Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS INTER

NEW CARS INTER : วอลโว่ XC40 ใหม่ คว้ารางวัลรถยนต์ยุโรปยอดเยี่ยมแห่งปี 2018

Monday, 12 March 2018 17:04

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   วอลโว่ XC40 ใหม่ รถเอสยูวีขนาดเล็ก ได้รับรางวัลรถยนต์ยุโรปยอดเยี่ยมแห่งปี 2018 (2018 European Car of the Year) ก่อนการจัดงาน Geneva Motor Show ในสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งถือเป็นรางวัลแรกของ   วอลโว่ คาร์ ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์ระดับพรีเมี่ยมชั้นนำของโลก

   “การได้รับรางวัลของวอลโว่ XC40 ใหม่ ในครั้งนี้ นับเป็นเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่ง” ฮาคาน ซามูเอลส์สัน ประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร วอลโว่ คาร์ กล่าว “วันนี้ วอลโว่ได้จำหน่ายรถยนต์เอสยูวีใหม่ 3 รุ่นแรกไปแล้วทั่วโลก ซึ่ง XC40 ถือเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่จะช่วยสร้างการเติบโตที่มั่นคง เพื่อให้วอลโว่สามารถรุกสู่ตลาดรถเอสยูวีขนาดเล็กได้อย่างเข้มแข็งและรวดเร็ว”

   รางวัลจาก XC40 ทำให้รถยนต์เอสยูวีรุ่นใหม่ของวอลโว่ทุกรุ่นได้รับการเสนอชื่อเป็นรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีทั้งในยุโรปและอเมริการเหนือ โดยทั้งเอสยูวีรุ่นใหญ่อย่าง XC90 และรุ่นกลาง XC60 ของวอลโว่ เคยได้รับรางวัลรถยนต์บรรทุกอเนกประสงค์ยอดเยี่ยมแห่งปีในอเมริกาเหนือ (North American Truck/Utility of the Year) มาแล้วเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา

   โดยก่อนได้รับรางวัลรถยนต์ยุโรปยอดเยี่ยมแห่งปี 2018 วอลโว่ XC40 เคยคว้ารางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี (Car of the Year) จาก What Car? นิตยสารรถยนต์ชั้นนำแห่งสหราชอาณาจักร

   วอลโว่ XC40 นำเสนอมาตรฐานใหม่สู่ตลาดรถเอสยูวีทั้งในด้านดีไซน์ การเชื่อมต่อ และเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย ด้วยยอดสั่งจองก่อนวางจำหน่ายทั้งในยุโรปและอเมริกามากกว่า 20,000 คัน แสดงให้เห็นว่านี่คือรถยนต์ที่ครองใจผู้บริโภคอย่างแท้จริง วอลโว่ XC40 มีแผนการจัดจำหน่ายลำดับต่อไปในประเทศจีน ซึ่งถือเป็นตลาดการค้าที่ใหญ่ที่สุดของโลกโดย วอลโว่คาดการณ์ว่าจะได้รับความสนใจอย่างมากในหมู่ผู้บริโภคไม่แพ้ในทวีปอื่น ๆ

    วอลโว่ XC40 เป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ วอลโว่ คาร์ ใช้การออกแบบสถาปัตยกรรม Compact Modular Vehicle Architecture (CMA) รูปแบบใหม่ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานการผลิตรถยนต์ทุกรุ่นในตระกูล 40 Series รวมถึงรถยนต์ที่ใช้พลังไฟฟ้าโดยสมบูรณ์ ด้วยความร่วมมือพัฒนากับ จีลี่ (Geely) ทำให้สถาปัตยกรรม CMA เพิ่มความได้เปรียบทางด้านต้นทุนต่อหน่วยลดลง

   เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยและระบบช่วยขับขี่ที่ติดตั้งใน XC40 ครอบคลุมถึง Pilot Assist system (ระบบช่วยขับขี่กึ่งอัตโนมัติ), City Safety (ระบบป้องกันการชนขณะขับความเร็วต่ำ), Run-off Road Protection and Mitigation (ระบบป้องกันอันตรายจากรถตกถนนหรือวิ่งนอกเลน), Cross Traffic alert (ระบบตรวจจับขณะออกจากช่องจอด) พร้อมระบบช่วยเบรก และ 360° Camera (กล้องรอบตัวรถ) เพื่อการเข้าช่องจอดรถที่แคบได้อย่างปลอดภัย

   วอลโว่ XC40 ยังนำเสนอแนวคิดการตกแต่งภายในห้องโดยสารและระบบเก็บสัมภาระที่ชาญฉลาด พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระบริเวณประตูรถและใต้เบาะนั่งที่ซึ่งใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยมีทั้งพื้นที่วางสมาร์ทโฟนพร้อมการชาร์จไฟไร้สาย ตะขอพับได้สำหรับแขวนกระเป๋าขนาดเล็ก และถังขยะที่ถอดเก็บได้ในช่องกลางคอนโซล

   ในปี ค.ศ. 2017 บริษัทได้ประกาศจุดยืนว่า รถยนต์ที่ วอลโว่ คาร์ จะเปิดตัวในปี ค.ศ. 2019 เป็นต้นไป  จะเป็นรถยนต์พลังไฟฟ้าทั้งหมดและเพื่อให้สอดคล้องกับสถานะผู้นำด้านการพัฒนาระบบพลังงานไฟฟ้า บริษัทจึงมีแผนการนำเสนอรถยนต์ XC40 รุ่นเครื่องยนต์ไฮบริดและรุ่นเครื่องยนต์พลังไฟฟ้าโดยสมบูรณ์ในอนาคต

   “เรามีแผนกลยุทธ์ที่ชัดเจนเพื่อการเติบโต และเรามุ่งมั่นเพื่อเป็นผู้นำทั้งในด้านความปลอดภัย การเชื่อมต่อ และบริการสำหรับยานยนต์และการพัฒนาระบบพลังงานไฟฟ้า” ฮาคาน ซามูเอลส์สัน กล่าว “XC40 คือบทพิสูจน์แห่งความมุ่งมั่นดังกล่าว และเมื่อได้เห็นถึงผลตอบรับทั้งจากผู้บริโภคและคณะกรรมการพิจารณารถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีแล้ว เราจึงมั่นใจว่า เรากำลังดำเนินตามแนวทางที่ถูกทางแล้ว”  

 
 

NEW CARS INTER : ซูบารุเปิดตัว ซูบารุ เอาท์แบ็ค (Subaru Outback) และ ซูบารุ เอ็กซ์วี (Subaru XV) ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี EyeSight Driver Assist ในงานมอเตอร์โชว์ 2018 ณ ประเทศสิงคโปร์

Sunday, 28 January 2018 16:28

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท มอเตอร์ อิมเมจ ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ซูบารุใน 9 ประเทศ   ทั่วเอเชีย เปิดตัว ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback) และ ซูบารุ เอ็กซ์วี (Subaru XV) ภายในงาน Singapore Motorshow 2018. ซูบารุ เอาท์แบ็ค รุ่นใหม่จะนำเสนอประสบการณ์การตลอบสนองในการขับขี่อันดีเยี่ยม ตลอดจนความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่ ในขณะที่ซูบารุ เอ็กซ์วีที่สร้างจากพื้นฐานของ Subaru Global Platform ที่ได้รับการติดตั้ง EyeSight Driver Assist จะทำให้ผู้ขับขี่ได้รับประสบการณ์การขับขี่ที่มั่นใจมากยิ่งขึ้น 

   “ปี 2561 ถือเป็นปีที่ยิ่งใหญ่สำหรับซูบารุ เพราะนอกจากจะเปิดตัวเทคโนโลยี EyeSight เรายังได้เปิดตัว ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback)และ ซูบารุ เอ็กซ์วี (Subaru XV) ภายในงาน Singapore Motorshow 2018มร. เกลน ตัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตันจง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าว “ซูบารุ เอาท์แบ็ค มาพร้อมกับความสวยงามและฟังก์ชั่นการทำงานที่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ขับขี่ได้ใช้รถที่แข็งแรงทนทาน  มากสมรรถนะและมีรูปลักษณ์ที่สวยงามยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันเรายังได้แนะนำซูบารุ เอ็กซ์วี เครื่องยนต์บ็อกเซอร์สูบนอน ขนาด 2.0 ลิตร แบบ Direct Injection และระบบเกียร์CVT  ที่ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นสำหรับตลาดสิงคโปร์ การปรับปรุงเหล่านี้จะช่วยตอบโจทย์ลูกค้าที่กำลังมองหารถเอสยูวีที่มีสมรรถนะสูงและความสะดวกสบายขอรถซ๊ดานที่เหมาะสมกับการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งรถทั้งสองโมเดลที่เราได้ทำการเปิดตัววันนี้ยังได้รับการติดตั้งเทคโนโลยี EyeSight เรามั่นใจว่ารถยนต์ของเราทั้งสองรุ่นจะสร้างความประทับใจเหนือความคาดหมาย และส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ได้อย่างไร้ที่ติ”

ความโดดเด่นของ ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback)

  • เทคโนโลยี EyeSight เป็นระบบช่วยในการขับขี่ที่มีฟังก์ชั่นหลากหลายเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถขับขี่ได้อย่างปลอดภัย
  • ระบบ STABLEX-Ride เพื่อการขับขี่ที่มีเสถียรภาพยิ่งขึ้น การบังคับพวงมาลัยที่ดียิ่งขึ้น และการสั่นสะเทือนของตัวถังที่น้อยลง
  • ระบบ X-MODE ช่วยให้ควบคุมเครื่องยนต์ได้มีประสิทธิภาพ ระบบ Symmetrical All-Wheel Drive (S-AWD) และระบบเบรคทำให้การขับขี่ปลอดภัยในทุกสภาพถนน

   ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback) มีการปรับโฉมกันชนด้านหน้า และกระจังหน้าแบบหกเหลี่ยม ที่นอกจากจะมีคุณภาพสูงและทนทานแล้ว ยังช่วยให้รถมีรูปลักษณ์ที่ทรงพลัง ล้อแม็กลายใหม่ถูกออกแบบให้มีน้ำหนักเบา ซึ่งส่งผลให้ถูกต้องตามหลักอากาศพลศาสตร์มากยิ่งขึ้น

   ในส่วนของฟังก์ชั่นการทำงานใหม่นั้น มาพร้อมกับ พอร์ต USB ในคอนโซลบริเวณที่พักแขนเบาะหลัง มีไมโครโฟนเพื่อปรับปรุงการตอบสนองต่อเสียง (Voice Recognition)  ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback) ยังมีระบบการเชื่อมต่อการสื่อสารในรถยนต์ (Infotainment) ระดับพรีเมี่ยมแบบใหม่ด้วยหน้าจอขนาด 8 นิ้ว ความละเอียดสูงสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน และเข้าถึงแอพพลิเคชั่นยอดนิยมในปัจจุบันผ่าน Apple CarPlay และ Android Auto นอกจากนี้ ความสามารถด้าน Voice Recognition จะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานแบบแฮนด์ฟรี ส่งผลให้ไม่รบกวนต่อการขับขี่และเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้โดยสารทุกคน

   เครื่องยนต์บ็อกเซอร์สูบนอน ขนาด 2.5 ลิตร ของ ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback) ยังได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นด้วยไดชาร์จรุ่นใหม่ ซึ่งช่วยให้ใช้เชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และมีน้ำหนักเบาลงถึง 8%

   ระบบเกียร์ CVT มีโหมดใช้งาน 7 สปีด และการตอบสนองของลิ้นปีกผีเสื้อที่ไวขึ้นก็ช่วยให้อัตราการเร่งดีขึ้น ได้ความรู้สึกแบบรถสปอร์ต การเปลี่ยนโซ่สายพานส่งกำลังให้มีความละเอียดยิ่งขึ้นส่งผลให้ช่วยลดเสียงรบกวนจากเครื่องยนต์สู่ห้องโดยสาร และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงได้ประมาณร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับรุ่นปัจจุบัน

   ความปลอดภัยยังคงเป็นรากฐานที่สำคัญในรถยนต์ทุกรุ่นของซูบารุ นอกเหนือจากเทคโนโลยี EyeSight แล้ว ซูบารุ เอาท์แบ็ค (Subaru Outback) ยังมีระบบไฟหน้าแบบปรับทิศทางอัตโนมัติตามพวงมาลัย (Steering Responsive Headlights)ช่วยให้ลำแสงไฟหน้าเคลื่อนที่ไปตามทิศทางของการหักพวงมาลัยรถ เพิ่มทัศนวิสัยและความปลอดภัยในยามค่ำคืน ทัศนวิสัยในจุดบอดด้านหน้ายังได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นด้วยกล้องที่ติดตั้งอยู่ที่ส่วนล่างของกระจังหน้า และกระจกข้างซึ่งจะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นบริเวณโดยรอบได้เมื่อขับขี่ในพื้นที่แคบ

ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback) ยังมีสีใหม่ให้เลือก ประกอบด้วย

  • สีเขียวเมทัลลิก (Wilderness Green Metallic)
  • สีแดงมุก (Crimson Red Pearl)
  • สีน้ำตาลมุก (Oak Brown Pearl)

ซูบารุ เอ็กซ์วี รุ่นใหม่

   ซูบารุรุ่นนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มรูปแบบครั้งแรกนับตั้งแต่ที่ ซูบารุ เอ็กซ์วี (Subaru XV) เปิดตัวในปี 2555       รถครอสโอเวอร์รุ่นใหม่นี้จะทำให้ผู้ขับขี่เร้าใจไปกับการตั้งค่าที่ปรับเปลี่ยนได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในเมือง    ไปจนถึงการเดินทางในเส้นทางนอกเมือง ซูบารุ เอ็กซ์วี (Subaru XV) มีให้เลือกถึง 2 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร พร้อมเทคโนโลยี EyeSight Driver Assist และเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร ที่ได้รับการเปิดตัวที่สิงคโปร์ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังเป็นรถรุ่นที่สองที่ใช้เทคโนโลยี Subaru Global Platform ซึ่งจะทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกมั่นใจทุกครั้งบนท้องถนน พร้อมความสะดวกสบายและการควบคุมที่เหนือกว่า

ความโดดเด่นที่เหนือกว่าของ ซูบารุ เอ็กซ์วี 2.0i-S (Subaru XV 2.0i-S)

  • เทคโนโลยี EyeSight Driver Assist
  • เทคโนโลยี Subaru Global Platform ใหม่ที่ช่วยให้การสั่นสะเทือนและการแกว่งของตัวถังลดลง และทำให้การขับขี่สนุกยิ่งขึ้น
  • เครื่องยนต์บ็อกเซอร์สูบนอน ขนาด 2.0 ลิตร แบบ Direct Injection
  • ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบสมมาตร พร้อม X-MODE
  • ลายเส้นอันสนุกสนานของล้อแม็กขนาด 18 นิ้ว ส่งเสริมให้ซูบารุ เอ็กซ์วี มีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้การตกแต่งภายในและภายนอกมีความสวยงามยิ่งขึ้น
  • เทคโนโลยีความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น เช่น ระบบไฟหน้าแบบปรับทิศทางอัตโนมัติตามพวงมาลัย (Steering Responsive Headlights)

   ซูบารุ เอ็กซ์วี (Subaru XV) 2.0i-S มาพร้อมกับระบบ Direct Injection ให้กำลัง 156 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ สูบนอน ขนาด 2.0 ลิตรได้รับการปรับปรุงใหม่ ทำให้เครื่องยนต์รุ่นใหม่มีน้ำหนักเบาลงประมาณ    12 กิโลกรัม และการใช้ระบบ Direct Injection ยังช่วยในการประหยัดน้ำมัน  ระบบเกียร์ Lineartronic ยังเบากว่ารุ่นก่อนหน้านี้ถึง 7.8 กิโลกรัม และมีระบบเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ และโหมดใช้งานด้วยตนเองที่ปรับได้ 7 สปีด ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้ดีขึ้น

   นอกจากเทคโนโลยี EyeSight แล้ว ซูบารุ เอ็กซ์วี (Subaru XV) ยังพัฒนาระบบความปลอดภัยเชิงรับเพื่อความปลอดภัยจากการชน (Passive Safety) ให้ดียิ่งขึ้นด้วยโครงสร้างใหม่ของ Subaru Global Platform ที่ใช้เหล็กทนแรงดึงสูง (High-Tensile Steel) ปริมาณมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของตัวถัง ทำให้สามารถดูดซับแรงกระแทกได้ดีกว่ารุ่นปัจจุบันถึงร้อยละ 40 ในกรณีที่เกิดการชน

   * EyeSight เป็นระบบช่วยขับขี่ซึ่งอาจมีข้อจำกัดในบางสภาวะการการขับขี่

   หมายเหตุ : ข้อมูลข้างต้นเป็นข้อมูลสำหรับรุ่นที่จัดจำหน่ายในประเทศสิงคโปร์เท่านั้น สำหรับตลาดในประเทศไทย ทางบริษัทฯ จะแจ้งให้ทราบในภายหลัง

 
 

NEW CARS INTER : นิสสันเผยโฉมรถยนต์ต้นแบบครอสโมชัน (“Xmotion”) ในงาน 2018 North American International Auto Show

Tuesday, 23 January 2018 15:42

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   นิสสันเผยโฉมรถยนต์ต้นแบบ ครอสโมชัน(Xmotion) ที่สะท้อนแนวคิดของการออกแบบในอนาคตของรถยนต์เอนกประสงค์ต้นแบบที่สานต่อประวัติศาสตร์อันยาวนานของนิสสันในกลุ่มครอสโอเวอร์ และรถยนต์อเนกประสงค์

   ครอสโมชัน (Xmotion) เปิดตัวครั้งแรกในโลกในงาน 2018 North American International Auto Show ที่จัดขึ้น ณ เมืองดีทรอยท์ ประเทศสหรัญอเมริกา โดยผสมผสานวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นและความประณีตศิลป์แบบดั้งเดิม กับการออกแบบสไตล์อเมริกัน และเทคโนโลยีนิสสัน อินเทลลิเจ้นท์ โมบิลิตี้  ทั้งนี้รถยนต์เอนกประสงค์ ครอสโมชัน (Xmotion) จะมีทั้งหมด 6 ที่นั่ง จัดแบ่งเป็นแบบ 3 แถว

   “สำหรับแนวคิดของ “ครอสโมชัน”เราเน้นการแสดงพลังและความแข็งแรงของนิสสัน อินเทลลิเจ้นท์ โมบิลิตี้ ซึ่งความดุดันและทรงพลังนี้เป็นองค์ประกอบที่รวมอยู่กับความประณีตและนุ่มนวลแบบญี่ปุ่นได้อย่างลงตัว” มร. อัลฟองโซ อัลไบซา รองประธานอาวุโส ฝ่ายการออกแบบของนิสสัน (Alfonso Albaisa, senior vice president of global design at Nissan Motor Co., Ltd.) กล่าว “ดีไซน์ภายนอกของ “ครอสโมชัน”  ผสานแนวคิดแบบตะวันตก และแบบตะวันออกเข้าด้วยกัน สะท้อนให้เห็นผ่านเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ และเทคโนโลยีเชื่อมต่ออัจฉริยะรวมถึงศิลปะยุคดิจิทัล และประณีตศิลป์แบบดั้งเดิมของประเทศญี่ปุ่น หากมองแบบผิวเผิน “ครอสโมชัน”  อาจดูเหมือนจะมีดีไซน์การออกแบบที่เรียบง่ายธรรมดา แต่เมื่อพิจารณาเพิ่มเติม จะเห็นรายละเอียดที่ซับซ้อนมากมายที่ทำให้ “ครอสโมชัน”  เปี่ยมไปด้วยความโดดเด่นที่เร้าใจ”

   เพื่อส่งสัญญาณถึงทิศทางการออกแบบรถยนต์ของนิสสันในอนาคต รถยนต์ต้นแบบ “ครอสโมชัน”ได้มาพร้อมดีไซน์ภายนอกที่ดูสวยงามและปราดเปรียว ด้วยด้านหน้ารูปทรงตัวยู (U-shaped highlights) และการปรับปรุงรูปแบบของกระจังหน้าแบบ V-Motionที่ดูบึกบึนและทรงพลัง

   รูปลักษณ์ภายนอกที่เรียบง่ายสง่างามของ “ครอสโมชัน” จะตัดกับซุ้มล้อเหล็กและยางที่สามารถได้กับทุกสภาพถนน ภายใต้การออกแบบมาอย่างดีให้เป็นชิ้นเดียวกัน  ยางจะดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับล้ออลูมิเนียม อัลลอยขนาด 21นิ้ว นอกจากนี้ ภายนอกของ “ครอสโมชัน” ยังโดดเด่นด้วยที่เก็บสัมภาระบนหลังคา หรือ rooftop box ที่มีดีไซน์อันโดดเด่นรวมถึงไฟท้ายที่ได้แรงบันดาลใจจากงานไม้ของญี่ปุ่นอีกด้วย

   ด้วยฐานล้อที่ยาว ประกอบกับล้อและยางที่ได้รับการวางให้ตำแหน่งอยู่ที่ริมด้านนอก ทำให้เกิดการจัดวางที่นั่ง "4+2" ในรูปแบบใหม่ โดยมาในรูปแบบที่นั่งแถวคู่ 3 ตอน ซึ่งเหมาะสำหรับครอบครัว หรือคู่รัก ที่มีลูก 2 คน หรือแม้กระทั่งสำหรับสัตว์เลี้ยง

   ด้านการออกแบบภายในของ “ครอสโมชัน”ได้รับอิทธิพลจากรูปแบบภูมิทัศน์ของญี่ปุ่น ที่ตอกย้ำรากฐานของความเป็นนิสสัน ในขณะที่มีการใช้กราฟฟิคล้ำสมัยรวมถึงเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ

   โดยห้องโดยสารภายในได้รับแรงบันดาลใจมาจากแม่น้ำ โดยมีคอนโซลกลาง ซึ่งเป็นหัวใจของการออกแบบภายใน ที่เป็นเสมือนสะพานพาดวางตั้งแต่ส่วนหน้าไปจนถึงส่วนท้ายของรถ โดยใช้เทคนิคการเชื่อมไม้แบบตัวต่อ “kanawa tsugi”ซึ่งมักพบในการสร้างวัดและศาลเจ้าของชาวญี่ปุ่น

   ส่วนแผงหน้าปัดของ “ครอสโมชัน”ปรับใช้เทคนิคการเชื่อมไม้แบบ Kigumi  สะท้อนให้เห็นความแข็งแรงของโครงสร้าง ให้ความรู้สึกถึงความแข็งแกร่งและความน่าเชื่อถือ

   นอกจากนี้ “ครอสโมชัน”ยังมาพร้อมหน้าจอดิจิทัลถึง 7 จุด ได้แก่ หน้าจอขนาดยาวบริเวณหน้ารถ ซึ่งประกอบด้วย หน้าจอหลักทั้งหมด 3 จอ พร้อมจอซ้ายและขวา รวมถึง digital room mirror บริเวณเพดาน และแผงคอนโซลกลาง

   ระบบแสดงผลและข้อมูลสามารถควบคุมได้โดยใช้ท่าทางและการเคลื่อนไหวของดวงตา  ด้วยการควบคุมที่ชาญฉลาดและการสั่งงานด้วยเสียง ทำให้ผู้ขับขี่สามารถมีสมาธิในการขับรถ และเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย

   “นิสสันมองว่ารถยนต์ต้นแบบ “ครอสโมชัน” จะเป็นรถยนต์ SUV เพื่อการใช้งาน ซึ่งสามารถขับขี่ได้ในชีวิตประจำวัน และยังสามารถเดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติ หรือสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนได้ทุกเมื่อที่ต้องการ การออกแบบและเทคโนโลยีนี้จะทำให้นิสสันสามารถบรรลุพันธกิจในการสร้างโลกที่ดีกว่าให้ผู้คน” มร. อัลไบซา กล่าวเสริมในช่วงท้าย

 

 

 
 

NEW CARS INTER : PORSCHE Boxster Spyder เปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งาน New York International Auto Show 2015

Monday, 20 April 2015 13:09

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   ปอร์เช่เปิดตัว Boxster Spyder อย่างเป็นทางการเพื่อเฉลิมฉลองการเริ่มต้นของรถเปิดประทุนในปี 2015 ณ มหกรรมยานยนต์ New York International Auto Show โดยรถเปิดประทุน 2 ที่นั่งรุ่นใหม่ล่าสุดคันนี้ยังคงเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครไว้ได้อย่างโดดเด่น เช่นการใช้หลังคาผ้าใบที่เปิดปิดด้วยมือ และมีเพียงระบบเกียร์ธรรมดาเท่านั้นที่สามารถติดตั้งกับรถคันนี้ได้

   ด้วยการที่เป็นโร้ดสเตอร์ อย่างแท้จริงทำให้ Boxster Spyder ส่งผ่านประสบการณ์การขับขี่แบบรถสปอร์ตพร้อมด้วยสมรรถนะและประสิทธิภาพของรถที่ทันสมัยให้ผู้ขับขี่ได้อย่างเต็มที่ ด้วยระบบช่วงล่างแบบสปอร์ตมีความแข็งแกร่งสูงและสามารถลดระดับความสูงได้ถึง 20 มิลลิเมตร ระบบเบรกนำมาจากรุ่น 911 Carrera ที่ให้ความแม่นยำต่อการตอบสนองมากขึ้น เครื่องยนต์ขนาด 3.8 ลิตร 6 สูบ มาพร้อมกับพละกำลังสูงสุดที่ 375 แรงม้า (276 กิโลวัตต์) ซึ่งผู้ขับขี่และผู้โดยสารจะได้รับประสบการณ์ความเป็นรถสปอร์อย่างแท้จริง รวมถึงความคล่องตัวในการขับขี่ของ Boxster ที่มีน้ำหนักเบาแต่ให้ประสิทธิภาพได้อย่างยอดเยี่ยม โดยอัตราเร่งของ Boxster Spyder จาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทำได้ในเวลาเพียง 4.5 วินาทีเท่านั้น ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 290 กิโลเมตร/ชั่วโมง และอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงตามวงจรการขับขี่แบบ NEDC ต่ำเพียง 9.9 ลิตร/100 กิโลเมตร (10.10 กิโลเมตร/ลิตร) เท่านั้น

   การออกแบบที่โดดเด่นของ Boxster Spyder ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนานของรถสปอร์ตและรถแข่งจากปอร์เช่เช่นรุ่น 718 Spyder ในช่วงทศวรรษ 1960 โดยนำรูปแบบมาใช้ในการสรรสร้างชิ้นส่วนฝากระโปรงทางด้านหลัง และพนักพิงศรีษะแบบ 2 ชิ้น ส่วนการทำงานของหลังคาสามารถเปิดปิดบางส่วนด้วยมือ การใช้ชิ้นส่วนด้านบนที่มีน้ำหนักเบาทำให้เหมาะสมกับการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังเป็นการระลึกถึงโร้ดสเตอร์ ในวันวานอีกด้วย แน่นอนการออกแบบครีบตัวรถที่ยาวถึงด้านหลังได้กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Boxter Spyder ไปแล้ว ส่วนทางด้านหน้าและด้านหลังรถได้นำการออกแบบของ Cayman GT4 มาเสริมความโดดเด่นให้มากขึ้น

   ภายในห้องโดยสารของ Boxster Spyder สามารถสัมผัสถึงความสุนทรีย์ในการขับขี่ซึ่งมากกว่ารุ่น Boxster อื่นๆ ผู้ขับขี่และผู้โดยสารจะนั่งอยู่บนเบาะ Bucket seats ที่มีน้ำหนักเบาและมาพร้อมกับเบาะหนุนด้านข้างขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้น ในขณะที่พวงมาลัยโฉมใหม่ด้วยขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 360 มิลลิเมตร ช่วยให้โร้ดสเตอร์ เครื่องยนต์วางกลางคันนี้สามารถขับขี่ได้แม่นยำและมั่นคงมากยิ่งขึ้น

 
 

NEW CARS INTER : JAGUAR XE เผยโฉมครั้งแรกในโลก

Sunday, 12 October 2014 14:44

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   จากัวร์ จัดงานเปิดตัว Jaguar XE ยานยนต์แนวสปอร์ตซีดานหรูรุ่นใหม่ล่าสุด ในย่านเอิร์ลคอร์ทกลางกรุงลอนดอน พร้อมการแสดงสุดยิ่งใหญ่อลังการเพื่อร่วมฉลองความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของยนตกรรมชั้นสูงแห่งสหราชอาณาจักร ส่วนเมืองไทย บริษัท ซิตี้ ออโต้โมบิล จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์ในประเทศไทย กำหนดเปิดตัวและจัดจำหน่ายภายในปี พ.ศ. 2558

   งานเปิดตัว Jaguar XE จัดขึ้นในย่านเอิร์ลคอร์ท ซึ่งเป็นสถานที่สุดคลาสสิกที่ถูกใช้จัดงานเปิดตัวรถยนต์จากัวร์มาแล้วกว่า 14 รุ่น โดยมี จอห์น ฮันน่าห์  นักแสดงภาพยนตร์ชื่อดัง รับหน้าที่พิธีกร ซึ่งการแสดงที่มีความยาวถึง 45 นาที ประกอบด้วยนักแสดงชื่อดังมากมาย ทั้ง เอมิลี ซานเด, วงเดอะ ไกเซอร์ ชีฟส์, เอลิซ่า ดูลิตเติ้ล, คณะลอยัล บัลเล่ต์, วงดุริยางค์ลอนดอน ฟิลฮาโมนิค ออร์เคสตร้า และ แม็กซ์ มิลเนอร์ จากรายการ เดอะ ว๊อยซ์ โดยโชว์ทุกชุดแสดงถึงช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์อันรุ่งเรืองของจากัวร์ นับตั้งแต่การเปิดตัวรถยนต์รุ่น เอสเอส100 (SS100) เมื่อปี ค.ศ. 1935 (พ.ศ. 2478) จนถึงความสำเร็จทั่วโลกของแบรนด์จากัวร์ในปัจจุบัน ปิดท้ายด้วยการเปิดตัว Jaguar XE ซึ่งนำเสนอการเดินทางอันน่าประทับใจจากโรงงานผลิตในเมืองโซลิฮัลล์สู่การเปิดตัวในย่านเอิร์ลคอร์ท ซึ่งงานครั้งนี้มีคนดังและบุคคลสำคัญกว่า 3,000 คนเข้าร่วมงาน อาทิ สเตลล่า แมคคาร์ทนีย์, เดวิด แกนดี้, โจเซ่ มูริญโญ่, ไบรอัน จอห์นสัน, แซม ไรลีย์,  แกรี ลินิเกอร์, รูเบน คอร์ทาดา, เซียนน่า กิลเลอร์รี่ย์ และอีกมากมาย  

   Jaguar XE มีระบบขับเคลื่อนล้อหลัง มาพร้อมโครงสร้างน้ำหนักเบา ดีไซน์สุดล้ำ การตกแต่งภายในอันหรูหรา ตลอดจนระบบขับขี่และควบคุมที่เหนือชั้น นอกจากนี้ยังสามารถเข้าถึงทุกแอพพลิเคชั่นของสมาร์ทโฟนได้ด้วยฟังก์ชั่น InControl Apps บนหน้าจอสัมผัสภายในห้องโดยสาร ให้คุณสามารถจัดการประชุมสายผ่านโทรศัพท์ ค้นหาจุดจอดรถบริเวณใกล้เคียง หรือแม้แต่จองโรงแรมได้จากภายในรถยนต์ของคุณเอง และด้วยฟังก์ชั่นจุดกระจายสัญญาณอินเตอร์เน็ตแบบ Wi-Fi จากเสาสัญญาณของตัวรถ ทำให้คุณสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์สื่อสารได้หลากหลายรูปแบบ

   ระบบ InControl infotainment ของ Jaguar XE ยังได้รับการทำงานด้วยระบบสนับสนุนการขับขี่ที่เหนือชั้นมากมาย อาทิ การแสดงผล Laser Head-up Display (HUD) ครั้งแรกของวงการ ด้วยคุณภาพเลเซอร์ปรับปรุงใหม่ที่ให้ภาพบนจอไวด์สกรีนขนาดเล็กลงแต่สว่างกว่าเดิมถึง 3 เท่า ทั้งยังคมชัดและให้สีสันสดใสยิ่งกว่า ทำให้ผู้ขับขี่มองเห็นข้อมูลสถานะรถยนต์ได้อย่างง่ายดาย ทั้งความเร็วและระบบนำทางได้อย่างชัดเจนโดยไม่รบกวนวิสัยทัศน์การขับขี่

   Jaguar XE ยังถือเป็นยานยนต์จากัวร์ที่ผลิตโดยใช้อะลูมิเนียมเป็นวัสดุหลักรุ่นแรกของโรงงานแห่งใหม่ในเมืองโซลิฮัลล์ แถบเวสต์มิดแลนด์ของสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นโรงงานที่สร้างขึ้นเพื่อการผลิตยานยนต์เฉพาะแบบเท่านั้น ด้วยโครงสร้างวัสดุอะลูมิเนียมของ Jaguar XE ไม่เพียงถูกออกแบบมาอย่างสวยงามหมดจดในทุกมุมมอง หากยังมีแรงต้านการบิดในระดับสูงสุด ทั้งยังมาพร้อมกับระบบกันสะเทือนขั้นสูงเพื่อการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบทั้งการควบคุมได้ดั่งใจและการเลี้ยวโค้งที่แม่นยำในทุกสภาวะ

   Jaguar XE คือรถยนต์รุ่นแรกของโลกที่ใช้อะลูมิเนียมเกรดใหม่ที่ให้ความแข็งแกร่งระดับสูงมาก นั่นคือรุ่น RC 5754 มาเป็นวัสดุหลักในการผลิต และเนื่องจากการใช้รีไซเคิลในอัตราส่วนที่สูงมากนี้เอง ทำให้การคิดค้นวัสดุอะลูมิเนียมอัลลอยชนิดนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของจากัวร์ ในการบรรลุซึ่งเป้าหมายด้านการใช้วัสดุรีไซเคิลในการผลิตให้มากถึง 75% ก่อนปี พ.ศ.2563 นอกจากนี้ยังให้การประหยัดน้ำมันสูงสุดที่ระดับ 75 ไมล์/แกลลอน* (น้อยกว่า 4 ลิตร/100 กม.) ตามอัตราการใช้เชื้อเพลิงรวมหน่วยยูโร

 
 

NEW CARS INTER : ลัมโบร์กีนี เผยโฉม ASTERION LPI 910-4 เทคโนโลยี Plug-in hybrid

Thursday, 28 May 2015 15:21

 

 

 

 

 

 

 

   ออโตโมบิลี แลมโบร์กีนีร่วมงานประกวดรถคลาสสิค คอนคัวร์ส เดลเลแกนซ์ (Concours d’Elegance) เป็นครั้งแรก โดยงานอันทรงเกียรตินี้ได้รับการจัดขึ้นเป็นเวลาสองวัน ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2558 ณ โรงแรมวิลลาเดสเท (Villa d’Este) และในวันทื 24 พฤษภาคม ณ โรงแรมวิลลาเออร์บา (Villa Erba) เมืองเซอโนบบิโอ ประเทศอิตาลี

   ออโตโมบิลี ลัมโบร์กีนี ส่งลัมโบร์กีนี  ASTERION LPI 910-4 เข้าร่วม หลังจากได้เปิดตัวเป็นครั้งแรกในงานปารีส ออโต้ ซาลอน (Paris Auto Salon) เมื่อปี 2557 ที่ผ่านมา เพื่อแสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยี Plug-in hybrid (PHEV) ของลัมโบร์กีนี และชิงรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม (Design Award) สำหรับรถต้นแบบ  รางวัลนี้ถูกตั้งขึ้นในปี 2545 ที่งานคอนคัวร์ส เดลเลแกนซ์  โรงแรมวิลลาเดสเท เพื่อให้รางวัลแก่รถยนต์ที่มีอดีตงดงามควบคู่กับนวัตกรรมแห่งอนาคต โดยมีฟิลิปโป เปอรินี หัวหน้าของเซ็นโทร สไตล์ ลัมโบร์กีนี (Centro Stile Lamborghini) ผู้ออกแบบแอสเทอเรียน พร้อมทีมออกแบบ เข้าร่วมงานระดับสากลในครั้งนี้

   ASTERION LPI 910-4 เป็นรถที่นำเสนอโซลูชั่นการลดอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ผ่านนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ระบบพลังงานไฮบริดสมรรถนะสูงประกอบด้วย เครื่องยนต์ วี10 ขนาด 5.2 ลิตร ผสานกำลังกับมอเตอร์ไฟฟ้ามากถึง 3 ตัว ซึ่งเมื่อทำงานร่วมกันทั้งหมดแล้ว จะให้กำลังรวมกันมากถึง 669 กิโลวัตต์ (910 แรงม้า) โดยทำความเร็วจาก 0 -100 กม./ชม. ภายใน 3 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 320 กม./ชม.

   ASTERION LPI 910-4 ยังให้ความรู้สึกการขับขี่ที่เป็นเอกลักษณ์พร้อมพละกำลังเหนือชั้น เอื้อให้การขับขี่ราบลื่นและตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต่ำอย่างเหลือเชื่อ เพียงแค่ 98 ก./ กม. แต่ยังมาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่สามารถทำระยะทางสูงสุด 50 กิโลเมตร

 
 

NEW CARS INTER : CHEVROLET CORVETTE Z06 C7.R พัฒนาจากสนามแข่งสู่ถนนจริง

Wednesday, 06 May 2015 11:16

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   CHEVROLET CORVETTE รุ่น Z06 C7.R โมเดลปี 2016 ได้รับการพัฒนาให้มีสมรรถนะระดับรถแข่งเพื่อเป็นเกียรติแก่คอร์เวทท์ เรซซิ่ง C7.R เตรียมออก จำหน่ายในอเมริกาเหนือด้วยตัวถังสีเหลืองและดำเอกลักษณ์ของคอร์เวทท์ เรซซิ่ง พร้อมตกแต่งภายนอกและภายในเต็มพิกัด

   CORVETTE  C7.R ถูกผลิตจำนวนจำกัดเพียง 500 คันเท่านั้น และยังมีรุ่นพิเศษ Z07 Performance ที่มาพร้อมเบรกคาร์บอนเซรามิก และหมายเลขตัวถังแบบพิเศษสำหรับรถรุ่นนี้เท่านั้น โดยเตรียมออกจำหน่ายในช่วงปลายปีนี้

   ชุดแต่ง Z07 Performance ประกอบด้วยเบรกคาร์บอนเซรามิกของเบรมโบที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรกและยกระดับสมรรถนะการควบคุมการขับขี่ นอกจากนี้ยังมีชิ้นส่วนที่ช่วยเพิ่มความลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ทั้งด้านหน้าและหลังที่ปรับระดับได้เพื่อเพิ่มแรงกดให้มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมด้วยยางมิชลิน ไพล็อต ซูเปอร์สปอร์ต คัพ 2 ช่วยเพิ่มการยึดเกาะถนน

   เมื่อผนวกกับเครื่องยนต์ LT4 พละกำลัง 650 แรงม้า แรงกดตามหลักอากาศพลศาสตร์ ที่ยอดเยี่ยมและเทคโนโลยีเสริมสมรรถนะอย่างระบบควบคุม (Magnetic Ride Control) ระบบจัดการเสถียรภาพ (PerformanceTractionManagement) และเฟืองท้ายอิเลคทรอนิคส์ ทำให้คอร์เวทท์ Z06 C7.R Edition นำเสนอศักยภาพที่ทัดเทียมกับซูเปอร์คาร์ชั้นนำระดับโลกและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแบบรถรุ่นพิเศษที่จะกลายเป็นที่ต้องการของนักสะสมรถในทันที

สำหรับคุณสมบัติอันโดดเด่นของคอร์เวทท์รุ่น Z06 C7.R ปี 2016 มีดังนี้

  • นำเสนอรุ่น 3LZ ทั้งโฉมคูเป้และเปิดประทุน
  • ตัวถังมี 2 สี คือ สีเหลืองซึ่งเป็นสีใหม่สำหรับรุ่นปี 2016 และสีดำ
  • ชุดแต่งลายกราฟฟิกรุ่น C7.R
  • ชุดแต่ง Z07 Performance พร้อมเบรกคาร์บอนเซรามิกของเบรมโบและยางมิชลิน พีเอส คัพ 2
  • คาลิปเปอร์เบรกสีเหลือง
  • ล้อสีดำพร้อมเส้นสายสีเหลืองและโลโก้คอร์เวทท์ เรซซิ่ง ที่กลางดุมล้อ
  • แพ็คเกจชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์เพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่
  • ฝากระโปรงหน้าตกแต่งด้วยคาร์บอนไฟเบอร์เพิ่มความโดดเด่นให้สวยสะดุดตา
  • ครีบด้านข้างและช่องดักอากาศตกแต่งด้วยสีเทาเมทัลลิค
  • ห้องโดยสารตกแต่งด้วยสีดำ Jet Black พร้อมวัสดุไมโครไฟเบอร์หนังกลับบนแผงควบคุม
    และแผงประตู
  • เบาะที่นั่งแบบสปอร์ต พวงมาลัย และหัวเกียร์ตกแต่งด้วยไมโครไฟเบอร์หนังกลับ
  • ตัดเย็บด้วยด้ายสีเหลืองดึงดูดสายตาภายในห้องโดยสาร
  • ห้องโดยสารถูกตกแต่งด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์พื้นผิวมันเงา
  • เติมเต็มด้วยบันไดข้างแบบคอร์เวทท์ เรซซิ่ง
  • ประทับตรา C7.R Edition ในห้องโดยสารพร้อมหมายเลขตัวถังแสดงลำดับการผลิตโดยเริ่มจากหมายเลข 700001
  • พร้อมผ้าคลุมรถลายกราฟฟิก C7.R
 
 

NEW CARS INTER : CHEVROLET MALIBU เจนเนอเรชั่นใหม่

Tuesday, 21 April 2015 13:04

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   เชฟโรเลตเผยโฉมรถยนต์เชฟโรเลตมาลิบูใหม่ รุ่นปี 2016 ในงานนิวยอร์ค อินเตอร์เนชั่นแนล ออโต้โชว์ 2015 มาลิบูใหม่มีความโดดเด่นทั้งสมรรถนะเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ และระบบความปลอดภัยขั้นสูง

   ทีมออกแบบของเชฟโรเลตได้ออกแบบมาลิบูรุ่นใหม่ขึ้นมาทั้งคัน ด้วยโครงสร้างใหม่ที่มีฐานล้อที่กว้างกว่ารุ่นปัจจุบันเกือบ 4 นิ้ว ทำให้ห้องโดยสารกว้างขวางและมีพื้นที่วางขามากขึ้น มอบความสะดวกสบายยิ่งขึ้น

   ส่วนโครงสร้างใหม่ให้ความแข็งแกร่งมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาลงถึง 300 ปอนด์ หรือ 136 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับรุ่นปัจจุบัน ทำให้ประหยัดน้ำมันและควบคุมสมรรถนะได้อย่างดีเยี่ยม
   มาลิบูได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในทุกรายละเอียดของตัวรถ เส้นสายแนวหลังคาในรถรุ่นนี้ลากยาวไปทางด้านหลัง เพื่อความหรูหรามากขึ้น ล้อถูกขยับขึ้นมาทางด้านหน้า ในขณะที่ส่วนหัวและท้ายรถสั้นลง และด้วยการออกแบบตัวถังด้านข้างอย่างลงตัว จึงยิ่งดูโดดเด่น และล้ำสมัย

   เชฟโรเลตจะเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาลิบู รุ่นปี 2016 ออกสู่สาธารณชนอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกของโลก โดยรถยนต์เชฟโรเลตมาลิบูใหม่ มีกำหนดออกจำหน่ายปลายปี 2015 นี้

   ทั้งนี้ เจนเนอรัล มอเตอร์ส ทำการผลิตและจำหน่ายรถยนต์เชฟโรเลตในประเทศไทยหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็นรถกระบะเชฟโรเลตโคโลราโด รถเนอกประสงค์ขนาดใหญ่เทรลเบรเซอร์ รถยนต์เอนกประสงค์เอสยูวีแคปติวา รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเชฟโรเลตครูซ และล่าสุดกับเชฟโรเลตโคโลราโด ไฮคันทรี รถกระบะพรีเมี่ยมรุ่นใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ที่ผ่านมานั่นเอง

 
 

NEW CARS INTER : CHEVROLET SPARK พร้อมบุกตลาดทั่วโลก

Friday, 10 April 2015 15:23

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   เชฟโรเลตเปิดตัวรถยนต์เชฟโรเลต สปาร์ค เจนเนอเรชั่นใหม่ ที่ให้ทั้งความหรูหราและ ล้ำสมัยในงานโซลมอเตอร์โชว์ 2015  ตอกย้ำความสำเร็จของแบรนด์ในฐานะรถยนต์ขนาดกะทัดรัดที่ได้รับความนิยมทั่วโลก

   เชฟโรเลต สปาร์ค ใหม่ มาพร้อมกับรูปลักษณ์สะดุดตา พร้อมระบบความปลอดภัย และการเชื่อมต่อที่ครบครัน โดยสปาร์คใหม่จะทำตลาดทั่วโลกในกว่า 40 ประเทศ

   รถยนต์เชฟโรเลตสปาร์คใหม่ สวยงามสะกดใจกว่าเดิม ด้วยฐานล้อที่กว้างขึ้น และลดความสูงลง 40 มม. เพื่อเพิ่มความโฉบเฉี่ยวในการขับขี่ตามหลักอากาศพลศาสตร์ แต่ยังคงมีห้องโดยสารที่กว้างขวางเช่นเดิม

   สำหรับโครงสร้างรถเชฟโรเลตสปาร์คใหม่ ได้รับการออกแบบให้มีความแข็งแกร่งทนทาน เพื่อให้   ผู้ขับขี่ได้สัมผัสประสบการณ์ที่เหนือชั้นยิ่งขึ้น ด้วยโครงสร้างตัวถังที่แข็งแรงทำให้ทีมวิศวกรได้ปรับแต่งให้ขับสนุกและควบคุมรถได้อย่างแม่นยำ ผู้ขับขี่จึงสัมผัสได้ถึงสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของรถและควบคุมการขับขี่ได้ดั่งใจ ทั้งยังเงียบและนุ่มนวลในทุกการขับขี่

   ด้วยปรัชญาการออกแบบที่มีสไตล์ สะท้อนดีไซน์แนวร่วมสมัยแบบเชฟโรเลตได้อย่างลงตัว สปาร์ค รุ่นใหม่นี้ จึงดูหรูหรา ทันสมัย สะกดทุกสายตา   ความสูงหลังคาที่ลดลงฉีกแนวการออกแบบรถเล็กให้ดูสมส่วน มีการปรับโครงสร้างโดยขยับตำแหน่งล้อทั้งสี่ให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม จึงทำให้สปาร์คใหม่ดูมั่นคงให้ความรู้สึกมั่นใจในการขับขี่

   กระจังหน้าใหม่แบบดูอัลพอร์ทซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเชฟโรเลต พร้อมไฟหน้าลากเฉียงไปจนถึงแก้มด้านซ้ายและขวา ส่วนไฟหน้าเป็นแบบโปรเจคเตอร์ที่มีทั้งความสวยงามและประณีต พร้อมไฟเดย์ไทม์แบบแอลอีดีทำให้สปาร์คคันนี้ดูล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น

   ส่วนด้านการออกแบบภายใน ยังคงมีพื้นที่ในห้องโดยสารที่กว้างขวาง แม้ว่าความสูงของตัวรถจะลดลง โดยทีมออกแบบของเชฟโรเลตได้ปรับขนาดของเบาะนั่งให้เข้ากับความสูงหลังคา พร้อมปรับตำแหน่งเบาะเพื่อเอาใจผู้ขับขี่มากขึ้นอีกด้วย   สำหรับวัสดุภายในได้ถูกพัฒนาและปรับปรุง ใส่ใจในทุกรายละเอียดด้วยการเลือกใช้วัสดุผ้าอย่างดีและเบาะนั่งขึ้นรูปด้วยโฟมที่เน้นนั่งสบาย ยืดอายุการใช้งานและทันสมัยในขณะเดียวกัน

   แผงแดชบอร์ดดีไซน์ใหม่หมดล้ำสมัยด้วยหน้าจอแอลซีดี ที่มาพร้อมแผงควบคุมกลางซึ่งสามารถเชื่อมต่อระบบอินโฟเทนเมนท์และระบบปรับอากาศได้อย่างสะดวกสบาย ส่วนแผงหน้าปัดยังคงตกแต่งด้วยสีสันที่เข้ากับตัวรถเช่นเคย ทั้งยังมาพร้อมกับช่องแอร์ดีไซน์ใหม่ทรงสี่เหลี่ยมคางหมู นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีมายลิงค์ ระบบอินโฟเทนเมนท์รุ่นล่าสุด ที่ควบคุมด้วยหน้าจอทัชสกรีนและไอคอนในสไตล์ของสมาร์ทโฟน โดยรองรับคำสั่งจากปลายนิ้วทั้งการลากและซูม คล้ายกับบนจอสมาร์ทโฟนนั่นเอง

   เชฟโรเลต สปาร์ค ใช้เครื่องยนต์อีโคเทค 3 สูบ ขนาด 1.0 ลิตร ที่มาพร้อมกับชุดเกียร์ธรรมดาแบบซีเทค เจนเนอเรชั่นใหม่ พร้อมกันนี้ยังอัดแน่นด้วยระบบความปลอดภัยระดับพรีเมียม ไม่ว่าจะเป็นระบบเตือนการชนด้านหน้า ระบบป้องกันการเปลี่ยนเลนแบบไม่ตั้งใจ และระบบตรวจจับสิ่งกีดขวางในจุดบอด

   เครื่องยนต์อีโคเทคใหม่นี้ มาพร้อมกับบล็อคและหัวกระบอกสูบแบบอลูมินัม ซึ่งช่วยลดน้ำหนัก เพื่อเพิ่มสมรรถนะและประหยัดน้ำมัน โดยหัวกระบอกสูบกับท่อไอดีได้รับการออกแบบมาเป็นชิ้นเดียวกัน ทำให้มีน้ำหนักเบา เพิ่มความประหยัดน้ำมัน อีกทั้งยังช่วยสร้างสมดุลน้ำหนักให้กับตัวรถได้เป็นอย่างดี จึงตอบสนองต่อการควบคุมตัวรถได้ดียิ่งขึ้น

   ในตลาดเกาหลี เชฟโรเลตสปาร์ครุ่นใหม่จะมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.0 ลิตร พร้อมเกียร์ซีเทค แบบธรรมดารุ่นใหม่ และเทคโนโลยีปิดเปิดเครื่องยนต์อัตโนมัติเมื่อวิ่งในเมืองเพื่อประหยัดน้ำมันยิ่งกว่าเดิม

   เชฟโรเลตสปาร์ครุ่นใหม่นี้ได้รับการพัฒนามาจากรถยนต์เชฟโรเลตรุ่นปัจจุบัน ที่มีออพชั่นด้านความปลอดภัยมาให้อย่างครบครันเมื่อเทียบกับรถยนต์เซกเม้นท์เดียวกัน ด้วยการเพิ่มอุปกรณ์และเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย ต่อยอดจากความสำเร็จของรุ่นก่อนหน้าที่ได้รับรางวัลความปลอดภัยสูงสุด จากสถาบันการรับประกันความปลอดภัยบนทางหลวง ประเทศสหรัฐอเมริกา

   สำหรับรถยนต์เชฟโรเลตสปาร์ครุ่นใหม่ล่าสุดนี้ จะผลิตที่ศุนย์การผลิตรถยนต์ชางวอน ในประเทศเกาหลี ซึ่งเป็นศูนย์การผลิตรถยนต์ที่ได้มาตรฐานระดับโลกของจีเอ็ม และถือเป็นผู้นำในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในภาคการผลิตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้นับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา มีรถยนต์เชฟโรเลต สปาร์ค จำหน่ายออกไปทั่วโลกแล้วกว่า 1 ล้านคัน

 
 

NEW CARS INTER : TATA BOLTสปอร์ตแฮทช์แบ็ค ยอดนิยมในอินเดีย

Thursday, 09 April 2015 10:31

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   รถยนต์นั่งส่วนบุคคลรุ่นใหม่ล่าสุด ทาทา โบลต์ (Tata Bolt) รถสปอร์ตแฮทช์แบ็คที่ ทาทา มอเตอร์สเพิ่งเปิดตัวในอินเดียช่วงต้นปี ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม กวาดยอดจำหน่ายไปกว่า 5,000 คัน

    ทาทา โบลต์ ถูกผลิตขึ้นที่โรงงานพริมพรี่ ในเมืองปูเน่ ซึ่งเป็นรถยนต์รุ่นล่าสุดที่ ทาทา มอเตอร์ส ผลิตออกมาจำหน่าย ภายใต้โครงการ ฮอไรซันเน็กซ์ (Horizonext) ที่ต้องการสร้างผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเป็นทางเลือกให้ลูกค้าทุกกลุ่ม และเป็นรถที่มีความลงตัวทั้งในส่วนของ การออกแบบ สมรรถนะการขับขี่ และอุปกรณ์สื่อสาร 

   ทาทา โบลต์ สื่อความหมายถึงเรื่องความเร็ว นำเสนอทัศนคติของชัยชนะและการเป็นผู้นำ ด้วยสิ่งเหล่านี้ทำให้   ทาทา โบลต์ มีความพร้อมในทุกแง่มุมทั้งในส่วนของ การออกแบบ การขับขี่ และการเชื่อมโยงการสื่อสารไว้ในรถ และยังทำให้โบลต์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของรถยนต์ตามแนวคิดฮอไรซันเน็กซ์ 4 ข้อคือ มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ประกอบรถยนต์ด้วยคุณภาพระดับโลก สร้างประสบการณ์การซื้อรถอันน่าประทับใจ และให้คุณภาพการบริการที่ดีอย่างสม่ำเสมอ 

   ทาทา โบลต์ ใช้เครื่องยนต์รีโวทรอน (Revotron) ซึ่งมีให้เลือกใช้ทั้งเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 1.2 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบชาร์เจอร์ และเครื่องยนต์ดีเซลควอดราเจ็ท (Quadrajet) 1.3 ลิตร

   ลักษณะและโครงสร้างตัวถังของ ทาทา โบลต์ สื่อให้เห็นถึงการออกแบบที่ล้ำสมัยของ ทาทา มอเตอร์ส และยังเป็นการดีไซน์ด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่ดีที่สุดร่วมกันจาก 3 สำนักออกแบบของ ทาทา มอเตอร์ส ในเมืองปูเน่ ของอินเดีย ในเมืองโคเวนทรี ของอังกฤษ และในเมืองตูริน ของอิตาลี ดีไซน์ของโบลต์ให้ความรู้สึกถึงพลังและความปราดเปรียว ภาพรวมการออกแบบภายนอกยังให้ความรู้สึกว่าโบลต์เป็นรถแฮทช์แบ็คที่ดูใหญ่ขึ้น เค้าโครงของด้านหน้ายังแสดงให้เห็นถึงความนุ่มนวล ในขณะที่สปอยเลอร์หลังถูกออกแบบให้ช่วยลดแรงเสียดทานตามหลักอากาศพลศาสตร์ ส่วนกรอบไฟท้ายและกันชนท้ายยังมีรูปทรงที่โดดเด่นและช่วยให้โบลต์ดูสปอร์ตมากยิ่งขึ้น

   ส่วนกระจังหน้าของโบลต์ เป็นเอกลักษณ์ใหม่ของกระจังหน้ารถยนต์ ทาทา มอเตอร์ส ที่ดึงดูดสายตาผู้คน ซึ่งเป็นการสร้างสรรค์สัญลักษณ์ด้านการออกแบบใหม่ให้กับแบรนด์ทาทา ชายล่างกันชนยังมีช่องดักลมขนาดใหญ่พร้อมกรอบไฟตัดหมอกที่เสริมบุคลิกสปอร์ตให้กับตัวรถมากยิ่งขึ้น องค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้ถูกออกแบบอย่างประณีตเพื่อทำให้ตัวถังดูกลมกลืน และยังให้ความรู้สึกที่พริ้วไหวแฝงด้วยพลัง

   เมื่อเข้าไปขับขี่ รถแฮทช์แบ็คดีเอ็นเอใหม่ของ ทาทา มอเตอร์ส คันนี้ ผู้ขับขี่จะรู้สึกว่าการออกแบบภายในมีความน่าสนใจมากขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้โบลต์เป็นนิยามใหม่ของรถในเซ็กเม้นท์นี้ แผงหน้าปัดได้รับการออกแบบด้วยสีดำจากวัสดุคุณภาพเยี่ยม ขณะที่คอนโซลกลางซึ่งเป็นจุดรวมองค์ประกอบหลักของภายในตัวรถได้รับการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อความบันเทิง พร้อมด้วยระบบปรับอากาศที่ดีที่สุดในรถระดับเดียวกัน

   โบลต์มาพร้อม พวงมาลัยทรงสปอร์ตแบบ 3 ก้าน พร้อมระบบมัลติฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่ควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ช่องลมแอร์ได้รับการออกแบบอย่างประณีต คอนโซลกลางได้รับการออกแบบให้ดูทันสมัยและวัยรุ่นมากขึ้น  และเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการพื้นที่กว้างขวางภายในห้องโดยสาร โบลต์ยังสร้างมาตรฐานใหม่ของการออกแบบห้องโดยสารในรถยนต์ ทาทา มอเตอร์ส ให้โดดเด่นอย่างเหนือชั้น ทั้งในเรื่องของพื้นที่และความสะดวกสบาย โดยพื้นที่ช่วงไหล่ (Shoulder room) ของห้องโดยสารด้านหน้ากว้างขึ้น 36 มม. และด้านหลังกว้างขึ้น 41 มม. เมื่อเทียบกับรถยนต์รุ่นอื่นๆ ในเซ็กเม้นท์นี้

   นอกจากนี้ยังสามารถรองรับสื่อความบันเทิงรูปแบบต่างๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น วีดีโอ ระบบเนวิเกเตอร์ที่เชื่อมต่อจากสมาร์ทโฟน เทคโนโลยีบลูทูธอันทันสมัย ระบบจดจำเสียง (เจ้าของรถ) การผสมผสานการทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟน ระบบรับแจ้งเตือนและรับข้อความจากสมาร์ทโฟนและช่วยอ่านออกเสียงให้ผู้ขับขี่ฟัง ซึ่งทั้งหมดนี้แสดงผ่านหน้าจอทัชสกรีน โบลต์จะทำให้ผู้ใช้รถสามารถผสานการใช้งานรถยนต์เพื่อชีวิตการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัวได้อย่างลงตัวมากที่สุดในการโดยสารท่องเที่ยว ขณะเดียวกันยังได้รับประสบการณ์ความบันเทิงแบบไร้ขีดจำกัด  

   ทาทา โบลต์ มาพร้อมกับฟีเจอร์ Drivenext ที่ทำให้โบลต์เป็นรถที่มีสมรรถนะการขับขี่ที่ดีที่สุดในเซ็กเม้นท์นี้ ซึ่งมีทางเลือกให้ลูกค้าทั้งเครื่องยนต์เบนซินและเครื่องยนต์ดีเซล โบลต์ยังเป็นรถแฮทช์แบ็ครุ่นแรกในเซ็กเม้นท์นี้ที่ใช้เครื่องยนต์รีโวทรอน เบนซินขนาด 1.2 ลิตร เทอร์โบ พร้อมระบบหัวฉีดน้ำมันแบบ มัลติพอยท์ MPFI (Multi-Point Fuel Injection) ให้กำลังสูงสุด 90 แรงม้า ที่ 5,000 รอบ/นาทีและแรงบิดสูงสุด 140 นิวตันเมตร ที่ 1,500-4,000 รอบ/นาที เป็นสมรรถนะสูงสุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน ซึ่งได้รับการพัฒนาร่วมกันจากสำนักออกแบบเครื่องยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนระดับโลก ให้มีสมรรถนะสูงทั้งในเรื่องของกำลังเครื่องยนต์ แรงบิด และประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ หลังจากผ่านการทดสอบพัฒนาและวิจัยอย่างเข้มงวดมาถึงกว่า 300,000 ชั่วโมง

   ส่วนรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล ใช้เครื่องยนต์ควอดราเจ็ท (Quadrajet) ขนาด 1.3 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 75 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 190 นิวตันเมตร ที่ 1,750-3,000 รอบ/นาที ที่ให้ความสนุกสนานในการขับขี่มากยิ่งขึ้น และทั้งเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล ใน ทาทา โบลต์ ใช้มาตรฐานค่าไอเสีย ยูโร 4 ที่จะมีการบังคับใช้ในอนาคตนี้ด้วย 

   ผู้ขับขี่โบลต์ยังสามารถเลือกโหมดของการขับขี่ได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งโบลต์มี โหมดสปอร์ต Sport เพิ่มความปราดเปรียว ตอบสนองการเร่งได้ดีขึ้น ส่วนในโหมดอีโค Eco เครื่องยนต์จะให้ประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเหมาะกับการขับท่องเที่ยวเดินทางไกล และโหมดซิตี้ City เครื่องยนต์จะขับเคลื่อนด้วยค่ามาตรฐาน ปรับความสมดุลระหว่างสมรรถนะกับความประหยัดเชื้อเพลิง เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานประจำวันหรือการขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น

 
 

Page 1 of 6

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )