Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

TEST DRIVE

TEST DRIVE : Volvo V40 T4 Facelift อัพเกรดรูปลักษณ์และสมรรถนะ!

Wednesday, 16 August 2017 16:01

   Volvo V40 T4 Facelift  รุ่นปรับโฉม  เปิดตัวสู่ตลาดในมาดรถแฮทช์แบ็คหรู 5 ประตูที่คงเอกลักษณ์การออกแบบสไตล์สแกนดิเนเวียน โดดเด่นด้วยโฉมใหม่ที่มีไฟหน้าทรงค้อนของเทพเจ้าแห่งธอร์ (Thor Hammer)  พร้อมสมรรถนะปราดเปรียว คล่องตัวด้วยเครื่องยนต์ Drive-E Powertrain เบนซินเทอร์โบ 2.0 ลิตร 190 แรงม้า

   Volvo V40 นับเป็นรถยนต์แฮทช์แบ็ค 5 ประตูขนาดกลางระดับพรีเมียม ที่เริ่มต้นบุกเบิกตลาดทั่วโลกตั้งแต่ปี 2012 และได้กลายเป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดของวอลโว่ในยุโรปและขายดีเป็นอันดับสองของแบรนด์ทั่วโลก สำหรับประเทศไทย V40 ถือเป็นรถอีกหนึ่งรุ่นที่เขามาทำตลาดในไทยและได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่คนรุ่นใหม่มี่ต้องการรถยนต์หรูหรา ทันสมัย พร้อมการขับขี่ที่คล่องตัว อีกทั้งยังมีราคาที่จับต้องได้ง่ายเมื่อเทียบกับรถยนต์ยุโรปหรูยี่ห้ออื่นๆ

   ภายใต้ดีไซน์ใหม่ในสไตล์ปรับโฉมจะเน้นความโดดเด่น ด้วยกระจังหน้าและโลโก้ พร้อมไฟหน้าที่มีรูปทรงจำลองมาจากฆ้อนเทพเจ้าธอร์ ซึ่งไฟหน้ารูปแบบนี้จะเป็นโฉมหน้าเทรนด์ใหม่ของวอลโว่รุ่นใหม่ๆจากนี้ต่อไปในอนาคต เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์แบรนด์ให้ตรงกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่มากขึ้น ส่วนการดีไซน์ในจุดอื่นไม่ว่าจะเป็นเส้นสายด้านข้างตัวถังหรือมุมมองด้านท้ายก็ยังยึดรูปแบบเดียวกับรุ่นเดิมที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินT5 และดีเซล D4  โดยขนาดมิติตัวรถมีความยาว 4,370 มม. ความกว้าง 1,857 มม. ความสูง 1,420 มม. ความยาวช่วงล้ออยู่ที่   2,647 มม. และติดตั้งล้อแม็กลายสวยสีทูโทนอินเทรนด์ ขนาด 16 นิ้ว

   การออกแบบภายในห้องโดยสารสวยงาม หรูหรา และคุ้นตา เพราะยึดพื้นฐานเดียวกับรุ่นเดิมแต่ตกแต่งรายละเอียดบางจุดใหม่  โดยเน้นโทนสีทันสมัย  เบาะนั่งใหม่สไตล์สปอร์ตบุหนังคุณภาพสูงสีดำชาโคล พวงมาลัยสีดำด้าน โชว์โลโก้วอลโว่ iron mark แบบใหม่บนพวงมาลัย แผงหน้าปัดตกแต่งด้วยขอบอลูมีเนียมสีดำคงความหรูหราและประณีตด้วยเอกลักษณ์การออกแบบจากสวีเดนเปี่ยมไปด้วยรสนิยมชั้นเลิศของผู้ขับขี่ นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมที่ให้ความสะดวกเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสหรือสั่งการด้วยเสียงอย่าง Volvo Sensus Connect สามารถค้นหาข้อมูลและควบคุมฟังก์ชั่นต่างๆของรถได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ผ่านสัญญาณบลูทูธ และสามารถสื่อสารผ่านโลกอินเตอร์เน็ตได้อย่างสะดวกและปลอดภัย  ซึ่งมาพร้อมจอแสดงผลแบบ TFT ขนาด 8 นิ้วความละเอียดสูงติดตั้งอยู่เหนือคอนโซลกลางเพื่อแสดงข้อมูลสำคัญต่างๆให้ผู้ขับขี่ทราบในแต่ละสถานการณ์ พร้อมสะท้อนอารมณ์ในการขับขี่ด้วยธีมสีและรูปแบบการแสดงผลที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับได้ถึง 3 รูปแบบ คือ Elegance , Eco และ Performance

   ระบบเสียงสมบูรณ์แบบ High Performance Multimedia 4x45 วัตต์ พร้อมลำโพง 8 ตัว ให้คุณภาพระดับเดียวกับที่ใช้ในระบบโฮมเธียเตอร์ คุณภาพเสียงคมชัด น่ารื่นรมย์สำหรับทุกคนในรถ พร้อมพอร์ตสำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น iPod รวมทั้งเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธ และดึงเพลงจากในโทรศัพท์มือถือมาเล่นในระบบเครื่องเสียงในรถยนต์ได้ในระบบ Audio Streaming เพื่อความสุนทรีย์กับเครื่องเสียงคุณภาพสูง พร้อมกันนี้ยังติดตั้งระบบกรองอากาศอัจฉริยะ CleanZone air purification system ซึ่งเป็นระบบกรองอากาศในห้องโดยสารรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพมากสุด ที่มีประสิทธิภาพในการดักจับอนุภาคเล็ก ละอองเกสร และฝุ่นผง ที่ปะปนมากับอากาศได้ดีที่สุด เพื่อบรรยากาศห้องโดยสารที่สะอาด ปลอดโปร่ง ให้ความสดชื่นทุกการเดินทาง

   Volvo V40 T4 Facelift รุ่นล่าสุดเลือกประกบคู่กับเครื่องยนต์ Drive-E Powertrain เบนซินเทอร์โบ ขนาด 2,000 ซีซี  แบบ 4 สูบ เรียง DOHC 16 วาล์ว  กำลัง 190 แรงม้าที่ 4,700 รอบ/นาที พร้อมแรงบิด 300 นิวตัน-เมตร ที่1,300-4,000 รอบ/นาที  ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด เน้นสมรรถนะแบบต้นจัดปลายไหล ขับขี่ในเมืองนอกเมืองคล่องตัว อัตราเร่งมาไวตามน้ำหนักเท้า ตั้งแต่จังหวะออกตัว ซึ่งวอลโว่การันตีอัตราเร่ง 0–100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลาเพียง 6.9 วินาที และความเร็วปลายไหลยาวๆได้ถึง 210 กิโลเมตร/ชั่วโมง เมื่อความเร็วสูงสุดทำได้มากขนาดนี้นั่นหมายถึงอัตราเร่งแซงในช่วงความเร็วรอบปานกลางถึงสูงจึงทำได้อย่างรวดเร็ว ทันใจ และมั่นใจตลอดการขับขี่ ส่วนช่วงความเร็วปกติในการเดินทางประมาณ 90-110 กิโลเมตร/ชั่วโมง รอบเครื่องต่ำอยู่ 1,650 -2,000 รอบ/นาที  ก็ให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ประหยัดกว่ารถเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรทั่วๆไป โดยค่าเฉลี่ยที่เราวัดได้อยู่ที่ประมาณ  16-17  กิโลเมตร/ลิตร และการขับในเมืองช่วงรถติดหนักๆจะอยู่ประมาณ 11-13 กิโลเมตร/ลิตร ซึ่งการขับขี่ในเมืองก็เป็นสิ่งที่เราประทับใจมาก เพราะตัวรถมีขนาดพอเหมาะไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป ทำให้สามารถควบคุมรถได้อย่างคล่องตัวทุกจังหวะการขับขี่  พร้อมช่วงล่างออกแนวนุ่มนวลนั่งสบายแต่ไม่หยวบหยาบเมื่อเข้าโค้งหรือเลี้ยวแรงๆ  และพวงมาลัยก็ให้น้ำหนักที่ดีเลี้ยวง่าย แม่นยำ ไม่เบาหรือหนักจนเกินไป  

   การเลือกใช้เครื่องยนต์บล็อคนี้ที่มีขนาดเล็กลง ยังสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนผู้ผลิตรถยนต์ออกแบบ และพัฒนารถที่ปล่อยไอเสียในปริมาณที่ต่ำลง วอลโว่จึงได้ออกแบบ และพัฒนารถรุ่น V40 T4 ให้มีการปล่อยค่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เฉลี่ยอยู่ที่ 142 กรัมต่อกิโลเมตร ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ 150 กรัมต่อกิโลเมตร นอกจากจะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว รถรุ่นนี้ยังทำราคาค่าได้น่าสนใจอยู่ที่ 1,749,000 บาท

   ทางด้านเทคโนโลยีที่ช่วยเสริมความปลอดภัยในการขับขี่ ซึ่งเป็นจุดเด่นของวอลโว่ ก็ติดตั้งมาให้อุ่นใจไม่แพ้รุ่นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยในการจอดรถอัตโนมัติ (Park assist pilot) ช่วยให้การจอดแบบขนานขอบทางง่ายดายขึ้นโดยที่ระบบอัจฉริยะจะควบคุมการบังคับเลี้ยวของรถเอง ผู้ขับขี่เพียงแค่ควบคุมความเร็วรถและปรับเปลี่ยนเกียร์เท่านั้น ระบบนี้ทำงานโดยเซ็นเซอร์อัลตร้าโซนิคที่ติดตั้งไว้ที่ด้านหน้า หลัง และข้างรถ  , ระบบแจ้งเตือนเพื่อป้องกันรถวิ่งออกนอกเส้นแบ่งช่องทางเดินรถ Lane Keeping Aid  , ระบบแจ้งเตือนเมื่อมียานพาหนะอยู่ในมุมอับของสายตา BLIS ช่วยในการเปลี่ยนเลนอย่างปลอดภัย  และระบบป้องกันการชนขณะขับขี่ความเร็วต่ำ City Safety ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เมื่อรถวิ่งในระดับความเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม. ระบบจะใช้เลเซอร์ที่ฝังอยู่ส่วนบนของกระจกบังลมหน้า สแกนพื้นที่ด้านหน้ารถในระยะห่างออกไป 10 เมตร เพื่อตรวจจับยานพาหนะด้านหน้ารถว่าหยุดอยู่กับที่หรือกำลังเคลื่อนที่อย่างช้าๆ ถ้าระบบประเมินว่าการชนกำลังจะเกิดขึ้น เบรกจะถูกชาร์จเตรียมไว้เพื่อให้คุณเหยียบเบรกได้ทันท่วงที หรือหากคุณไม่เหยียบเบรก ระบบจะทำการเบรกโดยอัตโนมัติ ซึ่งระบบนี้เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีเพื่อการเดินทางสู่เป้าหมายที่วอลโว่ตั้งไว้ว่าภายในปี ค.ศ. 2020 จะต้องไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัสในรถวอลโว่รุ่นใหม่อีกต่อไป !!!!

 

TEST DRIVE : HONDA JAZZ RS แต่งสปอร์ตตอบรับชีวิตทันสมัย!

Thursday, 10 August 2017 14:15

   HONDA JAZZ โมเดลล่าสุดนับเป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 ของรถยนต์ซับคอมแพ็กต์แฮทช์แบ็ก 5 ประตูของฮอนด้า   ซึ่งทั้ง 2 เจนเนอเรชั่นที่ผ่านมา JAZZ ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกค้าด้วยคุณสมบัติเด่นทั้งความอเนกประสงค์ในการใช้งาน  และความสนุกสนานในการขับขี่ที่ลงตัวสำหรับชีวิตเมือง   และล่าสุดในช่วงกลางปีนี้ HONDA JAZZ รุ่นล่าสุดก็ถึงเวลาปรับเปลี่ยนโฉมใหม่ พร้อมวางไฮไลท์การทำตลาดด้วยรุ่น RS ที่มาพร้อมเอกลักษณ์การออกแบบเฉพาะตัวในสไตล์สปอร์ตเป็นครั้งแรก

   สิ่งที่โดดเด่นในการใช้งานของ  HONDA JAZZ เจเนอเรชั่นที่ 3 โดยภาพรวมต้องยกให้กับการออกแบบภายในห้องโดยสารกว้างขวางและอเนกประสงค์  เช่นมีพื้นที่ช่วงขาและพื้นที่ในการบรรทุกสัมภาระมากสุดๆเมื่อเทียบกับรถยนต์รุ่นอื่นในกลุ่มเดียวกัน และด้านความประหยัดเชื้อเพลิงจะ ได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานตัวถังรุ่นใหม่ที่มีน้ำหนักเบา แต่มีความแข็งแกร่งซึ่งจะช่วยเรื่องความประหยัดน้ำมัน เพิ่มความสนุกสนานในการขับขี่ และความปลอดภัยในห้องโดยสาร  และอีกปัจจัยที่มีส่วนเรื่องความประหยัดคือ เกียร์แบบอัตราทดแปรผันหรือซีวิทีที่ได้รับการพัฒนาล่าสุด

   สำหรับ  HONDA JAZZ RS ภายใต้การเปลี่ยนแปลงในแบบปรับโฉมใหม่  จะเน้นการเติมเต็มความโฉบเฉี่ยวในสไตล์สปอร์ต ด้วยการออกแบบด้านหน้าและด้านหลังให้ดูกว้างและปราดเปรียวมากขึ้นตามหลักอากาศพลศาสตร์ พร้อมออกแบบสไตล์สปอร์ตเฉพาะแบบ RS รอบคัน ด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่พร้อมสัญลักษณ์ RS  รับกับไฟหน้าทรงสวยเป็นแบบมัลติรีเฟล็กเตอร์มาพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน (Daytime Running Light ) แบบ LED โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นด้วยกันชนหน้าพร้อมไฟตัดหมอกและกันชนหลังแบบสปอร์ตในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของรุ่น RS  กระจกมองข้างแต่งสีดำ และล้ออัลลอยใหม่ขนาด 16 นิ้ว ดูสปอร์ตรับกับดีไซน์สปอร์ตของตัวรถได้อย่างลงตัว

   การออกแบบภายในห้องโดยสาร ให้ความรู้สึกล้ำสมัย ดึงดูดความสนใจให้เข้าไปสัมผัส โดยการจัดวางพื้นที่ภายในห้องโดยสารนี้ยังคงใช้แนวคิด Man Maximum Machine Minimum ในการออกแบบ ซึ่งเน้นความกว้างขวางสะดวกสบายด้วยยาวของตัวถังรถและฐานล้อ ช่วยให้ห้องโดยสารและพื้นที่ห้องโดยสารตอนหลังมีขนาดใหญ่  และมาพร้อมเบาะนั่งสีดำลายใหม่ และสะท้อนความสปอร์ตมากยิ่งขึ้นด้วยเบาะนั่งดีไซน์ใหม่ตกแต่งด้วยด้ายสีส้ม ในรุ่น RS จัดเต็มด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งช่องเก็บของ กล่องเก็บแท็บเล็ต และที่วางแก้วน้ำสูงสุด 9 ตำแหน่ง ให้ทุกการเดินทางสะดวกสบายยิ่งขึ้น ส่วนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกก็ถือว่าครบครัน มีทั้งมาตรวัดเรืองแสง พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมแผงควบคุมแบบสัมผัส ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์แบบอัจฉริยะ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 6.8 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อโทรศัพท์ไร้สาย รองรับการเชื่อมต่อภาพและเสียงผ่าน HDMI และพวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังก์ชั่น รวมสวิตซ์ควบคุมระบบการทำงานที่หลากหลายเพื่อให้ผู้ขับไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย อาทิ ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยแบบ 7 สปีด , ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ และสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย พร้อมปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์บนพวงมาลัย

   ส่วนเรื่องความอเนกประสงค์ในห้องโดยสารเมื่อลองลูกเล่นของเบาะแบบอัลตรา ซีท ก็ยังถือเป็นจุดขายของรถรุ่นนี้อยู่ โดยออกแบบเบาะนั่งให้สามารถปรับเปลี่ยนได้หลายรูปแบบ เริ่มจากแบบแรกพับพนักพิงเบาะหลังลงมาด้านหน้าราบลงมา ก็จะได้พื้นเรียบๆ ช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่สำหรับการวางบนพื้นที่เรียบเพื่อสะดวกในการเคลื่อนย้าย   หากมีความสูงของวัสดุที่จัดเก็บอย่างพวกจักรยาน ก็สามารถยกพื้นเบาะหลังขึ้นไปยึดติดกับพนักพิงเบาะหลังแค่นี้ก็วางสิ่งของที่มีความสูงอย่างจักรยาน หรือ กระถางต้นไม้ได้แล้ว และใครที่ชอบเล่นชอบวินเซิร์ฟก็ต้องมีพื้นที่ยาวๆ ในการจัดเก็บภายในรถ ไม่ยากแค่พับพนักพิงด้านหน้าลงมาซ้อนทับกับเบาะหลังที่พับเก็บในแบบแรก สัมภาระยาวๆ ก็ไม่ยุ่งยากในการขนย้ายแล้ว และแบบสุดท้ายเหมาะกับคนที่ชอบเดินทางบางครั้งอาจจะต้องอยู่ในรถนานๆ การปรับเอนเบาะนั่งปกติไม่สามารถสร้างความสบายในการพักผ่อนได้ ก็สามารถพับพนักพิงเบาะคู่หน้าเอนราบมาทางด้านหลังแค่นี้ก็ได้พื้นที่สำหรับนอนพักภายในรถได้อย่างผ่อนคลาย

   HONDA JAZZ RS รุ่นใหม่ล่าสุด ยังคงขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว i-VTEC ขนาด 1.5 ลิตร รองรับพลังงานทางเลือก E85    ให้กำลังสูงสุด 117 แรงม้า ด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 146 นิวตัน-เมตรที่ 4,700 รอบต่อนาที พร้อมด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT ที่ได้รับการพัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีมฮอนด้าการรันตีอัตราเร่งและประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม พร้อมตอบสนองทุกการขับขี่ด้วยระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยแบบ 7 สปีด สะดวกสบายด้วยระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ พร้อมระบบช่วยการขับขี่แบบประหยัดน้ำมัน ECO Assist  และระบบ Eco Coaching ระบบแสดงผลการขับขี่แบบประหยัดน้ำมัน ที่ช่วยแนะนำให้ผู้ขับขี่ใช้เชื้อเพลิงอย่างรู้คุณค่า โดยจะแสดงผลด้วยการเปลี่ยนสีที่มาตรวัดเรืองแสง และ Econ Mode ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยลดการใช้พลังงานสิ้นเปลือง โดยระบบจะปรับการทำงานของเครื่องยนต์ ลิ้นปีกผีเสื้อและเกียร์ให้ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งปรับการทำงานของระบบปรับอากาศและการหมุนเวียนอากาศภายในห้องโดยสารให้เหมาะสม ช่วยให้เครื่องยนต์ใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

   สมรรถนะการขับเคลื่อนของเครื่องยนต์เมื่อประกบคู่เกียร์ซีวีทียุคใหม่ จุดเด่นประเด็นหลักจะอยู่ที่ความประหยัดน้ำมันที่มีมากขึ้น โดยเฉพาะการขับขี่เดินทางด้วยความเร็วคงที่ ช่วงความเร็วระดับ 100 กม.ต่อชม. รอบเครื่องยนต์ค่อนข้างต่ำอยู่ที่ 1900 รอบ/นาที เท่านั้นเอง โดยอัตราบริโภคที่ได้จะทะลุเกิน 15 กม./ลิตร  แต่ถ้าเท้าหนักใช้ความเร็วคงที่สลับกับการเร่งแซงบ่อยๆอัตราบริโภคจะลดลงเหลือ 13 -14  กม./ลิตรโดยประมาณ แต่ในการทดลองขับของเรามีทั้งการขับใช้งานในเมืองรถติดเล็กน้อยและช่วงเดินทางถนนโล่ง อัตราบริโภคน้ำมันที่วัดได้อยู่ที่ประมาณ 14-15 กม./ลิตร  ส่วนกรณีที่ใช้น้ำมัน E85 อัตราบริโภคน้ำมันโดยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นราวๆ 25% เมื่อเทียบกันก็ยังถือว่าคุ้มเพราะราคา E85 ต่ำกว่าน้ำมันเกรดอื่นมาก

   สมรรถนะการใช้งานทั่วๆ ไป ก็ยังมีจุดเด่นที่การขับขี่คล่องตัว สะดวกสบายควบคุมง่าย อัตราเร่งรองรับการใช้งานได้ดีตั้งแต่ช่วงออกตัวเร่งได้เร็ว  ช่วงความเร็วกลาง ๆ อาจด้อยลงไปบ้างแต่ก็เพียงพอต่อการใช้งาน  เรื่องการเร่งแซงก็ไม่เป็นปัญหาสามารถเร่งแซงในช่วงความเร็วที่เหมาะสมได้ทันใจดี  ส่วนเรื่องการควบคุมรถพวงมาลัยไฟฟ้าให้น้ำหนักปานกลาง ไม่หนักหรือเบามือเกินไป ให้ความมั่นใจพอสมควรในการควบคุมรถทั้งช่วงเข้าโค้งและเมื่อใช้ความเร็วสูง 

   นอกจากนี้ HONDA JAZZ RS ยังให้การเกาะถนนที่ดีไม่เป็นรองคู่แข่งในคลาสเดียวกัน ด้วยการเซ็ทช่วงล่างพอดีๆประมาณว่า นิ่มแต่ไม่ย้วย แข็งแต่ก็ไม่กระด้าง  ทั้งยังเพิ่มความมั่นใจด้วยระบบรักษาเสถียรภาพการทรงตัว (VSA) ติดตั้งมาให้ในทุกรุ่น เมื่อทำงานร่วมกับระบบเบรกเอบีเอสที่ติดตั้งทุกรุ่นเช่นเดียวกัน จึงช่วยเสริมความมั่นใจและเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น!

   สำหรับการทำตลาด HONDA JAZZ รุ่นปรับโฉมใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 6 รุ่น ได้แก่ รุ่น RS+ ราคา 754,000 บาท , รุ่น RS ราคา 739,000 บาท , รุ่น V+ ราคา 694,000 บาท, รุ่น V ราคา 654,000 บาท , รุ่น S CVT ราคา 594,000 บาท และรุ่น S MT ราคา 555,000 บาท

 

TEST DRIVE : CHEVROLET COLORADO HIGH COUNTRY STORM ความเร้าใจ ประดุจเจ้าพายุ !

Wednesday, 05 July 2017 14:03

   CHEVROLET COLORADO HIGH COUNTRY STORM รุ่นตกแต่งพิเศษ พัฒนาต่อยอดมาจาก COLORADO HIGH COUNTRY รุ่นล่าสุด  เน้นเพิ่มความโดดเด่นด้วยการตกแต่งรูปลักษณ์ใหม่ ให้ความหล่อเร้าใจในสไตล์สปอร์ตจากชุดแต่งโทนสีดำเต็มคัน ช่วยเสริมเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร

   CHEVROLET COLORADO HIGH COUNTRY STORM  ถูกวางตำแหน่งการทำตลาดให้เป็นรถกระบะรุ่นสูงสุด (ON TOP) ของรถกระบะเชฟโรเลตที่ทำตลาดประเทศไทยเวลานี้  รูปลักษณ์ภายนอกสะดุดตาด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งสีดำเน้นความดุดันบึกบึน  ไล่ตั้งแต่สปอร์ตบาร์สีดำดีไซน์รับกับกระบะท้ายอย่างลงตัว  กระจกมองข้างแต่งสีดำ  มือจับเปิดปิดประตูด้านข้าง  มือจับเปิดฝาท้าย  เส้นขอบหน้าต่าง และกันชนท้ายพร้อมเซ็นเซอร์ถอยหลัง  รวมถึงล้ออัลลอยใหม่ดีไซน์สปอร์ตขนาด 18 นิ้ว ล้วนออกแบบใหม่มาในโทนสีดำเข้มทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังมาพร้อมสติกเกอร์สีดำเสริมความโหดบนฝากระโปรงหน้าพร้อมโลโก้ High Country  และสติกเกอร์ STORM ตกแต่งด้านข้างตัวรถลายสปอร์ต สามารถบ่งบอกความพิเศษเฉพาะรุ่นได้อย่างชัดเจน

   CHEVROLET COLORADO HIGH COUNTRY STORM รุ่นที่ทดลองขับ ให้ความสง่างามขึ้นอีกขั้นด้วยสีตัวถังใหม่  Blue Me Away สีน้ำเงินเมทัลลิกที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีสีแดง Pull Me Over Red สีดำ Black Meet Kettle Metallic สีขาว Summit White สีเทาเมทัลลิก Satin Steel Grey Metallic และสีน้ำตาลเมทัลลิก Auburn Brown Metallic เป็นทางเลือกให้กับลูกค้าตามใจชอบ

   ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบและติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆในสไตล์เดียวกับ  COLORADO  HIGH COUNTRY รุ่นล่าสุดที่ได้รับการพลิกโฉมใหม่ช่วงกลางปี 2016  การออกแบบให้ความโดดเด่นตั้งแต่แผงแดชบอร์ดและแผงหน้าปัดใหม่ดูหรูหราและทันสมัยให้อารมณ์คล้ายรถเอสยูวี ขณะที่คอนโซลกลางก็ถูกปรับดีไซน์ใหม่ทำให้ใช้งานได้ง่ายดายมากขึ้น การจัดวางตำแหน่งเน้นความสะดวกสบายด้วยหน้าจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว พร้อมระบบอินโฟเทนเมนท์ มายลิงค์ ที่รองรับแอปเปิล คาร์เพลย์  สามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์ทั้งโทรเข้า-ออก หรืออ่านและตอบข้อความด้วยเสียง ผ่านฟังก์ชั่นสิริ อายส์ฟรี และซอฟต์แวร์สั่งงานด้วยเสียง ทำให้ผู้ขับไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย  ส่วนการตกแต่งอุปกรณ์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นแผงข้างประตู และเบาะที่นั่งใหม่จะให้ความหรูหราเรียกว่ามีความพรีเมียมมากกว่า COLORADO รุ่นมาตรฐานอย่างชัดเจน  แต่สิ่งที่สะกิดใจทำให้รู้สึกถึง COLORADO รุ่นเดิมก่อนปรับโฉมคือพวงมาลัยแบบ 3 ก้านหุ้มหนังที่ยกของรุ่นเดิมมาใช้ทั้งชุด แม้ว่าจะปรับปรุงการบังคับเลี้ยวใหม่มาใช้ระบบพวงมาลัยไฟฟ้า (EPS) ที่ช่วยให้การควบคุมรถต่างจากรุ่นเดิมชัดเจน สามารถขับขี่ในเมืองได้คล่องตัวด้วยน้ำหนักที่เบาสบาย  และจะเพิ่มน้ำหนักขึ้นตามความเร็วในการขับขี่ เมื่อใช้ความเร็วสูงต้องบอกว่าให้น้ำหนักในการควบคุมรถที่ดีมากไม่เบาและไวเหมือนพวงมาลัยไฟฟ้าที่คุ้นเคยในรถยนต์นั่งทั่วๆไป ขณะเดียวกันก็ไม่หนักมือ ช่วงความเร็วต่ำเวลาเลี้ยวไม่ต้องใช้กำลังเยอะเหมือนพวงมาลัยเพาเวอร์แบบปกติที่รถกระบะนิยมใช้ในปัจจุบัน

   CHEVROLET COLORADO HIGH COUNTRY STORM ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์บล็อคใหม่ล่าสุด ดูราแม็กซ์ แบบ  4 สูบ ดีเซลเทอร์โบ ขนาด 2.5 ลิตร  กระตุ้นกำลังด้วยระบบเทอร์โบแปรผันหรือ VGT (Variable Geometry Turbocharger) ให้พละกำลังมากถึง  180 แรงม้า  ที่ 3,600 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด  440 นิวตันเมตร  ที่รอบต่ำ 2,000 รอบต่อนาที เครื่องยนต์ที่ผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 4  ส่งกำลังขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด รุ่นที่ทดลองขับมาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ ช่วงขับแบบออนโรดก็ขับเคลื่อน2ล้อหลังปกติ (2H)  แต่ถ้าต้องการใช้งานแบบลุยๆก็สามารถปรับเปลี่ยน มาใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อได้จากสวิทซ์ที่อยู่ใกล้กับคอนโซลเกียร์ โดยเลือกใช้ได้ทั้ง  แบบ 4Lเน้นลุยหนัก  และ 4H ขับเคลื่อน 4 ล้อความเร็วสูง ซึ่งการทดลองขับเราลองเฉพาะ  4H ควบผ่านทางลูกรัง และการขับฝ่าฝนตกหนักในบางช่วง  ด้วยกำลังขับเคลื่อนที่มีอย่างเหลือเฟือและการกระจายกำลังขับเคลื่อนทั้งล้อหน้าและหลังอย่างเหมาะสม  ช่วยให้การขับขี่เป็นไปได้อย่างง่ายดาย  ควบคุมรถได้อย่างมั่นใจ  พร้อมกันนี้ยังผสานกับช่วงล่างที่แข็งแกร่ง ยึดเกาะถนนได้ดี  ผู้ขับแค่มีสติควบคุมรถไปตามเส้นทางที่เหมาะสมก็สามารถผ่านทุกอุปสรรค์ไปได้สบายๆ และการขับขี่ผ่านทางลาดชันมากๆ ยังมีระบบป้องกันการไหลของรถเมื่อขึ้นทางลาดชัน (Hill Start Assist หรือ HSA) และระบบควบคุมความเร็วของรถขณะลงทางลาดชัน (Descent Control หรือ HDC) ค่อยช่วยสนันสนุนการควบคุมรถให้ปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น

   การทดลองขับแบบออนโรด เราใช้เส้นทางสบายๆกรุงเทพฯ-อยุธยา ไปกลับประมาณ 150 กม.  สิ่งที่สัมผัสได้ชัดเจนคืออัตราเร่งมาแบบเร้าใจตั้งแต่ออกตัว ไล่สเต็บไปจนถึงความเร็วปลายที่ให้ความแรงแบบต่อเนื่อง  เรื่องความแรงของเครื่องยนต์ในการใช้งานจึงไม่เป็นปัญหาสำหรับรถกระบะรุ่นนี้  ส่วนการบังคับควบคุมรถผ่านพวงมาลัยไฟฟ้าก็ให้ความรู้สึกที่ดีทั้งความแม่นยำและให้น้ำหนักในการเลี้ยวที่เหมาะสมทุกช่วงความเร็ว   การเก็บเสียงรบกวนภายในห้องโดยสารก็ถือว่าดีมาก ทั้งความเงียบของลมปะทะ เสียงใต้ท้องรถ  และเสียงรบกวนจากเครื่องยนต์ที่เงียบและนิ่งมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการติดตั้งวัสดุดูดซับเสียงรบกวนบริเวณหัวฉีด พร้อมยางรองตัวถังและยางรองแท่นเครื่องยนต์แบบใหม่ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ ทำให้มีระดับเสียงและแรงสั่นสะเทือนภายในห้องโดยสารลดลง  นอกจากนี้การขับขี่ทางตรงและโค้งกว้างๆ จากการปรับเช็ตช่วงล่างโดยเฉพาะโช้คอัพแบบไดเกรสซีฟ และปรับค่าแหนบที่เน้นการซับแรงกระแทกได้ดีขึ้น ทำให้การขับขี่มีความผ่อนคลาย นุ่มนวลนั่งและขับสบายมากขึ้น  ซึ่งการโยนตัว ยวบหยาบ แอบกระด้างนิดๆที่เคยพบใน COLORADO รุ่นก่อนหน้านี้ได้หมดไปจากความทรงจำเรียบร้อยแล้ว

   การทดลองขับบางช่วงยังมีโอกาสได้ทดลองระบบเสริมความปลอดภัยใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบแจ้งเตือนเมื่อออกจากช่องจราจร (Lane Departure Warning) ซึ่งจะมีเสียงสัญญาณเตือนบนแผงหน้าปัดเป็นระยะเมื่อขับออกนอกเลนไปเหยียบเส้นปะถนน  และระบบเตือนการชนด้านหน้าเมื่อขับเข้าใกล้รถคันหน้าในระยะกระชั้นชิดเสี่ยงต่อการชนก็จะมีเสียงพร้อมแถบไฟและสัญลักษณ์โชว์ที่แผงหน้าปัด นอกจากนี้ยังมีระบบเสริมความปลอดภัยอื่นๆที่น่าสนใจทั้งระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง ,เซ็นเซอร์ตรวจจับน้ำฝน , ไฟหน้าเปิด/ปิดอัตโนมัติ และฟังก์ชั่นรีโมทสตาร์ทครั้งแรกในรถกระบะ ฟังก์ชั่นนี้เป็นประโยชน์อย่างมากเวลาจอดกลางแจ้งด้วยการสตาร์ทเครื่องยนต์ได้จากกุญแจ พร้อมเปิดระบบปรับอากาศอัตโนมัติ เพื่อให้ห้องโดยสารเย็นสบายก่อนขึ้นรถ

   นอกจากนี้ CHEVROLET COLORADO HIGH COUNTRY STORM รุ่นล่าสุดยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยเต็มเพียบทั้งแบบแอคทีฟและแพสซีฟครบครัน ไล่ตั้งแต่ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีทั้งขณะออกตัวและในโค้ง Traction Control System (TCS) ,ระบบรองรับการเบรกกะทันหัน Panic Brake Assist (PBA) ,ระบบกระจายแรงเบรก Electronic Brake Force Distribution (EBD) ,ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว Electronic Stability Control (ESC) , ระบบป้องกันการพลิกคว่ำ (Anti Rolling Protection) ,ระบบความคุมเสถียรภาพขณะลากจูง (Trailer Sway Control) พร้อมกับถุงลมนิรภัยคู่หน้าสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ตลอดจนถุงลมนิรภัยป้องกันหัวเข่าสำหรับผู้ขับขี่ 

   ส่วนการทำตลาดมีให้เลือก 2 รุ่น คือ COLORADO HIGH COUNTRY STORM 2.5L ขับเคลื่อน2ล้อ เกียร์อัตโนมัติ ราคา 1,028,000 บาท และCOLORADO HIGH COUNTRY STORM  2.5L ขับเคลื่อน 4 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ ราคา 1,098,000 บาท

 
 

TEST DRIVE : TOYOTA INNOVA CRYSTA เอ็มพีวีหรูบนพื้นฐานของความแข็งแกร่ง!

Sunday, 07 May 2017 15:11

   การทำตลาดรถอเนกประสงค์หรือเอ็มพีวีเมืองไทย  โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เริ่มบุกเบิกตลาดครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2547 เริ่มจาก Toyota WISH และตามมาด้วย Toyota INNOVA ในปีเดียวกัน ด้วยชื่อเสียง คุณภาพ สมรรถนะการขับขี่ ประโยชน์ใช้สอย ทำให้เอ็มพีวีจากโตโยต้าสามารถครองใจลูกค้าชาวไทยได้ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา และเป็นผู้นำตลาดรถอเนกประสงค์ในประเทศไทย ด้วยยอดจำหน่ายรวมกว่าหนึ่งแสนคัน

   TOYOTA INNOVA CRYSTA  พัฒนาภายใต้พื้นฐานเดียวกับไฮลักซ์ รีโว่ ที่แข็งแรงทนทานแบบรถปิคอัพ  แต่ออกแบบใหม่หมดตามแบบฉบับรถเอ็มพีวีหรูขนานแท้ (Premium Crossover MPV) สะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ที่สามารถตอบรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ด้วยความหรูหราและสะดวกสบาย และสร้างความภาคภูมิใจในการครอบครอง โดยทีมวิศวกรโตโยต้าได้สร้างสรรค์  INNOVA CRYSTA  จากความเข้าใจความต้องการที่ปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกและภายในที่โดดเด่น หรูหราแตกต่างจากเอ็มพีวีทั่วไป ภายในห้องโดยสารมีพื้นที่กว้างขวางให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Living room like” เติมเต็มด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน พร้อมปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้หลากหลาย  เหมาะสำหรับชีวิตประจำวันที่มีกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ

   รูปลักษณ์ภายนอกโดดเด่นตั้งแต่แรกพบใบหน้าหล่อมาดหรูต่างจากรีโว่ชัดเจน กระจังหน้าแต่งโครเมียมพร้อมสเกิร์ต ในรุ่น V และ G   พร้อมไฟหน้า LED Projector และไฟ Daytime Running Lights ปลอดภัยสะกดทุกสายตา เสริมด้วยไฟตัดหมอกช่วยเพิ่มทัศนะวิสัยขณะฝนตกหรือหมอกลง  ด้านท้ายเรียบหรู ไฟท้ายโดดเด่นมองเห็นเด่นชัดในระยะไกล กระจกมองมาข้างพร้อมไฟเลี้ยวและไฟ Welcome Light  พร้อมระบบช่วยปิดประตูท้าย ตอบรับความสะดวกสบายทุกครั้งที่ใช้งาน  เสาอากาศแบบ Shark Fin เสริมความสปอร์ต  ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ดีไซน์เรียบหรูสง่างาม และแอร์โรไดนามิก ฟิน บริเวณกระจกมองข้างและไฟท้าย ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ช่วยลดแรงปะทะของลม

   ภายในห้องโดยสารยกระดับความหรูหราอย่างชัดเจน เพียบพร้อมด้วยฟังก์ชันล้ำสมัย ไฟส่องสว่างในห้องโดยสารแบบซ่อนฝ้า PREMIUM ILLUMINATION LED เสริมความพรีเมียมสร้างบรรยากาศในการเดินทาง พร้อมแผงควบคุมไฟห้องโดยสารและเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน พวงมาลัยมัลติฟังชั่นควบคุมความบันเทิงครบถ้วน มาตรวัดเรืองแสง Optitron พร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID หน้าจอสีแบบ TFT  คมชัดทุกรายละเอียด ออกสตาร์ทด้วยปุ่ม Push Start สะดวกเพียงปลายนิ้วสัมผัส เข้าและออกรถได้สบายด้วยระบบ Smart Entry ควบคุมการล็อก-ปลดล็อกประตู เพียงพกกุญแจ Smart Key  เบาะนั่งแถวที่ 2 แบบ Captain Seat เพิ่มความเป็นส่วนตัวด้วยเบาะแยกพร้อมที่พักแขน ในรุ่นท๊อปมีระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control  รักษาความเร็วให้คงที่โดยไม่ต้องเหยียบคันเร่ง และภาคบันเทิงมาพร้อม DVD & NAVIGATOR ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว พร้อมรองรับระบบ T-CONNECT พร้อมช่องต่อ USB เชื่อมต่อทุกความบันเทิงเต็มรูปแบบ

   เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง ลงตัวกับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายกว่าด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระกว้างขวางเพิ่มหรือลดขนาดด้วยการปรับเปลี่ยนเบาะแถว 2 และ 3 ทั้งแบบ Privy Relaxed   แบบ Long Space และ แบบ Rear Space สามารถปรับเลื่อนที่นั่งด้านหน้า Easy Slide Front ช่วยเพิ่มพื้นที่ให้ผู้โดยสารแถวที่ 2  ระบบปรับพับเบาะจังหวะเดียว 1-Touch Tumble เพิ่มความสะดวกสบายในการปรับเบาะ ช่องเก็บของแบบ Cool Box เติมเต็มความสดชื่นตลอดการเดินทางและ ที่วางของอเนกประสงค์ Seat Back Table

   การทดลองขับแบบใช้งานจริงครั้งนี้จะเน้นไปที่รุ่นท็อป 2.8V เครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 2.8 ลิตร GD EFFICIENT BOOST แบบ 4 สูบ  ให้กำลังสูงสุด 174 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 360 นิวตันเมตร ที่ 1,200 – 3,400 รอบ/นาที(ช่วงรอบการทำงานต่ำกว่ารีโว่)   พร้อมการตอบสนองทุกการขับเคลื่อนหนักแน่นตามสไตล์เครื่องยนต์ดีเซลที่กระตุ้นพลังด้วยระบบเทอร์โบแบบแปรผัน  จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อม Sequential Shift ส่งกำลังได้อย่างต่อเนื่องตอบสนองทันใจ แถมยังฉลาดพอที่จะรู้ว่าเราขับอยู่ในภูมิประเทศเช่นไรจะจัดการปรับเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ให้เหมาะสมแม้จะอยู่ในตำแหน่ง D เพียงสถานเดียว พร้อมสวิตช์ปรับรูปแบบการขับขี่ Drive Mode Switch ตอบสนองทุกสภาพการขับขี่ ทั้งแบบประหยัด Eco Mode และแบบเต็มสมรรถนะ Power Mode  สมรรถนะการขับขี่โดยรวมค่อนข้างชื่นชอบสมรรถนะของเครื่องยนต์ที่ให้พลังขับเคลื่อนอย่างพอเพียงทั้งจังหวะออกตัวและเร่งแซง เรียกว่าแบกน้ำหนักตัว 1.8 ตัน ได้สบาย โดยอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง อยู่ที่ประมาณ 11 วินาที การเดินทางด้วยความเร็วคงที่รอบเครื่องยนต์ค่อนข้างต่ำ ที่ความเร็ว 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง อยู่ที่ประมาณ 1,600 รอบ/นาที ขยับขึ้นไป 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง อยู่ที่ประมาณ 1,800 รอบ/นาที รอบเครื่องจัดว่าต่ำว่ารีโว่พอสมควรแม้ว่าจะใช้เครื่องยนต์บล็อกเดียวกัน ตรงนี้จะเป็นข้อดีในเรื่องของความประหยัดในการเดินทาง ซึ่งเราใช้ความเร็วในการขับขี่ประมาณมาณ 100-120 กิโลเมตร/ชั่วโมง อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 14-15 กิโลเมตร/ลิตร

   ส่วนเรื่องการทรงตัวระบบกันสะเทือนหน้าและหลังเซ็ทอย่างเหมาะสมให้การขับขี่ที่นุ่มนวล และทรงตัวได้อย่างมั่นใจทั้งช่วงความเร็วสูงและการขับเข้าโค้งแรงๆ แต่น่าเสียดายก็ตรงที่ระบบบังคับเลี้ยวยังเป็นพวงมาลัยพาวเวอร์แบบไฮดรอลิค ซึ่งมีผลในด้านความคล่องตัวในการขับขี่พอสมควร โดยให้อารมณ์การควบคุมรถคล้ายๆรีโว่และฟอร์จูนเนอร์ ค่อนข้างหนักมือไปนิดในช่วงความเร็วต่ำรวมไปถึงการถอยจอดต้องใช้กำลังมากหน่อย  ระบบเบรกหน้าดิกส์หลังดรัมพร้อม ABS ป้องกันล้อล็อกและลื่นไถลช่วยให้ควบคุมรถไว้ใจได้ ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Hill-start Assist Control ป้องกันรถไหล ขณะออกตัวบนทางลาดชัน ระบบควบคุมการทรงตัว VSC และ TRC ควบคุมรถให้ทรงตัวอย่างมั่นคงบนทางโค้ง หรือถนนที่เปียกลื่น และป้องกันอาการล้อหมุนฟรี ซึ่งเป็นสาเหตุให้รถลื่นไถลเสียการทรงตัว พร้อมกล้องมองหลังพร้อมฟังก์ชันการมองเห็นปรับเปลี่ยนได้ 3 รูปแบบ ช่วยให้ถอยจอดได้อย่างแม่นยำและปลอดภัยยิ่งขึ้น

   การทำตลาด TOYOTA INNOVA CRYSTA  แบ่งเป็น 3 เกรด รุ่นท๊อป 2.8V  ราคา 1,399,000 บาท2.8G ราคา 1,235,000 บาท          และ 2.0E   เกียร์ธรรมดา (เครื่องยนต์เบนซิน) ราคา 1,129,000 บาท สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั้ง 459 แห่งทั่วประเทศ

 

TEST DRIVE : ALL-NEW HONDA CR-V ยกระดับทุกมิติการขับเคลื่อน!

Sunday, 04 June 2017 16:42

   บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เชิญสื่อมวลชนไทย ร่วมทดลองขับ ฮอนด้า ซีอาร์-วี  เจเนอเรชั่นที่ 5  ในรูปแบบของการใช้งานจริงเป็นครั้งแรกในเมืองไทย ภายใต้เส้นทาง ภูเก็ต-พังงา รวมระยะทางประมาณ 280 กิโลเมตร โดยมีให้สัมผัสครบรุ่น ทั้งเครื่องยนต์ใหม่ดีเซล 1.6 ลิตร i-DTEC DIESEL TURBO และเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 2.4 ลิตร DOHC i-VTEC ซึ่งเปรียบเทียบให้เห็นถึงสมรรถนะความแตกต่างในการใช้งานของเครื่องยนต์ทั้งสองรุ่นได้อย่างชัดเจน

   การพัฒนา ฮอนด้า ซีอาร์-วี ในทุกเจเนอเรชั่น จะได้รับการยกระดับทั้งรูปลักษณ์และสมรรถนะด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆมาให้ชาวไทยได้สัมผัสอย่างต่อเนื่อง เรียกว่าเราสามารถเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นในทุกเจเนอเรชั่น  และฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 5 ทางทีมวิศวกรฮอนด้ายังได้รับฟังความคิดเห็นและเสียงสะท้อนจากลูกค้าในทุกภูมิภาคทั่วโลก เพื่อทำการวิจัยและพัฒนา ให้ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ เป็นยนตรกรรมเอสยูวีที่จะมาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาด SUV อีกครั้ง ทั้งในด้านภาพลักษณ์การออกแบบ สมรรถนะการขับขี่และฟังก์ชั่นการใช้งานที่ล้ำสมัย แต่ทั้งนี้ทั้งก็ยังคงเอกลักษณ์ของ ฮอนด้า ซีอาร์-วี เช่นเดียวกับทุกเจเนอเรชั่น โดยเฉพาะสไตล์ของรถเอสยูวีในเมืองที่เน้นความหรูหรา ทันสมัย ใช้งานได้อย่างอเนกประสงค์ และที่สำคัญต้องขับขี่ได้อย่างคล่องตัวในทุกรูปแบบการใช้งาน

   แรกเห็นต้องยอมรับว่าการดีไซน์รูปลักษณ์ภายนอกมีความแตกต่างจากเจเนอเรชั่นที่แล้วอย่างชัดเจน โดยเฉพาะตัวถังมีความบึกบึน รูปทรงแบนลาดเทในสไตล์รถครอสโอเวอร์กึ่งเอสยูวี พร้อมเส้นสายที่โฉบเฉี่ยว สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแรงและสปอร์ต  ตัวถังด้านหน้าได้ถูกออกแบบให้ยาวขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับหลักอากาศพลศาสตร์ โอเวอร์แฮงค์ด้านหลังสั้นลง และเพิ่มระดับความสูงของพื้นที่ใต้ท้องรถเหมาะกับสภาพถนนช่วงนี้ที่น้ำท่วมบ่อย อีกทั้งการออกแบบซุ้มล้อให้กว้าง และขยายระยะฐานล้อให้ยาวขึ้น ยังช่วยเพิ่มความกว้างขวางของพื้นที่เบาะหลัง ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ฮอนด้ามุ่งเน้นคือการออกแบบภายนอกที่สมดุลย์เอื้อประโยชน์ให้ห้องโดยสารกว้างสบายมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  

   มุมมองด้านหน้ามีดีไซน์ทันสมัยมากขึ้นเน้นความลงตัวของกระจังหน้าโครเมี่ยมที่มีรูปทรงสอดรับกับชุดกรอบไฟหน้าอย่างกลมกลืน ซึ่งชุดไฟหน้า รวมถึงไฟท้ายดีไซน์ใหม่จะเป็นแบบ LED ตามยุคสมัย และเสริมความปลอดภัยในทุกช่วงเวลากับไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน (Daytime Running Light ) และบริเวณกันชนในรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลมาพร้อมไฟตัดหมอกแนวนอนแบบ LED ส่วนรุ่นเครื่องยนต์เบนซินไฟตัดหมอกจะเป็นทรงกลมปกติ ซึ่งดีไซน์ตรงนี้จะเป็นเพียงจุดเดียวที่สามารถสังเกตุเห็นความแตกต่างระหว่างรุ่นท็อปของเครื่องยนต์ดีเซลและเบนซิน ได้อย่างชัดเจน

   ภายในห้องโดยสารเน้นการออกแบบที่สวยสวยงามตามเทรนด์ของรถยนต์ฮอนด้ายุคใหม่ และให้ความอเนกประสงค์ในการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะความกว้างขวางในห้องโดยสารมีพื้นที่ใช้ส้อยมากขึ้น จากมิติตัวรถที่ใหญ่ขึ้นทั้งความกว้าง ความยาว ความสูง และระยะฐานล้อที่เพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม  ซึ่งความกว้างใหญ่ของห้องโดยสารสามารถพัฒนาให้เบาะโดยสารเป็นแบบ 3 แถว  7 ที่นั่งเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก  พร้อมสะท้อนความหรูหราผ่านการตกแต่งเบาะหนังสีดำ แผงคอนโซลด้านหน้าขนาดใหญ่ที่ตกแต่งเส้นสายด้วยลายไม้และวัสดุสี Piano Black อีกทั้งครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกระดับพรีเมียม อาทิ ระบบเกียร์ไฟฟ้าที่ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยสวิตช์ (Shift by Wire) ให้ความสะดวกสบายในการเปลี่ยนเกียร์ขณะขับขี่ด้วยปุ่มบริเวณคอนโซลกลาง   เบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมปุ่มปรับดันหลังไฟฟ้า 4 ทิศทาง ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ i-Dual Zone  ระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารแถว 2 และ 3ติดตั้งบริเวณเพดานหลังคา อีกทั้งเพิ่มช่องเชื่อมต่อ USB ช่องเชื่อมต่อ HDMI และช่องจ่ายไฟสำรองบริเวณช่องแอร์ด้านหลังคอนโซลกลาง  เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานของผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกตำแหน่ง นอกจากนี้ยังสามารถเปิดฝากระโปรงหลังแบบไม่ต้องใช้มือ (Hands-free Access) เป็นระบบที่ช่วยทำให้การเปิดฝากระโปรงท้ายทำได้อย่างง่ายดาย ระบบจะทำงานอย่างง่ายดายด้วยการยื่นเท้าเข้าไปใต้กันชน โดยจะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว 2 ตัวติดตั้งเอาไว้ที่ตรงกลางของตัวรถ (ตัวแรกอยู่ด้านใต้คานด้านใน ส่วนอีกตัวจะอยู่ที่ใต้กันชนหลัง) เซ็นเซอร์สามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวเพื่อให้ประตูเปิด จะเหมาะสำหรับการที่ผู้ใช้รถแบกของหรือสัมภาระมายังรถและไม่สามารถใช้มือกดเปิดได้  โดยระบบนี้จะสามารถทำงานได้ผู้ขับจะต้องมีกุญแจรถอยู่ที่ตัวเท่านั้น

   ในส่วนของเทคโนโลยีใหม่ๆที่ช่วยอำนวยความสะดวกและเสริมความปลอดภัยในการขับขี่ ฮอนด้า ซีอาร์-วี รุ่นล่าสุดนี้ ก็ติดตั้งมาให้แบบจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็นระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ  Apple CarPlay (เฉพาะสมาร์ทโฟนบางรุ่น) ควบคุมฟังก์ชั่นความบันเทิง พร้อมระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth) พร้อมส่งพลังเสียงผ่านลำโพง 8 ตำแหน่ง ด้วยลำโพง 4 ตัว บริเวณประตูด้านหน้า 2 ตัว อีก 2 ตัว บริเวณประตูด้านหลัง และทวีตเตอร์ จำนวน 4 ตัว  ติดตั้งบริเวณเสา A-Pillar 2 ตัว และอีก 2 ตัวที่บริเวณประตูด้านหลัง , พวงมาลัยแบบ3ก้านรูปทรงเหมือนกับซีวิคใหม่เป็นแบบมัลติฟังก์ชั่น พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียง และปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์  , มาตรวัดมาพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ซึ่งสามารถแสดงผลฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย โดยสามารถเปลี่ยนข้อมูล และค้นหาตัวอักษรได้ง่ายด้วยปุ่มควบคุมบนพวงมาลัย , ติดตั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ที่ก้านพวงมาลัย , รุ่นเครื่องยนต์ดีเซลมาพร้อมระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Paddle Shift) ,  ติดตั้งระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ พร้อมระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ (Honda Smart Key System) และระบบนำทางเนวิเกเตอร์  อัพเดทพร้อมใช้งานมาจากโรงงาน

   การทดลองขับครั้งนี้จะเน้นไปที่รุ่นท็อปทั้งเครื่องยนต์ดีเซลรุ่น DT EL 4WD ราคา 1,699,000 บาท และเบนซิน รุ่น 2.4 EL 4WD ราคา 1,549,000 บาท โดยสลับกันขับช่วงละประมาณ 60-70 กิโลเมตร  ซึ่งเราเริ่มสัมผัสแรกบนพื้นผิวถนนเมืองไทยกันด้วยรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลใหม่ ขนาด 1.6 ลิตร i-DTEC DIESEL TURBO แบบ 4 สูบ ขนาด 1.6 ลิตร ได้รับการพัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม (Earth Dreams Technology) ให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุดที่ 350 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับระบบส่งกำลังใหม่แบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ที่ปรับเปลี่ยนเข้าสู่ยุคไร้คันโยกเกียร์ สามารถควบคุมตำแหน่งเกียร์ทั้ง P R  N D/S ผ่านปุ่มที่ติดตั้งบริเวณคอนโซลกลาง  ซึ่งเกียร์ชุดนี้ยังมีระบบป้องกันการกดตำแหน่งผิดพลาดขณะขับขี่ อาทิเช่นกรณีที่ขับขี่เกียร์ D ปกติ ถ้าเผลอไปกด ตำแหน่ง R เกียร์จะไม่เข้าแต่จะตัดไปที่ตำแหน่งN ในทันที หรือถ้ามีการใช้ความเร็วเกินกำหนดก็จะไม่สามารถเข้าเกียร์ P หรือ R ได้

   สำหรับจุดเด่นของเครื่องยนต์ดีเซลบล็อคนี้มีหลายด้านแต่ที่น่าสนใจมากที่สุด คือการเซ็ทระบบอัดอากาศหรือเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบ 2 จังหวะ (2-stage Turbocharger) ผสานการทำงานด้วยการควบคุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่รวดเร็วและแม่นยำเพื่อให้การตอบสนองทั้งกำลังแรงบิดและอัตราเร่งได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในทุกรอบความเร็ว  ประกอบด้วยเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่ทำงานในช่วงแรงดันสูง (High Pressure Turbo) และเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่ทำงานในช่วงแรงดันต่ำ (Low Pressure Turbo) โดยจะทำงานร่วมกันตั้งแต่รอบต้นที่ต้องการอัตราเร่งเพื่อใช้ในการออกตัว ซึ่ง High Pressure Turbo มีการติดตั้ง Variable Geometry Turbocharger (VGT) เพื่อช่วยในการตอบสนองต่ออัตราเร่งที่รวดเร็วทันใจในช่วงรอบต้น ช่วยลดการสูญเสียกำลังของเครื่องยนต์โดยไม่จำเป็น อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน เมื่อต้องการอัตราเร่งในช่วงความเร็วสูง Low Pressure Turbo ที่ควบคุมการทำงานผ่าน Waste gate Type Turbocharger จะช่วยเสริมการทำงานเพื่อให้ได้กำลังและแรงบิดที่สูงขึ้นในการขับขี่ โดย High Pressure Turbo และ Low Pressure Turbo จะมีการสลับการทำงานในช่วงกลางที่ความเร็วคงที่ เมื่อระบบทำงานผสานกันจะให้ประสิทธิภาพเพื่อการเผาไหม้อย่างสูงสุด

   สัมผัสแรกที่ได้จากเครื่องยนต์บล็อคนี้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ต้องบอกว่าสมรรถนะพอเพียงต่อการใช้งาน รองรับขนาดตัวถังใหญ่โต น้ำหนักตัวมากถึง 1,742 กิโลกรัม ได้อย่างสบาย โดยเฉพาะช่วงความเร็วต้น มีความจัดจ้าน เร่งได้ไวไปได้เร็ว เครื่องยนต์กับเกียร์ทำงานไหลลื่นต่อเนื่องตามรอบความเร็วได้อย่างลงตัว  การเร่งแซงตั้งแต่รอบต่ำถึงกลางทำได้มั่นใจตามน้ำหนักเท้า แต่ช่วงปลายรอบสูงมีอาการรอรอบแต่ก็ไหลไปได้แบบเรื่อยๆตามสไตล์เครื่องยนต์เล็กแรงม้าไม่มาก  ส่วนการควบคุมรถบนเส้นทางคดโค้งจากภูเก็ตไปพังงา สิ่งที่ชอบคือน้ำหนักและความแม่นยำของพวงมาลัย ควบคุมผ่านโค้งหลายๆแบบได้อย่างเป็นธรรมชาติ  รวมไปถึงการทรงตัวมีความมั่นคงด้วยตัวรถที่มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ และมีการขยายความกว้างช่วงล้อหน้า-หลัง ประกอบกับการใช้ระบบกันสะเทือนหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบมัลติลิงค์ที่มีการปรับแต่งเป็นพิเศษด้วยชุดโช้คอัพที่มีแรงเสียดทานต่ำ เสริมด้วยเหล็กกันโคลงด้านหน้า-หลัง จึงช่วยให้รถทรงตัวดีสามารถเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ และการเบรคหรือชะลอรถขอบอกสั้นๆง่ายๆว่าเบรคดีจับไวเอาอยู่ทุกจังหวะความเร็ว ! 

   ส่วนเรื่องอัตราการประหยัดน้ำมันของเครื่องยนต์ดีเซลใหม่ฮอนด้าเคลมที่ไว้  18.9 กิโลเมตร/ลิตร  เท่าที่ได้ลองของจริงก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะทำได้ง่ายๆ ในการขับใช้งานทั่วๆไป เพราะการทดลองครั้งนี้เราขับด้วยความเร็วต่อเนื่องประมาณ 90-140 กม/ชม. ผ่าฝนใต้บนเส้นทางคดโค้ง อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยแสดงบนหน้าปัดยังทำได้มากถึง 14-15 กิโลเมตร/ลิตร !!!

   สัมผัสต่อเนื่องด้วยเครื่องยนต์เบนซินในรุ่น 2.4 EL 4WD  เป็นเครื่องยนต์บล็อคเดียวกับซีอาร์-วี รุ่นที่แล้ว เป็นแบบ 4 สูบ ขนาด 2.4 ลิตร i-VTEC  16 วาล์ว ที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม ให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้า ที่ 6,200 รอบต่อนาที  แรงบิดสูงสุดที่ 224 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับเกียร์อัตโนมัติ CVT พร้อมรองรับพลังงานทางเลือก E85 สมรรถนะโดยรวมมีความต่างจากเครื่องยนต์ดีเซลหลายด้าน ที่เห็นชัดเจนคืออัตราเร่งช่วงออกตัว โดยส่วนตัวรู้สึกว่าช้ากว่าและใช้รอบสูงกว่าในการเร่งความเร็ว  แต่ช่วงความเร็วปลายใครที่ชอบขับรถเร็วจะมีความแรงสนุกเร้าใจมากกว่า   และการเร่งแซงหนักๆก็ต้องทำใจกับรอบที่ตวัดสูงพร้อมเสียงเครื่องยนต์ที่คำรามชัดตามนิสัยของเกียร์ซีวีที แต่ถ้ารู้จักและเข้าใจวิธีการขับรถเกียร์รูปแบบนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาถึงขั้นทำให้รำคาญใจ ส่วนช่วงล่างแม้ว่าจะใช้พื้นฐานเดียวกับรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล แต่มีการเซ็ทค่าความหนืดเฉพาะช่วงล่างด้านหน้าตามน้ำหนักของเครื่องยนต์ที่ต่างกัน (เครื่องยนต์เบนซินเบากว่าดีเซล) เมื่อควบคุมรถผ่านสภาพเส้นทางต่างๆในลักษณะการขับแบบเดียวกันจะรับรู้ได้ทันทีว่ารุ่นเครื่องยนต์เบนซินมีช่วงล่างที่นุ่มขับสบายมากกว่า แต่การขับเข้าโค้งก็จะมีการโยนตัวในโค้งมากกว่า ความมั่นใจในการควบคุมจึงน้อยกว่ากันพอสมควร  ซึ่งตรงนี้ก็น่าจะมาจากความตั้งใจของฮอนด้าในการเซ็ทช่วงล่างที่ให้ฟิลลิ่งการขับขี่ที่ต่างกัน เพื่อความชัดเจนในแง่ของทางเลือกในการทำตลาด

   สุดท้ายนี้ขอขอบคุณ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ในการอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดีเยี่ยม ตลอดการทดลองขับ ALL-NEW CR-V เจเนอเรชั่นที่ 5  ในครั้งนี้!!!

 
 

Page 1 of 23

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )