Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS THAILAND

NEW CARS THAILAND : New Volvo S90 Inscription 2019 นิยามใหม่แห่งความหรูหราสไตล์สแกนดิเนเวียนขนานแท้ มอบการขับขี่ที่ผ่อนคลายด้วยระบบถุงลมกันสะเทือน 4 ทิศทาง พร้อมเครื่องยนต์ T8 Twin Engine AWD Plug-In Hybrid 407 แรงม้าที่เร็วแรงเร้าใจ

Wednesday, 13 February 2019 17:46

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   วอลโว่แบรนด์รถยนต์หรูระดับโลก ภูมิใจนำเสนอNew 2019 Volvo S90 Inscription สุดยอดยานยนต์ที่มอบประสบการณ์การเดินทางที่สมบูรณ์แบบด้วยด้วยเทคโนโลยีสุดไฮเทคที่มีเฉพาะในตระกูล S90พร้อมประสิทธิภาพการทำงานชั้นเลิศ  การตกแต่งห้องโดยสารที่สวยงามภูมิฐาน และสัมผัสแห่งความกลมกลืนละเมียดละไมในทุกรายละเอียด สะท้อนแนวคิด “Crafted to Impress”สร้างนิยามใหม่ของเอ็กเซ็กคิวทีฟซีดานในแบบฉบับสแกนดิเนเวียนขนานแท้ เพื่อประสบการณ์การเดินทางระดับสูงเสมือนการผ่อนคลายในโอเอซิสแห่งความรื่นรมย์ตลอดเส้นทาง

   เครื่องยนต์T8 Twin Engine AWD มอบกำลังเครื่องแรงเต็มพิกัด แถมประหยัดเชื้อเพลิงสูงสุดที่ 1.8 ลิตร/100 กิโลเมตร ด้วยเทคโนโลยีขับเคลื่อนไฟฟ้า Electric All Wheel Drive ที่ผสานพลังจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน 10.4-kWhและระบบส่งกำลัง AT 8-speed Transmissionทำให้ขับเคลื่อนได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย พร้อมมอบแรงบิดสุดเร้าใจที่ 640 นิวตันเมตร

   ระบบถุงลมกันสะเทือน 4 ทิศทาง Four-C Air Suspension ทำหน้าที่ปรับแต่งค่าต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับโหมดการขับขี่ที่เลือก โดยในโหมดการขับขี่ Hybrid หรือAWDระบบถุงลมกันสะเทือน Four-Cจะถูกตั้งค่าการทำงานให้มอบความนุ่มสบายในการขับขี่สูงสุด หากเลือกโหมด Pure หรือPowerระบบถุงลม Four-Cจะถูกปรับให้มีการทำงานที่มอบสัมผัสของการขับขี่แนวสปอร์ตมากยิ่งขึ้น

   New 2019Volvo S90รุ่นเครื่องยนต์S90 T8 Twin Engine Inscription ยังนำเสนอความโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีและการตกแต่งขั้นสูงอีกมากมาย อาทิ

·         เบาะหุ้มหนังแบบPerforated Nappa Leather

·         เบาะหน้าระบบระบายความร้อน

·         ล้ออัลลอยแบบDiamond-cut19 นิ้ว

·         กล้องแบบ 360° มอบทัศนียภาพมุมสูงให้ผู้ขับมองเห็นได้รอบทิศทาง

·         ระบบเสียงพรีเมียมจากแบรนด์Bowers & Wilkins

นักขับสามารถเลือกเป็นเจ้าของ New 2019 Volvo S90 จากรุ่นเครื่องยนต์ต่าง ๆดังนี้

·         T8 Twin Engine AWD Inscription                               3,790,000 บาท

·         T8 Twin Engine AWD R-Design                                  3,590,000บาท

·         T8 Twin Engine AWD Momentum                               3,290,000บาท

·         D4 Momentum                                                              3,190,000บาท

  วอลโว่ยังนำเสนอบริการซ่อมบำรุงรูปแบบใหม่ ด้วยการเพิ่มระยะเวลาประกันสองเท่าจากเดิม 5 ปี นานเป็น 10 ปี* เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางที่อุ่นใจและผ่อนคลายสูงสุดแก่ลูกค้าวอลโว่ ตอกย้ำแนวคิดการขับขี่อย่างปลอดภัยและให้ความสำคัญกับชีวิตผู้คนเป็นอันดับแรก เพื่อให้ลูกค้าวอลโว่เพลิดเพลินกับการเดินทางในสุดยอดยานยนต์ของวอลโว่

   ไม่ว่าคุณจะขับขี่รถยนต์วอลโว่รุ่นใด เราพร้อมเคียงข้างคุณในทุกเส้นทาง...

เงื่อนไขบริการ:

* บริการซ่อมบำรุง 10 ปี/ 100,000 กม. เป็นส่วนหนึ่งของแพ็คเกจVolvo Premium Service Package (VPSP) ซึ่งรวมถึง:

- แพ็กเกจบริการซ่อมบำรุงระดับพรีเมี่ยมของวอลโว่นาน 10 ปี หรือ 100,000 กม.

- ประกันวอลโว่ (Volvo Warranty) นาน 5 ปี หรือ 150,000 กม.  

- บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี

   สอบถามข้อมูลรถยนต์รุ่นปี 2019 ทั้งหมดได้ที่ผู้แทนจำหน่ายวอลโว่ใกล้บ้าน หรือดูรายละเอียดที่เว็บไซต์ https://www.volvocars.com/en-th

 
 

NEW CARS THAILAND : นิสสัน เปิดตัว เอ็กซ์เทรล ใหม่ รถยนต์เอสยูวีที่ขายดีที่สุดในโลก ผสานความหรูหรา เทคโนโลยี และฟังก์ชั่นด้านความปลอดภัยครบครัน สร้างประสบการณ์ใหม่ในการขับขี่

Monday, 04 February 2019 19:08

 

 

 

 

 

 

 

 

 

+นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทยเปิดตัว  เอ็กซ์เทรล ใหม่ รถยนต์เอสยูวีที่ขายดีที่สุดในโลก เอ็กซ์เทรล ใหม่ เปิดตัวพร้อมกันทั้งในรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน และแบบไฮบริดรายแรกในกลุ่มเอสยูวีระดับเดียวกันในประเทศไทย เอ็กซ์เทรล ใหม่ เพิ่มฟังก์ชั่นมากมาย เพื่อตอบสนองวิถีชีวิตคนเมือง เช่น ระบบเปิด-ปิด ประตูท้ายอัตโนมัติแบบระบบแฮนด์ฟรี ให้ความสะดวกสำหรับทุกการเดินทาง ทั้งการบรรทุกของหรือการทำกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ แม้กระทั่งการท่องเที่ยวที่ต้องพกอุปกรณ์ และกระเป๋าเดินทางหลายๆ ชิ้น  นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนระบบเครื่องเสียงที่ให้ความบันเทิงรุ่นใหม่แบบ A-IVI เพื่อเพิ่มความหรูหราและตอบสนองกับสไตล์ของลูกค้ามากยิ่งขึ้น

   สำหรับรูปโฉมภายนอก มีการเพิ่มสีตัวถังใหม่ สปอยเลอร์หลัง รางหลังคา และพานอรามิกซันรูฟอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเอ็กซ์เทรล ที่ให้ผู้โดยสารมีความเพลิดเพลินจากบรรยากาศภายนอกได้มากกว่าผ่านกระจกขนาดใหญ่

   “การเปิดตัวของเอ็กซ์เทรล ใหม่นี้ เป็นการย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าชาวไทย และสอดคล้องกับแผนระยะกลางของบริษัทในภาพรวมอย่าง M.O.V.E. 2022 ที่ต้องการนำเสนอรถยนต์ที่เหมาะสมกับแต่ละตลาดเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม รวมไปถึงการพัฒนาทักษะของพนักงานในประเทศไทยและในภูมิภาค ตามนโยบายแผนพัฒนาประเทศไทยแบบ 4.0 ของภาครัฐอีกด้วย” อันตวน บาร์เตส ประธาน นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าว

   โดยในปี พ.ศ. 2561ที่ผ่านมานิสสันได้ทำการเปิดตัวรถยนต์นิสสัน จีทีอาร์ ซุปเปอร์สปอร์ตคาร์ นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ เอสยูวีอัจฉริยะแบบตัวถังบนแชสซีส์ที่พัฒนา และมีฐานการผลิตในประเทศไทยเพื่อส่งออกสู่ตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นิสสัน เทียน่า ใหม่         ยนตรกรรมซีดานสุดหรู และล่าสุดกับการประกาศราคาอย่างเป็นทางการของนิสสัน ลีฟ ใหม่ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100%ไร้มลพิษ ที่ขายดีที่สุดในโลกและพร้อมส่งมอบในปลายเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ ซึ่งรถยนต์ทั้งหมดดังกล่าวนี้ได้ถูกแนะนำสู่ตลาดก่อนการเปิดตัวเอ็กซ์เทรลในครั้งนี้ มร. บาร์เตส กล่าวเสริม

   จากการสำรวจยอดขายรถยนต์ของจาโต ไดนามิกส์ (JATO Dynamics) บริษัทจัดทำข้อมูลยานยนต์ระดับโลกระบุว่า นิสสัน เอ็กซ์เทรล เป็นรถเอสยูวีที่มียอดขายสูงสุดในโลกประจำปีพ.ศ. 2560มียอดขายกว่า 810,000 คัน เพิ่มขึ้นถึง 6.25 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อนหน้า และยังเป็นรถยนต์รุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกเป็นอันดับที่สี่ ในปีเดียวกันอีกด้วย

   “ในฐานะที่เป็นบริษัทระดับโลก เราภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่รถยนต์เอนกประสงค์ของเราได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก นิสสันมีความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตและการขับขี่ของผู้คน ผ่านเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ หรือ     นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ (Nissan Intelligent Mobility) ด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการเปลี่ยนวิธีการขับเคลื่อน การขับขี่ รวมไปถึงการเดินทางที่ผสมผสานเข้ากับสังคม” มร. บาร์เตสกล่าวเสริ

   8 ฟังก์ชั่นอัจฉริยะในนิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ ในเอ็กซ์เทรล ใหม่ จะสร้างนิยามการขับขี่อัจฉริยะ ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยชั้นสูงด้วย เทคโนโลยีควบคุมความเร็วอัตโนมัติอัจฉริยะ Intelligent Cruise Control (ICC)เทคโนโลยีตรวจจับวัตถุด้านหลังรถขณะถอย Rear Cross Traffic Alert (RCTA)เทคโนโลยีช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้าอัจฉริยะ Forward Collision Warning (FCW) เทคโนโลยีเบรคฉุกเฉินอัจฉริยะ Intelligent Emergency Braking (FEB)เทคโนโลยีเตือนจุดอับสายตา Blind Spot Warning (BSW) เทคโนโลยีเตือนเมื่อรถออกนอกเส้นทาง Lane Departure Warning (LDW) และเทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง Intelligent Around View Monitor (IAVM) ที่มาพร้อมเทคโนโลยีตรวจจับ และส่งสัญญาณเตือนวัตถุ และบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน หรือ Moving Object Detection (MOD) ซึ่งให้มุมมองรอบตัว 360 องศาของเอ็กซ์เทรลจากกล้องสี่ตัวที่ติดตั้งอยู่รอบตัวรถ

   “การผสมผสานระหว่างความแข็งแกร่ง และความอเนกประสงค์จะช่วยสร้างอิสรภาพให้ลูกค้าชาวไทยได้ออกไปท่องเที่ยวในช่วงสุดสัปดาห์ หรือการวางแผนการท่องเที่ยวในระยะเวลาที่นานขึ้น พร้อมไปกับการเดินทางที่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางท่องเที่ยวคนเดียวหรือไปเป็นครอบครัว ก็ทำได้อย่างสะดวกสบายและมีสไตล์” นาง สุรีทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี รองประธาน สายงานการตลาด นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทยกล่าวเสริม “นี่เป็นยานพาหนะที่เหมาะกับการใช้งาน ทั้งในเมือง ชานเมือง และในต่างจังหวัด”

   เอ็กซ์เทรล ใหม่ มีเครื่องยนต์ให้เลือกสองรูปแบบ ได้แก่ เครื่องยนต์เบนซิน 2.5ลิตร ที่ให้กำลัง 171 แรงม้า และแรงบิด 233 นิวตันเมตร และ เครื่องยนต์เบนซิน 2.0ลิตรแบบไฮบริด ที่ให้กำลัง 144แรงม้า และมีแรงบิด 200 นิวตันเมตร พร้อมเสริมกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 41 แรงม้ารวมถึงแรงบิดที่ 160 นิวตันเมตร

   เอ็กซ์เทรลใหม่มาพร้อมรูปลักษณ์ที่แข็งแกร่งและมีความคล่องแคล่วมากกว่าเดิม ด้วยการปรับเปลี่ยนการออกแบบภายนอกใหม่ ตั้งแต่ด้านหน้ากับกระจังหน้าแบบ “V-Motion” อันเป็นสัญลักษณ์ของนิสสัน พร้อมทั้งไฟตัดหมอก กันชน และไฟ LEDDaytime Running Lightsดีไซน์ใหม่ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มกันชนหลังใหม่ โค้งรับกับไฟท้ายแบบ LED ทรงบูมเมอแรงเข้ากันอีกด้วย มือจับประตูแบบโครมเมียม พร้อมล้ออัลลอยใหม่ขนาด 19 นิ้ว สำหรับรุ่นเครื่องยต์ 2.5VL 4WDเสริมให้เอ็กซ์เทรลรุ่นใหม่นี้ดูโดดเด่นและหรูหรามากยิ่งขึ้น

   เอ็กซ์เทรลใหม่ จะมาพร้อมสีภายนอก 6 สีให้เลือก ได้แก่ สีแดง เรเดี้ยนเรด, สีดำ แบล็คสตาร์, สีขาว สตอร์มไวท์, สีเงิน บริลเลี่ยนซิลเวอร์,สีเทา ดีพไอริสเกรย์ และสีใหม่ ส้ม โมนาร์ช

   สำหรับราคาเริ่มต้นของนิสสัน เอ็กซ์เทรล ใหม่ เริ่มตั้งแต่ 1,350,000 บาท สำหรับรุ่นเครื่อง 2.5 ลิตร (2.5S 2WD)และ 1,537,000 บาทสำหรับเครื่องไฮบริด 2.0 ลิตร (2.0V 4WD HYBRID)

    ผู้สนใจสามารถทดลองขับรถยนต์นิสสันเอ็กซ์เทรล ใหม่ ได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการนิสสันที่มีกว่า 180 แห่งใน 77 จังหวัดทั่วประเทศไทย หรือสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นิสสันคอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-401-9600 หรือเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์ www.nissan.co.th

 
 

NEW CARS THAILAND : โตโยต้า แนะนำ Toyota C-HR รุ่นปรับปรุงใหม่ เพิ่มสีขาวมุกหลังคาดำและดีไซน์ล้ออัลลอยใหม่

Tuesday, 05 February 2019 17:13

 

 

 

 

 

 

 

 

   นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำซับคอมแพคเอสยูวียอดนิยม Toyota C-HR รุ่นปรับปรุงใหม่  ที่เพิ่มทางเลือกให้หลากหลายด้วย สีขาวมุกหลังคาดำ พร้อมดีไซน์ล้ออัลลอยใหม่ ขนาด 17 นิ้ว เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำซับคอมแพคเอสยูวี Toyota C-HRรุ่นปรับปรุงใหม่ เพื่อตอบแทนลูกค้าทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจ จนได้รับความนิยมและผลตอบรับเป็นอย่างดีทำให้มียอดขายสะสมตั้งแต่เปิดตัวในเดือนมีนาคม จนถึงเดือนธันวาคม 2561 รวมทั้งสิ้น 15,930* คันถือเป็นยอดขายสูงสุดของ รถซับคอมแพคเอสยูวีในประเทศไทย นอกจากผลการตอบรับที่ดีจากลูกค้าแล้วนั้น Toyota C-HR  ยังได้รับการโหวตอย่างเป็นเอกฉันท์จากสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (Thailand Automotive Journalists Association หรือ TAJA) ให้ได้รับรางวัล “รถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2561” โดยผ่านการพิจารณาภายใต้หัวข้อ ด้านการออกแบบ ด้านสมรรถนะการขับขี่ ด้านความปลอดภัย ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก นวัตกรรมเทคโนโลยี ความคุ้มค่า รวมไปถึงการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  ยิ่งไปกว่านั้นยังถือเป็น รถซับคอมแพคเอสยูวีรุ่นแรกและรุ่นเดียวในประเทศไทย ที่ได้รับรางวัลการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5ดาวจากการทดสอบการชนรถใหม่ในอาเซียน หรืออาเซียน เอ็นแคป (ASEAN NCAP)** ภายใต้การประเมินผลแบบใหม่สำหรับปีพ.ศ. 2560  – 2563อีกด้วย

   สำหรับ Toyota C-HR รุ่นปรับปรุงใหม่ ภายใต้แนวคิด “This is New Belief…มากกว่าทุกอย่างที่เคยเชื่อ” ได้เพิ่มทางเลือกคือ “สีขาวมุกหลังคาดำ พร้อมปรับเปลี่ยนดีไซน์ล้ออัลลอยใหม่ขนาด 17 นิ้วและปรับวัสดุ    หุ้มเบาะมาตรฐานเป็นเบาะหนังในทุกรุ่น”สำหรับสมรรถนะการขับขี่ Toyota C-HR ยังคงสร้างประสบการณ์ใหม่ด้วยการรวมเทคโนโลยีอันเป็นที่สุดของโตโยต้า เริ่มต้นจาก สถาปัตยกรรมยานยนต์ใหม่(Toyota New Global Architecture) ที่ออกแบบให้มี จุดศูนย์ถ่วงต่ำ ประกอบกับโครงสร้างตัวถังที่แข็งแกร่ง ทำให้ควบคุมการขับขี่ได้ดั่งใจ และช่วงล่างหลังอิสระ Double Wishbone Suspension ให้ความมั่นใจ คล่องตัว และนุ่มนวลในทุกการขับขี่ รวมทั้งการออกแบบห้องโดยสาร  ให้มีทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยม ส่งผลให้ทุกองค์ประกอบเกิดประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด นอกจากนี้ยังเพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีที่เป็นมาตรฐานโตโยต้าระดับโลก ได้แก่ ระบบไฮบริดเจนเนอเรชั่นที่ 4(4th Generation Hybrid) ที่ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันสูงสุด มาตรฐานความปลอดภัยใหม่ระดับโลกของรถโตโยต้า (Toyota Safety Sense)ให้ความมั่นใจในทุกการเดินทาง และระบบที่เชื่อมต่อรถและผู้ใช้รถให้เป็นหนึ่งเดียว (Toyota T-Connect Telematics)

พิเศษสุดกับกิจกรรมทดลองใช้รถ Toyota C-HR ฟรี 7 วัน

   เพื่อสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าของToyota C-HR กับการรวมเทคโนโลยีที่เป็นมาตรฐานระดับโลก ซึ่งสามารถตอบรับกับไลฟ์สไตล์ในแบบตัวคุณเองได้อย่างลงตัว บริษัทฯ จึงจัดกิจกรรมสุดพิเศษรับ Toyota C-HRไปทดลองขับและใช้งานจริง ฟรี 7 วันสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ผู้แทนจำหน่ายฯ ที่ร่วมโครงการทั่วประเทศ และศูนย์ขับทดสอบรถยนต์ Toyota Driving Experience Park (บางนา กม.3)โดยผู้ร่วมกิจกรรมมีสิทธิ์ร่วมลุ้นรับ  C-HR I ADIDAS BACKPACK JAPAN LIMITED EDITION  มูลค่า 4,200บาท จำนวน 30  รางวัล อีกด้วย

   ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อจองสิทธิ์ทดลองขับได้ที่ เว็บไซต์ www.toyota.co.th/c-hrได้ตั้งแต่วันที่  8กุมภาพันธ์  -  26เมษายน 2562สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ call center  02-305-6767ในวันและเวลาทำการจันทร์ -ศุกร์ 08:00 – 17:00 น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์

เลือกเป็นเจ้าของ TOYOTA C-HR 4 รุ่น 

Ž1.8 Entry                                  ราคา    979,000 บาท***

Ž1.8 Mid                                     ราคา    1,039,000 บาท***

ŽHV Mid                                     ราคา    1,069,000 บาท***

ŽHV Hi                                       ราคา    1,159,000 บาท***

***ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน รวมราคาเครื่องปรับอากาศและภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว

7 สี สำหรับเครื่องยนต์ไฮบริด

 (Premium Red/Black Roof, Blue Metallic/Black Roof, Radiant Green Metallic/Black Roof,

White Pearl Crystal/ Black Roof,White Pearl Crystal, Metal Stream Metallic, Attitude Black Mica)

และ 4 สี สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน

(White Pearl Crystal/ Black Roof, White Pearl Crystal, Metal Stream Metallic, Attitude Black Mica) 

- เครื่องยนต์ไฮบริด สำหรับสีพิเศษได้แก่ Premium Red, Blue Metallic และ Radiant Green Metallic พร้อมหลังคาสีดำ และ                    

  สี White Pearl Crystal เพิ่ม 10,000 บาท

- สีWhite Pearl Crystal พร้อมหลังคาสีดำเพิ่ม 15,000 บาท

   สัมผัส Toyota C-HR รุ่นปรับปรุงใหม่ ที่ศูนย์ขับทดสอบรถยนต์ Toyota Driving Experience Park (บางนา กม.3) และโชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ

ติดตามข้อมูลข่าวสาร ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์และกิจกรรมการตลาดเพิ่มเติมได้ที่

www.toyota.co.th

Facebook:Toyota Motor Thailand

LINE ID: @ToyotaThailand

 
 

NEW CARS THAILAND : ซูซูกิ สร้างปรากฏการณ์ Way of Life! ครั้งใหม่ ส่ง All New Suzuki ERTIGA รถยนต์ 7 ที่นั่ง เขย่าตลาดประเทศไทย “Unlock Your Life…ปลดล็อกอีกด้านของชีวิต” สนองทุกไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของคุณ

Wednesday, 06 February 2019 19:59

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย)จำกัด สร้างปรากฏการณ์ Way of Life! ครั้งใหม่ เปิดตัว All New Suzuki ERTIGA อย่างเป็นทางการ ในประเทศไทย เขย่าตลาดรถยนต์อย่างร้อนระอุ นำเสนอดีไซน์และฟังก์ชั่นที่มุ่งตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของกลุ่มเป้าหมาย ชูจุดเด่นการเป็นรถยนต์ 7 ที่นั่ง ที่มอบสมรรถนะ  การขับขี่ที่ทรงพลังและความปลอดภัย พร้อมที่จะนำคุณ Unlock Your Life ปลดล็อกอีกด้าน ของชีวิต ทะยานสู่เส้นทางที่สนุกเร้าใจยิ่งกว่า คาดสิ้นปี มียอดขายทะลุ 2,500 คัน

   นายมิโนรุ อามาโนะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย)จำกัด เปิดเผยว่า “ซูซูกิ เดินหน้าตอกย้ำปรัชญาของแบรนด์ Suzuki…Way of Life! ด้วยการพัฒนายานยนต์ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพรุ่นใหม่ๆ เพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรถยนต์แต่ละรุ่นสามารถสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญให้เกิดขึ้นในแวดวงยานยนต์ระดับโลก โดยเฉพาะความโดดเด่น  ของเทคโนโลยี เครื่องยนต์ ตลอดจนแพลตฟอร์มใหม่ที่ช่วยยกระดับยนตรกรรมขึ้นไปอีกขั้น อาทิ เทคโนโลยีหัวฉีดคู่ DUALJET และแพลตฟอร์มใหม่ HEARTECT ซึ่งนับเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของซูซูกิที่ช่วยเพิ่ม    ทั้งสมรรถนะและความปลอดภัย  สิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญและผลักดันให้ซูซูกิทั่วโลกมีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ในปีที่ผ่านมา ซูซูกิสามารถสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องที่ 5% ทั่วโลก   และในประเทศไทย ซูซูกิสามารถส่งมอบรถยนต์ให้กับลูกค้าได้ถึง 28,500คัน เพิ่มขึ้น 14% เมื่อเปรียบเทียบกับปี พ.ศ. 2560

   Suzuki ERTIGA เจนเนอร์เรชั่นแรกที่ได้เปิดตัวเมื่อปี พ.ศ. 2555 คืออีกหนึ่งความสำเร็จที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของซูซูกิในการนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ ที่ได้รับการยอมรับ และสามารถสร้างยอดขายสะสมจนถึงปัจจุบันได้กว่า 732,000 คันทั่วโลก  และ Suzuki ERTIGA เจนเนอเรชั่นที่ 2 ถือเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับ ERTIGA ให้ก้าวล้ำไปกว่าเดิม  เราพร้อมนำเสนอรถยนต์ 7 ที่นั่งคันนี้ และเราได้ Repositioning ควบคู่ไปกับการดำเนินกลยุทธ์ด้านการตลาดตามแผนปี พ.ศ. 2562  เพื่อให้รถยนต์รุ่นใหม่ของเราเป็นที่ยอมรับและดึงดูดความสนใจของกลุ่มลูกค้า ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่กำลังสร้างอนาคตของตัวเองร่วมกับคนใกล้ตัว  และเรามั่นใจว่า All New Suzuki ERTIGA รถยนต์ 7 ที่นั่งเจนเนอเรชั่นใหม่คันนี้                จะเติมเต็มความสมบูรณ์แบบ ด้วยสัมผัสแห่งดีไซน์การออกแบบที่เหนือชั้น  และสร้างความตื่นเต้นเร้าใจให้แก่ผู้ขับขี่ ปลดล็อกอีกด้านของชีวิต สู่ด้านที่เต็มไปด้วยสีสันของความสนุกสนานในการใช้ชีวิต”

   นายชูจิ โออิชิ ผู้บริหารระดับสูงจาก บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่นกล่าวว่า “ในปี 2561 ที่ผ่านมา ซูซูกิสามารถบรรลุเป้าหมายด้วยยอดขายกว่า 3.3 ล้านคันทั่วโลก  ซูซูกิในฐานะผู้ผลิตรถยนต์ Compact Car อันดับ 1 ได้เดินหน้าทำการผลิตและส่งมอบรถยนต์ที่ประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ซูซูกิยังได้รับการยอมรับจากทั่วโลกในฐานะผู้ผลิตยานยนต์                ที่มีความหลากหลาย ครบทุกประเภทการใช้งาน ไม่เพียงแต่จะมีรถยนต์คอมแพ็คคาร์แบบซีดานและแฮทช์ แต่ยังมีคอมแพ็คเอสยูวี รถบรรทุกเพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก เช่น CARRY และรถยนต์ 7 ที่นั่ง                        เช่น ERTIGA ซึ่งจะได้เปิดตัวในวันนี้ และในปี พ.ศ. 2563จะเป็นปีที่ครบรอบ 100 ปีของซูซูกิ เรายังคงพัฒนาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และการบริการให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ซูซูกิเป็นที่รักและน่าเชื่อถือสำหรับลูกค้าทุกท่านต่อไป”

   นายซาโตชิ คาซาฮาระ หัวหน้าวิศวกรของ All New Suzuki ERTIGA เจนเนอเรชั่นใหม่ บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า “All New Suzuki ERTIGA ถูกพัฒนาขึ้น  ให้เป็นรถ 7 ที่นั่ง ที่มีสไตล์และให้อารมณ์การขับขี่ที่พร้อมปลดล็อกอีกด้านของชีวิตให้โลดแล่นไปสู่     ทุกเส้นทางการออกแบบตัวรถภายนอกตามหลักอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) พร้อมด้วยเส้นสายดีไซน์โฉบเฉี่ยวโดดเด่นด้านข้างตัวรถ ให้ความรู้สึกโฉบเฉี่ยวเร้าใจ ทันสมัย สะกดสายตา  กระจังหน้าโครเมี่ยม ไฟหน้าโปรเจ็คเตอร์ดูดุดันเข้ากับเส้นสายการออกแบบด้านหน้า เสริมด้วยไฟตัดหมอกทรงกลม  สะดุดตาด้วยไฟท้าย LED และล้ออลูมิเนียมอัลลอยขนาด 15 นิ้ว  

   ภายในออกแบบให้ดูเรียบหรู ใช้วัสดุคุณภาพสูง และเส้นสายการออกแบบให้ความรู้สึกหรู เหนือกว่าด้วยพื้นที่ภายในห้องโดยสารขนาด 3 แถว 7 ที่นั่ง ที่กว้างขวาง โปร่งสบาย สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ให้ใช้งานได้อย่างเต็มที่ ท้าทายทุกการขับขี่ด้วยพวงมาลัย D-shape ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพิ่มพื้นที่วางขามากขึ้น พร้อมฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์ด้วยบลูทูธ  เพิ่มความรู้สึกเรียบหรูแต่ดุดันด้วยคอนโซลลายไม้ อัดแน่นด้วยอุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย อาทิ ช่องเชื่อมต่อ USB ช่องจ่ายไฟสำรอง 12Vถึง 2 ตำแหน่ง สะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยระบบ Keyless Entry และ Keyless Push Start   สัมผัสกับความเย็นสบายตลอดการเดินทางด้วยระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารแถวหลัง พร้อมช่องวางเครื่องดื่มที่สามารถรักษาอุณหภูมิความเย็นของเครื่องดื่มได้นานยิ่งขึ้น

   All New Suzuki ERTIGAทรงพลังด้วยสมรรถนะการขับขี่ ด้วยเครื่องยนต์ใหม่ K15B 1.5 ลิตร   ให้กำลังสูงสุดถึง 105/6,000 (แรงม้า/รอบต่อนาที) มาพร้อมแพลตฟอร์มใหม่ HEARTECT เทคโนโลยีเฉพาะของซูซูกิที่ช่วยเพิ่มทั้งสมรรถนะและความปลอดภัย ช่วงล่างทำจากเหล็ก High Tensile     เชื่อมเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อความแข็งแกร่งและปลอดภัยอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทนทานด้วยโครงสร้างตัวถัง TECT ออกแบบจากเหล็กกล้าทำให้ทนทานต่อการสึกหรอ ระบบ NVH ให้การขับขี่นุ่มนวล ดูดซับแรงสั่นสะเทือน พร้อมลดเสียงรบกวนตลอดเส้นทาง มั่นใจในความปลอดภัยด้วยระบบถุงลมนิรภัย SRS      คู่หน้า ระบบเบรก ABS ช่วยป้องกันไม่ให้ล้อล็อกขณะเบรกกะทันหัน พร้อมระบบ EBD ช่วยกระจาย    แรงเบรกได้อย่างสมดุล ระบบ ESP ที่ช่วยควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวให้เข้าโค้งได้อย่างแม่นยำ รวมทั้งระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน และมีจุดยึดเบาะนั่งนิรภัย ISOFIX และ Top tether สำหรับเด็กอีกด้วย”

   นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย)จำกัด เปิดเผยว่า “สำหรับ All New Suzuki ERTIGA เจนเนอเรชั่นนี้ เราต้องการสร้าง            ให้เป็นปรากฎการณ์ครั้งใหม่ สู่กลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้นครอบคลุมคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวและในขณะเดียวกันยังคงให้ความสำคัญกับการใช้เวลาร่วมกับกลุ่มเพื่อนด้วยเช่นกัน และมองหารถที่มีดีไซน์ทันสมัย เพียบพร้อมด้วยฟังก์ชั่น เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ ของตัวเองและคนรอบข้าง โดยการเปิดตัวครั้งนี้ เราได้ใช้ช่องทางการสื่อสารที่ครอบคลุม โดยเน้นการทำคอนเทนต์และกิจกรรมที่สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า ซึ่งเน้นการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วเราเชื่อมั่นว่าจากแผนกลยุทธ์ที่มีความต่อเนื่องและสร้างสีสัน                       ความแปลกใหม่ตลอดทั้งปี จะทำให้มีรถรุ่นนี้มียอดขายถึงกว่า 2,500 คัน

   พร้อมกันนี้ ซูซูกิจัดสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่ทดลองขับ All New Suzuki ERTIGA ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิ   ทั่วประเทศ รับบัตรชมภาพยนตร์จำนวน 2 ที่นั่ง ตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ - 30 เมษายน 2562

   มผัสประสบการณ์การขับขี่ครั้งใหม่ “Unlock Your Life…ปลดล็อกอีกด้านของชีวิต”   กับความเร้าใจของ All New Suzuki ERTIGA ที่มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ Radian Red, Magma Grey, Pearl White Snow และ Prime Cool Black โดยมี 2 รุ่น คือ GL (AT) และ GX (AT)                พร้อมกันได้แล้ววันนี้ ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิกว่า 121 แห่งครอบคลุมทั่วประเทศ

ช่องทางติดต่อทางออนไลน์

http://www.suzuki.co.th

https://www.facebook.com/officialsuzukimotorthailand

ช่องทางติดต่อทาง Call Center

โทรศัพท์พื้นฐาน    โทร 1800-600-900  

โทรศัพท์เคลื่อนที่   โทร 1401-600-900

 
 

NEW CARS THAILAND : โตโยต้า แนะนำ วีออส “รุ่นปรับปรุงใหม่” ความคุ้มค่าที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

Friday, 01 February 2019 19:37

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำรถยนต์นั่งขนาดเล็กโตโยต้าวีออสรุ่นปรับปรุงใหม่ ที่มาพร้อมmujกสดหกสด กับอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและฟังก์ชั่นความปลอดภัยที่ครบครัน พร้อมด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม และความคุ้มค่าที่สมบูรณ์แบบ ตอบโจทย์ในทุกไลฟ์สไตล์การใช้งานได้อย่างลงตัว เมื่อวันที่ 1กุมภาพันธ์ 2562

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัดแนะนำรถยนต์นั่งขนาดเล็ก วีออส รุ่นปรับปรุงใหม่    ที่ปรับเปลี่ยนภายใต้แนวคิด “NEW VIOS SUPER SPEC” โดยเพิ่มสเปคใหม่เพื่อเน้นความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการขับขี่ ด้วยไฟตัดหมอกหน้าแบบ LED  กล้องบันทึกภาพหน้ารถ วัสดุหุ้มเบาะหนังสังเคราะห์     สีดำ ที่ให้ความรู้สึกสปอร์ต และเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัส พร้อม Bluetooth และฟังก์ชัน T-Link ที่สามารถใช้งานได้หลากหลาย เหมาะสำหรับการขับขี่ระยะใกล้และไกล และยังคงไว้ด้วยรูปลักษณ์ดีไซน์ภายนอกและภายในที่สวยสะดุดตา สมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม  พร้อมระบบความปลอดภัยมาตรฐานแบบครบครัน โดยมีทางเลือกทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ High Mid และ Entry

   วีออส  รุ่นปรับปรุงใหม่...ครบครันด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่สะดวกสบาย ล้ำสมัย

รุ่น High...สปอร์ต สะดวกสบาย และปลอดภัยในทุกการขับขี่

 ภายนอก

-          ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ พร้อม LEDLight Guiding และ Daytime Running Lights...เพิ่มความสปอร์ตในทุกมุมมองด้านหน้าส่องสว่าง กว้างไกลยิ่งขึ้น

-          ไฟตัดหมอกหน้าLED...ล้ำสมัยเพิ่มทัศนวิสัยการขับขี่ให้คมชัด

-          ล้ออัลลอย 16นิ้ว...ดีไซน์สปอร์ต คมเข้ม

 ภายใน

-          กล้องบันทึกภาพหน้ารถ...เก็บภาพทุกความเคลื่อนไหว ช่วยให้มั่นใจทุกครั้งในการออกเดินทาง

-          เบาะหนังสีดำ...พรีเมียม หรูหรา

-          เบาะนั่งคู่หน้าทรงสปอร์ต ...โอบกระชับ รองรับทุกสรีระของผู้ขับขี่  

-          ระบบสตาร์ท(Push Start) และระบบเปิดประตูอัจฉริยะ (Smart Entry)...สตาร์ทเครื่องยนต์เพียงปลายนิ้วสัมผัส และควบคุมการล็อก-ปลดล็อกประตูอย่างง่ายดาย

-          เครื่องเสียงหน้าจอสัมผัส พร้อม Bluetoothและฟังก์ชัน T-Link...เชื่อมต่อแอปพลิเคชั่นนำทาง และฟังเพลงออนไลน์ รองรับทั้งระบบ iOS และ Android

-          กล้องมองหลังและสัญญาณกะระยะถอยหลัง...เพิ่มความมั่นใจ ถอยจอดได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

รุ่น Mid...คุ้มค่าครบทุกฟังก์ชันการใช้งาน

 ภายนอก

-          ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ พร้อม LEDLight Guiding และ Daytime Running Lights...

เพิ่มความสปอร์ตในทุกมุมมองด้านหน้าส่องสว่าง กว้างไกลยิ่งขึ้น

-          ไฟตัดหมอกหน้า...เพิ่มวิสัยทัศน์การขับขี่ แม้ขณะฝนตกหรือหมอกจัด

 ภายใน

-          เบาะหนังสังเคราะห์สีดำ...สปอร์ตหรูหรา   

-          สวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย...สั่งงานได้ง่ายสะดวกสบายเพียงปลายนิ้วสัมผัส

-          ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ...เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน

-          เครื่องเสียงหน้าจอสัมผัส พร้อม Bluetoothและฟังก์ชัน T-Link...เชื่อมต่อแอปพลิเคชั่นนำทางและฟังเพลงออนไลน์ รองรับทั้งระบบ iOS และ Android

-          กล้องมองหลัง...ช่วยเพิ่มมุมมองการถอยรถจอดได้อย่างแม่นยำ มั่นใจยิ่งขึ้น

 รุ่น Entry...ระบบความปลอดภัยมาตรฐานครบครัน

-          เครื่องยนต์ 2NR-FBE DUAL VVT-i DOHC 1,500 ซีซี ...รองรับการใช้งานได้เต็มสมรรถนะ

-          เกียร์อัตโนมัติ CVT 7 สปีด พร้อม Sequential shift...ให้ทุกการขับขี่ ราบรื่นกว่าที่เคย

-          ระบบABS, EBD, BA, VSC และ TRC...ปลอดภัยเต็มมาตรฐาน ให้คุณอุ่นใจทุกการเดินทาง

-          ถุงลมเสริมความปลอดภัย  SRS 2 ตำแหน่ง

-          ระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer…ป้องกันการปลอมแปลงกุญแจ ไม่สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้เมื่อรหัสกุญแจ และเครื่องยนต์ไม่ตรงกัน

เลือกเป็นเจ้าของ วีออส 3รุ่น และ 6สี

(Red Mica Metallic/ Super White/ Silver Metallic/Gray Metallic/ Attitude Black Mica/ Quartz Brown Metallic)

ŽEntry                เกียร์อัตโนมัติ               ราคา    609,000 บาท*

ŽMid                   เกียร์อัตโนมัติ               ราคา    699,000 บาท*

ŽHigh                 เกียร์อัตโนมัติ               ราคา    789,000 บาท*

*ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน

   เชิญสัมผัสและทดลองขับรถยนต์วีออส “รุ่นปรับปรุงใหม่” ที่ศูนย์ขับทดสอบรถยนต์ Toyota Driving Experience Park (บางนา กม.3) และโชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ

 ติดตามข้อมูลข่าวสาร ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์และกิจกรรมการตลาดเพิ่มเติมได้ที่

www.toyota.co.th

Facebook Toyota Motor Thailand

LINE ID: @ToyotaThailand                                      

 
 

NEW CARS THAILAND : เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเดิมศักราชใหม่ เปิดตัวยนตรกรรมสปอร์ตหรู Mercedes-Benz CLS รุ่นประกอบในประเทศ

Tuesday, 22 January 2019 09:57

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัด ตอกย้ำความเป็นอันดับหนึ่งวงการรถยนต์หรูในประเทศไทยเปิดตัวยนตรกรรมสปอร์ตสุดหรูรุ่นล่าสุดที่ประกอบในประเทศ อย่าง Mercedes-Benz CLS300d AMG Premiumที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และดีไซน์อันงดงามที่จะช่วยเสริมรากฐาน และเอกลักษณ์ของรถยนต์ตระกูลนี้ให้แข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้น พร้อมนำเสนอในราคา 4,390,000 บาทผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมพร้อมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั้ง 32แห่งทั่วประเทศ

   มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาดบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวว่า “การนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่หลากหลายและครอบคลุม   ทุกเซกเมนต์ถือเป็นหนึ่งในแนวทางการดำเนินงานที่ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ประสบความสำเร็จ และได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าให้เป็นอันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์หรูมาโดยตลอด โดยในปีพ.ศ. 2561ที่ผ่านมา เราได้มีการนำเสนอยนตรกรรมรุ่นประกอบในประเทศไทยเพื่อเป็นการมอบทางเลือกที่หลากหลายขึ้นให้กับลูกค้าทุกท่านทั้งหมดถึง 7รุ่นย่อย ทั้งจากตระกูล Mercedes-Benzและรถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูง Mercedes-AMGซึ่งในครั้งนี้ทางบริษัทฯ ยังคงไม่หยุดยั้งที่จะสานต่อแนวทางดังกล่าว และเปิดศักราชใหม่ด้วยการเปิดตัวรถยนต์ในกลุ่ม ดรีมคาร์ (Dream Car) อย่างMercedes-Benz CLS300d AMG Premiumรุ่นประกอบในประเทศสุดยอดยนตรกรรมสปอร์ต ที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและดีไซน์อันงดงามที่จะช่วยเสริมรากฐานและเอกลักษณ์ของรถยนต์ตระกูลนี้ให้แข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้น พร้อมตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าผู้ชื่นชอบความหรูหราสไตล์สปอร์ตได้เป็นอย่างดี”

   “Mercedes-Benz CLS300d AMG Premiumรุ่นประกอบในประเทศเป็นรถยนต์สปอร์ตคูเป้ 4 ประตูรุ่นใหม่ ที่มาพร้อมกับดีไซน์ที่น่าหลงใหลเหนือระดับ สะท้อนแนวคิดของการออกแบบรถยนต์ในแบบฉบับของเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โฉบเฉี่ยวด้วยไฟหน้า MULTIBEAM LED และเสริมความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ความปลอดภัยต่างๆ อาทิ ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า (Active Distance Assist DISTRONIC) ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (Blind Spot Assist) หรือระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist)เป็นต้น ที่พร้อมเป็นเสมือนผู้ช่วยในการขับขี่อัจฉริยะตลอดระยะเวลาที่อยู่บนท้องถนนโดยผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชมพร้อมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั้ง 32แห่ง           ทั่วประเทศ”มร. ฟรังค์กล่าวปิดท้าย

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ Mercedes-BenzCLS300d AMG Premium รุ่นประกอบในประเทศ

สำหรับ ดีไซน์ภายนอกมีจุดเด่นอยู่ที่ชุดไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED ดีไซน์ใหม่และกระจังหน้าแบบ diamond grille ที่มีเส้นตัดแบ่งเส้นเดียวอันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์แบบคูเป้ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมเส้นสายที่ดูกว้างและมีลักษณะทอดตัวลงไปที่พื้น คล้ายกับลักษณะของ Mercedes-AMG GTนอกจากนี้ รถยนต์รุ่นนี้ยังมาพร้อมกับหลังคาซันรูฟเลื่อนเปิด – ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า,กันชนหน้า – หลัง และสเกิร์ตข้างดีไซน์สปอร์ตจาก AMG,สัญลักษณ์Mercedes-Benzบนคาลิปเปอร์เบรก,ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMGแบบ 5ก้านคู่ ขนาด 19", ยางรถยนต์แบบ Run-flat tyresและไฟท้ายแบบLEDพร้อมเทคโนโลยีไฟเบอร์ออฟติก

ดีไซน์ภายในห้องโดยสารนั้นหรูหราเรียบง่าย แต่เพิ่มความพิเศษด้วยการติดตั้งไฟประดับที่ช่องลมของเครื่องปรับอากาศ เพื่อเสริมรูปลักษณ์ของช่องลมที่ดูคล้ายเครื่องยนต์ของเครื่องบินเจ็ทให้ดูโดดเด่นและสวยงามมากยิ่งขึ้นพร้อมเสริมลูกเล่นด้วยการเปลี่ยนสีเมื่อมีการปรับอุณหภูมิ รวมถึงการออกแบบแผงหน้าปัดสำหรับผู้ขับขี่แบบดิจิทัล ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกรูปแบบการแสดงผลของแผงหน้าปัดได้ 3แบบเพื่อให้เหมาะกับความรู้สึกขณะขับขี่ หรือให้เข้ากับการตกแต่งภายในห้องโดยสาร

นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้มีการออกแบบเบาะที่นั่งสำหรับรถยนต์ตระกูลซีแอลเอสให้มีการจัดวางเบาะที่นั่งเป็นแบบ 5ที่นั่งโดยมีวัสดุหุ้มเบาะเป็นหนัง nappa และฝีเข็มสำหรับทั้งเบาะที่นั่งคู่หน้าและเบาะที่นั่งตอนหลังที่อยู่ในตำแหน่งตรงกับเบาะที่นั่งตอนหน้าถูกจัดวางให้เหมือนกันทุกประการเพื่อสร้างความรู้สึกให้คล้ายกับรถสปอร์ต 1 ที่นั่ง เบาะที่นั่งตอนหลังยังสามารถพับลงแบบ 40/20/40 ได้,เบาะที่นั่งคู่หน้าสามารถปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยบันทึกความจำ,พวงมาลัยเพาเวอร์แบบมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ต 3ก้านท้ายตัดที่ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถด้วยระบบไฟฟ้า หุ้มหนัง nappaพร้อมปุ่มควบคุมแบบTouch Control, ระบบAUDIO 20 GPS และหน้าจอแสดงผลข้อมูลแบบ Digital widescreen cockpitขนาด 12.3นิ้ว,ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย touchpad,กาบบันไดเรืองแสงพร้อมสัญลักษณ์ Mercedes-Benz, ชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ต อีกทั้งยังสามารถเลือกสีของไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสารได้ถึง 64สี (Premium ambient lighting)

ด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยีโดดเด่นด้วยระบบปรับรูปแบบการขับขี่ DYNAMIC SELECT ซึ่งทำให้ผู้เป็นเจ้าของสามารถสัมผัสถึงการขับขี่แบบเร้าใจหรือการขับขี่แบบนุ่มสบายตลอดการเดินทางได้ในคันเดียว,ระบบกุญแจKEYLESS-GO พร้อมระบบเปิด - ปิดฝากระโปรงท้ายอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้มือ (HAND-FREE ACCESS),ระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า(Head-up display),ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMATICแบบ 2 โซน,ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ (PRE-SAFE®system), โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP®(Electronic Stability Program), ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ASR (Acceleration skid control), ระบบเบรกป้องกันล้อล็อกABS(Anti-lock braking system), ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชัน HOLD และ Hil-Start Assist, ระบบไฟเบรกกระพริบฉุกเฉิน (Adaptive brake light), ระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist),ระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า (Active Distance Assist DISTRONIC), ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (Blind Spot Assist), ระบบรักษาระดับความเร็ว (Cruise Control), ระบบจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC), ระบบเตือนเพื่อนำรถเข้าสู่ศูนย์บริการ (ASSYST service interval indicator), ระบบเตือนแรงดันลมยาง (tyre pressure loss warning system), ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่(ATTENTION ASSIST), ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist),ระบบปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัย ALS (Active Light System),ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist),เซ็นเซอร์ช่วยในการนำรถเข้าจอด (PARKTRONIC), ระบบนำทาง (navigation system), ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® Surround Sound System, ฟังก์ชันเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือ Apple CarPlay™ & Android Auto, ระบบBluetoothสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ และกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง

   Mercedes-BenzCLS300d AMG Premium รุ่นประกอบในประเทศ มาพร้อมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 9จังหวะ 9G-TRONICและระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Steering-wheel Gearshift Paddles)ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็ว ควบคุมแรงเหวี่ยงจากการทำงานของเครื่องยนต์ให้ต่ำลงช่วยให้สมรรถนะการขับขี่นุ่มนวลและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Mercedes-Benz CLS 300 d AMG Premiumรุ่นประกอบในประเทศ ราคา 4,390,000 บาท

 
 

NEW CARS THAILAND : ฮอนด้า เผยขุมพลังขับเคลื่อนใหม่ ใน “ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 10” เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เร็วๆ นี้

Friday, 18 January 2019 18:35

 

 

 

 

 

 

   บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เผยขุมพลังขับเคลื่อนใหม่ใน ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 10ได้แก่ เครื่องยนต์ขนาด 1.5ลิตร Di VTEC TURBO ใหม่ที่ทรงพลังเหนือกว่าเครื่องยนต์ 2.4ในรุ่นเดิม ให้อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม และเครื่องยนต์ขนาด2.0ลิตรที่มาพร้อมระบบ Sport Hybrid i-MMD ใหม่นับเป็นยนตรกรรมพรีเมียมซีดานที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์ฮอนด้าอย่างชัดเจน ด้วยดีไซน์ภายนอกและภายในที่ผสานความหรูหราสง่างามกับความสปอร์ตไว้อย่างลงตัว พร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังเหนือระดับ  และเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ “ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง” (Honda SENSING)พร้อมด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับพรีเมียม อาทิ ระบบกล้องส่องภาพรอบทิศทาง (Multi-view Camera System) ระบบช่วยจอดอัจฉริยะพร้อมระบบช่วยเบรก (Honda Smart Parking Assist System)เป็นต้น สร้างกระแสต่อเนื่องหลังจากการตอบรับที่ดีเยี่ยมกับการเผยโฉมครั้งแรกในประเทศไทยที่งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 35หรือ The 35th Thailand International Motor Expo 2018ที่ผ่านมา  โดยเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เร็วๆ นี้

   ฮอนด้า แอคคอร์ด เจเนอเรชั่นที่ 10 เปิดตัวในสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรก เมื่อปี 2560 และสามารถคว้ารางวัลเกียรติยศจากสถาบันชั้นนำด้านยานยนต์ในตลาดสำคัญทั่วโลก ทั้งสหรัฐอเมริกา แคนาดา และยุโรป ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความโดดเด่นทั้งในด้านดีไซน์ สมรรถนะการขับขี่ ภาพลักษณ์ความสปอร์ตพรีเมียม ความคุ้มค่าในการเป็นเจ้าของพรีเมี่ยมซีดานรุ่นนี้ รวมทั้งตอกย้ำความเชื่อมั่นของลูกค้าและการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญในวงการรถยนต์ที่มีต่อฮอนด้า แอคคอร์ด เจเนอเรชั่นที่ 10ทั้งในด้านดีไซน์ สมรรถนะการขับขี่ ภาพลักษณ์ความสปอร์ตพรีเมียมและความคุ้มค่าในการเป็นเจ้าของได้เป็นอย่างดี

แนวคิดการออกแบบ ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 10

   ฮอนด้า แอคคอร์ด เจเนอเรชั่นที่ 10 ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิดหลัก “Absolute Confidence” เพื่อสร้างมาตรฐานยนตรกรรมพรีเมียมซีดานให้เหนือระดับไปอีกขั้น โดยมีหลัก 3ประการในการพัฒนา ได้แก่

1)      Dynamics- ความปราดเปรียว โฉบเฉี่ยว ทั้งในด้านดีไซน์ และสมรรถนะการขับขี่

2)      Captivating– ความมีเสน่ห์และน่าดึงดูดของรถยนต์ที่มาพร้อมเทคโนโลยีอันล้ำสมัย

3)      Upscale – ยกระดับคุณภาพการพัฒนายนตรกรรม ให้สง่างาม และเหนือระดับเกินคลาส

การออกแบบภายนอก

   รูปลักษณ์ของฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 10 นับเป็นการปฏิวัติดีไซน์จากทุกรุ่นที่ผ่านมาอย่างชัดเจน ด้วยการผสานความหรูหราสง่างามกับความสปอร์ตไว้อย่างลงตัว  โดดเด่นด้วยรูปแบบที่เรียบง่ายแต่ประณีตในทุกรายละเอียด เส้นสายที่ปราดเปรียวและเฉียบคม สะท้อนความหรูหราและสปอร์ตมากกว่าที่เคยมีมา และเป็นครั้งแรกกับการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ที่เรียกว่า Laser Blaze ในการออกแบบตัวถัง เพื่อลดรอยต่อบริเวณหลังคารถและตัวถัง สะท้อนความสปอร์ตพรีเมียมของ ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

การออกแบบภายใน

   ห้องโดยสารของ ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 10ได้รับการออกแบบให้กว้างขวาง สะดวกสบาย
มากยิ่งขึ้น ด้วยการใช้โครงสร้างเส้นแนวนอน เพื่อทำให้บริเวณคอนโซลกลางโปร่งโล่ง และส่งผลให้มีพื้นที่ช่วงขามากขึ้น อีกทั้งมอบทัศนวิสัยที่ดีในการขับขี่ ผสมผสานความสปอร์ตและพรีเมียมไว้ได้อย่างลงตัว พร้อมด้วยฟังก์ชั่นและเทคโนโลยีอันล้ำสมัย อาทิ ระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้า (Head Up Display : HUD) และระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วแบบ Advanced Touchรองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlayและระบบสั่งการด้วยเสียงSIRIเป็นต้น

เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง

   ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ มาพร้อมขุมพลังขับเคลื่อนที่สปอร์ตเร้าใจ 2รุ่น ได้แก่

·       เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร Di VTEC TURBO เครื่องยนต์เทอร์โบรุ่นใหม่ มาพร้อมระบบระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT ใหม่ พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง ดีขึ้นกว่า 10% เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร ใน ฮอนด้า แอคคอร์ด รุ่นเดิม และยังคงไว้ซึ่งอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม อีกทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รองรับพลังงานทางเลือก E85

·       เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร Atkinson-Cycle DOHC i-VTEC 4สูบ 16วาล์ว ที่มาพร้อมระบบ Sport Hybrid Intelligent Multi Mode Drive (i-MMD)ซึ่งเป็นระบบ Full Hybrid ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทรงพลัง 2ตัว พร้อมด้วยเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า
(E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน คงไว้ซึ่งสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังและให้อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม อีกทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ

มาตรฐานด้านความปลอดภัย

   เหนือระดับด้วยอีกขั้นของ เทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ “ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง” (Honda SENSING) ซึ่งมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น เพื่อความปลอดภัยของทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารในรถ รวมถึงเพื่อนร่วมทางบนท้องถนนในทุกการเดินทางได้แก่

-      ระบบเตือนการชนรถและคนเดินถนนพร้อมระบบช่วยเบรก(Collision Mitigation Braking System: CMBS)

- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)

-      ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)

-    ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigationwith Lane Departure Warning : RDM with LDW)

-      ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)

   พร้อมด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับพรีเมียมที่จะติดตั้งในรุ่นที่จะทำการจำหน่ายในประเทศไทย อาทิ

·       ระบบกล้องส่องภาพรอบทิศทาง (Multi-view Camera System)

·       ระบบช่วยจอดอัจฉริยะพร้อมระบบช่วยเบรก (Honda Smart Parking Assist System)

·       ระบบเตือนเมื่อรถยนต์เคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor)

 
 

NEW CARS THAILAND : โตโยต้าแนะนำ “ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับปรุงใหม่” ประหยัดน้ำมันยิ่งกว่าด้วยเกียร์ 6 จังหวะ พร้อมทางเลือกรุ่น รีโว่ ร็อคโค่ 2.4 ลิตร

Tuesday, 04 September 2018 16:51

 

 

 

 

 

 

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำ ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับปรุงใหม่ กับเกียร์ 6 จังหวะ ที่มีอัตราทดต่ำ ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น ทั้งในรุ่นเกียร์ธรรมดาและรุ่นเกียร์อัตโนมัติ เครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร ขับเคลื่อน 2 ล้อ ซึ่งมาพร้อมกับระบบ Sequential Shift เป็นเจ้าเดียวในประเทศไทย ทั้งเพิ่มทางเลือกสำหรับลูกค้าด้วย "ไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่ รุ่นเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร" รุ่นสมาร์ทแค็บและรุ่นดับเบิ้ลแค็บ พรีรันเนอร์ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2561

bbbบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัดได้แนะนำรถกระบะ ไฮลักซ์ รีโว่ ภายใต้โครงการ “IMV: Innovative International Multi Purpose Vehicle” เจนเนอเรชั่นที่ 2 ในปี 2558 มาพร้อมดีไซน์ที่แข็งแกร่งดุดัน เปี่ยมด้วยสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมจากขุมกำลังของเครื่องยนต์ดีเซลระบบ คอมมอนเรล GD Efficient Boost และระบบความปลอดภัยเหนือระดับมาตรฐานระดับโลก และในวันนี้ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ขอแนะนำ ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับปรุงใหม่ เพื่อตอบสนองรูปแบบการใช้งานของลูกค้าที่หลากหลาย ทั้งในส่วนของการใช้งานเชิงพาณิชย์ และการใช้งานส่วนบุคคลได้ดียิ่งขึ้น


     - เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะใหม่ ในรุ่นเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร ขับเคลื่อน 2 ล้อ พร้อมระบบ Sequential Shift เจ้าเดียวในตลาดให้แรงบิดสูงในรอบต่ำ มอบสมรรถนะการขับขี่ดีเยี่ยม ประหยัดน้ำมันเป็นเลิศ
     - เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะใหม่ ในรุ่นเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร ขับเคลื่อน 2 ล้อ(ยกเว้นรุ่นช่วงล้อสั้น) เพิ่มการประหยัดน้ำมัน แม้บรรทุกหนัก ด้วยขุมพลัง GD Efficient Boost
     - ติดตั้งระบบ T-Connect Telematics ใน ไฮลักซ์ รีโว่ ดับเบิ้ลแค็บ รุ่น 2.8 G และ 2.8 ROCCO
     - รองรับการติดตู้เย็นและตู้แห้งด้วยการติดตั้งพูเลย์เสริมหน้าเครื่องในรุ่นมาตรฐาน 2.4J แค็บและแชสซีส์เพื่อสนับสนุนกลุ่มธุรกิจการขนส่งสินค้า (Logistics ) ที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง
     - ไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่ เครื่องยนต์ 2.4 ลิตรใหม่ รุ่นสมาร์ทแค็บและรุ่นดับเบิ้ลแค็บ พรีรันเนอร์สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบรถกระบะที่มีดีไซน์ที่แตกต่างและโดดเด่นเหนือระดับ

เติมเต็มทุกรูปแบบการใช้งาน...ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับปรุงใหม่*

 เพิ่มทางเลือก 4 รุ่นย่อยใหม่ กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อมระบบ Sequential Shift เครื่องยนต์ 2.4 ลิตร ขับเคลื่อน 2 ล้อ เจ้าเดียวในประเทศไทย....ตอบสนองทุกรูปแบบการใช้งานได้ดียิ่งขึ้น
     - รุ่นมาตรฐาน 2.4 J แค็บและแชสซีส์ เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2 ล้อ
     - รุ่นมาตรฐาน 2.4J เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2 ล้อ 
     - รุ่นสมาร์ทแค็บ2.4J Plus เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2 ล้อ
     - รุ่นดับเบิ้ลแค็บ2.4J Plus เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2 ล้อ 
 
 ใหม่...สำหรับรุ่นเกียร์ธรรมดา เครื่องยนต์ 2.4 ลิตร ขับเคลื่อน 2 ล้อ
     - ระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ... แรงเต็มสมรรถนะ ตอบสนองได้อย่างใจ ด้วยอัตราทดเกียร์ต่อเนื่อง พร้อมลดเสียงรบกวน ขับขี่นุ่มนวลทุกเส้นทาง ผสานกับประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ GD Efficient Boost 2.4 ลิตร แรงเต็มพลัง ประหยัดน้ำมันเต็มสมรรถนะ
  
 ไฮลักซ์ รีโว่ ดับเบิ้ลแค็บ รุ่น 2.8G และ 2.8 ROCCO พร้อม T-Connect Telematics...รองรับการใช้งานที่หลากหลายของลูกค้า ไร้ขีดจำกัดด้วยระบบการทำงานอันล้ำสมัย เพื่อการใช้ชีวิตที่สะดวกสบาย
     - Find My Car ตรวจสอบตำแหน่งรถยนต์ผ่าน Smartphone และ Apple watch
     - Stolen Vehicle Tracking ตรวจสอบตำแหน่งรถยนต์เมื่อถูกโจรกรรม พร้อมช่วยเหลือคุณตลอด 24 ชั่วโมง
     - SOS ประสานงานช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง
     - หน้าจอแสดงผลที่มากับ Navigator ระบบนำทางพร้อมแสดงข้อมูลจราจร และฟังก์ชั่นอื่นๆ อีกมากมายที่เชื่อมต่อรถและคุณให้เป็นหนึ่งเดียว

 ใหม่...สำหรับรุ่นมาตรฐาน 2.4J แค็บและแชสซีส์
     - รองรับการติดตู้เย็นและตู้แห้ง...ด้วยพูเลย์เสริมหน้าเครื่อง สนับสนุนกลุ่มธุรกิจการขนส่งสินค้า (Logistics ) ที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีให้เลือกทั้งรุ่นเกียร์อัตโนมัติและเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ

 เพิ่มทางเลือกแห่งความแกร่ง กับไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่ เครื่องยนต์ 2.4 ลิตร รุ่นสมาร์ทแค็บและรุ่นดับเบิ้ลแค็บ พรีรันเนอร์
     - เครื่องยนต์ GD Efficient Boost 2.4 ลิตร เกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด…ขีดสุดขุมพลัง เหนือชั้นกว่าด้วยการทำงานของเครื่องยนต์ที่เงียบ ตอบรับทุกรูปแบบการขับขี่
     รหัสเครื่องยนต์ 2GD-FTV(High)
     ความจุกระบอกสูบ 2,393 ซีซี
     แรงม้าสูงสุด 110 กิโลวัตต์ (150 แรงม้า) ที่ 3,400 รอบต่อนาที
     แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 – 2,000 รอบต่อนาที

   ภายนอกแกร่ง ดุดัน...ด้วยชุดแต่งพิเศษรอบคัน ไม่ว่าจะเป็น กระจังหน้าสีเทาและสีดำเงา กรอบไฟตัดหมอกสีดำเงาตกแต่งด้วยแถบสีเทา ชุดตกแต่งกันชนหน้าและซุ้มล้อ ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว สีดำเงา กระจกมองข้างสีดำเมทัลลิก มือเปิดประตูสีดำเมทัลลิก มือเปิดฝาท้ายสีดำ สปอร์ตบาร์พร้อมพื้นปูกระบะ บ่งบอกตัวตนด้วยสติ๊กเกอร์ ROCCO ด้านข้างกระบะ และโดดเด่นด้วย กันชนหลังสีเทาเมทัลลิกพร้อมชุดตกแต่ง

   ภายในสปอร์ต เร้าใจ...ด้วยมาตรวัดเรืองแสงแบบ Optitron ดีไซน์เฉพาะรุ่น พวงมาลัยหุ้มหนัง แผงข้างประตู ช่องปรับอากาศ ฐานเกียร์และหัวเกียร์หุ้มหนังที่ตกแต่งด้วยแถบสีดำเมทัลลิก สอดรับกับแผงคอนโซลหน้าตกแต่งด้วยสีดำเมทัลลิกกรอบเสาประตูและแผงบุหลังคาสีดำ และช่องเก็บของด้านบนพร้อมสัญลักษณ์ HILUX

     นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ กล่าวว่า“เราเชื่อมั่นว่า ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับปรุงใหม่นี้ จะตอบสนองความต้องการและรูปแบบการใช้งานของลูกค้าที่หลากหลายได้เป็นอย่างดี ทั้งเติมเต็มตลาดรถกระบะของโตโยต้าได้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น โดยมีแนวคิดในการสื่อสารที่ว่า “ไฮลักซ์ รีโว่...แรงจริง ประหยัดจริง”และในโอกาสครบรอบ 50 ปีของไฮลักซ์ เราขอแนะนำข้อเสนอสุดพิเศษ เพื่อแสดงความขอบคุณสำหรับทุกความเชื่อมั่นที่มีให้กับรถกระบะไฮลักซ์เสมอมา”


ไฮลักซ์ 50 ปี ความเชื่อมั่นแห่งกระบะตัวจริง
     นับตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ. 2511 ไฮลักซ์ประสบความสำเร็จได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง ทั้งจากลูกค้าทั่วโลก รวมถึงลูกค้าชาวไทย ที่มอบความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับไฮลักซ์ด้วยดีตลอดมา และในโอกาสครบรอบ 50 ปี ของไฮลักซ์ เราขอแสดงขอบคุณให้กับลูกค้าที่จองและรับรถไฮลักซ์ รีโว่ ตั้งแต่ 1 สิงหาคม ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2561 ด้วยข้อเสนอสุดพิเศษและชุดของขวัญ 50 ปีไฮลักซ์ ซึ่งประกอบด้วย
     - โมเดลรถไฮลักซ์ รีโว่
     - คะแนน T-MEx 2,000 คะแนน
     - ชุดโปสการ์ดไฮลักซ์ รีโว่
     - หนังสือ 50 ปีไฮลักซ์ รีโว่

พร้อมเป็นเจ้าของไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับปรุงใหม่
รุ่นเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อมระบบ Sequential Shift ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ
     - รุ่นมาตรฐาน 2.4 แค็บและแชสซีส์ เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2 ล้อ 583,000 บาท
     - รุ่นมาตรฐาน 2.4J เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2 ล้อ 619,000 บาท
     - สมาร์ทแค็บ 2.4J Plus เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2 ล้อ 699,000 บาท
     - ดับเบิ้ลแค็บ 2.4J Plus เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 2 ล้อ 740,000 บาท

รุ่นเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะใหม่ ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ
     - รุ่นมาตรฐาน 2.4J แค็บและแชสซีส์ เกียร์ธรรมดา ขับเคลื่อน 2 ล้อ 528,000 บาท
     - รุ่นมาตรฐาน 2.4J เกียร์ธรรมดา ขับเคลื่อน 2 ล้อ 564,000 บาท
     - สมาร์ทแค็บ 2.4J เกียร์ธรรมดา ขับเคลื่อน 2 ล้อ 584,000 บาท
     - สมาร์ทแค็บ 2.4J Plus เกียร์ธรรมดา ขับเคลื่อน 2 ล้อ 650,000 บาท
     - สมาร์ทแค็บ 2.4E เกียร์ธรรมดา ขับเคลื่อน 2 ล้อ 690,000 บาท
     - ดับเบิ้ลแค็บ 2.4J Plus เกียร์ธรรมดา ขับเคลื่อน 2 ล้อ 690,000 บาท
     - ดับเบิ้ลแค็บ 2.4E เกียร์ธรรมดา ขับเคลื่อน 2 ล้อ 784,000 บาท

ไฮลักซ์ รีโว่ ดับเบิ้ลแค็บ 2.8G และ 2.8 ROCCO พร้อม T-Connect Telematics
     - ดับเบิ้ลแค็บ 2.8G เกียร์ธรรมดา ขับเคลื่อน 4 ล้อ 1,083,000 บาท
     - ดับเบิ้ลแค็บ พรีรันเนอร์ 2.8 ร็อคโค่ เกียร์อัตโนมัติ 1,143,000 บาท***
     - ดับเบิ้ลแค็บ 2.8G เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 1,153,000 บาท
     - ดับเบิ้ลแค็บ 2.8 ร็อคโค่ เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 1,203,000 บาท***

ไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่ 2.4
     - สมาร์ทแค็บ พรีรันเนอร์ 2.4 ร็อคโค่ เกียร์ธรรมดา 839,000 บาท***
     - สมาร์ทแค็บ พรีรันเนอร์ 2.4 ร็อคโค่ เกียร์อัตโนมัติ 889,000 บาท***
     - ดับเบิ้ลแค็บ พรีรันเนอร์ 2.4 ร็อคโค่ เกียร์ธรรมดา 949,000 บาท***
     - ดับเบิ้ลแค็บ พรีรันเนอร์ 2.4 ร็อคโค่ เกียร์อัตโนมัติ 999,000 บาท***
***ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน รวมราคาชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ

หมายเหตุ : สำหรับสีขาวมุก White Pearl ราคาจะเพิ่ม 10,000 บาท จากราคาที่แสดงข้างบน และสี Solid ราคาจะถูกหักออก 7,000 บาท จากราคาที่แสดงด้านบน

ร่วมสัมผัสและทดลองขับ ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นปรับปรุงใหม่
ที่ศูนย์ทดสอบขับรถ Toyota Driving Experience (บางนา กม.3)
และโชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า 471 แห่งทั่วประเทศ
ตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป


พร้อมรับข้อเสนอพิเศษ…..ดาวน์ต่ำผ่อนสบาย และชุดของขวัญสุดพิเศษ เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีไฮลักซ์ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 กันยายนนี้ เท่านั้น

ติดตามข้อมูลข่าวสาร ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์และกิจกรรมการตลาดเพิ่มเติมได้ที่
www.toyota.co.th/hiluxrevo
www.facebook.com/ToyotaHiluxThailand/

“ไฮลักซ์ รีโว่……แรงจริง ประหยัดจริง”

 
 

NEW CARS THAILAND : ฟอร์ด ประเทศไทย เตรียมเปิดตัว ฟอร์ด มัสแตง ในเดือนตุลาคมนี้ พร้อมรับสั่งจองล่วงหน้า

Sunday, 02 September 2018 16:42

   ฟอร์ด ประเทศไทยยืนยันการเปิดตัวฟอร์ด มัสแตง ในประเทศไทย โดยรถสปอร์ตแห่งยุคจะมาถึงโชว์รูมของผู้จำหน่ายฟอร์ด มัสแตง อย่างเป็นทางการ ในประเทศไทยในเดือนตุลาคม

   ฟอร์ดประกาศราคาจำหน่ายช่วงเปิดตัว ฟอร์ด มัสแตง อย่างเป็นทางการในประเทศไทย และเปิดให้ลูกค้าสั่งจองรถล่วงหน้าได้ผู้จำหน่ายฟอร์ด มัสแตง อย่างเป็นทางการ 19 แห่งทั่วประเทศ

   ด้วยดีไซน์ที่ปราดเปรียวและโฉบเฉี่ยวกว่าที่เคย รวมถึงไฟหน้าและไฟท้ายแบบ Full-LEDฟอร์ด มัสแตง มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0ลิตรและเครื่องยนต์ EcoBoost ขนาด 2.3ลิตร รวมถึงเกียร์อัตโนมัติ 10สปีด และเทคโนโลยีเหนือระดับอย่างโหมดแอพพลิเคชัน Track AppsTMที่ให้ผู้ขับขี่เปิดประสบการณ์การขับขี่แบบในสนามแข่ง พร้อมเทคโนโลยีเหนือระดับอย่างระบบ SYNC 3 บนแผงหน้าปัดแสดงผลดิจิตอล LCD ขนาด 12 นิ้ว

   ฟอร์ด มัสแตง รุ่นGT และ EcoBoost มาพร้อมชุดแต่ง Performance Pack ที่ให้เฟืองท้ายแบบ Limited-Slip ให้การขับขี่ในโค้งสนุกสนานขึ้น และล้ออัลลอยสีดำขนาด 19 นิ้วในทั้งสองรุ่น รวมถึงระบบเบรค Brembo ในรุ่น GT และฟีเจอร์เสริมอีกมากมาย ที่เข้ากับเอกลักษณ์ในการขับขี่ที่สนุกสนาน และยังคงตำนานอันโดดเด่นกว่า 50ปี ในแบบฉบับของฟอร์ด มัสแตง ได้เป็นอย่างดี

ราคาจำหน่ายช่วงเปิดตัว สำหรับฟอร์ด มัสแตง ทั้งสองรุ่น

·         ฟอร์ด มัสแตง 5.0L V8 GT Coupe Performance Packราคา 4,799,000 บาท

·         ฟอร์ด มัสแตง 2.3L EcoBoost Coupe Performance Packราคา 3,599,000 บาท

   นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2507 ที่งานเวิลด์แฟร์ในนครนิวยอร์ค ฟอร์ด มัสแตง กลายเป็นรถยนต์สุดฮิตทันทีด้วยยอดสั่งซื้อถึง 22,000 คัน ภายในวันแรก และในปี 2561ฟอร์ด มัสแตง ยังคงเป็นสัญลักษณ์สำคัญของวงการยานยนต์และวัฒนธรรมร่วมสมัยที่ปรากฏในภาพยนตร์ และรายการโทรทัศน์กว่า 3,000 ครั้ง รวมถึงมียอดผู้ติดตามในเฟสบุ๊คมากกว่ารถยนต์คันใดในโลก

   ด้วยแรงบันดาลใจที่ก่อให้เกิดสุนทรียะและอิสระ ฟอร์ด มัสแตง เฉลิมฉลองการผลิตครบ 10 ล้านคัน เมื่อไม่นานมานี้ ณ Flat Rock Assembly Plant ในรัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา

   ฟอร์ด มัสแตง ไม่ได้เป็นเพียงรถไอคอนระดับตำนานแค่ในอเมริกาเท่านั้น กระแส “คลั่งม้าป่า” ได้แพร่สะพัดไปทั่วโลกกับ ฟอร์ด มัสแตง รุ่นที่หกที่บุกตลาดทั่วเอเชียแปซิฟิก โดยประเทศไทยเป็นที่ล่าสุดที่ได้รับการยืนยันการจำหน่าย โดยฟอร์ด จะ ประกาศรายละเอียดโดยสมบูรณ์ของ ฟอร์ด มัสแตง ใหม่ ในประเทศไทย ในช่วงใกล้วันเปิดตัว

   ลูกค้าผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้จำหน่าย ฟอร์ด มัสแตง อย่างเป็นทางการ และการสั่งจองฟอร์ด มัสแตง ใหม่ ได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าฟอร์ด โทร 0-2686-5899 หรือ1-800-225-449

 
 

NEW CARS THAILAND : เมอร์เซเดส-เบนซ์ เผยโฉม Mercedes-Benz S-Class Coupé และ Mercedes-Benz S-Class Cabriolet สองสุดยอดยนตรกรรมสปอร์ตหรูเหนือระดับรุ่นใหม่ล่าสุด

Tuesday, 21 August 2018 17:21

 

 

 

 

 

 

   บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวสองยนตรกรรมสปอร์ตสุดหรูอย่าง   Mercedes-Benz S-Class Coupéและ Mercedes-Benz S-Class Cabriolet ที่รวบรวม   ความเป็นที่สุดของสมรรถนะเหนือชั้นกับประสิทธิภาพในทุกๆ ด้านไว้อย่างครบครันทั้งดีไซน์  อันเป็นเอกลักษณ์ที่ยกระดับมาตรฐานการออกแบบของรถยนต์สปอร์ตขึ้นไปอีกขั้น รวมถึงระบบเทคโนโลยีความปลอดภัย และนวัตกรรมอันล้ำสมัยที่จะเติมเต็มประสบการณ์แห่งการขับขี่ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น โดยรถยนต์ Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG Premiumนำเสนอในราคา 15.99ล้านบาทและMercedes-BenzS 560 Cabriolet AMG Premium นำเสนอในราคา 16.72 ล้านบาทผู้ที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั้ง 32 แห่งทั่วประเทศ

   มร.ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวว่า “รถยนต์ตระกูลS-Classถือเป็นหนึ่งในรถยนต์รุ่นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์  ซึ่งนับตั้งแต่ได้มีการเปิดตัวสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ.2515 รถยนต์ตระกูลนี้ได้สร้างยอดขายให้กับเมอร์เซเดส-เบนซ์รวมแล้วกว่า 4,000,000 คัน ดังนั้นเพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ในการมอบ “สิ่งที่ดีที่สุด”ให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมสะท้อนคุณค่าของแบรนด์ทั้งในด้านความหลงใหล (Fascination)และความสมบูรณ์แบบ (Perfection) ทางบริษัทฯ จึงได้นำเสนอสมาชิกรุ่นใหม่ล่าสุดของรถยนต์ตระกูล S-Classในกลุ่ม Dream Car อย่าง  Mercedes-Benz S-Class Coupéและ Mercedes-Benz S-Class Cabrioletยนตรกรรมหรูเหนือระดับที่ได้ยกระดับมาตรฐานของรถยนต์ในกลุ่มลักชัวรี่คูเป้ และลักชัวรี่คาบริโอเลต์   ขึ้นไปอีกขั้น เพื่อรองรับความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบความหรูหรา โฉบเฉี่ยว และทรงพลัง รวมถึงเป็นการสะท้อนคำว่า หรูหราร่วมสมัยของเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้เป็นอย่างดี”

   มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า “นับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกรกฎาคมของปีนี้   เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงครองตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งของตลาดรถยนต์ระดับพรีเมี่ยม ด้วยจำนวนยอดขายรถยนต์ทั่วโลกสูงถึง 1,356,350 คัน หรือเพิ่มขึ้น 2.3%เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ในขณะที่ในประเทศไทยมียอดขายมากกว่า 8,600คัน หรือเพิ่มขึ้น 9% โดยรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์เติบโตเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นCompact Car, Contemporary Luxury, Dream Car,SUV, Mercedes-AMG, และ EQ – Electric Intelligence by  Mercedes-Benz ที่สำคัญแบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจียังได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีด้วยยอดขายเติบโตสูงกว่า 250% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการเดินหน้ารุกตลาดกลุ่มรถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเปิดตัวผู้จำหน่ายรถยนต์   เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี อย่างเป็นทางการทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ หรือการเปิดตัวรถยนต์ เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีรุ่นประกอบในประเทศเป็นครั้งแรก รวมถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในรถยนต์ภายใต้แบรนด์ EQ – Electric intelligence byMercedes-Benzที่มีเพิ่มมากขึ้นผ่าน    การลงทุนสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่แห่งที่ 6 ของโลกในประเทศไทย โดยรถยนต์ที่อยู่ภายใต้      แบรนด์นี้มียอดขายสูงขึ้นประมาณ 40%”

   “ดังนั้น ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ เราจึงยังคงเดินหน้านำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ๆ เพื่อมาตอบสนอง   ความต้องการของลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างต่อเนื่อง โดยรถยนต์ที่เรานำมาเปิดตัวในวันนี้ คือ Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG PremiumและMercedes-BenzS 560 Cabriolet AMG Premium ซึ่งเป็นรถยนต์สปอร์ต 2 ประตูที่มาพร้อมกับรูปลักษณ์ภายนอกอันโดดเด่นและการตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูงที่สุดเพื่อยกระดับงานออกแบบให้ดูสปอร์ตและเน้นย้ำ    งานวิศวกรรมอันล้ำหน้าไปอีกขั้น ซึ่งถือเป็นการนิยามที่สุดของรถยนต์ในกลุ่มDream Carอย่างแท้จริงโดยรถยนต์ 2 รุ่นนี้มาพร้อมกับการผสมผสานสุดยอดดีไซน์ ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีเข้าไว้กับนวัตกรรมอันล้ำสมัยแบบเดียวกับรถยนต์ The S-Class รุ่นซาลูน และ  ความอัจฉริยะของรถยนต์สไตล์สปอร์ตได้อย่างลงตัวไม่ว่าจะเป็น ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่    รุ่นที่พัฒนาขึ้นใหม่ หน้าจอกว้างแบบ Widescreen Cockpitพวงมาลัยรุ่นใหม่สำหรับการขับขี่      ที่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น รวมถึงระบบENERGIZING Comfort Control เพื่อความผ่อนคลายในห้องโดยสารพร้อมระบบอินโฟเทนเมนต์รุ่นล่าสุดและโดดเด่นด้วยไฟท้ายดีไซน์ใหม่ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี OLED สวยงามในทุกมุมมอง”

ข้อมูลผลิตภัณฑ์

   ดีไซน์ภายนอกของ Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG PremiumและMercedes-Benz   S 560 Cabriolet AMG Premiumรุ่นใหม่เป็นรถยนต์สไตล์สปอร์ต 2 ประตู หรูหราแบบรถยนต์ตระกูล S-Class ด้วยไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light Systemที่ประดับด้วยคริสตัลสวารอฟสกี้ (Swarovski crystals)จำนวนรวมทั้งสิ้น 47ชิ้น ซึ่งประกอบด้วยไฟ daytime running lamps ที่ส่องสว่างด้วยคริสตัลสวารอฟสกี้ 17ชิ้น ให้แสงที่สวยใสชัดเจน และไฟเลี้ยวที่ตกแต่งด้วยคริสตัลสวารอฟสกี้ 30ชิ้น รวมถึงยังเป็นเพียงรถยนต์2 รุ่นในตระกูล S-Class ที่ติดตั้งไฟท้ายแบบ OLED(Organic Light Emitting Diode)ซึ่งเป็นหลอดไดโอดเปล่งแสงขนาดบางที่เคลือบใต้กระจกของไฟหลัง จำนวนรวมทั้งสิ้น 33 ชิ้นต่อ 1 ข้างทำหน้าที่ควบคุมตำแหน่งและความสว่างของแสงได้อย่างแม่นยำอีกทั้งยังโดดเด่นด้วยเส้นสายลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ กระจังหน้าDiamond grilleสีเงินพร้อมลายโครเมียม 1แถบ และตราสัญลักษณ์  เมอร์เซเดส-เบนซ์ฝากระโปรงหน้าที่ยาวเพิ่มความดุดันด้วยชุดแต่งสปอร์ตแบบ AMGพร้อม       คิ้วโครเมียมตกแต่งบริเวณชายกันชนด้านหน้า,ปลายท่อไอเสียคู่,ดิสก์เบรกแบบมีช่องระบาย        ความร้อน, สัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ บนคาลิปเปอร์เบรก และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจากAMGแบบ10-spokeขนาด20นิ้ว ตกแต่งด้วยสี Titanium Grey

   โดย Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG Premiumมาพร้อมกับหลังคาพาโนรามิคซันรูฟแบบ MAGIC SKY CONTROL ขนาดใหญ่ ที่สามารถปรับความเข้มของกระจกได้เพียงกดสวิตช์เพื่อกรองแสงที่เข้ามาได้ โดยพาโนรามิคซันรูฟนี้ มีความยาวถึง 2ใน 3ของความยาวหลังคา หรือมีพื้นที่ประมาณ 1.32ตารางเมตร ในขณะที่Mercedes-Benz S 560 Cabriolet AMG Premium มาพร้อมกับหลังคาแบบ fabric soft-top ที่มีความหนาถึง3ชั้น ชั้นนอกสุดเคลือบสารบูทีล (butyl)ซึ่งทำให้รถยนต์มีระดับเสียงรบกวนภายในห้องโดยสารน้อยที่สุด โดยหลังคาสามารถ       กางเปิดหรือพับปิดได้ในเวลาเพียง 19วินาที ขณะที่รถวิ่งที่ความเร็วสูงสุด 50กม./ชม.อีกทั้งยังมาพร้อมกับแผงบังคับทิศทางลม(AIRCAP)อีกด้วย

   สำหรับ ดีไซน์ภายในนั้น สร้างนิยามอีกขั้นของความสะดวกสบาย เช่นเดียวกับ Mercedes-Maybach S 560 ด้วยระบบENERGIZING Comfort Control ที่ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เช่น การปรับโทนสีของไฟภายในห้องโดยสารPremium Ambient Light ระบบปรับอากาศระบบเครื่องเสียงรวมถึงโปรแกรมนวดของเบาะที่นั่งด้านหน้า4แบบ เพื่อช่วยให้คุณผ่อนคลายตลอดการเดินทาง พร้อมการตกแต่งด้วยวัสดุที่แข็งแรง มีระดับ และได้รับมาตรฐานจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ทั่วโลก ทั้งเบาะนั่งหุ้มหนัง Nappaแบบ Exclusive packageตัดเย็บลายเบาะแบบ diamond design,หน้าจอกว้างแบบ Widescreen Cockpitและพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ต

สำหรับเทคโนโลยีและระบบมัลติมีเดีย ภายในห้องโดยสารมาอย่างครบครัน ทั้งระบบ  Night View Assist Plus ระบบที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่ เห็นคนเดินถนน หรือสัตว์ขนาดใหญ่ในที่มืดโดยการใช้แสงอินฟราเรด และกล้องอินฟราเรดระยะใกล้และไกล ในการมองเห็นเพื่อลดอุบัติเหตุในที่มืด,ระบบ Crosswind Assist ระบบที่จะช่วยประคองรถยนต์ให้ไม่หลุดออกนอกเส้นทางเมื่อมีลมแรง,ระบบMAGIC VISION CONTROL ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติที่ช่วยให้ผู้ขับขี่มี ทัศนวิสัยในการมองเห็นได้อย่างดีเยี่ยมขณะขับขี่ ด้วยระบบฉีดน้ำกระจกหน้าจากก้านปัดน้ำฝน ที่น้ำจะฉีดไปที่บริเวณด้านหน้าของใบปัดขณะทำการปัดรวมถึงระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up display),ระบบป้อนเข็มขัดนิรภัยอัตโนมัติสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร,ฟังก์ชั่นปรับสมดุลอากาศภายในห้องโดยสาร(AIR BALANCE package),ระบบCOMAND Online,ฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือApple CarPlay™ & Android Auto,ระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย(Wireless charging),ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่Bluetooth ระบบควบคุมและสั่งงานด้วยtouchpadและระบบเสียง  รอบทิศทางBurmester® high end 3D surround sound system

นอกจากนี้Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG PremiumและMercedes-Benz S 560 Cabriolet AMG Premium ยังมาพร้อมกับระบบช่วยเหลือการขับขี่และระบบ ความปลอดภัยสูงสุดทั้งสำหรับผู้ขับขี่ ผู้โดยสารและผู้ร่วมใช้ถนน ที่ไม่เคยมีในรถยนต์รุ่นนี้        มาก่อน อาทิ

·        ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE® PLUSด้วยการทำงานของเรดาร์ที่หากตรวจพบรถยนต์จากด้านหลังที่วิ่งเข้ามาด้วยความเร็วซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุ ไฟกระพริบฉุกเฉินจะกระพริบด้วยความถี่ที่มากกว่าปกติเพื่อเตือนผู้ขับขี่รถคันหลัง หลังจากนั้น ระบบจะรัดเข็มขัดนิรภัยให้กระชับขึ้น ระบบเบรกจะล็อคล้อทั้งสี่ไว้ให้อยู่กับที่ พร้อมปรับพนักพิงคอเพื่อช่วยลดความเสี่ยงของอาการบาดเจ็บบริเวณคอ หากมีการชนเกิดขึ้น

·        PRE-SAFE® Impulse Sideอีกหนึ่งความอัจฉริยะของระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ โดยระบบจะตรวจจับรถยนต์ที่กำลังวิ่งเข้าด้านข้างตัวรถ ด้วยเรดาร์ที่ด้านซ้ายและขวา เมื่อพบว่ามีเหตุการณ์ที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ ถุงลมที่อยู่ในพนักพิงด้านข้างจะพองออกเพื่อผลักให้ผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารด้านหน้าเอียงไปอยู่ส่วนตรงกลางห้องโดยสารแทน เพื่อปกป้องจากแรงกระแทกจากด้านข้างตัวรถ

·        ระบบ Active Emergency Stop Assistในกรณีที่ผู้ขับขี่ไม่มีการตอบสนองต่อการขับขี่เป็นเวลานาน เช่น คนขับหลับในหรือหมดสติ และระบบตรวจจับได้ว่าไม่มีการเคลื่อนไหวของพวงมาลัยเลย ระบบจะส่งสัญญาณเตือนเพื่อให้ผู้ขับขี่กลับมาประคองพวงมาลัยรถ แต่ถ้ายังไม่มีการตอบสนองจากผู้ขับขี่ ระบบจะค่อยๆ หยุดรถอัตโนมัติในช่องจราจรนั้น พร้อมกับเปิดระบบไฟกระพริบฉุกเฉิน

·        ระบบ Evasive Steering Assistระบบช่วยหลบหลีกการชนจากด้านหน้าโดยสัญญาณเรดาร์และกล้อง MPC ของรถยนต์จะช่วยตรวจจับคนและสิ่งของที่จะก่อให้เกิดอันตราย โดยระบบจะเตือนให้คุณตอบสนองและหักหลบสิ่งกีดขวางด้วยตนเองเท่านั้น พร้อมช่วยส่งแรงบิดที่เหมาะสมในการหักหลบสิ่งกีดขวางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

·        ระบบ Active Distance Assist DISTRONICระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า ทำงานโดยใช้สัญญาณเรดาร์ที่ติดตั้งบริเวณกันชนหน้าในการคำนวณระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถคันหน้าที่สัมพันธ์กับความเร็วของรถในขณะนั้น และลดความเร็วของรถโดยอัตโนมัติ รวมทั้งช่วยเบรกด้วยระดับแรงเบรกประมาณ 50%ของแรงเบรกปกติเพื่อรักษาระยะห่างตามที่ผู้ขับขี่กำหนด ระบบสามารถลดความเร็วของรถลงจนกระทั่งหยุดนิ่งตามรถยนต์คันที่อยู่ด้านหน้า และยังสามารถควบคุมรถให้ออกตัวตามรถยนต์คันที่อยู่ด้านหน้า หากรถยนต์คันที่อยู่ด้านหน้าหยุดนิ่งเป็นเวลาไม่เกิน 30วินาที แล้วเคลื่อนที่ต่อไป

·        ระบบ Active Blind Spot Assistอีกหนึ่งเทคโนโลยีความปลอดภัยจาก  เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการชนกับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์คันอื่นที่อยู่ในจุดอับสายตาในขณะที่กำลังจะเปลี่ยนช่องจราจร ระบบนี้จะทำงานตั้งแต่ความเร็วของรถที่ 12กม./ชม. เป็นต้นไป โดยจะมีไฟเตือนเป็นสัญลักษณ์รูปสามเหลี่ยมสีแดงปรากฏขึ้นที่กระจกมองข้างทั้งซ้ายและขวา ทันทีที่ระบบสามารถตรวจจับรถที่เข้าใกล้ในระยะที่กำหนด หรือประมาณ 3เมตรจากด้านซ้ายด้านขวา หรือด้านหลังของรถ สัญลักษณ์เตือนดังกล่าวที่กระจกมองข้างนี้ จะกระพริบพร้อมกับมีเสียงเตือนเมื่อผู้ขับขี่เปิดไฟเลี้ยวด้านเดียวกับที่มีรถอยู่ในระยะที่เสี่ยงต่อการชน ยิ่งไปกว่านั้น หากคุณไม่ตอบสนอง ระบบจะเบรกรถด้านที่เสี่ยงต่อการชนโดยอัตโนมัติ เพื่อเป็นการช่วยให้รถคุณกลับเข้าสู่ช่องจราจรเดิม

·        ระบบ Active Lane Keeping Assistหากเรดาร์ตรวจพบความเสี่ยงในการชนกับรถยนต์ที่ตรวจจับได้ ระบบจะช่วยดึงรถเข้าสู่ช่องจราจรเดิมโดยอัตโนมัติ ด้วยการเบรกล้อฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกับรถยนต์ที่ตรวจจับได้ ระบบนี้ยังสามารถตรวจจับรถจักรยานยนต์ที่วิ่งมาด้านข้าง จึงทำให้ผู้ขับขี่อุ่นใจและปลอดภัยมากขึ้นในการเปลี่ยนช่องจราจร โดยเฉพาะการขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรคับคั่งบนถนนใหญ่หรือทางด่วนที่มี   หลายช่องทางจราจร

·        ระบบ Active Braking Assistและฟังก์ชัน Cross-Trafficเทคโนโลยีที่ช่วยหลีกเลี่ยงการชนกับรถยนต์คันอื่น หรือคนเดินถนนในบริเวณทางแยก โดยสัญญาณเรดาร์ที่ติดอยู่บริเวณกันชนด้านหน้า และกล้อง MPCจะตรวจจับเหตุการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อการชน และจะส่งเสียงเตือนคุณให้เบรก หากคุณตอบสนอง ระบบจะช่วยเพิ่มกำลังเบรกไปจนเต็มประสิทธิภาพ แต่หากไม่มีการตอบสนอง ระบบจะช่วยเบรกอัตโนมัติตามแต่ละสถานการณ์ นอกจากนี้ในกรณีที่ระบบไม่สามารถหลบหลีกวัตถุด้านหน้าได้ทัน ระบบจะช่วยลดความเร็วลง เพื่อช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ

·        ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist) ทั้งการจอดแบบขนานและการจอดแบบเข้าซอง โดยกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา จะแสดงภาพบริเวณรอบกันชนในจอแสดงผล รวมถึงภาพจากมุมสูง จึงช่วยให้เห็นสิ่งกีดขวางรอบคันรถ ทั้งนี้ระบบจะส่งสัญญาณ เตือนภัยทั้งภาพและเสียง ในขณะที่กำลังจอดรถด้วยความเร็วไม่เกิน 10กม./ชม. โดยเป็นการประสานการทำงานของระบบ active steeringระบบ speed controlและระบบเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ แม้ในที่จำกัดหรือในกรณีที่ต้องขยับรถหลายครั้ง พร้อมเพิ่มความปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยระบบ         Drive Away Assistที่ส่งสัญญาณเตือนเมื่อตรวจจับความเสี่ยงต่อการชนในขณะที่เหยียบคันเร่งหรือเบรกสลับกัน หรือเมื่อผู้ขับขี่เข้าเกียร์ไม่ถูกต้อง

   Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG PremiumและMercedes-BenzS 560 Cabriolet AMG Premiumมาพร้อมกับระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONICและเครื่องยนต์แบบ V8เทอร์โบคู่และระบบปรับรูปแบบขับขี่ DYNAMIC SELECTที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกได้ทั้งหมด 5แบบตามสไตล์การขับขี่ของตนเองคือ ECO, Comfort, Sport, Sport+และIndividual

  • Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG Premium ราคา 15,990,000 บาท
  • Mercedes-Benz S 560 Cabriolet AMG Premium ราคา 16,720,000 บาท

   ติดตามข้อมูลข่าวสารของเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ที่www.mercedes-benz.co.th  www.facebook.com/MercedesBenzThailand

 
 

More Articles...

Page 1 of 22

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )