Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS INTER

NEW CARS INTER : นิสสัน เปิดตัว “เทอร์รา” รถยนต์เอสยูวี รุ่นล่าสุด สู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Sunday, 03 June 2018 17:15

 

 

 

 

 

 

 

   นิสสันเปิดตัว เทอร์รา ใหม่ เอสยูวีแบบตัวถังบนแชสซีส์ตามคำสัญญาที่จะขยายตลาดภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

   ลูกค้าในประเทศฟิลิปปินส์สามารถสั่งจองนิสสัน เทอร์ราใหม่ล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันนี้ โดยการส่งมอบจะเริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ.2561เป็นต้นไป นิสสันมีแผนเปิดตัวนิสสัน เทอร์รา ในประเทศไทยและประเทศอินโดนีเซียภายในปีงบประมาณนี้ (เม.ย. 2561 – มี.ค. 2562) ก่อนจะตามมาด้วยการทำตลาดในประเทศบรูไน กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนามต่อไป

   นิสสัน เทอร์รา ใหม่นำเสนอเครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะสูง ห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย และเทคโนโลยีการขับขี่ทันสมัยอื่นๆ มากมายกว่ารถในระดับเดียวกัน เพื่อให้ลูกค้าเดินทางไปทุกที่ได้อย่างมั่นใจ

   “นิสสัน เทอร์รา ใหม่ พัฒนาต่อยอดจากความสำเร็จของนิสสัน เอสยูวีที่ยาวนานกว่า 60ปี เช่น นิสสัน เพโทร (Nissan Patrol) ที่ได้รับความนิยมจากลูกค้ามากที่สุด” มร. อัชวานี กุปตา รองประธานอาวุโสกลุ่มธุรกิจโครงสร้างรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก ของนิสสัน( Ashwani Gupta, Senior Vice President - Nissan's Light Commercial Vehicle business) กล่าว

   นิสสัน ออกแบบให้ “เทอร์รา ใหม่ มีความแข็งแกร่งรองรับทุกภารกิจการใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างมั่นใจ ขณะเดียวกันยังช่วยให้ลูกค้าของเรา สามารถปลดปล่อยความจำเจ และออกผจญภัยได้อย่างเต็มที่”    มร. อัชวานี กล่าวเสริม

   นิสสัน เทอร์ราใหม่ พร้อมตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มเอสยูวีขนาดกลาง และลูกค้าที่กำลังมองหารถยนต์รุ่นใหม่ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเซกเมนท์ของรถเอสยูวียังคงมียอดขายอยู่ในสามอันดับแรกในตลาด และถือเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของภูมิภาคนี้

   นิสสัน เทอร์รา ใหม่ จะใช้ฐานการผลิตในประเทศไทยเพื่อจำหน่ายในประเทศ และส่งออกสู่ตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

   “นิสสัน เทอร์รา ใหม่ มีฐานการผลิตเพื่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นสิ่งยืนยัน และแสดงถึงความมุ่งมั่นของนิสสัน ที่จะนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อลูกค้าในภูมิภาคนี้” มร. ยูทากะ ซานาดะ รองประธานอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย(Yutaka Sanada, Nissan’s regional senior vice president for the Asia and Oceania) กล่าว

   “เทอร์รา ใหม่ นับเป็นก้าวสำคัญล่าสุด ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์เชิงรุกสู่ตลาดในภูมิภาคนี้ และเป็นส่วนสำคัญของการดำเนินแผนงานระยะกลางของนิสสัน หรือ Nissan M.O.V.E. 2022 สำหรับภูมิภาคนี้อีกด้วย” มร. ซานาดะกล่าวเสริม

   นิสสัน เทอร์รา ใหม่ ตั้งชื่อตามภาษาละติน แปลว่า “โลก” (Earth) ได้รับการเปิดตัวสู่ภูมิภาคนี้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ในพื้นที่ราบที่ตั้งอยู่ระหว่างภูเขาไฟอันสูงตระหง่าน ของเมืองคลาร์ก ประเทศฟิลิปปินส์ นับเป็นตลาดลำดับที่สองในโลก หลังจากนิสสันเปิดตัวเทอร์ราเป็นครั้งแรกในประเทศจีนเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

 

   นิสสัน เทอร์รา ใหม่ เป็น รถยนต์เอนกประสงค์แบบ 7ที่นั่ง สะดวกสบายด้วยพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางที่สุดในระดับเดียวกัน มีฟังค์ชันการปรับ และพับเบาะที่นั่งแถวที่สองที่พับได้เก็บได้แบบแบนราบ เหมาะสำหรับการใช้งานในเมือง และการผจญภัยบนเส้นทางออฟโรดร่วมกับครอบครับ และเพื่อนๆ

"ความชาญฉลาดในการออกแบบรถยนต์เอนกประสงค์ให้มีสมรรถนะสูง มีพื้นที่ในห้องโดยสารกว้างขวางไม่เป็นรองใคร เทคโนโลยีอัจฉริยะภายใต้แนวคิดนิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ (Nissan Intelligent Mobility)  ทำให้ครอบครัว หรือเพื่อนฝูงร่วมเดินทางไปด้วยกันได้อย่างมั่นใจ” มร. วินเซนต์ วิจเนน ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาดประจำภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย (Vincent Wijnen, Nissan’s head of marketing and sales for the Asia and Oceania region) กล่าว

   นิสสัน เทอร์รา ใหม่ พัฒนาบนแชสซีส์อเนกประสงค์แบบขั้นบันไดซึ่งทำให้ตัวถังเหนียวแน่น และแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เหมาะกับการขับขี่บนทางแบบออฟโรด ระบบกันสะเทือนด้านหลังเป็นแบบไฟว์-ลิงค์ คอยล์สปริง  (five-link coil spring rear suspension system) และเพลาหลังที่มั่นคงแข็งแรง สร้างความมั่นใจว่าความสะดวกสบายและความนุ่มนวลที่มาพร้อมกับความทนทานและความแข็งแกร่ง

   ในฟิลิปปินส์ เครื่องยนต์ดีเซล YD25 มีสมรรถนะสูงสุด 190แรงม้าและแรงบิดขนาด 450นิวตันเมตร อัตราเร่งที่ดี และต่อเนื่องไม่เป็นรองใคร

   นิสสัน เทอร์ราใหม่ยังโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำหน้าเพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยยิ่งกว่า และมั่นใจยิ่งขึ้นด้วย ”นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้” ประกอบด้วยระบบเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง (Lane Departure Warning) ระบบเตือนจุดบอดกับจุดอับสายตา (Blind Spot Warning) และกล้องอัจฉริยะมองรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor) พร้อมระบบตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถุ และบุคคลที่เคลื่อนไหว (Moving Object Detection) นิสสัน เทอร์ราเป็นรถเอสยูวีรุ่นแรกที่มาพร้อมกระจกมองหลังอัจฉริยะ (Smart Rear View Mirror) ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นทัศนวิสัยด้านหลัง โดยไม่มีการบดบังในห้องโดยสาร จากกล้องที่ติดตั้งอยู่ด้านหลังของรถ

   เทคโนโลยีความปลอดภัย ยังมาพร้อมการควบคุมที่ดียิ่งขึ้นด้วยระบบ 4WD-DIFFหรือ ดิฟเฟอเรนเชียล-ล็อก 4 ล้อ และระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (Hill Start Assist) รวมถึง ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control) ที่ช่วยควบคุมความเร็วเมื่อขับขี่ลงในเส้นทางที่ลาดชัน

   รถยนต์เอสยูวีรุ่นนื้คือ ยนตรกรรมที่สมบูรณ์แบบสำหรับภูมิภาคนี้ด้วยระยะความสูงจากพื้นถึงท้องรถถึง   225 มม. ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายจากการขับขี่บนถนนขรุขระและเส้นทางที่ไม่ราบเรียบ รวมถึงในพื้นที่น้ำท่วมอีกด้วย

ข้อมูลเฉพาะทางเทคนิค(เฉพาะตลาดฟิลิปปินส์เท่านั้น)

 
 

NEW CARS INTER : HYUNDAI AVANTE (ELANTRA) ปรับโฉมพร้อมขุมพลังดีเซล

Sunday, 18 August 2013 17:48

 

 

 

 

 

 

 

 

    ฮุนได มอเตอร์ เกาหลีใต้ เปิดตัวรถซีดาน HYUNDAI AVANTE หรือ ELANTRA ที่จำหน่ายในเมืองไทย ภายใต้โฉมใหม่แบบไมเนอร์เชนจ์อย่างเป็นทางการ พร้อมเพิ่มทางเลือกใหม่ด้วยขุมพลังดีเซลที่ให้ความประหยัดระดับสุดยอด

   ภายนอกได้รับการดีไซน์ใหม่หลายจุด รูปลักษณ์โดดเด่นเน้นความเป็นซีดานมากยิ่งขึ้น ไล่ตั้งแต่กันชนหน้าปรับดีไซน์ใหม่พร้อมขยายให้กว้างขึ้น 5 มม. และกันชนหลังขยายให้กว้างขึ้น 15 มม.ทำให้ตัวรถโดยรวมดูใหญ่ขึ้น  ขณะที่ชุดไฟหน้ามีการปรับเปลี่ยนแบบยกชุดเป็นแบบโปรเจคเตอร์ พร้อมไฟเดย์ไลท์ LED ตามสมัยนิยม ชุดไฟท้ายก็ดีไซน์ใหม่ให้ล้ำมากขึ้น  และขาดไม่ได้กับล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 17 นิ้ว ลวดลายดุดันมากขึ้น  ส่วนภายในห้องโดยสารเน้นเพิ่มความสะดวกสบายด้วยการเพิ่มช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลังและมาพร้อมฟังก์ชั่นใหม่ระบบช่วยจอด Smart Parking Assist System (SPAS)

   สำหรับสมรรถนะความแรงนอกจากเครื่องยนต์เบนซินบล็อคเดิมยังเพิ่มทางเลือกด้วยเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.6 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 126 แรงม้า พร้อมแรงบิด 279 นิวตัน-เมตร มีให้เลือกใช้ทั้งเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ  ซึ่งเครื่องยนต์บล็อกนี้มีจุดเด่นอยู่ที่ความประหยัด จากอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ประมาณ 16 – 18.5  กิโลเมตร /ลิตร

 
 

NEW CARS INTER : ลัมโบร์กีนี เผยโฉม ASTERION LPI 910-4 เทคโนโลยี Plug-in hybrid

Thursday, 28 May 2015 15:21

 

 

 

 

 

 

 

   ออโตโมบิลี แลมโบร์กีนีร่วมงานประกวดรถคลาสสิค คอนคัวร์ส เดลเลแกนซ์ (Concours d’Elegance) เป็นครั้งแรก โดยงานอันทรงเกียรตินี้ได้รับการจัดขึ้นเป็นเวลาสองวัน ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2558 ณ โรงแรมวิลลาเดสเท (Villa d’Este) และในวันทื 24 พฤษภาคม ณ โรงแรมวิลลาเออร์บา (Villa Erba) เมืองเซอโนบบิโอ ประเทศอิตาลี

   ออโตโมบิลี ลัมโบร์กีนี ส่งลัมโบร์กีนี  ASTERION LPI 910-4 เข้าร่วม หลังจากได้เปิดตัวเป็นครั้งแรกในงานปารีส ออโต้ ซาลอน (Paris Auto Salon) เมื่อปี 2557 ที่ผ่านมา เพื่อแสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยี Plug-in hybrid (PHEV) ของลัมโบร์กีนี และชิงรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม (Design Award) สำหรับรถต้นแบบ  รางวัลนี้ถูกตั้งขึ้นในปี 2545 ที่งานคอนคัวร์ส เดลเลแกนซ์  โรงแรมวิลลาเดสเท เพื่อให้รางวัลแก่รถยนต์ที่มีอดีตงดงามควบคู่กับนวัตกรรมแห่งอนาคต โดยมีฟิลิปโป เปอรินี หัวหน้าของเซ็นโทร สไตล์ ลัมโบร์กีนี (Centro Stile Lamborghini) ผู้ออกแบบแอสเทอเรียน พร้อมทีมออกแบบ เข้าร่วมงานระดับสากลในครั้งนี้

   ASTERION LPI 910-4 เป็นรถที่นำเสนอโซลูชั่นการลดอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ผ่านนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ระบบพลังงานไฮบริดสมรรถนะสูงประกอบด้วย เครื่องยนต์ วี10 ขนาด 5.2 ลิตร ผสานกำลังกับมอเตอร์ไฟฟ้ามากถึง 3 ตัว ซึ่งเมื่อทำงานร่วมกันทั้งหมดแล้ว จะให้กำลังรวมกันมากถึง 669 กิโลวัตต์ (910 แรงม้า) โดยทำความเร็วจาก 0 -100 กม./ชม. ภายใน 3 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 320 กม./ชม.

   ASTERION LPI 910-4 ยังให้ความรู้สึกการขับขี่ที่เป็นเอกลักษณ์พร้อมพละกำลังเหนือชั้น เอื้อให้การขับขี่ราบลื่นและตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต่ำอย่างเหลือเชื่อ เพียงแค่ 98 ก./ กม. แต่ยังมาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่สามารถทำระยะทางสูงสุด 50 กิโลเมตร

 
 

NEW CARS INTER : CHEVROLET MALIBU เจนเนอเรชั่นใหม่

Tuesday, 21 April 2015 13:04

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   เชฟโรเลตเผยโฉมรถยนต์เชฟโรเลตมาลิบูใหม่ รุ่นปี 2016 ในงานนิวยอร์ค อินเตอร์เนชั่นแนล ออโต้โชว์ 2015 มาลิบูใหม่มีความโดดเด่นทั้งสมรรถนะเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ และระบบความปลอดภัยขั้นสูง

   ทีมออกแบบของเชฟโรเลตได้ออกแบบมาลิบูรุ่นใหม่ขึ้นมาทั้งคัน ด้วยโครงสร้างใหม่ที่มีฐานล้อที่กว้างกว่ารุ่นปัจจุบันเกือบ 4 นิ้ว ทำให้ห้องโดยสารกว้างขวางและมีพื้นที่วางขามากขึ้น มอบความสะดวกสบายยิ่งขึ้น

   ส่วนโครงสร้างใหม่ให้ความแข็งแกร่งมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาลงถึง 300 ปอนด์ หรือ 136 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับรุ่นปัจจุบัน ทำให้ประหยัดน้ำมันและควบคุมสมรรถนะได้อย่างดีเยี่ยม
   มาลิบูได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในทุกรายละเอียดของตัวรถ เส้นสายแนวหลังคาในรถรุ่นนี้ลากยาวไปทางด้านหลัง เพื่อความหรูหรามากขึ้น ล้อถูกขยับขึ้นมาทางด้านหน้า ในขณะที่ส่วนหัวและท้ายรถสั้นลง และด้วยการออกแบบตัวถังด้านข้างอย่างลงตัว จึงยิ่งดูโดดเด่น และล้ำสมัย

   เชฟโรเลตจะเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาลิบู รุ่นปี 2016 ออกสู่สาธารณชนอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกของโลก โดยรถยนต์เชฟโรเลตมาลิบูใหม่ มีกำหนดออกจำหน่ายปลายปี 2015 นี้

   ทั้งนี้ เจนเนอรัล มอเตอร์ส ทำการผลิตและจำหน่ายรถยนต์เชฟโรเลตในประเทศไทยหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็นรถกระบะเชฟโรเลตโคโลราโด รถเนอกประสงค์ขนาดใหญ่เทรลเบรเซอร์ รถยนต์เอนกประสงค์เอสยูวีแคปติวา รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเชฟโรเลตครูซ และล่าสุดกับเชฟโรเลตโคโลราโด ไฮคันทรี รถกระบะพรีเมี่ยมรุ่นใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ที่ผ่านมานั่นเอง

 
 

NEW CARS INTER : Cayman GT4 ยกระดับความแรง

Thursday, 19 February 2015 10:37

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   Cayman GT4 สมาชิกใหม่ของครอบครัวปอร์เช่ GT เผยโฉมแล้ว ถือเป็นครั้งแรกที่ปอร์เช่ได้แนะนำรถสปอร์ต GT ในรุ่น Cayman โดยได้รับส่วนประกอบต่างๆ มาจากรุ่น911 GT3 ซึ่ง Cayman GT4 สามารถทำเวลารอบสนามแข่ง Nurburgring ฝั่ง North Loop ได้อย่างเหนือชั้น นั่นคือ 7 นาที 40 วินาทีเท่านั้น ส่งผลให้ Cayman GT4 กลายมาเป็นรถรุ่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดในกลุ่มตลาดเดียวกัน

   เครื่องยนต์ ตัวถัง เบรก และการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ เน้นในเรื่องของการขับขี่เพื่อความคล่องตัวมากที่สุด และยังคงสมรรถนะที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ เหมาะกับการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ตามแบบฉบับของรถสปอร์ตปอร์เช่ 2 ประตู เครื่องยนต์มีขนาด 3.8 ลิตร 6 สูบ พละกำลังแรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 385 แรงม้า ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่นำมาจากรุ่น 911 Carrera S ระบบส่งกำลังมาในรูปแบบระบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีด อัตราเร่ง 0-100 กม./ชั่วโมง อยู่ที่ 4.4 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 295 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำแค่เพียง 10.3 ลิตร/100 กิโลเมตร (9.70 กิโลเมตร/ลิตร) ตัวถังสามารถลดระดับให้ต่ำลงได้อีก 30 มิลลิเมตร ส่วนระบบเบรกนำมาจากรุ่น 911 GT3

   สำหรับ ภายนอกของ Cayman GT4 จะมีความแตกต่างกับรุ่นคูเป้เครื่องยนต์วางกลางรุ่นอื่นอย่างชัดเจน ชิ้นส่วนต่างๆ ได้รับการออกแบบใหม่เพื่อความสมดุลตามหลักอากาศพลศาสตร์ไม่ว่าจะเป็น ช่องดักอากาศทางด้านหน้า และปีกด้านหลังที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นชิ้นส่วนที่อยู่ในแพ็คเกจ aerodynamic package และได้รับการออกแบบมาเป็นระบบเพื่อเพิ่มแรงกดให้กับรถมากขึ้น Cayman GT4 ยังสามารถติดตั้งชิ้นส่วนอื่นๆ ตามต้องการเพื่อการใช้งานแบบสปอร์ตได้ ระบบเบรกเซรามิก PCCB สามารถเลือกติดตั้งเป็นอุปกรณ์เสริมได้ อีกทั้งยังมีเบาะแบบคาร์บอนไฟเบอร์ carbon fibre reinforced plastic (CFRP) รวมถึงแพ็คเกจ Sport Chrono ที่มาพร้อมกับ Track Precision app และแพ็คเกจ Club Sport ที่สามารถเลือกติดตั้งได้เช่นกัน

   ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อผู้ขับขี่และผู้โดยสารโดยเฉพาะ และพร้อมจะทำให้พวกเขาได้รับความสุนทรีย์ในการขับขี่อย่างเต็มที่ เมื่อพวกเขาได้นั่งที่เบาะ ซึ่งจะสัมผัสได้ถึงความเป็นสปอร์ตทันทีผ่านหนังแท้และหนัง Alcantara ที่ได้รับการผสมผสานไว้ได้อย่างลงตัว
   เทคนิค หลากหลายด้านของรถสปอร์ต GT คันใหม่นี้ได้รับมาจาก 911 GT3 ซึ่งเป็นรถสปอร์ตเครื่องยนต์วางกลางและเป็นตัวแทนที่ดีเยี่ยมของการขับขี่ ที่คล่องตัว อีกทั้งยังเป็นสร้างสรรรค์ตามแบบฉบับของรถรุ่นต่างๆ อย่าง 904 GTS , 911 GT1 , Carrera GT และ 918 Spyder

   รถสปอร์ต GT จากปอร์เช่คันนี้คือการเชื่อมต่อระหว่างความน่าหลงใหลและเสน่ห์ระหว่างการ ใช้งานจริงทั้งในชีวิตประจำวันและในสนามแข่ง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นหลักสำคัญของความเป็นรถสปอร์ตของแบรนด์นั่นคือ Intelligent Performance


   Cayman GT4 จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งานมหกรรมยานยนต์ Geneva International Motor Show ในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้

 
 

NEW CARS INTER : FORD GT ซูเปอร์คาร์ น้ำหนักเบา ลู่ลม พร้อมขุมพลัง EcoBoost

Sunday, 18 January 2015 13:01

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   ฟอร์ด เปิดตัวรถฟอร์ด จีที ใหม่ รถซูเปอร์คาร์สมรรถนะสูงที่ได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีชั้นยอดจากฟอร์ด เพียบพร้อมด้วยเครื่องยนต์ EcoBoost  อันทรงพลัง การออกแบบตามหลักแอโรไดนามิกส์ และ โครงสร้างตัวถังแบบคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีน้ำหนักเบา

   นอกเหนือไปจากฟอร์ด โฟกัส อาร์เอส ฟอร์ด เอฟ 150 แรพเตอร์ เชลบี้ จีที 350 และ เชลบี้ จีที 350 อาร์ แล้วฟอร์ด จีที ใหม่ จะเป็น 1 ในรถ 12 รุ่นที่ฟอร์ดเตรียมพร้อมเปิดตัวภายในปีพ.ศ. 2563 โดยฟอร์ดจะเริ่มผลิตรถฟอร์ด จีที  ปลายปีหน้าและวางจำหน่ายในหลายๆ ประเทศทั่วโลก เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 50 ปีของรถแข่งฟอร์ด จีที ที่เข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1, 2 และ 3 ในการแข่งขัน 24 Hours of Le Mans ในปี พ.ศ.2509

   ฟอร์ด จีที ใหม่ มาพร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลัง เครื่องยนต์แบบวางกลางลำตัว ตัวถังแบบคูเป้ 2 ประตูที่ถูกออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ พร้อมติดตั้งเครื่องยนต์ EcoBoost  V6 3.5 ลิต ระบบเทอร์โบชาร์จคู่แบบใหม่ ให้กำลังมากกว่า 600 แรงม้า 

   ฟอร์ดยังได้นำวัสดุน้ำหนักเบามาใช้ในการประกอบตัวรถ  เช่น คาร์บอนไฟเบอร์ และอะลูมินัม ส่งผลให้รถมีอัตราเร่งดีเยี่ยมและมีอัตราการประหยัดน้ำมันเป็นเลิศ

   ฟอร์ดมีความความมุ่งมั่นและพร้อมที่จะมอบเทคโนโลยีที่ดีเยี่ยมในฟอร์ด จีที ใหม่ ไมว่าจะเป็นการออกแบบชิ้นส่วนที่ช่วยเพิ่มความลู่ลมอย่างเช่นสปอยเลอร์หลัง อีกทั้งยังมาพร้อมนวัตกรรมที่เพิ่มความสะดวกสบายให้ผู้ขับขี่อย่างระบบ ‘ซิงค์ 3’ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเชื่อมต่อการสื่อสารภายในรถที่ทันสมัยที่สุดของฟอร์ด


นวัตกรรมคาร์บอนไฟเบอร์

   มีนวัตกรรมเพียงไม่กี่อย่างที่สามารถเพิ่มสรรถนะและช่วยให้รถประหยัดน้ำมันได้ดีเยี่ยมไปกว่าการลดน้ำหนักโดยรวมลง ดังนั้น ฟอร์ดจึงได้นำวัสดุที่ล้ำสมัยและมีน้ำหนักเบามาใช้เพื่อปรับปรุงอัตราเร่ง การควบคุมรถ การเบรก ระบบความปลอดภัย และการประยัดน้ำมัน

   ฟอร์ด จีที ใหม่ ประกอบไปด้วยวัสดุมวลเบาอันล้ำสมัยซึ่งจะถูกนำไปใช้กับรถฟอร์ดรุ่นใหม่ๆ ในอนาคตด้วย การใช้วัสดุที่มีส่วนผสมของคาร์บอนไฟเบอร์ทำให้ฟอร์ด จีที ใหม่ มีสัดส่วนของกำลังเครื่องยนต์และน้ำหนักตัวรถที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับรถอื่นๆ บนท้องถนน

   ฟอร์ด จีที ประกอบด้วยซัฟเฟรมแบบอะลูมินั่มทั้งด้านหน้าและด้านหลังห่อหุ้มด้วยโครงสร้างที่ทำจากคาร์บอน ไฟเบอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในวัสดุที่คงทนที่สุดในโลก ทำให้โครงสร้างรถยนต์มีความแข็งแกร่ง แต่มีน้ำหนักเบา ซึ่งช่วยเพิ่มสมรรถนะและประหยัดน้ำมันได้อย่างดีเยี่ยม

สุดยอดเครื่องยนต์ EcoBoost ทรงพลัง

   ตั้งแต่ต้นปีนี้  เทคโนโลยีเครื่องยนต์ EcoBoost  จะได้รับการติดตั้งในรถฟอร์ดรุ่นใหม่ๆ ทุกรุ่น ทั้งรถยนต์นั่ง รถอเนกประสงค์ และรถกระบะที่วางจำหน่ายในทวีปอเมริกาเหนือ

   เครื่องยนต์ EcoBoost  ยังเป็นขุมพลังชั้นเยี่ยมให้กับรถสปอร์ตของฟอร์ดอีกหลายรุ่นรวมถึง ฟอร์ด มัสแตง ใหม่ ฟอร์ด เฟียสต้า เอสที, ฟอร์ด โฟกัส เอสที และ ฟอร์ด เอฟ 150 แรพเตอร์  ที่เพิ่งเปิดตัวไป

   ด้วยพื้นฐานการพัฒนาจากเครื่องยนต์ที่ติดตั้งในรถต้นแบบเดย์โทนาที่ใช้ในสนามแข่งรถนานาชาติของสถาบัน IMSA (International Motor Sports Association) เครื่องยนต์ Ecoboost V6 ขนาด 3.5 ลิตร พร้อมระบบเทอร์โบชาร์จคู่แบบใหม่ในฟอร์ด จีที จึงมอบกำลังที่ยอดเยี่ยมและแรงบิดที่ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว  

   นอกจากนี้ เครื่องยนต์ที่ติดตั้งในฟอร์ด จีที ใหม่ ยังมอบการประหยัดน้ำมันเป็นเลิศ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งที่ได้มาจากการนำเอาเทคโนโลยีเครื่องยนต์สำหรับรถแข่งมาใช้ เพราะพละกำลังที่เหนือชั้นและความประหยัดน้ำมัน คือหัวใจสำคัญของเครื่องยนต์ประเภทนี้

   รถยนต์ฟอร์ดที่ติดตั้งเครื่องยนต์ Ecoboost V6 พร้อมระบบเทอร์โบชาร์จคู่ เคยคว้าชัยชนะถึง 3 ครั้งในการแข่งฤดูกาลแรกของ IMSA TUDOR United Sports Car Championship 2014 รวมถึงชัยชนะจากการแข่งขัน 12 Hours of Sebring และยังได้รับรางวัลอื่นๆ อีก 7 รางวัล รวมระยะทางในการแข่งขันกว่า 15,000 ไมล์

   ฟอร์ด จีที ใหม่ ได้รับการติดตั้งระบบหัวฉีดคู่อิสระแบบใหม่ เพื่อปรับปรุงการตอบสนองของเครื่องยนต์รวมถึงรางวาลว์ระบบ roller-finger-follower  แบบแรงเสียดทานต่ำ เครื่องยนต์ Ecoboost  V6 พร้อมระบบเทอร์โบชาร์จคู่แบบใหม่ จะถูกติดตั้งคู่กับระบบเกียร์คลัทช์คู่แบบ 7 สปีดที่ให้การเปลี่ยนเกียร์อย่างรวดเร็วและการควบคุมรถอย่างเหนือชั้น

ระบบแอโรไดนามิกส์ที่ตอบสนองมากขึ้น

   การออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่เป็นหัวใจของการออกแบบรถฟอร์ด จีที ซึ่งช่วยลดแรงเสียดทานพร้อมกับเพิ่มแรงกดและเสถียรภาพในการขับขี่

   จากรูปทรงของรถที่เป็นรูปหยดน้ำจนถึงตัวถังที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงของเครื่องบินและกระจกหน้าที่ทำมุมโค้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น ทุกส่วนโค้งและองศาได้รับการออกแบบให้ลดแรงเสียดทานและใช้ประโยชน์จากแรงกดให้ได้มากที่สุด

   นอกจากทุกพิ้นผิวสัมผัสของฟอร์ด จีที จะได้รับการออกแบบเพื่อจัดการการไหลเวียนของอากาศอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว องค์ประกอบอื่นๆ ที่ช่วยยกระดับการการเบรก การควบคุม และเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ ยังล้วนได้รับการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์เช่นกัน

   นอกจากนี้ ความเร็วของรถขณะวิ่งและลักษณะการขับขี่ยังมีผลต่อสปอยเลอร์หลัง ที่ปรับเปลี่ยนความสูง และ/หรือเปลี่ยนองศาได้ตามสภาพการขับขี่

การออกแบบเพื่อตอบสนองต่อการใช้งาน

   ฟอร์ด จีที สืบทอดตำนานความคลาสสิคของรถแข่งและรถสปอร์ตของฟอร์ด พร้อมรูปโฉมที่ทันสมัย สวยงาม และตอบสนองต่อการใช้งานอีกด้วย  

   โครงสร้างช่วงล่างถูกออกแบบอย่างเหนือชั้น รองรับโดยทอร์ชั่นบาร์และระบบกันสะทือนเหล็กส่งลิ้นเครื่องยนต์  ล้อขนาด 20 นิ้วพร้อมยางมิชลิน Pilot Super Sport Cup 2 ที่ถูกออกแบบมาเพื่อฟอร์ด จีที โดยเฉพาะล้อแม็ก ลายแบบหลายก้าน พร้อมดิสก์เบรกที่ทำจากคาร์บอนเซรามิกทั้ง 4 ล้อ

   หลังคาได้รับการออกแบบให้มีพื้นที่ข้างหน้าแคบลงและติดตั้งเทคโนโลยีอันทันสมัยเพื่อเพิ่มสมรรถนะในการควบคุมรถ ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย ห้องโดยสารแบบ 2 ที่นั่งสำหรับผู้ขับและผู้โดยสารเสริมความทันสมัยด้วยประตูปีกนก โดยห้องโดยสารใช้วัสดุที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์

   การจัดวางที่นั่งช่วยลดกรใช้วัสดุภายในห้องโดยสารและน้ำหนัก รวมถึงมอบความต่อเนื่องและการเชื่อมต่อทางกายภาพกับโครงสร้างรถอย่างแนบเนียน การติดตั้งที่นั่งแบบล็อกตำแหน่งสอดคล้องกับการใช้คันเร่งและเบรกที่ปรับได้ รวมถึงแกนพวงมาลัยที่สามารถตอบสนองต่ออิริยาบถอันหลากหลายของผู้ขับได้อย่างลงตัว  

   พวงมาลัยรูปแบบ เอฟ-วัน ติดตั้งเทคโนโลยีทันสมัยที่จำเป็นในการควบคุมรถ ทำให้สามารถควบคุมระบบเกียร์บนพวงมาลัยได้ง่าย แผงระบบควบคุมแบบดิจิตัลมอบข้อมูลที่สำคัญสำหรับผู้ขับขี่ แผงหน้าปัดได้รับการติดตั้งให้ปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพแวดล้อมและลักษณะการขับขี่หลากหลายรูปแบบ

 
 

NEW CARS INTER : JAGUAR XE เผยโฉมครั้งแรกในโลก

Sunday, 12 October 2014 14:44

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   จากัวร์ จัดงานเปิดตัว Jaguar XE ยานยนต์แนวสปอร์ตซีดานหรูรุ่นใหม่ล่าสุด ในย่านเอิร์ลคอร์ทกลางกรุงลอนดอน พร้อมการแสดงสุดยิ่งใหญ่อลังการเพื่อร่วมฉลองความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของยนตกรรมชั้นสูงแห่งสหราชอาณาจักร ส่วนเมืองไทย บริษัท ซิตี้ ออโต้โมบิล จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์ในประเทศไทย กำหนดเปิดตัวและจัดจำหน่ายภายในปี พ.ศ. 2558

   งานเปิดตัว Jaguar XE จัดขึ้นในย่านเอิร์ลคอร์ท ซึ่งเป็นสถานที่สุดคลาสสิกที่ถูกใช้จัดงานเปิดตัวรถยนต์จากัวร์มาแล้วกว่า 14 รุ่น โดยมี จอห์น ฮันน่าห์  นักแสดงภาพยนตร์ชื่อดัง รับหน้าที่พิธีกร ซึ่งการแสดงที่มีความยาวถึง 45 นาที ประกอบด้วยนักแสดงชื่อดังมากมาย ทั้ง เอมิลี ซานเด, วงเดอะ ไกเซอร์ ชีฟส์, เอลิซ่า ดูลิตเติ้ล, คณะลอยัล บัลเล่ต์, วงดุริยางค์ลอนดอน ฟิลฮาโมนิค ออร์เคสตร้า และ แม็กซ์ มิลเนอร์ จากรายการ เดอะ ว๊อยซ์ โดยโชว์ทุกชุดแสดงถึงช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์อันรุ่งเรืองของจากัวร์ นับตั้งแต่การเปิดตัวรถยนต์รุ่น เอสเอส100 (SS100) เมื่อปี ค.ศ. 1935 (พ.ศ. 2478) จนถึงความสำเร็จทั่วโลกของแบรนด์จากัวร์ในปัจจุบัน ปิดท้ายด้วยการเปิดตัว Jaguar XE ซึ่งนำเสนอการเดินทางอันน่าประทับใจจากโรงงานผลิตในเมืองโซลิฮัลล์สู่การเปิดตัวในย่านเอิร์ลคอร์ท ซึ่งงานครั้งนี้มีคนดังและบุคคลสำคัญกว่า 3,000 คนเข้าร่วมงาน อาทิ สเตลล่า แมคคาร์ทนีย์, เดวิด แกนดี้, โจเซ่ มูริญโญ่, ไบรอัน จอห์นสัน, แซม ไรลีย์,  แกรี ลินิเกอร์, รูเบน คอร์ทาดา, เซียนน่า กิลเลอร์รี่ย์ และอีกมากมาย  

   Jaguar XE มีระบบขับเคลื่อนล้อหลัง มาพร้อมโครงสร้างน้ำหนักเบา ดีไซน์สุดล้ำ การตกแต่งภายในอันหรูหรา ตลอดจนระบบขับขี่และควบคุมที่เหนือชั้น นอกจากนี้ยังสามารถเข้าถึงทุกแอพพลิเคชั่นของสมาร์ทโฟนได้ด้วยฟังก์ชั่น InControl Apps บนหน้าจอสัมผัสภายในห้องโดยสาร ให้คุณสามารถจัดการประชุมสายผ่านโทรศัพท์ ค้นหาจุดจอดรถบริเวณใกล้เคียง หรือแม้แต่จองโรงแรมได้จากภายในรถยนต์ของคุณเอง และด้วยฟังก์ชั่นจุดกระจายสัญญาณอินเตอร์เน็ตแบบ Wi-Fi จากเสาสัญญาณของตัวรถ ทำให้คุณสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์สื่อสารได้หลากหลายรูปแบบ

   ระบบ InControl infotainment ของ Jaguar XE ยังได้รับการทำงานด้วยระบบสนับสนุนการขับขี่ที่เหนือชั้นมากมาย อาทิ การแสดงผล Laser Head-up Display (HUD) ครั้งแรกของวงการ ด้วยคุณภาพเลเซอร์ปรับปรุงใหม่ที่ให้ภาพบนจอไวด์สกรีนขนาดเล็กลงแต่สว่างกว่าเดิมถึง 3 เท่า ทั้งยังคมชัดและให้สีสันสดใสยิ่งกว่า ทำให้ผู้ขับขี่มองเห็นข้อมูลสถานะรถยนต์ได้อย่างง่ายดาย ทั้งความเร็วและระบบนำทางได้อย่างชัดเจนโดยไม่รบกวนวิสัยทัศน์การขับขี่

   Jaguar XE ยังถือเป็นยานยนต์จากัวร์ที่ผลิตโดยใช้อะลูมิเนียมเป็นวัสดุหลักรุ่นแรกของโรงงานแห่งใหม่ในเมืองโซลิฮัลล์ แถบเวสต์มิดแลนด์ของสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นโรงงานที่สร้างขึ้นเพื่อการผลิตยานยนต์เฉพาะแบบเท่านั้น ด้วยโครงสร้างวัสดุอะลูมิเนียมของ Jaguar XE ไม่เพียงถูกออกแบบมาอย่างสวยงามหมดจดในทุกมุมมอง หากยังมีแรงต้านการบิดในระดับสูงสุด ทั้งยังมาพร้อมกับระบบกันสะเทือนขั้นสูงเพื่อการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบทั้งการควบคุมได้ดั่งใจและการเลี้ยวโค้งที่แม่นยำในทุกสภาวะ

   Jaguar XE คือรถยนต์รุ่นแรกของโลกที่ใช้อะลูมิเนียมเกรดใหม่ที่ให้ความแข็งแกร่งระดับสูงมาก นั่นคือรุ่น RC 5754 มาเป็นวัสดุหลักในการผลิต และเนื่องจากการใช้รีไซเคิลในอัตราส่วนที่สูงมากนี้เอง ทำให้การคิดค้นวัสดุอะลูมิเนียมอัลลอยชนิดนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของจากัวร์ ในการบรรลุซึ่งเป้าหมายด้านการใช้วัสดุรีไซเคิลในการผลิตให้มากถึง 75% ก่อนปี พ.ศ.2563 นอกจากนี้ยังให้การประหยัดน้ำมันสูงสุดที่ระดับ 75 ไมล์/แกลลอน* (น้อยกว่า 4 ลิตร/100 กม.) ตามอัตราการใช้เชื้อเพลิงรวมหน่วยยูโร

 
 

NEW CARS INTER : PORSCHE Cayenne S E-Hybrid เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ที่งานปารีส มอเตอร์โชว์ 2014

Tuesday, 07 October 2014 14:30

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   ปอร์เช่  เปิดตัว Cayenne S E-Hybrid  สู่สายตาสาธาณชนอย่างเป็นทางการ ในงานมหกรรมยานยนต์ปารีส มอเตอร์โชว์ วันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา  ซึ่งนับเป็นรถยนต์แบบ Plug-in Hybrid ระดับพรีเมี่ยมในตลาดรถสปอร์ตอเนกประสงค์ หรือ SUV คันแรกของโลก พร้อมออกมาตั้งค่ามาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถหรูในระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ นอกจากนี้ยังเป็นรุ่นที่แสดงให้เห็นว่าปอร์เช่คือผู้นำในเรื่องของการผลิตรถ ไฮบริดแบบ Plug-in  หลังจากที่ปล่อยรุ่น Panamera S E-Hybrid  และ 918 Spyder  ออกมาให้ยลโฉมแล้วก่อนหน้านี้

   นอกเหนือจาก Cayenne S E-Hybrid ยังมี Cayenne รุ่นต่างๆ ออกมาให้ยลโฉมเช่นกัน นั่นคือ Cayenne S , Cayenne Turbo , Cayenne Diesel และ Cayenne S Diesel โดยต่างมีลักษณะที่โดดเด่นเป็นพิเศษทั้งในเรื่องประสิทธิภาพของรถ ความประหยัด การรักษาเสถียรภาพของรถที่แม่นยำมากขึ้น รูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยว และอุปกรณ์มาตรฐานที่ครบครันมากยิ่งขึ้น

   เทคโนโลยีไฮบริดแบบ plug-in ที่นำมาใช้กับ Cayenne S E-Hybrid  ส่งผลให้รถประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้มากขึ้น โดยมีอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำเพียง 3.4 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร (29.4 กิโลเมตร/ลิตร) และอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพียง 79 กรัมต่อกิโลเมตร นี่คือตัวเลขที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่เกินพิกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับรถขับเคลื่อน 4 ล้อ

   Cayenne S E-Hybrid  เผยโฉมเป็นทางการต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกที่งานแถลงข่าวของปอร์เช่ที่ Hall 4 โดยทำการถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์ www.porsche.com/paris นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดตัวรุ่นคาเยนน์รุ่นอื่นๆ ด้วยเช่นกัน นั่นคือ Cayenne Diesel , Cayenne S Diesel , Cayenne S และ Cayenne Turbo รุ่น Flagship สูงสุดของคาเยนน์


จุดด้านความประหยัดของรถปอร์เช่ ไฮบริดแบบ Plug-in
- Cayenne S E-Hybrid  อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 3.4 ลิตร/100 กิโลเมตร (29.4 กิโลเมตร/ลิตร); ผสมผสานกับการบริโภคพลังงานไฟฟ้าโดยมีอัตราที่  20.8 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง/100 กิโลเมตร; อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อยู่ที่ 79 กรัม/กิโลเมตร

-Panamera S E-Hybrid อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่  3.1 ลิตร/100 กิโลเมตร (32.25 กิโลเมตร/ลิตร) ผสมผสานกับการบริโภคพลังงานไฟฟ้าโดยมีอัตราที่: 16.2 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง/100 กิโลเมตร;อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อยู่ที่ 71 กรัม/กิโลเมตร

- 918 Spyder  อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่: 3.1-3.0 ลิตร/100 กิโลเมตร (32.25-33.33 กิโลเมตร/ลิตร); ผสมผสานกับการบริโภคพลังงานไฟฟ้าโดยมีอัตราที่: 12.7 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง/100 กิโลเมตร;อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อยู่ที่ 72-70 กรัม/กิโลเมตร

 
 

NEW CARS INTER : LAMBORGHINI HURACAN LP 620-2 super trofeo

Tuesday, 16 September 2014 18:10

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   ออโตโมบิลี แลมโบร์กีนี ภูมิใจเสนอแลมโบร์กีนี ฮูราแคน แอลพี 620-2 ซูเปอร์ โทรฟีโอสุดยอดซูเปอร์คาร์ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นอย่างเหนือชั้นโดยแผนกมอเตอร์สปอร์ตของแลมโบร์กีนีเพื่อการประกาศความยิ่งใหญ่ในสนามแข่งระดับสูง โดยเปิดตัวไปอย่างเป็นทางการเมื่อไม่นานมานี้ในงาน Monterey Car Week รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งแลมโบร์กีนี ฮูราแคน ซูเปอร์ โทรฟีโอ จะปรากฏตัวให้ผู้ชมทั่วโลกได้ยลโฉมอย่างเต็มตาในการแข่งขันรายการ 2015 Lamborghini Blancpain Super Trofeoทั้งสามซีรี่ส์ ซึ่งจะจัดขึ้นในยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือ

   แลมโบร์กีนี ฮูราแคน แอลพี 620-2 ซูเปอร์ โทรฟีโอ ถูกออกแบบภายใต้แนวคิดของรถแข่งที่สมบูรณ์แบบ ฟังก์ชั่นการทำงานทั้งหมดคิดค้นมาเพื่อเสริมสมรรถนะการขับขี่ขั้นสูงสุดโดยยังคงมาตรฐานความปลอดภัยของการขับขี่ในสนามแข่งไว้อย่างรัดกุมที่สุด

   โครงรถช่วงล่างติดตั้งโรลเคจน้ำหนักเบาเพียง 43 กิโลกรัมซึ่งคลุมไปจนถึงส่วนเพลาหลัง โดยสามารถรับแรงบิดได้มากกว่าเดิม 45% เมื่อเปรียบเทียบกับยานยนต์รุ่นก่อน โดยตัวเฟรมเป็นวัสดุไฮบริดผสมคาร์บอนอะลูมิเนียมซึ่งถูกออกแบบเพื่อรองรับพื้นที่สำหรับวางหม้อน้ำรุ่นใหม่ในส่วนหน้ารถและพื้นที่ติดตั้งกระปุกเกียร์สเปครถแข่งขันในส่วนท้ายให้มีความลงตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้ยานยนต์มีรูปทรงถูกต้องตามหลักอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งยังมีน้ำหนักรถเปล่าเพียง 1,270 กิโลกรัมและมีการกระจายน้ำหนักหน้า:หลังที่ 42/58%

   สำหรับโครงรถด้านนอกใช้วัสดุผสมและถูกออกแบบให้สอดคล้องกับหลักอากาศพลศาสตร์ โดยเป็นผลงานการออกแบบร่วมกับ ดัลลาร่า เอนจิเนียริ่ง (Dallara Engineering) ซึ่งก่อตั้งโดย จาน เปาโล ดัลลาร่า ซึ่งทำให้การประกอบ ฮูราแคน ซูเปอร์ โทรฟีโอ เสร็จสมบูรณ์ได้อย่างเร็วขึ้น และการออกแบบหม้อน้ำมันใหม่ที่ทำให้สมรรถนะการขับขี่สูงกว่ารุ่น แลมโบร์กีนีกัลญาร์โด้ อีกด้วย

   แลมโบร์กีนี ฮูราแคน ซูเปอร์ โทรฟีโอ ใช้นวัตกรรมเครื่องยนต์หัวฉีดไดเร็คอินเจ็คชั่นV10 เช่นเดียวกับรุ่นฮูราแคน แอลพี 610-4ซึ่งจัดสรรพลังงานโดยอุปกรณ์หน่วยควบคุมของ Motec ซึ่งให้กำลังสูงสุดถึง 620 แรงม้า และมีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักที่ 2.05 กิโลกรัม/แรงม้า

   หนึ่งในระบบการขับขี่ที่สำคัญของรุ่น แลมโบร์กีนี บลองแปง ซูเปอร์ โทรฟีโอ คือทางเลือกระบบการขับเคลื่อนล้อหลังซึ่งถูกนำมาใช้ในการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบรุ่น GT Class แล้ว ทำให้นักขับรถยนต์รุ่น ซูเปอร์ โทรฟีโอ สามารถสัมผัสได้ถึงระบบการทรงตัวชั้นเยี่ยมที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการขับขี่ในสนามแข่งได้อย่างเป็นยอด

   อีกหนึ่งนวัตตกรรมใหม่ของ แลมโบร์กีนี ฮูราแคน ซูเปอร์ โทรฟีโอ คือระบบสนับสนุนเครื่องยนต์รูปแบบใหม่ ที่ใช้คลัตช์แบบสามจานและระบบเกียร์แบบ XTrac Sequential Gearbox ซึ่งออกแบบมาสำหรับรถรุ่นนี้เพื่อใช้ร่วมกับหัวฉีดระบบไฟฟ้าซึ่งออกแบบโดยแผนกรถแข่งของ แม็กเนติ มาเรลลี (Magneti Marelli Motorsport Division)

   ระบบอิเล็กทรอนิกส์ของ แลมโบร์กีนี ฮูราแคน ซูเปอร์ โทรฟีโอ ยังถือเป็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดดครั้งสำคัญ ด้วยการใช้สายเคเบิ้ลและข้อต่อน้ำหนักเบารุ่นใหม่เพื่อให้เหมาะสำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะ อุปกรณ์หน่วยควบคุมเป็นรุ่น MOTEC M182 ที่สามารถควบคุมข้อมูล การเปลี่ยนเกียร์ และการแสดงผลบนจอแบบ TFT ซึ่งติดตั้งไว้ที่แผงหน้าปัดรถ พร้อมฟังก์ชั่นการทำงานพิเศษอย่างระบบควบคุมล้อหมุนฟรีและระบบเบรกกันล้อล็อก (ABS) ของ Bosch Motorsport ซึ่งสามารถตั้งค่าให้เหมาะสมกับการขับขี่ในทุกสภาพถนนและสภาพภูมิอากาศได้ถึง 12 รูปแบบอย่างง่ายดายจากปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย โดยพวงมาลัยยังถูกออกแบบให้เอื้อต่อการขับขี่ในสนามแข่งโดยเฉพาะ โดยเป็นผลงานการออกแบบร่วมกับ โอเอ็มพี (OMP)สำหรับไฟหน้าและไฟท้ายยังคงเป็นแบบแอลอีดี (LED) เช่นเดียวกับรุ่นฮูราแคน แอลพี 610-4

   การออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) ถูกพัฒนาอย่างเหนือขั้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในเรื่องแรงต้าน เพิ่มแรงฉุดและแรงกดสูงสุดในทุกสภาวะการขับขี่ รวมไปถึงการติดตั้งอุปกรณ์ปีกท้ายที่สามารถปรับได้ถึง 10 รูปแบบ อุปกรณ์ดิฟฟิวเซอร์ทั้งหน้าและหลัง และช่องลมเข้าด้านหน้าที่ปรับระดับได้ ยังช่วยเพิ่มความสมดุลให้กับตัวรถได้มากยิ่งขึ้น

   แลมโบร์กีนี ฮูราแคน ซูเปอร์ โทรฟีโอใช้ยางรุ่นพิเศษของพิเรลลี (Pirelli) ซึ่งเกิดจากการเก็บข้อมูลอย่างละเอียด ตั้งแต่ในขั้นตอนการร่างแบบรถไปจนถึงการทดสอบสมรรถนะเครื่องยนต์บนสนาม เพื่อการออกแบบยางที่เหมาะสมกับการขับขี่ที่เหนือชั้นในแบบฉบับของแลมโบร์กีนี โดยเฉพาะต้องให้สอดคล้องกับการขับขี่ด้วยระบบสองล้อทำให้ต้องใช้ยางขนาดใหม่ คือ ยางหน้าขนาด 305/660-18และยางหลังขนาด 315/680-18

   นอกจากนี้ ช่วงล่างยังติดตั้งเหล็กกันโคลงแบบปรับได้และดัมเปอร์แบบปรับได้สองทิศทางของโอห์ลินส์ (Ohlins) ส่วนระบบเลี้ยวแบบไฮดรอลิคซึ่งใช้ปั๊มระบบไฟฟ้ายังช่วยให้นักขับสามารถหักเลี้ยวได้อย่างเฉียบคม

   การตกแต่งภายในแบบสไตล์ตระกูลรถแข่งใช้หนังอัลแคนทาร่า (Alcantaraâ) สี Nero Ade ในการบุห้องโดยสารตลอดคัน ทั้งบริเวณหน้าปัด ช่องกลาง ตลอดจนอุปกรณ์ภายในทั้งหมดอย่างพวงมาลัยแผงกระปุกเกียร์ และเบาะนั่งที่ออกแบบมาตามหลักสรีรศาสตร์อย่างประณีต

   ในเดือนที่ผ่านมา ยานยนต์แลมโบร์กีนีรุ่นใหม่นี้ได้อวดโฉมและโชว์สมรรถนะในการทดสอบเพื่อการพัฒนาบนสนามแข่งเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งการทดสอบอยู่ภายใต้การควบคุมของหัวหน้าการทดสอบสมรรถนะ จิออร์จิโอ ซานนา และ เจ้าหน้าที่การทดสอบสมรรถนะสองคนของ ออโตโมบิลี แลมโบร์กีนี  ได้แก่ ฟาบิโอ บาบินี และ เอเดรียน ซอกก์ ร่วมด้วยนักขับจาก Young Driver Program ซึ่งมาทำการทดสอบและร่วมแสดงความคิดเห็นในงานครั้งนี้

 
 

NEW CARS INTER : Ford Mustang ใหม่หมดในสไตล์ดุดันแบบดั่งเดิม !!

Sunday, 13 July 2014 16:04

 

 

 

 

 

 

   ค่ายฟอร์ด มอเตอร์ เผยโฉม Ford Mustang โมเดลใหม่ล่าสุด ทั้งตัวถังคูเป้และรุ่นเปิดประทุน ซึ่งได้รับการออกแบบและพัฒนาใหม่หมด  แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ความดุดันในสไตล์ดั่งเดิมของ Ford Mustang ไว้อย่างเหนียวแน่น

   การออกแบบภายนอกมาในสไตล์ล้ำสมัยมากขึ้น พร้อมความดุดันแบบดั่งเดิมด้วยด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่โชว์สัญลักษณ์ม้าป่าอันทรงพลัง  สอดรับกับชุดไฟหน้าทรงเรียวยาวพร้อมตกแต่งไฟเดย์ไลท์เป็นเส้น3แถวสร้างความโดดเด่น  ด้านท้ายมาในสไตล์รถสปอร์ตท้ายสั้นแต่งด้วยสีดำดูดิบๆและแต่งไฟท้ายสุดเด่นแบ่งเป็น 3 แถบแนวตั้งที่แปลกตาไม่เหมือนใคร

   ภายในห้องโดยสารออกแบบหรูหรา เรียบง่ายตามแบบฉบับรถอเมริกัน ที่เน้นการใช้งานง่ายพร้อมติดตั้งเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกใหม่ๆของฟอร์ด อาทิ ,Ford SYNC  , MyFord Touch และTrack app ที่ให้ข้อมูลการขับขี่แบบเดียวรถแข่ง

   สมรรถนะการขับเคลื่อนในรุ่นโปรดักซ์ชั่นคาร์ จะมีเครื่องยนต์ให้เลือกถึง 3 รุ่น เริ่มจากเครื่องยนต์  วี 6 ขนาด 3.7 ลิตร ให้กำลัง 300 แรงม้า ตามมาด้วยเครื่องยนต์ Ecoboost แบบ 4 สูบขนาด 2.3 ลิตร 305 แรงม้า  และปิดท้ายด้วยเครื่องยนต์บล็อคแรงสุดแบบ  วี 8 ขนาด 5.0 ลิตร  420 แรงม้า ระบบส่งกำลังมีให้เลือกใช้ทั้งชุดเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ ส่วนการทำตลาดฟอร์ดจะเริ่มส่งมอบ Ford Mustang ล็อตแรกให้ลูกค้าได้ในช่วงปลายปีนี้ 

                                            (ภาพ worldcarfans)
 

 
 

Page 1 of 6

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )