเอียดและความประณีต เบาะนั่งด้านหน้าถูกประดิษฐ์ด้วยมือในครูว์  สามารถปรับได้ 22 ทิศทางซึ่งรวมถึงการปรับการรองรับและการหนุนหลังช่วยให้ความสะดวกสบายและโอบอุ้มผู้ขับขี่ในทุกสถานการณ์  ความรู้สึกนุ่มสบายเช่นนี้ยังถูกเสริมเพิ่มเติมให้ดียิ่งขึ้นด้วยระบบนวด 6 โปรแกรม ระบบอุ่นเบาะและระบายอากาศ ไม่ว่าจะเป็นเบาะแบบสี่ที่นั่งหรือห้าที่นั่ง  เบาะหนังแท้ของเบนเทย์ก้าสามารถเลือกอุปกรณ์ตกแต่งรอยเย็บของเบาะนั่งแบบสีแตกต่างจากตัวเบาะ (contrast stitching) และการเดินลายเบาะรูปเพชร (quilted diamond design) ตรงเบาะบริเวณหัวใหล่และบั้นเอว เพื่อสะท้อนรูปแบบของการตัดเย็บเสื้อหนังล่าสัตว์ของชาวอังกฤษ ผู้เชี่ยวชาญของเบนท์ลีย์จะทำการเลือกหนังวัวคุณภาพเยี่ยม โดยหนังวัวทั้งหมดมีแหล่งกำเนิดมาจากทวีปยุโรปในเขตอาการหนาวเย็น ผ่านการตากแดดตามธรรมชาติและไม่มีการพิมพ์ลาย  ลูกค้าสามารถเลือกได้ 15 สี และการทำหนังสีสลับได้ 3 รูปแบบ และสีเดียวอีก 1 รูปแบบ รูปแบบเบาะที่นั่งแบบสี่ที่นั่งบ่งบอกถึงการออกแบบ ความสะดวกสบาย และความหรูหรา  เบาะนั่งแถวหลังแบบแยก 2 ที่นั่งสามารถปรับได้ 18 ทิศทาง พร้อมทั้งระบบนวด ระบบระบายอากาศ และที่พักเท้า  บริเวณคอนโซลด้านหลังหุ้มหนังแท้พร้อมลายไม้ นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์อื่นๆเช่น ที่วางแก้วน้ำ ที่เก็บของและช่อง USB ที่สามารถชาร์จไฟได้

   ความรู้สึกโปร่งสบายในห้องโดยสารยังถูกเสริมด้วยแผ่นปิดด้านหลังเพื่อแบ่งพื้นที่ภายในห้องโดยสารกับที่เก็บสัมภาระออกจากกัน  ห้องโดยสารด้านหลังยังสามารถประดับลายเพชรบนเบาะและยังสามารถติดตั้งระบบเก็บอุปกรณ์ต่างๆเกิดเป็นมาตรฐานใหม่ในห้องโดยสารด้านหลังของกลุ่มรถยนต์เอสยูวี หลังคาพาโนรามิคที่มีความยาวเต็มพร้อมด้วยวัสดุซับเสียงยังสามารถทำให้แสงแดดรำไรตกลงบนพื้นผิวของวัสดุในห้องโดยสารสะท้อนให้เห็นรายละเอียดของชิ้นงานได้เป็นอย่างดี เมื่อเปิดท้ายรถโดยไม่ต้องใช้มือสัมผัส นอกจากจะได้พบกับพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่แล้ว  ยังพบกับอุปกรณ์พิเศษของเบนท์ลีย์อีกหนึ่งสิ่งคือ เบาะในพื้นที่สัมภาระที่พับเก็บได้ ที่ออกแบบมาสำหรับผู้ที่หลงใหลในกิจกรรมกลางแจ้งหรือชื่นชมธรรมชาติ นวัตกรรมเบาะพับได้หุ้มหนังแท้ถูกประดิษฐ์ได้สอดคล้องกับเบาะที่นั่งในห้องโดยสารและยังผสมผสานเข้ากับเบาะนั่งหลังของรถได้อย่างไร้รอยต่อ

เครื่องยนต์ W12 ใหม่ – ประสิทธิภาพพร้อมพละกำลังและแรงบิดมหาศาล

   หัวใจของเบนเทย์ก้าคือเครื่องยนต์ใหม่ที่ผลิตจากโรงงานในเมืองครูว์ แบบ W12 TSI ขนาด 6.0 ลิตร เทอร์โบคู่ นับเป็นเครื่องยนต์ 12 สูบที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาก  สร้างแรงม้าได้ถึง 608 แรงม้า (600 bhp / 447 กิโลวัตต์) ที่ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิด 900 นิวตันเมตร (663 ฟุตปอนด์) ที่รอบความเร็ว 1,350 รอบต่อนาที จนถึง 4,500 รอบต่อนาที  พละกำลังของเครื่องอันมหาศาลนี้ส่งผลให้ตัวเลขด้านสมรรถนะออกมาน่าประทับใจด้วยเช่นกัน

   เครื่องยนต์ W12 ใหม่นี้ใช้ระบบหัวฉีดสองรูปแบบทั้งระบบฉีดตรงและระบบฉีดไม่ตรง (direct and indirect fuel injection) โดยการปรับเปลี่ยนการทำงานของหัวฉีดเป็นไปอย่างอัตโนมัติ เพื่อให้เกิดทั้งความนุ่มนวล  มลพิษที่น้อยลง และพละกำลังแรงบิดได้มาก ด้วยอัตราการปล่อย CO2 ที่ 296 กรัม/กม. ซึ่งอัตราดังกล่าวสามารถบรรลุได้ด้วยระบบขนาดความจุเครื่องยนต์แบบแปรผัน (Variable Displacement system) ซึ่งทำงานโดยการปิดการทำงานของเครื่องยนต์ครึ่งหนึ่งภายใต้สถานการณ์ที่กำหนด  ระบบวาล์วไอดีและไอเสีย หัวฉีด และระบบจุดระเบิดจะหยุดการทำงานในสูบที่กำหนดทำให้เครื่องยนต์ทำงานเพียง 6 สูบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ เครื่องยนต์ถูกจับคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ระบบส่งกำลังและระบบขับเคลื่อนสี่ล้อได้ถูกพัฒนาให้มีความแข็งแรงขึ้นเพื่อตอบสนองต่อแรงบิดอันมหาศาลในการขับขี่ออฟโรด

   ระบบเทคโนโลยีดับเครื่องเมื่อรถหยุด (Start-Stop) ของเบนเทย์ก้าได้รับการพัฒนาให้เหนือขึ้นไปอีกซึ่งรถยนต์สามารถแล่นไปได้โดยซึ่งเครื่องยนต์จะถูกพักการทำงานไม่เฉพาะเวลาที่รถหยุดแต่จะหยุดการทำงานเมื่อรถ ‘ใกล้จะหยุด’ โดยไม่ต้องหยุดสนิท ในเกียร์ที่ 5 ถึง 8 เมื่อผู้ขับขี่ถอนคันเร่ง (อาทิเช่นขับอยู่บนทางด่วน) รถยนต์จะเปิดการทำงาน ทอร์ค คอนเวอร์เตอร์ (torque converter) ลดการทำงานของเครื่องยนต์ให้ไปอยู่ในรอบเดินเบาและรถก็จะสามารถ “แล่น” ต่อไปได้  เมื่อคันเร่งถูกใช้งานอีกครั้งหรือรถยนต์กำลังเข้าสู่ทางลาดลงและอัตราความเร็วของรถเพิ่มขึ้น  ระบบส่งกำลังก็จะกลับมาทำงานอีกครั้ง เครื่องยนต์ W12 ใหม่มีประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น 10.4% เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์รุ่นเดิม  เบนเทย์ก้าจะมีเครื่องยนต์ดีเซลและเครื่องยนต์ไฮบริดในอนาคตต่อไป

ความหรูหราพร้อมกับความสามารถในการเดินทางไปได้ทุกที่

   กระบวนการพัฒนารถยนต์เบนเทย์ก้านับได้ว่าเป็นโปรแกรมที่ยากที่สุดในประวิติศาสตร์ของเบนท์ลีย์ ครอบคลุมการทดสอบใน 5 ทวีป จากทางฝุ่นและกรวดในแอฟริกาใต้ ไปยังทะเลทรายในดูไบ  ต่อไปถึงทุ่งโคลนในชีไชร์ (Cheshire) และจากอากาศ  -30°C ในขั้วโลกเหนือ ไปยังอากาศร้อน 50°C ในทะเลทราย  เบนเทย์ก้าได้แสดงสมรรถนะในทุกๆพื้นผิวและสภาพอากาศ และยังได้โลดแล่นในสนามส่วนเหนือของเนอร์เบิร์กริง (Nürburgring Nordschleife circuit) มากว่า 400 รอบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของแชสซีและการปรับแต่งการบังคับควบคุมต่างๆรวมถึง ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว  เอกลักษณ์ของสนามส่วนเหนือนี้คือมีการเปลี่ยนระดับความสูงอันหลากหลาย  การเกาะพื้นผิวของถนนหลากหลายรูปแบบ  การเข้าโค้งด้วยความเร็วที่หลากหลาย ทำให้สนามนี้เป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดในการพัฒนารถยนต์เอสยูวีที่เร็วที่สุดและมีพละกำลังระดับสูงมาก

   เบนเทย์ก้ายังได้แนะนำระบบ Bentley Dynamic Ride ซึ่งนับเป็นระบบป้องกันการโคลงตัวของตัวรถด้วยไฟฟ้า ครั้งแรกของโลก  ระบบนี้ได้รับการพัฒนาต่อมาจากรถขนาดใหญ่ที่มีจุดศูนย์ถ่วงสูง ระบบนี้จะช่วยจะปรับการทำงานของรถให้สัมพันธ์กับแรงกระทำทางด้านข้าง เพื่อให้ล้อสัมผัสกับพื้นให้ได้มากที่สุดในเวลาเข้าโค้ง อันจะนำมาซึ่งเสถียรสภาพของห้องโดยสาร  ความนุ่มนวลสะดวกสบายและการบังคับควบคุม

   ขณะที่เหล็กกันโคลงปกติจะช่วยในการควบคุมการโคลงตัวแต่ความนุ่มนวลจะถูกลดลง ระบบของเบนท์ลีย์ที่สามารถปรับและตอบสนองกับสถานการณ์ต่างๆได้จะช่วยให้เบนเทย์ก้าสามารถนำเสนอความคล่องตัวและความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสารทุกท่านในทุกช่วงเวลา  การใช้ระบบไฟ 48V ทำให้การทำงานมีความเงียบ ตอบสนองฉับไวและมีพละกำลังเพียงพอในการรองรับกับถนนในทุกพื้นผิว เบนเทย์ก้าได้รับการติดตั้งระบบพวงมาลัยผ่อนแรงไฟฟ้า (Electric Power-Assisted Steering -EPAS) ระบบใหม่นี้ช่วยเพิ่มการตอบสนองให้กับผู้ขับขี่ แต่ลดการสั่นสะเทือนของพวงมาลัยมาสู่ผู้ขับขี่เมื่อขับทั้งบนถนนและออฟโรด   ระบบ EPAS ยังประกอบไปด้วยอัตราทดพวงมาลัยแปรผันซึ่งทำให้การหมุนพวงมาลัยทำได้อย่างเบามือและรวดเร็วในขณะที่รถเคลื่อนตัวช้าๆและจะลดความไวของการตอบสนองลงเพื่อทำให้รถมีเสถียรภาพในการขับขี่ด้วยความเร็วสูง

   เบนเทย์ก้านำเสนอความนุ่มนวลในการขับขี่ระดับเยี่ยมยอด การบังคับควบคุมที่ให้ความรู้สึกดีเยี่ยม ซึ่งมีผลมาจากแชสซีย์ที่ดีและระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (Electronic Stability Control -ESC) นอกจากนั้นเบนเทย์ก้ายังได้รับการติดตั้งระบบควบคุมการเกาะถนน (Traction Control -TCS) และระบบควบคุมการขับลงเขา (Hill Descent Control -HDC) ระบบ HDC จะทำการคำนวณความเร็วของรถและความลาดชันและปรับความเร็วอัตโนมัติซึ่งทำให้ผู้ขับขี่สามารถใช้สมาธิไปกับการหักหลบสิ่งกีดขวางให้ได้มากที่สุด  ระบบนี้สามารถตั้งความเร็วล่วงหน้าได้ตั้งแต่ความเร็วระหว่าง 2 ถึง 30 กม./ชม. และทำงานบนความลาดชันที่มากกว่าห้าเปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับเบนท์ลีย์ทุกรุ่น  เบนเทย์ก้ามาพร้อมกับระบบช่วงล่างถุงลมปรับระดับ ผู้ขับขี่เบนเทย์ก้าสามารถเลือกรูปแบบการขับขี่ได้ 4 รูปแบบ: High 2High 1 , Normal และ Low ในรูปแบบ High 2 ผู้ขับขี่สามารถเลือกเองได้เพื่อใช้งานในสภาพถนนที่ทุรกันดาร  ลูกค้ายังสามารถที่จะเลือกปรับลดระดับท้ายรถเพื่อให้ง่ายต่อการยกของขึ้นและการติดตั้งหัวลาก โดยกดปุ่มที่อยู่ในท้ายรถ

รายละเอียดทางเทคนิค

   Bentley Motors เป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตยานยนต์ระดับสูงแห่งหนึ่งของโลก มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมือง Crewe ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับ การออกแบบ วิจัยพัฒนา และ สร้างสรรค์วิศวกรรมยานยนต์ เพื่อผลิตรถยนต์ Bentley ทั้งสี่รุ่น ได้แก่ Continental, Flying Spur, Bentayga และ Mulsanne ทั้งหมดนี้ล้วนได้รับการสร้างขึ้นจากการผสมผสานของ งานฝีมืออันประณีตบรรจง ได้รับการสืบทอดทักษะจากรุ่นสู่รุ่น เข้าด้วยกันกับเทคโนโลยีวิศวกรรมยานยนต์อันล้ำหน้า ก่อกำเนิด Bentley รถยนต์หรูสายพันธุ์อังกฤษ สะท้อนภาพลักษณ์แห่งความล้ำค่า จากสายการผลิตที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจของทุกคนที่ Crewe กว่า 4,000 ชีวิต

 
 

Page 1 of 14

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )