Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS INTER

NEW CARS INTER : ซูบารุเปิดตัว ซูบารุ เอาท์แบ็ค (Subaru Outback) และ ซูบารุ เอ็กซ์วี (Subaru XV) ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี EyeSight Driver Assist ในงานมอเตอร์โชว์ 2018 ณ ประเทศสิงคโปร์

Sunday, 28 January 2018 16:28

 

 

 

 

 

 

 

   บริษัท มอเตอร์ อิมเมจ ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ซูบารุใน 9 ประเทศ   ทั่วเอเชีย เปิดตัว ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback) และ ซูบารุ เอ็กซ์วี (Subaru XV) ภายในงาน Singapore Motorshow 2018. ซูบารุ เอาท์แบ็ค รุ่นใหม่จะนำเสนอประสบการณ์การตลอบสนองในการขับขี่อันดีเยี่ยม ตลอดจนความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่ ในขณะที่ซูบารุ เอ็กซ์วีที่สร้างจากพื้นฐานของ Subaru Global Platform ที่ได้รับการติดตั้ง EyeSight Driver Assist จะทำให้ผู้ขับขี่ได้รับประสบการณ์การขับขี่ที่มั่นใจมากยิ่งขึ้น 

   “ปี 2561 ถือเป็นปีที่ยิ่งใหญ่สำหรับซูบารุ เพราะนอกจากจะเปิดตัวเทคโนโลยี EyeSight เรายังได้เปิดตัว ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback)และ ซูบารุ เอ็กซ์วี (Subaru XV) ภายในงาน Singapore Motorshow 2018มร. เกลน ตัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตันจง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าว “ซูบารุ เอาท์แบ็ค มาพร้อมกับความสวยงามและฟังก์ชั่นการทำงานที่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ขับขี่ได้ใช้รถที่แข็งแรงทนทาน  มากสมรรถนะและมีรูปลักษณ์ที่สวยงามยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันเรายังได้แนะนำซูบารุ เอ็กซ์วี เครื่องยนต์บ็อกเซอร์สูบนอน ขนาด 2.0 ลิตร แบบ Direct Injection และระบบเกียร์CVT  ที่ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นสำหรับตลาดสิงคโปร์ การปรับปรุงเหล่านี้จะช่วยตอบโจทย์ลูกค้าที่กำลังมองหารถเอสยูวีที่มีสมรรถนะสูงและความสะดวกสบายขอรถซ๊ดานที่เหมาะสมกับการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งรถทั้งสองโมเดลที่เราได้ทำการเปิดตัววันนี้ยังได้รับการติดตั้งเทคโนโลยี EyeSight เรามั่นใจว่ารถยนต์ของเราทั้งสองรุ่นจะสร้างความประทับใจเหนือความคาดหมาย และส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ได้อย่างไร้ที่ติ”

ความโดดเด่นของ ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback)

  • เทคโนโลยี EyeSight เป็นระบบช่วยในการขับขี่ที่มีฟังก์ชั่นหลากหลายเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถขับขี่ได้อย่างปลอดภัย
  • ระบบ STABLEX-Ride เพื่อการขับขี่ที่มีเสถียรภาพยิ่งขึ้น การบังคับพวงมาลัยที่ดียิ่งขึ้น และการสั่นสะเทือนของตัวถังที่น้อยลง
  • ระบบ X-MODE ช่วยให้ควบคุมเครื่องยนต์ได้มีประสิทธิภาพ ระบบ Symmetrical All-Wheel Drive (S-AWD) และระบบเบรคทำให้การขับขี่ปลอดภัยในทุกสภาพถนน

   ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback) มีการปรับโฉมกันชนด้านหน้า และกระจังหน้าแบบหกเหลี่ยม ที่นอกจากจะมีคุณภาพสูงและทนทานแล้ว ยังช่วยให้รถมีรูปลักษณ์ที่ทรงพลัง ล้อแม็กลายใหม่ถูกออกแบบให้มีน้ำหนักเบา ซึ่งส่งผลให้ถูกต้องตามหลักอากาศพลศาสตร์มากยิ่งขึ้น

   ในส่วนของฟังก์ชั่นการทำงานใหม่นั้น มาพร้อมกับ พอร์ต USB ในคอนโซลบริเวณที่พักแขนเบาะหลัง มีไมโครโฟนเพื่อปรับปรุงการตอบสนองต่อเสียง (Voice Recognition)  ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback) ยังมีระบบการเชื่อมต่อการสื่อสารในรถยนต์ (Infotainment) ระดับพรีเมี่ยมแบบใหม่ด้วยหน้าจอขนาด 8 นิ้ว ความละเอียดสูงสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน และเข้าถึงแอพพลิเคชั่นยอดนิยมในปัจจุบันผ่าน Apple CarPlay และ Android Auto นอกจากนี้ ความสามารถด้าน Voice Recognition จะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานแบบแฮนด์ฟรี ส่งผลให้ไม่รบกวนต่อการขับขี่และเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้โดยสารทุกคน

   เครื่องยนต์บ็อกเซอร์สูบนอน ขนาด 2.5 ลิตร ของ ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback) ยังได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นด้วยไดชาร์จรุ่นใหม่ ซึ่งช่วยให้ใช้เชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และมีน้ำหนักเบาลงถึง 8%

   ระบบเกียร์ CVT มีโหมดใช้งาน 7 สปีด และการตอบสนองของลิ้นปีกผีเสื้อที่ไวขึ้นก็ช่วยให้อัตราการเร่งดีขึ้น ได้ความรู้สึกแบบรถสปอร์ต การเปลี่ยนโซ่สายพานส่งกำลังให้มีความละเอียดยิ่งขึ้นส่งผลให้ช่วยลดเสียงรบกวนจากเครื่องยนต์สู่ห้องโดยสาร และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงได้ประมาณร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับรุ่นปัจจุบัน

   ความปลอดภัยยังคงเป็นรากฐานที่สำคัญในรถยนต์ทุกรุ่นของซูบารุ นอกเหนือจากเทคโนโลยี EyeSight แล้ว ซูบารุ เอาท์แบ็ค (Subaru Outback) ยังมีระบบไฟหน้าแบบปรับทิศทางอัตโนมัติตามพวงมาลัย (Steering Responsive Headlights)ช่วยให้ลำแสงไฟหน้าเคลื่อนที่ไปตามทิศทางของการหักพวงมาลัยรถ เพิ่มทัศนวิสัยและความปลอดภัยในยามค่ำคืน ทัศนวิสัยในจุดบอดด้านหน้ายังได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นด้วยกล้องที่ติดตั้งอยู่ที่ส่วนล่างของกระจังหน้า และกระจกข้างซึ่งจะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นบริเวณโดยรอบได้เมื่อขับขี่ในพื้นที่แคบ

ซูบารุ เอาท์แบ็ค (The New Subaru Outback) ยังมีสีใหม่ให้เลือก ประกอบด้วย

  • สีเขียวเมทัลลิก (Wilderness Green Metallic)
  • สีแดงมุก (Crimson Red Pearl)
  • สีน้ำตาลมุก (Oak Brown Pearl)

ซูบารุ เอ็กซ์วี รุ่นใหม่

   ซูบารุรุ่นนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มรูปแบบครั้งแรกนับตั้งแต่ที่ ซูบารุ เอ็กซ์วี (Subaru XV) เปิดตัวในปี 2555       รถครอสโอเวอร์รุ่นใหม่นี้จะทำให้ผู้ขับขี่เร้าใจไปกับการตั้งค่าที่ปรับเปลี่ยนได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในเมือง    ไปจนถึงการเดินทางในเส้นทางนอกเมือง ซูบารุ เอ็กซ์วี (Subaru XV) มีให้เลือกถึง 2 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร พร้อมเทคโนโลยี EyeSight Driver Assist และเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร ที่ได้รับการเปิดตัวที่สิงคโปร์ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังเป็นรถรุ่นที่สองที่ใช้เทคโนโลยี Subaru Global Platform ซึ่งจะทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกมั่นใจทุกครั้งบนท้องถนน พร้อมความสะดวกสบายและการควบคุมที่เหนือกว่า

ความโดดเด่นที่เหนือกว่าของ ซูบารุ เอ็กซ์วี 2.0i-S (Subaru XV 2.0i-S)

  • เทคโนโลยี EyeSight Driver Assist
  • เทคโนโลยี Subaru Global Platform ใหม่ที่ช่วยให้การสั่นสะเทือนและการแกว่งของตัวถังลดลง และทำให้การขับขี่สนุกยิ่งขึ้น
  • เครื่องยนต์บ็อกเซอร์สูบนอน ขนาด 2.0 ลิตร แบบ Direct Injection
  • ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบสมมาตร พร้อม X-MODE
  • ลายเส้นอันสนุกสนานของล้อแม็กขนาด 18 นิ้ว ส่งเสริมให้ซูบารุ เอ็กซ์วี มีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้การตกแต่งภายในและภายนอกมีความสวยงามยิ่งขึ้น
  • เทคโนโลยีความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น เช่น ระบบไฟหน้าแบบปรับทิศทางอัตโนมัติตามพวงมาลัย (Steering Responsive Headlights)

   ซูบารุ เอ็กซ์วี (Subaru XV) 2.0i-S มาพร้อมกับระบบ Direct Injection ให้กำลัง 156 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ สูบนอน ขนาด 2.0 ลิตรได้รับการปรับปรุงใหม่ ทำให้เครื่องยนต์รุ่นใหม่มีน้ำหนักเบาลงประมาณ    12 กิโลกรัม และการใช้ระบบ Direct Injection ยังช่วยในการประหยัดน้ำมัน  ระบบเกียร์ Lineartronic ยังเบากว่ารุ่นก่อนหน้านี้ถึง 7.8 กิโลกรัม และมีระบบเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ และโหมดใช้งานด้วยตนเองที่ปรับได้ 7 สปีด ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้ดีขึ้น

   นอกจากเทคโนโลยี EyeSight แล้ว ซูบารุ เอ็กซ์วี (Subaru XV) ยังพัฒนาระบบความปลอดภัยเชิงรับเพื่อความปลอดภัยจากการชน (Passive Safety) ให้ดียิ่งขึ้นด้วยโครงสร้างใหม่ของ Subaru Global Platform ที่ใช้เหล็กทนแรงดึงสูง (High-Tensile Steel) ปริมาณมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของตัวถัง ทำให้สามารถดูดซับแรงกระแทกได้ดีกว่ารุ่นปัจจุบันถึงร้อยละ 40 ในกรณีที่เกิดการชน

   * EyeSight เป็นระบบช่วยขับขี่ซึ่งอาจมีข้อจำกัดในบางสภาวะการการขับขี่

   หมายเหตุ : ข้อมูลข้างต้นเป็นข้อมูลสำหรับรุ่นที่จัดจำหน่ายในประเทศสิงคโปร์เท่านั้น สำหรับตลาดในประเทศไทย ทางบริษัทฯ จะแจ้งให้ทราบในภายหลัง

 
 

NEW CARS INTER : นิสสันเผยโฉมรถยนต์ต้นแบบครอสโมชัน (“Xmotion”) ในงาน 2018 North American International Auto Show

Tuesday, 23 January 2018 15:42

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   นิสสันเผยโฉมรถยนต์ต้นแบบ ครอสโมชัน(Xmotion) ที่สะท้อนแนวคิดของการออกแบบในอนาคตของรถยนต์เอนกประสงค์ต้นแบบที่สานต่อประวัติศาสตร์อันยาวนานของนิสสันในกลุ่มครอสโอเวอร์ และรถยนต์อเนกประสงค์

   ครอสโมชัน (Xmotion) เปิดตัวครั้งแรกในโลกในงาน 2018 North American International Auto Show ที่จัดขึ้น ณ เมืองดีทรอยท์ ประเทศสหรัญอเมริกา โดยผสมผสานวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นและความประณีตศิลป์แบบดั้งเดิม กับการออกแบบสไตล์อเมริกัน และเทคโนโลยีนิสสัน อินเทลลิเจ้นท์ โมบิลิตี้  ทั้งนี้รถยนต์เอนกประสงค์ ครอสโมชัน (Xmotion) จะมีทั้งหมด 6 ที่นั่ง จัดแบ่งเป็นแบบ 3 แถว

   “สำหรับแนวคิดของ “ครอสโมชัน”เราเน้นการแสดงพลังและความแข็งแรงของนิสสัน อินเทลลิเจ้นท์ โมบิลิตี้ ซึ่งความดุดันและทรงพลังนี้เป็นองค์ประกอบที่รวมอยู่กับความประณีตและนุ่มนวลแบบญี่ปุ่นได้อย่างลงตัว” มร. อัลฟองโซ อัลไบซา รองประธานอาวุโส ฝ่ายการออกแบบของนิสสัน (Alfonso Albaisa, senior vice president of global design at Nissan Motor Co., Ltd.) กล่าว “ดีไซน์ภายนอกของ “ครอสโมชัน”  ผสานแนวคิดแบบตะวันตก และแบบตะวันออกเข้าด้วยกัน สะท้อนให้เห็นผ่านเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ และเทคโนโลยีเชื่อมต่ออัจฉริยะรวมถึงศิลปะยุคดิจิทัล และประณีตศิลป์แบบดั้งเดิมของประเทศญี่ปุ่น หากมองแบบผิวเผิน “ครอสโมชัน”  อาจดูเหมือนจะมีดีไซน์การออกแบบที่เรียบง่ายธรรมดา แต่เมื่อพิจารณาเพิ่มเติม จะเห็นรายละเอียดที่ซับซ้อนมากมายที่ทำให้ “ครอสโมชัน”  เปี่ยมไปด้วยความโดดเด่นที่เร้าใจ”

   เพื่อส่งสัญญาณถึงทิศทางการออกแบบรถยนต์ของนิสสันในอนาคต รถยนต์ต้นแบบ “ครอสโมชัน”ได้มาพร้อมดีไซน์ภายนอกที่ดูสวยงามและปราดเปรียว ด้วยด้านหน้ารูปทรงตัวยู (U-shaped highlights) และการปรับปรุงรูปแบบของกระจังหน้าแบบ V-Motionที่ดูบึกบึนและทรงพลัง

   รูปลักษณ์ภายนอกที่เรียบง่ายสง่างามของ “ครอสโมชัน” จะตัดกับซุ้มล้อเหล็กและยางที่สามารถได้กับทุกสภาพถนน ภายใต้การออกแบบมาอย่างดีให้เป็นชิ้นเดียวกัน  ยางจะดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับล้ออลูมิเนียม อัลลอยขนาด 21นิ้ว นอกจากนี้ ภายนอกของ “ครอสโมชัน” ยังโดดเด่นด้วยที่เก็บสัมภาระบนหลังคา หรือ rooftop box ที่มีดีไซน์อันโดดเด่นรวมถึงไฟท้ายที่ได้แรงบันดาลใจจากงานไม้ของญี่ปุ่นอีกด้วย

   ด้วยฐานล้อที่ยาว ประกอบกับล้อและยางที่ได้รับการวางให้ตำแหน่งอยู่ที่ริมด้านนอก ทำให้เกิดการจัดวางที่นั่ง "4+2" ในรูปแบบใหม่ โดยมาในรูปแบบที่นั่งแถวคู่ 3 ตอน ซึ่งเหมาะสำหรับครอบครัว หรือคู่รัก ที่มีลูก 2 คน หรือแม้กระทั่งสำหรับสัตว์เลี้ยง

   ด้านการออกแบบภายในของ “ครอสโมชัน”ได้รับอิทธิพลจากรูปแบบภูมิทัศน์ของญี่ปุ่น ที่ตอกย้ำรากฐานของความเป็นนิสสัน ในขณะที่มีการใช้กราฟฟิคล้ำสมัยรวมถึงเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ

   โดยห้องโดยสารภายในได้รับแรงบันดาลใจมาจากแม่น้ำ โดยมีคอนโซลกลาง ซึ่งเป็นหัวใจของการออกแบบภายใน ที่เป็นเสมือนสะพานพาดวางตั้งแต่ส่วนหน้าไปจนถึงส่วนท้ายของรถ โดยใช้เทคนิคการเชื่อมไม้แบบตัวต่อ “kanawa tsugi”ซึ่งมักพบในการสร้างวัดและศาลเจ้าของชาวญี่ปุ่น

   ส่วนแผงหน้าปัดของ “ครอสโมชัน”ปรับใช้เทคนิคการเชื่อมไม้แบบ Kigumi  สะท้อนให้เห็นความแข็งแรงของโครงสร้าง ให้ความรู้สึกถึงความแข็งแกร่งและความน่าเชื่อถือ

   นอกจากนี้ “ครอสโมชัน”ยังมาพร้อมหน้าจอดิจิทัลถึง 7 จุด ได้แก่ หน้าจอขนาดยาวบริเวณหน้ารถ ซึ่งประกอบด้วย หน้าจอหลักทั้งหมด 3 จอ พร้อมจอซ้ายและขวา รวมถึง digital room mirror บริเวณเพดาน และแผงคอนโซลกลาง

   ระบบแสดงผลและข้อมูลสามารถควบคุมได้โดยใช้ท่าทางและการเคลื่อนไหวของดวงตา  ด้วยการควบคุมที่ชาญฉลาดและการสั่งงานด้วยเสียง ทำให้ผู้ขับขี่สามารถมีสมาธิในการขับรถ และเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย

   “นิสสันมองว่ารถยนต์ต้นแบบ “ครอสโมชัน” จะเป็นรถยนต์ SUV เพื่อการใช้งาน ซึ่งสามารถขับขี่ได้ในชีวิตประจำวัน และยังสามารถเดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติ หรือสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนได้ทุกเมื่อที่ต้องการ การออกแบบและเทคโนโลยีนี้จะทำให้นิสสันสามารถบรรลุพันธกิจในการสร้างโลกที่ดีกว่าให้ผู้คน” มร. อัลไบซา กล่าวเสริมในช่วงท้าย

 

 

 
 

NEW CARS INTER : PORSCHE Boxster Spyder เปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งาน New York International Auto Show 2015

Monday, 20 April 2015 13:09

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   ปอร์เช่เปิดตัว Boxster Spyder อย่างเป็นทางการเพื่อเฉลิมฉลองการเริ่มต้นของรถเปิดประทุนในปี 2015 ณ มหกรรมยานยนต์ New York International Auto Show โดยรถเปิดประทุน 2 ที่นั่งรุ่นใหม่ล่าสุดคันนี้ยังคงเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครไว้ได้อย่างโดดเด่น เช่นการใช้หลังคาผ้าใบที่เปิดปิดด้วยมือ และมีเพียงระบบเกียร์ธรรมดาเท่านั้นที่สามารถติดตั้งกับรถคันนี้ได้

   ด้วยการที่เป็นโร้ดสเตอร์ อย่างแท้จริงทำให้ Boxster Spyder ส่งผ่านประสบการณ์การขับขี่แบบรถสปอร์ตพร้อมด้วยสมรรถนะและประสิทธิภาพของรถที่ทันสมัยให้ผู้ขับขี่ได้อย่างเต็มที่ ด้วยระบบช่วงล่างแบบสปอร์ตมีความแข็งแกร่งสูงและสามารถลดระดับความสูงได้ถึง 20 มิลลิเมตร ระบบเบรกนำมาจากรุ่น 911 Carrera ที่ให้ความแม่นยำต่อการตอบสนองมากขึ้น เครื่องยนต์ขนาด 3.8 ลิตร 6 สูบ มาพร้อมกับพละกำลังสูงสุดที่ 375 แรงม้า (276 กิโลวัตต์) ซึ่งผู้ขับขี่และผู้โดยสารจะได้รับประสบการณ์ความเป็นรถสปอร์อย่างแท้จริง รวมถึงความคล่องตัวในการขับขี่ของ Boxster ที่มีน้ำหนักเบาแต่ให้ประสิทธิภาพได้อย่างยอดเยี่ยม โดยอัตราเร่งของ Boxster Spyder จาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทำได้ในเวลาเพียง 4.5 วินาทีเท่านั้น ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 290 กิโลเมตร/ชั่วโมง และอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงตามวงจรการขับขี่แบบ NEDC ต่ำเพียง 9.9 ลิตร/100 กิโลเมตร (10.10 กิโลเมตร/ลิตร) เท่านั้น

   การออกแบบที่โดดเด่นของ Boxster Spyder ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนานของรถสปอร์ตและรถแข่งจากปอร์เช่เช่นรุ่น 718 Spyder ในช่วงทศวรรษ 1960 โดยนำรูปแบบมาใช้ในการสรรสร้างชิ้นส่วนฝากระโปรงทางด้านหลัง และพนักพิงศรีษะแบบ 2 ชิ้น ส่วนการทำงานของหลังคาสามารถเปิดปิดบางส่วนด้วยมือ การใช้ชิ้นส่วนด้านบนที่มีน้ำหนักเบาทำให้เหมาะสมกับการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังเป็นการระลึกถึงโร้ดสเตอร์ ในวันวานอีกด้วย แน่นอนการออกแบบครีบตัวรถที่ยาวถึงด้านหลังได้กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Boxter Spyder ไปแล้ว ส่วนทางด้านหน้าและด้านหลังรถได้นำการออกแบบของ Cayman GT4 มาเสริมความโดดเด่นให้มากขึ้น

   ภายในห้องโดยสารของ Boxster Spyder สามารถสัมผัสถึงความสุนทรีย์ในการขับขี่ซึ่งมากกว่ารุ่น Boxster อื่นๆ ผู้ขับขี่และผู้โดยสารจะนั่งอยู่บนเบาะ Bucket seats ที่มีน้ำหนักเบาและมาพร้อมกับเบาะหนุนด้านข้างขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้น ในขณะที่พวงมาลัยโฉมใหม่ด้วยขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 360 มิลลิเมตร ช่วยให้โร้ดสเตอร์ เครื่องยนต์วางกลางคันนี้สามารถขับขี่ได้แม่นยำและมั่นคงมากยิ่งขึ้น

 
 

NEW CARS INTER : ลัมโบร์กีนี เผยโฉม ASTERION LPI 910-4 เทคโนโลยี Plug-in hybrid

Thursday, 28 May 2015 15:21

 

 

 

 

 

 

 

   ออโตโมบิลี แลมโบร์กีนีร่วมงานประกวดรถคลาสสิค คอนคัวร์ส เดลเลแกนซ์ (Concours d’Elegance) เป็นครั้งแรก โดยงานอันทรงเกียรตินี้ได้รับการจัดขึ้นเป็นเวลาสองวัน ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2558 ณ โรงแรมวิลลาเดสเท (Villa d’Este) และในวันทื 24 พฤษภาคม ณ โรงแรมวิลลาเออร์บา (Villa Erba) เมืองเซอโนบบิโอ ประเทศอิตาลี

   ออโตโมบิลี ลัมโบร์กีนี ส่งลัมโบร์กีนี  ASTERION LPI 910-4 เข้าร่วม หลังจากได้เปิดตัวเป็นครั้งแรกในงานปารีส ออโต้ ซาลอน (Paris Auto Salon) เมื่อปี 2557 ที่ผ่านมา เพื่อแสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยี Plug-in hybrid (PHEV) ของลัมโบร์กีนี และชิงรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม (Design Award) สำหรับรถต้นแบบ  รางวัลนี้ถูกตั้งขึ้นในปี 2545 ที่งานคอนคัวร์ส เดลเลแกนซ์  โรงแรมวิลลาเดสเท เพื่อให้รางวัลแก่รถยนต์ที่มีอดีตงดงามควบคู่กับนวัตกรรมแห่งอนาคต โดยมีฟิลิปโป เปอรินี หัวหน้าของเซ็นโทร สไตล์ ลัมโบร์กีนี (Centro Stile Lamborghini) ผู้ออกแบบแอสเทอเรียน พร้อมทีมออกแบบ เข้าร่วมงานระดับสากลในครั้งนี้

   ASTERION LPI 910-4 เป็นรถที่นำเสนอโซลูชั่นการลดอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ผ่านนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ระบบพลังงานไฮบริดสมรรถนะสูงประกอบด้วย เครื่องยนต์ วี10 ขนาด 5.2 ลิตร ผสานกำลังกับมอเตอร์ไฟฟ้ามากถึง 3 ตัว ซึ่งเมื่อทำงานร่วมกันทั้งหมดแล้ว จะให้กำลังรวมกันมากถึง 669 กิโลวัตต์ (910 แรงม้า) โดยทำความเร็วจาก 0 -100 กม./ชม. ภายใน 3 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 320 กม./ชม.

   ASTERION LPI 910-4 ยังให้ความรู้สึกการขับขี่ที่เป็นเอกลักษณ์พร้อมพละกำลังเหนือชั้น เอื้อให้การขับขี่ราบลื่นและตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต่ำอย่างเหลือเชื่อ เพียงแค่ 98 ก./ กม. แต่ยังมาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่สามารถทำระยะทางสูงสุด 50 กิโลเมตร

 
 

NEW CARS INTER : Cayman GT4 ยกระดับความแรง

Thursday, 19 February 2015 10:37

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   Cayman GT4 สมาชิกใหม่ของครอบครัวปอร์เช่ GT เผยโฉมแล้ว ถือเป็นครั้งแรกที่ปอร์เช่ได้แนะนำรถสปอร์ต GT ในรุ่น Cayman โดยได้รับส่วนประกอบต่างๆ มาจากรุ่น911 GT3 ซึ่ง Cayman GT4 สามารถทำเวลารอบสนามแข่ง Nurburgring ฝั่ง North Loop ได้อย่างเหนือชั้น นั่นคือ 7 นาที 40 วินาทีเท่านั้น ส่งผลให้ Cayman GT4 กลายมาเป็นรถรุ่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดในกลุ่มตลาดเดียวกัน

   เครื่องยนต์ ตัวถัง เบรก และการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ เน้นในเรื่องของการขับขี่เพื่อความคล่องตัวมากที่สุด และยังคงสมรรถนะที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ เหมาะกับการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ตามแบบฉบับของรถสปอร์ตปอร์เช่ 2 ประตู เครื่องยนต์มีขนาด 3.8 ลิตร 6 สูบ พละกำลังแรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 385 แรงม้า ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่นำมาจากรุ่น 911 Carrera S ระบบส่งกำลังมาในรูปแบบระบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีด อัตราเร่ง 0-100 กม./ชั่วโมง อยู่ที่ 4.4 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 295 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำแค่เพียง 10.3 ลิตร/100 กิโลเมตร (9.70 กิโลเมตร/ลิตร) ตัวถังสามารถลดระดับให้ต่ำลงได้อีก 30 มิลลิเมตร ส่วนระบบเบรกนำมาจากรุ่น 911 GT3

   สำหรับ ภายนอกของ Cayman GT4 จะมีความแตกต่างกับรุ่นคูเป้เครื่องยนต์วางกลางรุ่นอื่นอย่างชัดเจน ชิ้นส่วนต่างๆ ได้รับการออกแบบใหม่เพื่อความสมดุลตามหลักอากาศพลศาสตร์ไม่ว่าจะเป็น ช่องดักอากาศทางด้านหน้า และปีกด้านหลังที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นชิ้นส่วนที่อยู่ในแพ็คเกจ aerodynamic package และได้รับการออกแบบมาเป็นระบบเพื่อเพิ่มแรงกดให้กับรถมากขึ้น Cayman GT4 ยังสามารถติดตั้งชิ้นส่วนอื่นๆ ตามต้องการเพื่อการใช้งานแบบสปอร์ตได้ ระบบเบรกเซรามิก PCCB สามารถเลือกติดตั้งเป็นอุปกรณ์เสริมได้ อีกทั้งยังมีเบาะแบบคาร์บอนไฟเบอร์ carbon fibre reinforced plastic (CFRP) รวมถึงแพ็คเกจ Sport Chrono ที่มาพร้อมกับ Track Precision app และแพ็คเกจ Club Sport ที่สามารถเลือกติดตั้งได้เช่นกัน

   ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อผู้ขับขี่และผู้โดยสารโดยเฉพาะ และพร้อมจะทำให้พวกเขาได้รับความสุนทรีย์ในการขับขี่อย่างเต็มที่ เมื่อพวกเขาได้นั่งที่เบาะ ซึ่งจะสัมผัสได้ถึงความเป็นสปอร์ตทันทีผ่านหนังแท้และหนัง Alcantara ที่ได้รับการผสมผสานไว้ได้อย่างลงตัว
   เทคนิค หลากหลายด้านของรถสปอร์ต GT คันใหม่นี้ได้รับมาจาก 911 GT3 ซึ่งเป็นรถสปอร์ตเครื่องยนต์วางกลางและเป็นตัวแทนที่ดีเยี่ยมของการขับขี่ ที่คล่องตัว อีกทั้งยังเป็นสร้างสรรรค์ตามแบบฉบับของรถรุ่นต่างๆ อย่าง 904 GTS , 911 GT1 , Carrera GT และ 918 Spyder

   รถสปอร์ต GT จากปอร์เช่คันนี้คือการเชื่อมต่อระหว่างความน่าหลงใหลและเสน่ห์ระหว่างการ ใช้งานจริงทั้งในชีวิตประจำวันและในสนามแข่ง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นหลักสำคัญของความเป็นรถสปอร์ตของแบรนด์นั่นคือ Intelligent Performance


   Cayman GT4 จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งานมหกรรมยานยนต์ Geneva International Motor Show ในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้

 
 

NEW CARS INTER : Bentley Grand Convertible ที่สุดของความหรูหราในสไตล์เปิดประทุน

Wednesday, 07 January 2015 11:36

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   ความเป็นที่สุดของนวัตกรรมยานยนต์สุดหรูจากประเทศอังกฤษได้ถูกถ่ายทอดผ่าน Bentley Grand Convertible รถยนต์เปิดประทุนที่น่าค้นหามากที่สุดจากเบนท์ลี่ย์ ความเป็นเอกลักษณ์ถูกสะท้อนออกมาให้เห็นผ่านรูปลักษณ์ และแฟชั่นต่างๆ ที่รังสรรค์ขึ้นด้วยงานฝีมือชั้นเยี่ยมและให้ความใส่ใจต่อวัสดุต่างๆ ในทุก รายละเอียดเพื่อเพิ่มความหรูหราเหนือระดับ พร้อมด้วยประสิทธิภาพที่ทรงพละกำลัง

   การออกแบบภายนอกเน้นสีตัวรถที่โดดเด่นคือสีพิเศษ Sequin Blue  รวมถึงโครงกระจกหน้าและฝากระโปรงแบบเหล็ก “liquid metal” สีเงิน ล้อได้รับการออกแบบให้ตัดกับสีน้ำเงินฟ้าของตัวรถอีกด้วย ซึ่งล้อที่โดดเด่นยังสะท้อนให้เห็นถึงพละกำลังเครื่องยนต์และแรงบิดมหาศาลที่อยู่ภายใต้ฝากระโปรงเครื่องยนต์ แรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 537 แรงม้า 530PS / 395 กิโลวัตต์ และแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 1,100       นิวตันเมตร ได้มาจากเครื่องยนต์เบนท์ลี่ย์ขนาด 6.0 ลิตร Twin turbo V8 ซึ่งเป็นเครื่องที่ใช้อยู่ในรุ่น Mulsanne รถยนต์ Flagship จากเบนท์ลี่ย์นั่นเอง

   ภายในห้องโดยสารของ Bentley Grand Convertible เต็มไปด้วยงานหัตถกรรมหรืองานฝีมือหรูหรามีระดับ หนังแท้และมีให้เลือกถึง 14 สีพร้อมลายเบาะแบบ diamond quilting โดยได้รับการปรับแต่งรูปทรงให้เหมาะสมและให้ความสะดวกสบายแก่ผู้โดยสารทั้ง 4 คนในห้องโดยสารได้เป็นอย่างดี สีฟ้าสว่างถูกนำมาใช้เป็นขอบตกแต่งเพื่อแสดงให้เห็นถึงทักษะความเชี่ยวชาญของช่างฝีมือจากเบนท์ลี่ย์ พร้อมด้วยรอยเย็บตะเข็บสี Sequin Blue ที่เย็บด้วยมืออีกด้วย

   Tonneau คือตัวอย่างของงานหัตถกรรมจากช่างฝีมือของเบนท์ลี่ย์ เนื้อไม้ชั้นดีผืนใหญ่ที่นำมาใช้ตกแต่งให้เข้ากับ book-matched, mirror-finished และ dark-stained Burr Walnut ลายต่างๆ ได้รับออกแบบโดยใช้ช่างเฟอร์นิเจอร์ที่มีชื่อเสียงของโลกทำการออกแบบผสมผสานเพื่อความหรูหราและให้เข้ากับกรอบเหล็กได้อย่างลงตัวที่สุดอีกด้วย

   หลังจากจัดการแสดงโชว์ที่มหกรรมยานยนต์ Los Angeles Auto Show 2014 Grand Convertible จะย้ายไปโชว์ที่ Miami สำหรับงาน Art Basel  ซึ่งเป็นงานแสดงศิลปะแบบทันสมัยและร่วมสมัยระดับโลกที่มีชื่อเสียงต่อไป

 
 

NEW CARS INTER : CHEVROLET SPARK พร้อมบุกตลาดทั่วโลก

Friday, 10 April 2015 15:23

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   เชฟโรเลตเปิดตัวรถยนต์เชฟโรเลต สปาร์ค เจนเนอเรชั่นใหม่ ที่ให้ทั้งความหรูหราและ ล้ำสมัยในงานโซลมอเตอร์โชว์ 2015  ตอกย้ำความสำเร็จของแบรนด์ในฐานะรถยนต์ขนาดกะทัดรัดที่ได้รับความนิยมทั่วโลก

   เชฟโรเลต สปาร์ค ใหม่ มาพร้อมกับรูปลักษณ์สะดุดตา พร้อมระบบความปลอดภัย และการเชื่อมต่อที่ครบครัน โดยสปาร์คใหม่จะทำตลาดทั่วโลกในกว่า 40 ประเทศ

   รถยนต์เชฟโรเลตสปาร์คใหม่ สวยงามสะกดใจกว่าเดิม ด้วยฐานล้อที่กว้างขึ้น และลดความสูงลง 40 มม. เพื่อเพิ่มความโฉบเฉี่ยวในการขับขี่ตามหลักอากาศพลศาสตร์ แต่ยังคงมีห้องโดยสารที่กว้างขวางเช่นเดิม

   สำหรับโครงสร้างรถเชฟโรเลตสปาร์คใหม่ ได้รับการออกแบบให้มีความแข็งแกร่งทนทาน เพื่อให้   ผู้ขับขี่ได้สัมผัสประสบการณ์ที่เหนือชั้นยิ่งขึ้น ด้วยโครงสร้างตัวถังที่แข็งแรงทำให้ทีมวิศวกรได้ปรับแต่งให้ขับสนุกและควบคุมรถได้อย่างแม่นยำ ผู้ขับขี่จึงสัมผัสได้ถึงสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของรถและควบคุมการขับขี่ได้ดั่งใจ ทั้งยังเงียบและนุ่มนวลในทุกการขับขี่

   ด้วยปรัชญาการออกแบบที่มีสไตล์ สะท้อนดีไซน์แนวร่วมสมัยแบบเชฟโรเลตได้อย่างลงตัว สปาร์ค รุ่นใหม่นี้ จึงดูหรูหรา ทันสมัย สะกดทุกสายตา   ความสูงหลังคาที่ลดลงฉีกแนวการออกแบบรถเล็กให้ดูสมส่วน มีการปรับโครงสร้างโดยขยับตำแหน่งล้อทั้งสี่ให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม จึงทำให้สปาร์คใหม่ดูมั่นคงให้ความรู้สึกมั่นใจในการขับขี่

   กระจังหน้าใหม่แบบดูอัลพอร์ทซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเชฟโรเลต พร้อมไฟหน้าลากเฉียงไปจนถึงแก้มด้านซ้ายและขวา ส่วนไฟหน้าเป็นแบบโปรเจคเตอร์ที่มีทั้งความสวยงามและประณีต พร้อมไฟเดย์ไทม์แบบแอลอีดีทำให้สปาร์คคันนี้ดูล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น

   ส่วนด้านการออกแบบภายใน ยังคงมีพื้นที่ในห้องโดยสารที่กว้างขวาง แม้ว่าความสูงของตัวรถจะลดลง โดยทีมออกแบบของเชฟโรเลตได้ปรับขนาดของเบาะนั่งให้เข้ากับความสูงหลังคา พร้อมปรับตำแหน่งเบาะเพื่อเอาใจผู้ขับขี่มากขึ้นอีกด้วย   สำหรับวัสดุภายในได้ถูกพัฒนาและปรับปรุง ใส่ใจในทุกรายละเอียดด้วยการเลือกใช้วัสดุผ้าอย่างดีและเบาะนั่งขึ้นรูปด้วยโฟมที่เน้นนั่งสบาย ยืดอายุการใช้งานและทันสมัยในขณะเดียวกัน

   แผงแดชบอร์ดดีไซน์ใหม่หมดล้ำสมัยด้วยหน้าจอแอลซีดี ที่มาพร้อมแผงควบคุมกลางซึ่งสามารถเชื่อมต่อระบบอินโฟเทนเมนท์และระบบปรับอากาศได้อย่างสะดวกสบาย ส่วนแผงหน้าปัดยังคงตกแต่งด้วยสีสันที่เข้ากับตัวรถเช่นเคย ทั้งยังมาพร้อมกับช่องแอร์ดีไซน์ใหม่ทรงสี่เหลี่ยมคางหมู นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีมายลิงค์ ระบบอินโฟเทนเมนท์รุ่นล่าสุด ที่ควบคุมด้วยหน้าจอทัชสกรีนและไอคอนในสไตล์ของสมาร์ทโฟน โดยรองรับคำสั่งจากปลายนิ้วทั้งการลากและซูม คล้ายกับบนจอสมาร์ทโฟนนั่นเอง

   เชฟโรเลต สปาร์ค ใช้เครื่องยนต์อีโคเทค 3 สูบ ขนาด 1.0 ลิตร ที่มาพร้อมกับชุดเกียร์ธรรมดาแบบซีเทค เจนเนอเรชั่นใหม่ พร้อมกันนี้ยังอัดแน่นด้วยระบบความปลอดภัยระดับพรีเมียม ไม่ว่าจะเป็นระบบเตือนการชนด้านหน้า ระบบป้องกันการเปลี่ยนเลนแบบไม่ตั้งใจ และระบบตรวจจับสิ่งกีดขวางในจุดบอด

   เครื่องยนต์อีโคเทคใหม่นี้ มาพร้อมกับบล็อคและหัวกระบอกสูบแบบอลูมินัม ซึ่งช่วยลดน้ำหนัก เพื่อเพิ่มสมรรถนะและประหยัดน้ำมัน โดยหัวกระบอกสูบกับท่อไอดีได้รับการออกแบบมาเป็นชิ้นเดียวกัน ทำให้มีน้ำหนักเบา เพิ่มความประหยัดน้ำมัน อีกทั้งยังช่วยสร้างสมดุลน้ำหนักให้กับตัวรถได้เป็นอย่างดี จึงตอบสนองต่อการควบคุมตัวรถได้ดียิ่งขึ้น

   ในตลาดเกาหลี เชฟโรเลตสปาร์ครุ่นใหม่จะมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.0 ลิตร พร้อมเกียร์ซีเทค แบบธรรมดารุ่นใหม่ และเทคโนโลยีปิดเปิดเครื่องยนต์อัตโนมัติเมื่อวิ่งในเมืองเพื่อประหยัดน้ำมันยิ่งกว่าเดิม

   เชฟโรเลตสปาร์ครุ่นใหม่นี้ได้รับการพัฒนามาจากรถยนต์เชฟโรเลตรุ่นปัจจุบัน ที่มีออพชั่นด้านความปลอดภัยมาให้อย่างครบครันเมื่อเทียบกับรถยนต์เซกเม้นท์เดียวกัน ด้วยการเพิ่มอุปกรณ์และเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย ต่อยอดจากความสำเร็จของรุ่นก่อนหน้าที่ได้รับรางวัลความปลอดภัยสูงสุด จากสถาบันการรับประกันความปลอดภัยบนทางหลวง ประเทศสหรัฐอเมริกา

   สำหรับรถยนต์เชฟโรเลตสปาร์ครุ่นใหม่ล่าสุดนี้ จะผลิตที่ศุนย์การผลิตรถยนต์ชางวอน ในประเทศเกาหลี ซึ่งเป็นศูนย์การผลิตรถยนต์ที่ได้มาตรฐานระดับโลกของจีเอ็ม และถือเป็นผู้นำในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในภาคการผลิตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้นับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา มีรถยนต์เชฟโรเลต สปาร์ค จำหน่ายออกไปทั่วโลกแล้วกว่า 1 ล้านคัน

 
 

NEW CARS INTER : CHEVROLET BOLT รถพลังงานไฟฟ้าพร้อมสู่สายการผลิต

Wednesday, 18 February 2015 13:41

 

 

 

 

 

 

   เชฟโรเลตประกาศยืนยันแผนการผลิตรถพลังงานไฟฟ้าเจนเนอเรชั่นใหม่บนพื้นฐานของรถต้นแบบ Bolt EV โดยจะมีการผลิตที่ศูนย์การผลิตโอเรียน(Orion Assembly)ของเจนเนอรัล มอเตอร์สใกล้เมืองดีทรอยท์

   โบลต์ อีวีจะมาพร้อมเทคโนโลยีแบตเตอรี่ชั้นนำในอุตสาหกรรมยานยนต์แบบเดียวกับที่ใช้ในเชฟโรเลต โวลต์และสปาร์ก อีวี โดยโบลต์ได้รับการพัฒนาให้เป็นรถพลังงานไฟฟ้าขับเคลื่อนระยะไกลรองรับการใช้งานทั้งใน50รัฐของสหรัฐอเมริกา สามารถขับเคลื่อนได้ระยะทางกว่า 200ไมล์ (ประมาณ321กม.) จากการคาดคะเนของจีเอ็ม โดยมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ประมาณ 30,000เหรียญสหรัฐฯ

   รถต้นแบบที่มีสไตล์อันล้ำหน้ารุ่นนี้ยังมาพร้อมโหมดการขับขี่ที่ผู้ขับสามารถเลือกได้ตามต้องการ อาทิการเดินทางในชีวิตประจำวัน และโบลต์ยังถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการชาร์จไฟกระแสสลับแบบเร่งด่วน ส่วนกำหนดการผลิตและรายละเอียดเพิ่มเติมจะได้รับการเปิดเผยอีกครั้ง

   สำหรับศูนย์การผลิตโอเรียนตั้งอยู่ห่างจากเมืองดีทรอยท์ไปทางเหนือประมาณ30 ไมล์ (48 กม.) ใช้พลังงานจากแก๊สจากโรงฝังกลบสองแห่งซึ่งช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้มากกว่า 6,300 ตันต่อปี พร้อมกับมีแผงโซลาร์เซลส์พลังงานแสงอาทิตย์ 350 กิโลวัตต์ซึ่งสร้างพลังงานเทียบเท่ากับการใช้ในบ้านเรือน165 หลังและเพียงพอสำหรับการส่งพลังงานกลับเพื่อใช้ในบ้านเรือนประมาณ 45 หลัง

   ศูนย์การผลิตโอเรียนจึงถือเป็นศูนย์การผลิตแห่งแรกของจีเอ็มทีได้รับมาตรฐานองค์กรพลเมืองสะอาด (Clean Corporate Citizen) จากรัฐมิชิแกน ขณะที่ศูนย์พอนทิแอคก็ได้รับมาตรฐานเอเนอร์จี้ สตาร์ชาลเลนจ์สำหรับภาคอุตสาหกรรม (ENERGY STAR® Challenge for Industry) จากหน่วยงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกาถึงสามครั้ง

 
 

NEW CARS INTER : PORSCHE Boxster & 911 Carrera Black Edition

Tuesday, 02 June 2015 13:44

 

 

 

 

 

 

 

 

   ปอร์เช่ส่งรุ่นพิเศษของ 911 Carrera และ Boxster ออกมาให้ยลโฉมแล้ว คือ Black Edition ซึ่งเป็นปอร์เช่ที่ผสมผสานภายนอกและภายในด้วยสีดำไว้อย่างลงตัว โดยเน้นให้เห็นรูปลักษณ์ที่เหนือกาลเวลา คลาสสิค หรูหรา ตามแบบฉบับรถสปอร์ตได้เป็นอย่างดี

   911 Carrera และ Boxster รุ่นพิเศษจะถูกผลิตจำนวนจำกัด พร้อมการติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ที่เป็นมาตรฐานใหม่ในการขับขี่อย่างครบครัน อาทิเช่น ระบบ Porsche Communication Management (PCM) ที่มาพร้อมกับระบบค้นหาเส้นทาง ระบบตัดแสงสะท้อนกระจกมองหลังอัตโนมัติ (automatically dimming rear-view mirrors) ระบบ Cruise control และพวงมาลัยสปอร์ต Sport Design steering wheel เป็นต้น

   911 Carrera Black Edition รุ่นธรรมดาจะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 3.4 ลิตรเครื่องยนต์ Flat Engine ที่มีสมรรถนะสูงสามารถผลิตพละกำลังเครื่องยนต์สูงสุดได้ถึง 350 แรงม้า (257 กิโลวัตต์) โดยมีให้เลือกทั้งรุ่นคูเป้และรุ่นเปิดประทุนอย่างคาบริโอเลต ทุกรุ่นมาพร้อมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ล้อขนาด 20 นิ้วลาย 911 Turbo Wheels และไฟหน้าแบบ LED ที่มาพร้อมกับระบบไฟ Porsche Dynamic Light System Plus (PDLS+) เป็นส่วนหนึ่งของอุปกรณ์มาตรฐานที่ได้รับการติดตั้งเพื่อเพิ่มความโดดเด่นให้กับรถรุ่นนี้ด้วยเช่นกัน ภายในสีดำเข้มทำให้รถมีเสน่ห์น่าค้นหามากยิ่งขึ้น  ภายในรถได้รับการติดตั้งเครื่องเสียงแบบ Bose Surround Sound System ให้ความสุนทรีย์ในยามขับขี่อย่างลงตัวด้วยคุณภาพของเสียงที่ยอดเยี่ยม และ 911 รุ่นพิเศษนี้ยังเพิ่มความสะดวกสบายสำหรับผู้ขับขี่มากยิ่งขึ้นด้วยระบบโทรศัพท์ Telephone Module และระบบช่วยจอด Park Assist ทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่มาพร้อมกับกล้องมองหลังอีกด้วย

   ส่วน Boxster Black Edition ด้วยความที่มีเสน่ห์ไม่แพ้กัน เครื่องยนต์แบบวางกลางขนาด 2.7 ลิตร Flat engine มาพร้อมกับพละกำลังเครื่องยนต์สูงสุดที่ 265 แรงม้า (195 กิโลวัตต์) แนวคิดสีดำได้ถูกนำไปใช้กับหลังคาผ้าใบและบาร์ป้องกัน (Rollover protection bar) ด้วยเช่นกัน ระบบ Wind deflector จะช่วยกันลมขณะเปิดประทุนได้เป็นอย่างดี ล้อขนาด 20 นิ้วลาย Carrera Classic มาพร้อมกับระบบไฟหน้าไบซีนอลและระบบไฟ Porsche Dynamic Light System (PDLS) เพิ่มความโดดเด่นให้กับรถ ไม่เพียงเท่านี้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารจะได้รับความสะดวกสบายเพิ่มเติมจากระบบปรับอุณหภูมิแยกแบบ two-zone air conditioning หรือเบาะนั่งแบบให้ความร้อนได้ ระบบเสียงในรุ่น Boxster Black Edition จะมาพร้อมกับเสียงแบบ Sound Package Plus คุณภาพสูง

   แบล็ค อิดิชั่น (Black Edition) ทั้ง 5 รุ่นจะเริ่มเปิดรับจองตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2015 เป็นต้นไป

 
 

NEW CARS INTER : CHEVROLET CORVETTE Z06 C7.R พัฒนาจากสนามแข่งสู่ถนนจริง

Wednesday, 06 May 2015 11:16

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   CHEVROLET CORVETTE รุ่น Z06 C7.R โมเดลปี 2016 ได้รับการพัฒนาให้มีสมรรถนะระดับรถแข่งเพื่อเป็นเกียรติแก่คอร์เวทท์ เรซซิ่ง C7.R เตรียมออก จำหน่ายในอเมริกาเหนือด้วยตัวถังสีเหลืองและดำเอกลักษณ์ของคอร์เวทท์ เรซซิ่ง พร้อมตกแต่งภายนอกและภายในเต็มพิกัด

   CORVETTE  C7.R ถูกผลิตจำนวนจำกัดเพียง 500 คันเท่านั้น และยังมีรุ่นพิเศษ Z07 Performance ที่มาพร้อมเบรกคาร์บอนเซรามิก และหมายเลขตัวถังแบบพิเศษสำหรับรถรุ่นนี้เท่านั้น โดยเตรียมออกจำหน่ายในช่วงปลายปีนี้

   ชุดแต่ง Z07 Performance ประกอบด้วยเบรกคาร์บอนเซรามิกของเบรมโบที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรกและยกระดับสมรรถนะการควบคุมการขับขี่ นอกจากนี้ยังมีชิ้นส่วนที่ช่วยเพิ่มความลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ทั้งด้านหน้าและหลังที่ปรับระดับได้เพื่อเพิ่มแรงกดให้มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมด้วยยางมิชลิน ไพล็อต ซูเปอร์สปอร์ต คัพ 2 ช่วยเพิ่มการยึดเกาะถนน

   เมื่อผนวกกับเครื่องยนต์ LT4 พละกำลัง 650 แรงม้า แรงกดตามหลักอากาศพลศาสตร์ ที่ยอดเยี่ยมและเทคโนโลยีเสริมสมรรถนะอย่างระบบควบคุม (Magnetic Ride Control) ระบบจัดการเสถียรภาพ (PerformanceTractionManagement) และเฟืองท้ายอิเลคทรอนิคส์ ทำให้คอร์เวทท์ Z06 C7.R Edition นำเสนอศักยภาพที่ทัดเทียมกับซูเปอร์คาร์ชั้นนำระดับโลกและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแบบรถรุ่นพิเศษที่จะกลายเป็นที่ต้องการของนักสะสมรถในทันที

สำหรับคุณสมบัติอันโดดเด่นของคอร์เวทท์รุ่น Z06 C7.R ปี 2016 มีดังนี้

  • นำเสนอรุ่น 3LZ ทั้งโฉมคูเป้และเปิดประทุน
  • ตัวถังมี 2 สี คือ สีเหลืองซึ่งเป็นสีใหม่สำหรับรุ่นปี 2016 และสีดำ
  • ชุดแต่งลายกราฟฟิกรุ่น C7.R
  • ชุดแต่ง Z07 Performance พร้อมเบรกคาร์บอนเซรามิกของเบรมโบและยางมิชลิน พีเอส คัพ 2
  • คาลิปเปอร์เบรกสีเหลือง
  • ล้อสีดำพร้อมเส้นสายสีเหลืองและโลโก้คอร์เวทท์ เรซซิ่ง ที่กลางดุมล้อ
  • แพ็คเกจชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์เพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่
  • ฝากระโปรงหน้าตกแต่งด้วยคาร์บอนไฟเบอร์เพิ่มความโดดเด่นให้สวยสะดุดตา
  • ครีบด้านข้างและช่องดักอากาศตกแต่งด้วยสีเทาเมทัลลิค
  • ห้องโดยสารตกแต่งด้วยสีดำ Jet Black พร้อมวัสดุไมโครไฟเบอร์หนังกลับบนแผงควบคุม
    และแผงประตู
  • เบาะที่นั่งแบบสปอร์ต พวงมาลัย และหัวเกียร์ตกแต่งด้วยไมโครไฟเบอร์หนังกลับ
  • ตัดเย็บด้วยด้ายสีเหลืองดึงดูดสายตาภายในห้องโดยสาร
  • ห้องโดยสารถูกตกแต่งด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์พื้นผิวมันเงา
  • เติมเต็มด้วยบันไดข้างแบบคอร์เวทท์ เรซซิ่ง
  • ประทับตรา C7.R Edition ในห้องโดยสารพร้อมหมายเลขตัวถังแสดงลำดับการผลิตโดยเริ่มจากหมายเลข 700001
  • พร้อมผ้าคลุมรถลายกราฟฟิก C7.R
 
 

Page 1 of 6

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )