Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

NEW CARS INTER

NEW CARS INTER : 911 ในรูปแบบ SUV: ปอร์เช่ คาเยนน์ เทอร์โบใหม่

Monday, 18 September 2017 15:08

 

 

 

 

 

 

   สตุ๊ทการ์ท. เปิดตัวครั้งแรกของโลกภายในงานมหกรรมยานยนต์ the 67th International Motor Show ณ นคร แฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ปอร์เช่ คาเยนน์ เทอร์โบ รุ่นใหม่ล่าสุด (The new Porsche Cayenne Turbo) การปรากฎตัวของราชันย์แห่งยนตกรรมสปอร์ต SUV เจเนอเรชั่นที่ 3 รุ่นสูงสุดของคาเยนน์ (Cayenne) อีกครั้งกับการกำหนดบรรทัดฐานใหม่ให้แก่วงการ ยกระดับสมรรถนะสปอร์ตให้เหนือล้ำยิ่งขึ้น ขุมพลังเครื่องยนต์ขนาดความจุกระบอกสูบ 4.0 ลิตร V8 เทอร์โบคู่ ให้พละกำลังสูงสุด 550 แรงม้า (404 กิโลวัตต์) โดดเด่นด้วยประสิทธิภาพการขับขี่บังคับควบคุมที่ดุดันเร้าใจจากนวัตกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่อัดแน่นอยู่ภายใน อาทิ ระบบจัดการอากาศพลศาสตร์ หรือ active aerodynamics มาพร้อมสปอยเลอร์หลังคาปรับอัตโนมัติ ระบบช่วงล่างถุงลมปรับระดับอัตโนมัติ three-chamber air suspension ยางหน้าหลังต่างขนาดและระบบเบรกสมรรถนะสูงรุ่นล่าสุด รวมถึงอุปกรณ์พิเศษเพิ่มเติมเพื่อรองรับความต้องการอีกหลากหลายรายการ ได้แก่ ระบบช่วยเลี้ยวล้อหลัง rear-axle steering หรือระบบควบคุมการทรงตัว electric roll stabilization ควบคุมด้วยแรงดันไฟฟ้า 48 โวลต์ ผลลัพธ์ที่ได้คือยนตกรรม SUV ที่ให้บุคลิกภาพการขับขี่เทียบชั้นกับรถสปอร์จสายพันธุ์แท้ได้อย่างไม่น้อยหน้า คาเยนน์ เทอร์โบ รุ่นล่าสุด (The new Cayenne Turbo) มีอัตราเร่งจากจุดหยุดนิ่งไปยังความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยระยะเวลาเพียง 4.1 วินาทีเท่านั้น (ตัวเลขดังกล่าวจะลดลงเหลือ 3.9 วินาที เมื่อติดตั้งชุดแต่งเพิ่มสมรรถนะ Sport Chrono) ทะยานทะลุพิกัดความเร็วสูงสุดกว่า 286 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

งานออกแบบดีไซน์ที่กร้าวแกร่ง เฉียบคม
   ชิ้นส่วนตัวถังด้านหน้าที่ได้รับการออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ โดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบ LED พร้อมระบบ Porsche Dynamic Light System (PDLS) เสริมสัมผัสแห่งรูปทรงอันสง่างามและเปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้แก่ คาเยนน์ เทอร์โบ (Cayenne Turbo) ได้เป็นอย่างดี ในการขับขี่ยามค่ำคืนสร้างความแตกต่างเหนือระดับในสไตล์ยนตกรรมเทอร์โบรุ่นหัวแถวของ คาเยนน์ (Cayenne) ด้วยระบบไฟส่องสว่างเฉพาะรุ่น double-row front light modules มุมมองด้านข้างตัวรถสุดดุดันด้วยล้ออัลลอยขนาดใหญ่ถึง 21 นิ้ว ลาย Turbo ติดตั้งเป็นพิเศษเฉพาะรุ่นเทอร์โบ (Turbo) เท่านั้น ลงตัวกับซุ้มล้อที่ได้รับการขนาดและพ่นสีเดียวกับตัวรถ ปลายท่อไอเสียคู่เอกลักษณ์ของรุ่นเทอร์โบ (Turbo) คือจุดเด่นของมุมมองด้านท้ายรถ แผงประตูและชิ้นส่วนตัวถังด้านหลังพ่นสีเดียวกับตัวรถ งานตกแต่งภายในห้องโดยสารเน้นย้ำความเป็นปัจเจกยานยนต์สไตล์สปอร์ตเต็มรูปแบบของคาเยนน์ เทอร์โบ (Cayenne Turbo) เท่านั้น คือการเสริมบรรยากาศสุดเร้าอารมณ์พร้อมกับเพิ่มอรรถประโยชน์สุดสะดวกสบายทุกฟังก์ชั่นการทำงานผสานเข้ากับระบบเครือข่ายการควบคุมสมบูรณ์แบบ แสดงผลและสั่งการผ่านหน้าจอสัมผัสความละเอียดสูง ด้วยแนวคิดในการออกแบบนวัตกรรมใหม่อย่าง Porsche Advanced Cockpit ที่บ่งบอกความเป็นเรือธงด้วยอุปกรณ์มาตราฐานระดับคุณภาพระบบเครื่องเสียงรอบทิศทางจาก BOSE® Surround Sound System ให้พละกำลังขับสูงสุด 710 วัตต์ มอบสัมผัสแห่งประสบการณ์ความเป็นเลิศให้แก่ผู้ขับขี่และผู้ด้วยสารด้วยเบาะนั่งแบบสปอร์ต ปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า18 ทิศทาง หมอนรองศีรษะแบบฝังลงในตัวเบาะทุกตำแหน่งที่นั่งซึ่งเป็นเอกลักษณ์การใช้งานแบบใหม่ สะท้อนถึงภาพลักษณ์ยนตกรรมสปอร์ตในตำนานของปอร์เช่ 911 (Porsche 911) อย่างเด่นชัด ติดตั้งพวงมาลัยสปอร์ตอเนกประสงค์ multi-function พร้อมระบบทำความร้อนดีไซน์พิเศษเฉพาะรุ่นเทอร์โบ (Turbo) เท่านั้น

พละกำลังที่เหนือกว่า แรงบิดมหาศาลยิ่งขึ้น: เครื่องยนต์ 8 สูบ เทอร์โบคู่ 550 แรงม้า
   หัวใจหลักของพลังแห่งการขับเคลื่อน คาเยนน์ เทอร์โบ (Cayenne Turbo) คือ เครื่องยนต์ V8 รุ่นใหม่ล่าสุด ขนาดความจุกระบอกสูบ 4.0 ลิตร ติดตั้งระบบอัดอากาศเทอร์โบคู่ ให้พละกำลังสูงสุด 550 แรงม้า (404 กิโลวัตต์) มากกว่ารุ่นที่แล้วถึง 30 แรงม้า (22 กิโลวัตต์) พร้อมแรงบิดสูงสุดกว่า 770 นิวตันเมตร ที่เพิ่มขึ้นจากรุ่นที่แล้วถึง 20 นิวตันเมตร เชื่อมต่อด้วยเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะ 8 จังหวะ Tiptronic S ให้อัตราเร่งชั้นยอดและความเร็วสูงสุดอันน่าตื่นเต้น ถ่ายทอดพลังขับเคลื่อนสู่พื้นถนนอย่างสมบูรณ์แบบด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ active all-wheel drive และระบบ Porsche Traction Management (PTM) คาเยนน์ เทอร์โบใหม่ (The new Cayenne Turbo) สามารถเร่งออกตัวจากจุดหยุดนิ่งไปยังความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 4.1 วินาที (3.9 วินาที เมื่อติดตั้งชุดแต่งเพิ่มสมรรถนะ Sport Chrono) และสามารถเร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 286 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เอกลักษณ์หนึ่งของขุมพลังเครื่องยนต์ยุคใหม่จากปอร์เช่ คือ ระบบอัดอากาศเทอร์โบชาร์จเจอร์ติดตั้งบริเวณกึ่งกลางกระบอกสูบรูปตัว V หรือ “central turbo layout” ท่อไอเสียระหว่างห้องเผาไหม้และชุดอัดอากาศเทอร์โมที่สั้นลง ส่งผลให้เครื่องยนต์มีการตอบสนองเพิ่มมากขึ้นซึ่งหมายความว่าด้วยลักษณะการวางตำแหน่งของเทอร์โบแบบใหม่ ช่วยให้เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้ยังช่วยให้เกิดข้อดีจากขนาดของโครงสร้างที่เล็กลง ทำให้สามารถติดตั้งเครื่องยนต์ในตำแหน่งที่ต่ำลงกว่าเดิม ผลลัพธ์ก็คือสมรรถนะการบังคับควบคุมที่เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น สามารถเข้าโค้งความเร็วสูงได้อย่างแม่นยำ เฉียบคม จากจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำลง

ระบบช่วงล่างถุงลมปรับระดับอัตโนมัติ three-chamber air suspension พร้อมยางหน้าหลังต่างขนาด
   โครงสร้างตัวถังและระบบรองรับที่มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษของคาเยนน์ เทอร์โบ (Cayenne Turbo) คือส่วนผสมสุดลงตัว 3 อย่างได้แก่ ความแม่นยำเที่ยงทรงของรถสปอร์ตสายพันธุ์แท้ ความนุ่มนวลสะดวกสบายในสไตล์รถซาลูนเปี่ยมสมรรถนะ และสุดท้ายคือ ศักยภาพในการท้าทายอุปสรรคบนเส้นทางทุรกันดารซึ่งเป็นคุณลักษณะของยานยนต์ off-road ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้จากการทำงานของระบบช่วงล่างถุงลมอัตโนมัติ three-chamber air suspension พร้อมระบบปรับความหนืดโช้คอัพไฟฟ้า PASM เสริมขีดความสามารถให้แก่ตัวรถอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แนวคิดใหม่สำหรับการติดตั้งยางหน้าและหลังต่างขนาดเป็นมาตราฐานด้วยยางรถยนต์คู่หน้าขนาด 285/40 และยางรถยนต์คู่หลังขนาด 315/35 ถ่ายทอดจากการออกแบบพัฒนารถสปอร์ตสมรรถนะสูง โดยมีวัตถุประสงค์ในการเพิ่มเสถียรภาพและการส่งกำลังทั้งในแนวราบและแนวดิ่ง ชุดสปริงถุงลมนวัตกรรม three air chambers ใหม่ล่าสุด ถูกนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกับระบบปรับความสูงใต้ท้องรถเพื่อเพิ่มสมรรถนะในการบุกตะลุยเส้นทาง off-road ได้ตามความต้องการ นอกจากนี้ระบบดังกล่าวพร้อมรองรับการทำงานถึง 5 ลักษณะ สำหรับการเดินทางบนถนนปกติหรือนอกเส้นทางถนนผสานการทำงานร่วมกับอุปกรณ์พิเศษอย่าง ระบบช่วยเลี้ยวล้อหลัง rear-axle steering ระบบควบคุมการทรงตัวด้วยอิเล็กทรอนิกส์ Porsche Dynamic Chassis Control (PDCC) roll stabilization ควบคุมด้วยไฟฟ้าแรงดันสูง 48 โวลต์และระบบ Porsche Torque Vectoring Plus (PTV+) จึงไม่น่าแปลกใจที่คาเยนน์ เทอร์โบ ใหม่ (Cayenne Turbo)จะให้สมรรถนะในการขับขี่และบังคับควบคุมเทียบเท่ากับรถสปอร์ตพันธุ์แท้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็พร้อมตอบสนองต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสมในการเข้าโค้งที่ได้รับการพัฒนาขึ้น เช่นเดียวกับความนุ่มนวลสะดวกสบายยามโดยสารเดินทาง

ยนตกรรมสปอร์ต SUV รุ่นแรกที่ได้รับการติดตั้งสปอยเลอร์หลังคาปรับระดับอัตโนมัติ และระบบเบรกสมรรถนะสูง
   คาเยนน์ เทอร์โบ รุ่นใหม่ (The new Cayenne Turbo) ถือได้ว่าเป็นยนตกรรมสปอร์ต SUV รุ่นแรกที่ได้รับการติดตั้งชุดสปอยเลอร์หลังคาปรับระดับอัตโนมัติ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญของระบบจัดการอากาศพลศาสตร์ active aerodynamics ด้วยศักยภาพในการปรับตำแหน่งองศาการทำงานเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในแต่ละสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มแรงกดให้แก่ตัวถังด้านท้ายรถและในตำแหน่ง airbrake ช่วยลดระยะทางที่ใช้ในการชะลอความเร็วของระบบเบรกในขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง เมื่อเบรกเต็มที่จากความเร็ว 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สุดยอดยนตกรรม SUV จากปอร์เช่ สามารถหยุดสนิทด้วยระยะทางที่สั้นกว่าเดิมถึง 2 เมตร ระบบจัดการอากาศพลศาสตร์ชั้นยอด ประสานการทำงานร่วมกับระบบเบรกสมรรถนะสูงชั้นเยี่ยม ใหม่ล่าสุดด้วย Porsche Surface Coated Brake (PSCB) ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตราฐานเพื่อเสริมประสิทธิภาพให้แก่ระบบเบรกของคาเยนน์ เทอร์โบ (Cayenne Turbo) ด้วยการเคลือบสาร ทังสเตน คาร์ไบด์ (Tungsten Carbide) ลงบนพื้นผิวของจานเบรกเหล็กหล่อทำหน้าที่เพิ่มแรงเสียดทานให้แก่จานเบรกเพื่อลดระยะทางที่ใช้ชะลอความเร็ว รวมไปถึงลดการสึกหรอและลดฝุ่นผงที่เกิดขึ้นจากการใช้งานไปพร้อมกัน นั่นหมายถึงความสะอาดสวยงามของวงล้ออัลลอยที่เป็นประโยชน์ทางอ้อมอีกด้วยทั้งนี้ระบบเบรกที่มีสมรรถนะการทำงานสูงสุดสำหรับคาเยนน์ (Cayenne) ยังคงเป็นระบบเบรกเซรามิก Porsche Ceramic Composite Brake (PCCB) ซึ่งสามารถติดตั้งเป็นอุปกรณ์พิเศษ

   สามารถติดตามภาพข่าวเพิ่มเต็มได้ที่: Porsche Newsroom (newsroom.porsche.com) และ Porsche Press Database (presse.porsche.de)

   อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงและอัตราการปล่อยไอเสีย 1)
ปอร์เช่ คาเยนน์ เทอร์โบ (Porsche Cayenne Turbo): อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 8.4-8.5 ลิตร/กิโลเมตร (11.9-11.7 ลิตรต่อกิโลเมตร)
1) ค่าตัวเลขดังกล่าวขึ้นอยู่กับขนาดของยางรถยนต์ที่ติดตั้ง

เกี่ยวกับ AAS Auto Service
   ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่าง เป็นทางการ ได้สร้างความเชื่อมั่นในด้านการดูแลหลังการขายให้กับลูกค้าปอร์เช่ทุกท่าน ด้วยทีมวิศวกรที่ผ่านการ ทดสอบระดับเหรียญทอง (ZPT3 Gold Theory Test & Recertification) ถึง 12 คน ซึ่งถือว่ามี จำนวนมากที่สุดของศูนย์รถยนต์ปอร์เช่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคทั้งหมด 13 ประเทศ สะท้อนให้เห็นถึง ความสำคัญ ในเรื่องการให้บริการหลังการขาย โดย เอเอเอส ทุ่มงบการอบรมวิศวกร ของเราให้มีคุณภาพสูงสุด ตามนโยบาย หลักของบริษัทที่ว่า “เอเอเอส ดูแลทั้งรถและคุณ AAS Looking after YOU and your CAR” เพื่อให้ท่านมั่นใจได้ว่า “AAS The Name you can Trust” ซึ่งพิสูจน์ให้ท่านได้เห็นแล้วตลอดระยะเวลาดำเนินงานมากกว่า 30 ปี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Porsche Centre Bangkok ถ.วิภาวดีรังสิต โทร. 02-522-6655
Porsche Centre Pattanakarn ถ.พัฒนาการ โทร. 02-369-1111
Porsche City Showroom Siam Paragon ชั้น 2 โทร. 02-610-9911

 
 

NEW CARS INTER : PORSCHE Boxster Spyder เปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งาน New York International Auto Show 2015

Monday, 20 April 2015 13:09

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   ปอร์เช่เปิดตัว Boxster Spyder อย่างเป็นทางการเพื่อเฉลิมฉลองการเริ่มต้นของรถเปิดประทุนในปี 2015 ณ มหกรรมยานยนต์ New York International Auto Show โดยรถเปิดประทุน 2 ที่นั่งรุ่นใหม่ล่าสุดคันนี้ยังคงเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครไว้ได้อย่างโดดเด่น เช่นการใช้หลังคาผ้าใบที่เปิดปิดด้วยมือ และมีเพียงระบบเกียร์ธรรมดาเท่านั้นที่สามารถติดตั้งกับรถคันนี้ได้

   ด้วยการที่เป็นโร้ดสเตอร์ อย่างแท้จริงทำให้ Boxster Spyder ส่งผ่านประสบการณ์การขับขี่แบบรถสปอร์ตพร้อมด้วยสมรรถนะและประสิทธิภาพของรถที่ทันสมัยให้ผู้ขับขี่ได้อย่างเต็มที่ ด้วยระบบช่วงล่างแบบสปอร์ตมีความแข็งแกร่งสูงและสามารถลดระดับความสูงได้ถึง 20 มิลลิเมตร ระบบเบรกนำมาจากรุ่น 911 Carrera ที่ให้ความแม่นยำต่อการตอบสนองมากขึ้น เครื่องยนต์ขนาด 3.8 ลิตร 6 สูบ มาพร้อมกับพละกำลังสูงสุดที่ 375 แรงม้า (276 กิโลวัตต์) ซึ่งผู้ขับขี่และผู้โดยสารจะได้รับประสบการณ์ความเป็นรถสปอร์อย่างแท้จริง รวมถึงความคล่องตัวในการขับขี่ของ Boxster ที่มีน้ำหนักเบาแต่ให้ประสิทธิภาพได้อย่างยอดเยี่ยม โดยอัตราเร่งของ Boxster Spyder จาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทำได้ในเวลาเพียง 4.5 วินาทีเท่านั้น ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 290 กิโลเมตร/ชั่วโมง และอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงตามวงจรการขับขี่แบบ NEDC ต่ำเพียง 9.9 ลิตร/100 กิโลเมตร (10.10 กิโลเมตร/ลิตร) เท่านั้น

   การออกแบบที่โดดเด่นของ Boxster Spyder ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตำนานของรถสปอร์ตและรถแข่งจากปอร์เช่เช่นรุ่น 718 Spyder ในช่วงทศวรรษ 1960 โดยนำรูปแบบมาใช้ในการสรรสร้างชิ้นส่วนฝากระโปรงทางด้านหลัง และพนักพิงศรีษะแบบ 2 ชิ้น ส่วนการทำงานของหลังคาสามารถเปิดปิดบางส่วนด้วยมือ การใช้ชิ้นส่วนด้านบนที่มีน้ำหนักเบาทำให้เหมาะสมกับการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังเป็นการระลึกถึงโร้ดสเตอร์ ในวันวานอีกด้วย แน่นอนการออกแบบครีบตัวรถที่ยาวถึงด้านหลังได้กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Boxter Spyder ไปแล้ว ส่วนทางด้านหน้าและด้านหลังรถได้นำการออกแบบของ Cayman GT4 มาเสริมความโดดเด่นให้มากขึ้น

   ภายในห้องโดยสารของ Boxster Spyder สามารถสัมผัสถึงความสุนทรีย์ในการขับขี่ซึ่งมากกว่ารุ่น Boxster อื่นๆ ผู้ขับขี่และผู้โดยสารจะนั่งอยู่บนเบาะ Bucket seats ที่มีน้ำหนักเบาและมาพร้อมกับเบาะหนุนด้านข้างขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้น ในขณะที่พวงมาลัยโฉมใหม่ด้วยขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 360 มิลลิเมตร ช่วยให้โร้ดสเตอร์ เครื่องยนต์วางกลางคันนี้สามารถขับขี่ได้แม่นยำและมั่นคงมากยิ่งขึ้น

 
 

NEW CARS INTER : ลัมโบร์กีนี เผยโฉม ASTERION LPI 910-4 เทคโนโลยี Plug-in hybrid

Thursday, 28 May 2015 15:21

 

 

 

 

 

 

 

   ออโตโมบิลี แลมโบร์กีนีร่วมงานประกวดรถคลาสสิค คอนคัวร์ส เดลเลแกนซ์ (Concours d’Elegance) เป็นครั้งแรก โดยงานอันทรงเกียรตินี้ได้รับการจัดขึ้นเป็นเวลาสองวัน ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2558 ณ โรงแรมวิลลาเดสเท (Villa d’Este) และในวันทื 24 พฤษภาคม ณ โรงแรมวิลลาเออร์บา (Villa Erba) เมืองเซอโนบบิโอ ประเทศอิตาลี

   ออโตโมบิลี ลัมโบร์กีนี ส่งลัมโบร์กีนี  ASTERION LPI 910-4 เข้าร่วม หลังจากได้เปิดตัวเป็นครั้งแรกในงานปารีส ออโต้ ซาลอน (Paris Auto Salon) เมื่อปี 2557 ที่ผ่านมา เพื่อแสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยี Plug-in hybrid (PHEV) ของลัมโบร์กีนี และชิงรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม (Design Award) สำหรับรถต้นแบบ  รางวัลนี้ถูกตั้งขึ้นในปี 2545 ที่งานคอนคัวร์ส เดลเลแกนซ์  โรงแรมวิลลาเดสเท เพื่อให้รางวัลแก่รถยนต์ที่มีอดีตงดงามควบคู่กับนวัตกรรมแห่งอนาคต โดยมีฟิลิปโป เปอรินี หัวหน้าของเซ็นโทร สไตล์ ลัมโบร์กีนี (Centro Stile Lamborghini) ผู้ออกแบบแอสเทอเรียน พร้อมทีมออกแบบ เข้าร่วมงานระดับสากลในครั้งนี้

   ASTERION LPI 910-4 เป็นรถที่นำเสนอโซลูชั่นการลดอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ผ่านนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ระบบพลังงานไฮบริดสมรรถนะสูงประกอบด้วย เครื่องยนต์ วี10 ขนาด 5.2 ลิตร ผสานกำลังกับมอเตอร์ไฟฟ้ามากถึง 3 ตัว ซึ่งเมื่อทำงานร่วมกันทั้งหมดแล้ว จะให้กำลังรวมกันมากถึง 669 กิโลวัตต์ (910 แรงม้า) โดยทำความเร็วจาก 0 -100 กม./ชม. ภายใน 3 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 320 กม./ชม.

   ASTERION LPI 910-4 ยังให้ความรู้สึกการขับขี่ที่เป็นเอกลักษณ์พร้อมพละกำลังเหนือชั้น เอื้อให้การขับขี่ราบลื่นและตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต่ำอย่างเหลือเชื่อ เพียงแค่ 98 ก./ กม. แต่ยังมาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่สามารถทำระยะทางสูงสุด 50 กิโลเมตร

 
 

NEW CARS INTER : Cayman GT4 ยกระดับความแรง

Thursday, 19 February 2015 10:37

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   Cayman GT4 สมาชิกใหม่ของครอบครัวปอร์เช่ GT เผยโฉมแล้ว ถือเป็นครั้งแรกที่ปอร์เช่ได้แนะนำรถสปอร์ต GT ในรุ่น Cayman โดยได้รับส่วนประกอบต่างๆ มาจากรุ่น911 GT3 ซึ่ง Cayman GT4 สามารถทำเวลารอบสนามแข่ง Nurburgring ฝั่ง North Loop ได้อย่างเหนือชั้น นั่นคือ 7 นาที 40 วินาทีเท่านั้น ส่งผลให้ Cayman GT4 กลายมาเป็นรถรุ่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดในกลุ่มตลาดเดียวกัน

   เครื่องยนต์ ตัวถัง เบรก และการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ เน้นในเรื่องของการขับขี่เพื่อความคล่องตัวมากที่สุด และยังคงสมรรถนะที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ เหมาะกับการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ตามแบบฉบับของรถสปอร์ตปอร์เช่ 2 ประตู เครื่องยนต์มีขนาด 3.8 ลิตร 6 สูบ พละกำลังแรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 385 แรงม้า ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่นำมาจากรุ่น 911 Carrera S ระบบส่งกำลังมาในรูปแบบระบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีด อัตราเร่ง 0-100 กม./ชั่วโมง อยู่ที่ 4.4 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 295 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำแค่เพียง 10.3 ลิตร/100 กิโลเมตร (9.70 กิโลเมตร/ลิตร) ตัวถังสามารถลดระดับให้ต่ำลงได้อีก 30 มิลลิเมตร ส่วนระบบเบรกนำมาจากรุ่น 911 GT3

   สำหรับ ภายนอกของ Cayman GT4 จะมีความแตกต่างกับรุ่นคูเป้เครื่องยนต์วางกลางรุ่นอื่นอย่างชัดเจน ชิ้นส่วนต่างๆ ได้รับการออกแบบใหม่เพื่อความสมดุลตามหลักอากาศพลศาสตร์ไม่ว่าจะเป็น ช่องดักอากาศทางด้านหน้า และปีกด้านหลังที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นชิ้นส่วนที่อยู่ในแพ็คเกจ aerodynamic package และได้รับการออกแบบมาเป็นระบบเพื่อเพิ่มแรงกดให้กับรถมากขึ้น Cayman GT4 ยังสามารถติดตั้งชิ้นส่วนอื่นๆ ตามต้องการเพื่อการใช้งานแบบสปอร์ตได้ ระบบเบรกเซรามิก PCCB สามารถเลือกติดตั้งเป็นอุปกรณ์เสริมได้ อีกทั้งยังมีเบาะแบบคาร์บอนไฟเบอร์ carbon fibre reinforced plastic (CFRP) รวมถึงแพ็คเกจ Sport Chrono ที่มาพร้อมกับ Track Precision app และแพ็คเกจ Club Sport ที่สามารถเลือกติดตั้งได้เช่นกัน

   ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อผู้ขับขี่และผู้โดยสารโดยเฉพาะ และพร้อมจะทำให้พวกเขาได้รับความสุนทรีย์ในการขับขี่อย่างเต็มที่ เมื่อพวกเขาได้นั่งที่เบาะ ซึ่งจะสัมผัสได้ถึงความเป็นสปอร์ตทันทีผ่านหนังแท้และหนัง Alcantara ที่ได้รับการผสมผสานไว้ได้อย่างลงตัว
   เทคนิค หลากหลายด้านของรถสปอร์ต GT คันใหม่นี้ได้รับมาจาก 911 GT3 ซึ่งเป็นรถสปอร์ตเครื่องยนต์วางกลางและเป็นตัวแทนที่ดีเยี่ยมของการขับขี่ ที่คล่องตัว อีกทั้งยังเป็นสร้างสรรรค์ตามแบบฉบับของรถรุ่นต่างๆ อย่าง 904 GTS , 911 GT1 , Carrera GT และ 918 Spyder

   รถสปอร์ต GT จากปอร์เช่คันนี้คือการเชื่อมต่อระหว่างความน่าหลงใหลและเสน่ห์ระหว่างการ ใช้งานจริงทั้งในชีวิตประจำวันและในสนามแข่ง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นหลักสำคัญของความเป็นรถสปอร์ตของแบรนด์นั่นคือ Intelligent Performance


   Cayman GT4 จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งานมหกรรมยานยนต์ Geneva International Motor Show ในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้

 
 

NEW CARS INTER : Bentley Grand Convertible ที่สุดของความหรูหราในสไตล์เปิดประทุน

Wednesday, 07 January 2015 11:36

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   ความเป็นที่สุดของนวัตกรรมยานยนต์สุดหรูจากประเทศอังกฤษได้ถูกถ่ายทอดผ่าน Bentley Grand Convertible รถยนต์เปิดประทุนที่น่าค้นหามากที่สุดจากเบนท์ลี่ย์ ความเป็นเอกลักษณ์ถูกสะท้อนออกมาให้เห็นผ่านรูปลักษณ์ และแฟชั่นต่างๆ ที่รังสรรค์ขึ้นด้วยงานฝีมือชั้นเยี่ยมและให้ความใส่ใจต่อวัสดุต่างๆ ในทุก รายละเอียดเพื่อเพิ่มความหรูหราเหนือระดับ พร้อมด้วยประสิทธิภาพที่ทรงพละกำลัง

   การออกแบบภายนอกเน้นสีตัวรถที่โดดเด่นคือสีพิเศษ Sequin Blue  รวมถึงโครงกระจกหน้าและฝากระโปรงแบบเหล็ก “liquid metal” สีเงิน ล้อได้รับการออกแบบให้ตัดกับสีน้ำเงินฟ้าของตัวรถอีกด้วย ซึ่งล้อที่โดดเด่นยังสะท้อนให้เห็นถึงพละกำลังเครื่องยนต์และแรงบิดมหาศาลที่อยู่ภายใต้ฝากระโปรงเครื่องยนต์ แรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 537 แรงม้า 530PS / 395 กิโลวัตต์ และแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 1,100       นิวตันเมตร ได้มาจากเครื่องยนต์เบนท์ลี่ย์ขนาด 6.0 ลิตร Twin turbo V8 ซึ่งเป็นเครื่องที่ใช้อยู่ในรุ่น Mulsanne รถยนต์ Flagship จากเบนท์ลี่ย์นั่นเอง

   ภายในห้องโดยสารของ Bentley Grand Convertible เต็มไปด้วยงานหัตถกรรมหรืองานฝีมือหรูหรามีระดับ หนังแท้และมีให้เลือกถึง 14 สีพร้อมลายเบาะแบบ diamond quilting โดยได้รับการปรับแต่งรูปทรงให้เหมาะสมและให้ความสะดวกสบายแก่ผู้โดยสารทั้ง 4 คนในห้องโดยสารได้เป็นอย่างดี สีฟ้าสว่างถูกนำมาใช้เป็นขอบตกแต่งเพื่อแสดงให้เห็นถึงทักษะความเชี่ยวชาญของช่างฝีมือจากเบนท์ลี่ย์ พร้อมด้วยรอยเย็บตะเข็บสี Sequin Blue ที่เย็บด้วยมืออีกด้วย

   Tonneau คือตัวอย่างของงานหัตถกรรมจากช่างฝีมือของเบนท์ลี่ย์ เนื้อไม้ชั้นดีผืนใหญ่ที่นำมาใช้ตกแต่งให้เข้ากับ book-matched, mirror-finished และ dark-stained Burr Walnut ลายต่างๆ ได้รับออกแบบโดยใช้ช่างเฟอร์นิเจอร์ที่มีชื่อเสียงของโลกทำการออกแบบผสมผสานเพื่อความหรูหราและให้เข้ากับกรอบเหล็กได้อย่างลงตัวที่สุดอีกด้วย

   หลังจากจัดการแสดงโชว์ที่มหกรรมยานยนต์ Los Angeles Auto Show 2014 Grand Convertible จะย้ายไปโชว์ที่ Miami สำหรับงาน Art Basel  ซึ่งเป็นงานแสดงศิลปะแบบทันสมัยและร่วมสมัยระดับโลกที่มีชื่อเสียงต่อไป

 
 

NEW CARS INTER : CHEVROLET CORVETTE Z06 C7.R พัฒนาจากสนามแข่งสู่ถนนจริง

Wednesday, 06 May 2015 11:16

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   CHEVROLET CORVETTE รุ่น Z06 C7.R โมเดลปี 2016 ได้รับการพัฒนาให้มีสมรรถนะระดับรถแข่งเพื่อเป็นเกียรติแก่คอร์เวทท์ เรซซิ่ง C7.R เตรียมออก จำหน่ายในอเมริกาเหนือด้วยตัวถังสีเหลืองและดำเอกลักษณ์ของคอร์เวทท์ เรซซิ่ง พร้อมตกแต่งภายนอกและภายในเต็มพิกัด

   CORVETTE  C7.R ถูกผลิตจำนวนจำกัดเพียง 500 คันเท่านั้น และยังมีรุ่นพิเศษ Z07 Performance ที่มาพร้อมเบรกคาร์บอนเซรามิก และหมายเลขตัวถังแบบพิเศษสำหรับรถรุ่นนี้เท่านั้น โดยเตรียมออกจำหน่ายในช่วงปลายปีนี้

   ชุดแต่ง Z07 Performance ประกอบด้วยเบรกคาร์บอนเซรามิกของเบรมโบที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรกและยกระดับสมรรถนะการควบคุมการขับขี่ นอกจากนี้ยังมีชิ้นส่วนที่ช่วยเพิ่มความลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ทั้งด้านหน้าและหลังที่ปรับระดับได้เพื่อเพิ่มแรงกดให้มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมด้วยยางมิชลิน ไพล็อต ซูเปอร์สปอร์ต คัพ 2 ช่วยเพิ่มการยึดเกาะถนน

   เมื่อผนวกกับเครื่องยนต์ LT4 พละกำลัง 650 แรงม้า แรงกดตามหลักอากาศพลศาสตร์ ที่ยอดเยี่ยมและเทคโนโลยีเสริมสมรรถนะอย่างระบบควบคุม (Magnetic Ride Control) ระบบจัดการเสถียรภาพ (PerformanceTractionManagement) และเฟืองท้ายอิเลคทรอนิคส์ ทำให้คอร์เวทท์ Z06 C7.R Edition นำเสนอศักยภาพที่ทัดเทียมกับซูเปอร์คาร์ชั้นนำระดับโลกและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแบบรถรุ่นพิเศษที่จะกลายเป็นที่ต้องการของนักสะสมรถในทันที

สำหรับคุณสมบัติอันโดดเด่นของคอร์เวทท์รุ่น Z06 C7.R ปี 2016 มีดังนี้

  • นำเสนอรุ่น 3LZ ทั้งโฉมคูเป้และเปิดประทุน
  • ตัวถังมี 2 สี คือ สีเหลืองซึ่งเป็นสีใหม่สำหรับรุ่นปี 2016 และสีดำ
  • ชุดแต่งลายกราฟฟิกรุ่น C7.R
  • ชุดแต่ง Z07 Performance พร้อมเบรกคาร์บอนเซรามิกของเบรมโบและยางมิชลิน พีเอส คัพ 2
  • คาลิปเปอร์เบรกสีเหลือง
  • ล้อสีดำพร้อมเส้นสายสีเหลืองและโลโก้คอร์เวทท์ เรซซิ่ง ที่กลางดุมล้อ
  • แพ็คเกจชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์เพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่
  • ฝากระโปรงหน้าตกแต่งด้วยคาร์บอนไฟเบอร์เพิ่มความโดดเด่นให้สวยสะดุดตา
  • ครีบด้านข้างและช่องดักอากาศตกแต่งด้วยสีเทาเมทัลลิค
  • ห้องโดยสารตกแต่งด้วยสีดำ Jet Black พร้อมวัสดุไมโครไฟเบอร์หนังกลับบนแผงควบคุม
    และแผงประตู
  • เบาะที่นั่งแบบสปอร์ต พวงมาลัย และหัวเกียร์ตกแต่งด้วยไมโครไฟเบอร์หนังกลับ
  • ตัดเย็บด้วยด้ายสีเหลืองดึงดูดสายตาภายในห้องโดยสาร
  • ห้องโดยสารถูกตกแต่งด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์พื้นผิวมันเงา
  • เติมเต็มด้วยบันไดข้างแบบคอร์เวทท์ เรซซิ่ง
  • ประทับตรา C7.R Edition ในห้องโดยสารพร้อมหมายเลขตัวถังแสดงลำดับการผลิตโดยเริ่มจากหมายเลข 700001
  • พร้อมผ้าคลุมรถลายกราฟฟิก C7.R
 
 

NEW CARS INTER : CHEVROLET MALIBU เจนเนอเรชั่นใหม่

Tuesday, 21 April 2015 13:04

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   เชฟโรเลตเผยโฉมรถยนต์เชฟโรเลตมาลิบูใหม่ รุ่นปี 2016 ในงานนิวยอร์ค อินเตอร์เนชั่นแนล ออโต้โชว์ 2015 มาลิบูใหม่มีความโดดเด่นทั้งสมรรถนะเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ และระบบความปลอดภัยขั้นสูง

   ทีมออกแบบของเชฟโรเลตได้ออกแบบมาลิบูรุ่นใหม่ขึ้นมาทั้งคัน ด้วยโครงสร้างใหม่ที่มีฐานล้อที่กว้างกว่ารุ่นปัจจุบันเกือบ 4 นิ้ว ทำให้ห้องโดยสารกว้างขวางและมีพื้นที่วางขามากขึ้น มอบความสะดวกสบายยิ่งขึ้น

   ส่วนโครงสร้างใหม่ให้ความแข็งแกร่งมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาลงถึง 300 ปอนด์ หรือ 136 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับรุ่นปัจจุบัน ทำให้ประหยัดน้ำมันและควบคุมสมรรถนะได้อย่างดีเยี่ยม
   มาลิบูได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในทุกรายละเอียดของตัวรถ เส้นสายแนวหลังคาในรถรุ่นนี้ลากยาวไปทางด้านหลัง เพื่อความหรูหรามากขึ้น ล้อถูกขยับขึ้นมาทางด้านหน้า ในขณะที่ส่วนหัวและท้ายรถสั้นลง และด้วยการออกแบบตัวถังด้านข้างอย่างลงตัว จึงยิ่งดูโดดเด่น และล้ำสมัย

   เชฟโรเลตจะเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาลิบู รุ่นปี 2016 ออกสู่สาธารณชนอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกของโลก โดยรถยนต์เชฟโรเลตมาลิบูใหม่ มีกำหนดออกจำหน่ายปลายปี 2015 นี้

   ทั้งนี้ เจนเนอรัล มอเตอร์ส ทำการผลิตและจำหน่ายรถยนต์เชฟโรเลตในประเทศไทยหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็นรถกระบะเชฟโรเลตโคโลราโด รถเนอกประสงค์ขนาดใหญ่เทรลเบรเซอร์ รถยนต์เอนกประสงค์เอสยูวีแคปติวา รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเชฟโรเลตครูซ และล่าสุดกับเชฟโรเลตโคโลราโด ไฮคันทรี รถกระบะพรีเมี่ยมรุ่นใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ที่ผ่านมานั่นเอง

 
 

NEW CARS INTER : PORSCHE Boxster & 911 Carrera Black Edition

Tuesday, 02 June 2015 13:44

 

 

 

 

 

 

 

 

   ปอร์เช่ส่งรุ่นพิเศษของ 911 Carrera และ Boxster ออกมาให้ยลโฉมแล้ว คือ Black Edition ซึ่งเป็นปอร์เช่ที่ผสมผสานภายนอกและภายในด้วยสีดำไว้อย่างลงตัว โดยเน้นให้เห็นรูปลักษณ์ที่เหนือกาลเวลา คลาสสิค หรูหรา ตามแบบฉบับรถสปอร์ตได้เป็นอย่างดี

   911 Carrera และ Boxster รุ่นพิเศษจะถูกผลิตจำนวนจำกัด พร้อมการติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ที่เป็นมาตรฐานใหม่ในการขับขี่อย่างครบครัน อาทิเช่น ระบบ Porsche Communication Management (PCM) ที่มาพร้อมกับระบบค้นหาเส้นทาง ระบบตัดแสงสะท้อนกระจกมองหลังอัตโนมัติ (automatically dimming rear-view mirrors) ระบบ Cruise control และพวงมาลัยสปอร์ต Sport Design steering wheel เป็นต้น

   911 Carrera Black Edition รุ่นธรรมดาจะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 3.4 ลิตรเครื่องยนต์ Flat Engine ที่มีสมรรถนะสูงสามารถผลิตพละกำลังเครื่องยนต์สูงสุดได้ถึง 350 แรงม้า (257 กิโลวัตต์) โดยมีให้เลือกทั้งรุ่นคูเป้และรุ่นเปิดประทุนอย่างคาบริโอเลต ทุกรุ่นมาพร้อมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ล้อขนาด 20 นิ้วลาย 911 Turbo Wheels และไฟหน้าแบบ LED ที่มาพร้อมกับระบบไฟ Porsche Dynamic Light System Plus (PDLS+) เป็นส่วนหนึ่งของอุปกรณ์มาตรฐานที่ได้รับการติดตั้งเพื่อเพิ่มความโดดเด่นให้กับรถรุ่นนี้ด้วยเช่นกัน ภายในสีดำเข้มทำให้รถมีเสน่ห์น่าค้นหามากยิ่งขึ้น  ภายในรถได้รับการติดตั้งเครื่องเสียงแบบ Bose Surround Sound System ให้ความสุนทรีย์ในยามขับขี่อย่างลงตัวด้วยคุณภาพของเสียงที่ยอดเยี่ยม และ 911 รุ่นพิเศษนี้ยังเพิ่มความสะดวกสบายสำหรับผู้ขับขี่มากยิ่งขึ้นด้วยระบบโทรศัพท์ Telephone Module และระบบช่วยจอด Park Assist ทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่มาพร้อมกับกล้องมองหลังอีกด้วย

   ส่วน Boxster Black Edition ด้วยความที่มีเสน่ห์ไม่แพ้กัน เครื่องยนต์แบบวางกลางขนาด 2.7 ลิตร Flat engine มาพร้อมกับพละกำลังเครื่องยนต์สูงสุดที่ 265 แรงม้า (195 กิโลวัตต์) แนวคิดสีดำได้ถูกนำไปใช้กับหลังคาผ้าใบและบาร์ป้องกัน (Rollover protection bar) ด้วยเช่นกัน ระบบ Wind deflector จะช่วยกันลมขณะเปิดประทุนได้เป็นอย่างดี ล้อขนาด 20 นิ้วลาย Carrera Classic มาพร้อมกับระบบไฟหน้าไบซีนอลและระบบไฟ Porsche Dynamic Light System (PDLS) เพิ่มความโดดเด่นให้กับรถ ไม่เพียงเท่านี้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารจะได้รับความสะดวกสบายเพิ่มเติมจากระบบปรับอุณหภูมิแยกแบบ two-zone air conditioning หรือเบาะนั่งแบบให้ความร้อนได้ ระบบเสียงในรุ่น Boxster Black Edition จะมาพร้อมกับเสียงแบบ Sound Package Plus คุณภาพสูง

   แบล็ค อิดิชั่น (Black Edition) ทั้ง 5 รุ่นจะเริ่มเปิดรับจองตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2015 เป็นต้นไป

 
 

NEW CARS INTER : CHEVROLET SPARK พร้อมบุกตลาดทั่วโลก

Friday, 10 April 2015 15:23

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   เชฟโรเลตเปิดตัวรถยนต์เชฟโรเลต สปาร์ค เจนเนอเรชั่นใหม่ ที่ให้ทั้งความหรูหราและ ล้ำสมัยในงานโซลมอเตอร์โชว์ 2015  ตอกย้ำความสำเร็จของแบรนด์ในฐานะรถยนต์ขนาดกะทัดรัดที่ได้รับความนิยมทั่วโลก

   เชฟโรเลต สปาร์ค ใหม่ มาพร้อมกับรูปลักษณ์สะดุดตา พร้อมระบบความปลอดภัย และการเชื่อมต่อที่ครบครัน โดยสปาร์คใหม่จะทำตลาดทั่วโลกในกว่า 40 ประเทศ

   รถยนต์เชฟโรเลตสปาร์คใหม่ สวยงามสะกดใจกว่าเดิม ด้วยฐานล้อที่กว้างขึ้น และลดความสูงลง 40 มม. เพื่อเพิ่มความโฉบเฉี่ยวในการขับขี่ตามหลักอากาศพลศาสตร์ แต่ยังคงมีห้องโดยสารที่กว้างขวางเช่นเดิม

   สำหรับโครงสร้างรถเชฟโรเลตสปาร์คใหม่ ได้รับการออกแบบให้มีความแข็งแกร่งทนทาน เพื่อให้   ผู้ขับขี่ได้สัมผัสประสบการณ์ที่เหนือชั้นยิ่งขึ้น ด้วยโครงสร้างตัวถังที่แข็งแรงทำให้ทีมวิศวกรได้ปรับแต่งให้ขับสนุกและควบคุมรถได้อย่างแม่นยำ ผู้ขับขี่จึงสัมผัสได้ถึงสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของรถและควบคุมการขับขี่ได้ดั่งใจ ทั้งยังเงียบและนุ่มนวลในทุกการขับขี่

   ด้วยปรัชญาการออกแบบที่มีสไตล์ สะท้อนดีไซน์แนวร่วมสมัยแบบเชฟโรเลตได้อย่างลงตัว สปาร์ค รุ่นใหม่นี้ จึงดูหรูหรา ทันสมัย สะกดทุกสายตา   ความสูงหลังคาที่ลดลงฉีกแนวการออกแบบรถเล็กให้ดูสมส่วน มีการปรับโครงสร้างโดยขยับตำแหน่งล้อทั้งสี่ให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม จึงทำให้สปาร์คใหม่ดูมั่นคงให้ความรู้สึกมั่นใจในการขับขี่

   กระจังหน้าใหม่แบบดูอัลพอร์ทซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเชฟโรเลต พร้อมไฟหน้าลากเฉียงไปจนถึงแก้มด้านซ้ายและขวา ส่วนไฟหน้าเป็นแบบโปรเจคเตอร์ที่มีทั้งความสวยงามและประณีต พร้อมไฟเดย์ไทม์แบบแอลอีดีทำให้สปาร์คคันนี้ดูล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น

   ส่วนด้านการออกแบบภายใน ยังคงมีพื้นที่ในห้องโดยสารที่กว้างขวาง แม้ว่าความสูงของตัวรถจะลดลง โดยทีมออกแบบของเชฟโรเลตได้ปรับขนาดของเบาะนั่งให้เข้ากับความสูงหลังคา พร้อมปรับตำแหน่งเบาะเพื่อเอาใจผู้ขับขี่มากขึ้นอีกด้วย   สำหรับวัสดุภายในได้ถูกพัฒนาและปรับปรุง ใส่ใจในทุกรายละเอียดด้วยการเลือกใช้วัสดุผ้าอย่างดีและเบาะนั่งขึ้นรูปด้วยโฟมที่เน้นนั่งสบาย ยืดอายุการใช้งานและทันสมัยในขณะเดียวกัน

   แผงแดชบอร์ดดีไซน์ใหม่หมดล้ำสมัยด้วยหน้าจอแอลซีดี ที่มาพร้อมแผงควบคุมกลางซึ่งสามารถเชื่อมต่อระบบอินโฟเทนเมนท์และระบบปรับอากาศได้อย่างสะดวกสบาย ส่วนแผงหน้าปัดยังคงตกแต่งด้วยสีสันที่เข้ากับตัวรถเช่นเคย ทั้งยังมาพร้อมกับช่องแอร์ดีไซน์ใหม่ทรงสี่เหลี่ยมคางหมู นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีมายลิงค์ ระบบอินโฟเทนเมนท์รุ่นล่าสุด ที่ควบคุมด้วยหน้าจอทัชสกรีนและไอคอนในสไตล์ของสมาร์ทโฟน โดยรองรับคำสั่งจากปลายนิ้วทั้งการลากและซูม คล้ายกับบนจอสมาร์ทโฟนนั่นเอง

   เชฟโรเลต สปาร์ค ใช้เครื่องยนต์อีโคเทค 3 สูบ ขนาด 1.0 ลิตร ที่มาพร้อมกับชุดเกียร์ธรรมดาแบบซีเทค เจนเนอเรชั่นใหม่ พร้อมกันนี้ยังอัดแน่นด้วยระบบความปลอดภัยระดับพรีเมียม ไม่ว่าจะเป็นระบบเตือนการชนด้านหน้า ระบบป้องกันการเปลี่ยนเลนแบบไม่ตั้งใจ และระบบตรวจจับสิ่งกีดขวางในจุดบอด

   เครื่องยนต์อีโคเทคใหม่นี้ มาพร้อมกับบล็อคและหัวกระบอกสูบแบบอลูมินัม ซึ่งช่วยลดน้ำหนัก เพื่อเพิ่มสมรรถนะและประหยัดน้ำมัน โดยหัวกระบอกสูบกับท่อไอดีได้รับการออกแบบมาเป็นชิ้นเดียวกัน ทำให้มีน้ำหนักเบา เพิ่มความประหยัดน้ำมัน อีกทั้งยังช่วยสร้างสมดุลน้ำหนักให้กับตัวรถได้เป็นอย่างดี จึงตอบสนองต่อการควบคุมตัวรถได้ดียิ่งขึ้น

   ในตลาดเกาหลี เชฟโรเลตสปาร์ครุ่นใหม่จะมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.0 ลิตร พร้อมเกียร์ซีเทค แบบธรรมดารุ่นใหม่ และเทคโนโลยีปิดเปิดเครื่องยนต์อัตโนมัติเมื่อวิ่งในเมืองเพื่อประหยัดน้ำมันยิ่งกว่าเดิม

   เชฟโรเลตสปาร์ครุ่นใหม่นี้ได้รับการพัฒนามาจากรถยนต์เชฟโรเลตรุ่นปัจจุบัน ที่มีออพชั่นด้านความปลอดภัยมาให้อย่างครบครันเมื่อเทียบกับรถยนต์เซกเม้นท์เดียวกัน ด้วยการเพิ่มอุปกรณ์และเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย ต่อยอดจากความสำเร็จของรุ่นก่อนหน้าที่ได้รับรางวัลความปลอดภัยสูงสุด จากสถาบันการรับประกันความปลอดภัยบนทางหลวง ประเทศสหรัฐอเมริกา

   สำหรับรถยนต์เชฟโรเลตสปาร์ครุ่นใหม่ล่าสุดนี้ จะผลิตที่ศุนย์การผลิตรถยนต์ชางวอน ในประเทศเกาหลี ซึ่งเป็นศูนย์การผลิตรถยนต์ที่ได้มาตรฐานระดับโลกของจีเอ็ม และถือเป็นผู้นำในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในภาคการผลิตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้นับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา มีรถยนต์เชฟโรเลต สปาร์ค จำหน่ายออกไปทั่วโลกแล้วกว่า 1 ล้านคัน

 
 

NEW CARS INTER : JAGUAR XE เผยโฉมครั้งแรกในโลก

Sunday, 12 October 2014 14:44

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   จากัวร์ จัดงานเปิดตัว Jaguar XE ยานยนต์แนวสปอร์ตซีดานหรูรุ่นใหม่ล่าสุด ในย่านเอิร์ลคอร์ทกลางกรุงลอนดอน พร้อมการแสดงสุดยิ่งใหญ่อลังการเพื่อร่วมฉลองความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของยนตกรรมชั้นสูงแห่งสหราชอาณาจักร ส่วนเมืองไทย บริษัท ซิตี้ ออโต้โมบิล จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์ในประเทศไทย กำหนดเปิดตัวและจัดจำหน่ายภายในปี พ.ศ. 2558

   งานเปิดตัว Jaguar XE จัดขึ้นในย่านเอิร์ลคอร์ท ซึ่งเป็นสถานที่สุดคลาสสิกที่ถูกใช้จัดงานเปิดตัวรถยนต์จากัวร์มาแล้วกว่า 14 รุ่น โดยมี จอห์น ฮันน่าห์  นักแสดงภาพยนตร์ชื่อดัง รับหน้าที่พิธีกร ซึ่งการแสดงที่มีความยาวถึง 45 นาที ประกอบด้วยนักแสดงชื่อดังมากมาย ทั้ง เอมิลี ซานเด, วงเดอะ ไกเซอร์ ชีฟส์, เอลิซ่า ดูลิตเติ้ล, คณะลอยัล บัลเล่ต์, วงดุริยางค์ลอนดอน ฟิลฮาโมนิค ออร์เคสตร้า และ แม็กซ์ มิลเนอร์ จากรายการ เดอะ ว๊อยซ์ โดยโชว์ทุกชุดแสดงถึงช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์อันรุ่งเรืองของจากัวร์ นับตั้งแต่การเปิดตัวรถยนต์รุ่น เอสเอส100 (SS100) เมื่อปี ค.ศ. 1935 (พ.ศ. 2478) จนถึงความสำเร็จทั่วโลกของแบรนด์จากัวร์ในปัจจุบัน ปิดท้ายด้วยการเปิดตัว Jaguar XE ซึ่งนำเสนอการเดินทางอันน่าประทับใจจากโรงงานผลิตในเมืองโซลิฮัลล์สู่การเปิดตัวในย่านเอิร์ลคอร์ท ซึ่งงานครั้งนี้มีคนดังและบุคคลสำคัญกว่า 3,000 คนเข้าร่วมงาน อาทิ สเตลล่า แมคคาร์ทนีย์, เดวิด แกนดี้, โจเซ่ มูริญโญ่, ไบรอัน จอห์นสัน, แซม ไรลีย์,  แกรี ลินิเกอร์, รูเบน คอร์ทาดา, เซียนน่า กิลเลอร์รี่ย์ และอีกมากมาย  

   Jaguar XE มีระบบขับเคลื่อนล้อหลัง มาพร้อมโครงสร้างน้ำหนักเบา ดีไซน์สุดล้ำ การตกแต่งภายในอันหรูหรา ตลอดจนระบบขับขี่และควบคุมที่เหนือชั้น นอกจากนี้ยังสามารถเข้าถึงทุกแอพพลิเคชั่นของสมาร์ทโฟนได้ด้วยฟังก์ชั่น InControl Apps บนหน้าจอสัมผัสภายในห้องโดยสาร ให้คุณสามารถจัดการประชุมสายผ่านโทรศัพท์ ค้นหาจุดจอดรถบริเวณใกล้เคียง หรือแม้แต่จองโรงแรมได้จากภายในรถยนต์ของคุณเอง และด้วยฟังก์ชั่นจุดกระจายสัญญาณอินเตอร์เน็ตแบบ Wi-Fi จากเสาสัญญาณของตัวรถ ทำให้คุณสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์สื่อสารได้หลากหลายรูปแบบ

   ระบบ InControl infotainment ของ Jaguar XE ยังได้รับการทำงานด้วยระบบสนับสนุนการขับขี่ที่เหนือชั้นมากมาย อาทิ การแสดงผล Laser Head-up Display (HUD) ครั้งแรกของวงการ ด้วยคุณภาพเลเซอร์ปรับปรุงใหม่ที่ให้ภาพบนจอไวด์สกรีนขนาดเล็กลงแต่สว่างกว่าเดิมถึง 3 เท่า ทั้งยังคมชัดและให้สีสันสดใสยิ่งกว่า ทำให้ผู้ขับขี่มองเห็นข้อมูลสถานะรถยนต์ได้อย่างง่ายดาย ทั้งความเร็วและระบบนำทางได้อย่างชัดเจนโดยไม่รบกวนวิสัยทัศน์การขับขี่

   Jaguar XE ยังถือเป็นยานยนต์จากัวร์ที่ผลิตโดยใช้อะลูมิเนียมเป็นวัสดุหลักรุ่นแรกของโรงงานแห่งใหม่ในเมืองโซลิฮัลล์ แถบเวสต์มิดแลนด์ของสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นโรงงานที่สร้างขึ้นเพื่อการผลิตยานยนต์เฉพาะแบบเท่านั้น ด้วยโครงสร้างวัสดุอะลูมิเนียมของ Jaguar XE ไม่เพียงถูกออกแบบมาอย่างสวยงามหมดจดในทุกมุมมอง หากยังมีแรงต้านการบิดในระดับสูงสุด ทั้งยังมาพร้อมกับระบบกันสะเทือนขั้นสูงเพื่อการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบทั้งการควบคุมได้ดั่งใจและการเลี้ยวโค้งที่แม่นยำในทุกสภาวะ

   Jaguar XE คือรถยนต์รุ่นแรกของโลกที่ใช้อะลูมิเนียมเกรดใหม่ที่ให้ความแข็งแกร่งระดับสูงมาก นั่นคือรุ่น RC 5754 มาเป็นวัสดุหลักในการผลิต และเนื่องจากการใช้รีไซเคิลในอัตราส่วนที่สูงมากนี้เอง ทำให้การคิดค้นวัสดุอะลูมิเนียมอัลลอยชนิดนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของจากัวร์ ในการบรรลุซึ่งเป้าหมายด้านการใช้วัสดุรีไซเคิลในการผลิตให้มากถึง 75% ก่อนปี พ.ศ.2563 นอกจากนี้ยังให้การประหยัดน้ำมันสูงสุดที่ระดับ 75 ไมล์/แกลลอน* (น้อยกว่า 4 ลิตร/100 กม.) ตามอัตราการใช้เชื้อเพลิงรวมหน่วยยูโร

 
 

Page 1 of 6

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )