Blue Grey Red

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Autoplacemagazine.com แหล่งรวมข้อมูล ข่าวสาร ยานยนต์ ครบวงจร

.

TEST DRIVE

TEST DRIVE : MITSUBISHI TRITON ATHLETE สัมผัสครบทุกรูปแบบ เส้นทาง กรุงเทพ-เขาใหญ่

Sunday, 18 February 2018 16:21

   บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เชิญสื่อมวลชนไทยร่วมทดลองขับ MITSUBISHI TRITON ATHLETE รถกระบะระดับท็อปตกแต่งสไตล์สปอร์ตรุ่นล่าสุด ภายใต้เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ – เขาใหญ่ เปิดโอกาสให้สัมผัสครบทุกรูปแบบทั้งการขับขี่ทางไกลแบบออนโรด รวมถึงการฝึกทักษะการควบคุมบนทางออฟโรดและท้าพิสูจน์ความประหยัดน้ำมันในช่วงขึ้นและลงเขาใหญ่! รวมระยะทางกว่า 400 กิโลเมตร

   MITSUBISHI TRITON  ATHLETE    ถือเป็นรถกระบะระดับท็อปดีไซน์สปอร์ตใหม่ล่าสุด  เน้นการเพิ่มความโดดเด่นด้านรูปลักษณ์ ด้วยอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษรอบคัน ซึ่งเป็นของแท้จากโรงงานรวม 19 รายการ ไล่ตั้งแต่กระจังหน้าและกันชนหน้าดีไซน์ใหม่สีดำเข้ม  เสริมการตกแต่งด้วยสปอร์ตบาร์ สปอยเลอร์หลังปลายขอบกระบะ โป่งล้อแต่งสีดำ ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วลายสวยสีดำ และตกแต่งลายกราฟฟิกสีส้ม-ดำรอบคัน ช่วยเสริมโดดเด่นมองแล้วแตกต่างจาก TRITON รุ่นมาตราฐานอย่างชัดเจน 

   ภายในห้องโดยสารเน้นการตกแต่งพิเศษด้วยสีทูโทนส้ม-ดำ บริเวณหัวเกียร์และเบาะนั่งที่ผลิตจากหนังคุณภาพพร้อมเดินตะเข็บด้วยด้ายสีส้ม พร้อมเอกสิทธิ์พิเศษด้วยการปักชื่อรุ่น ATHLETE  ที่เบาะนั่งและที่พรมพื้น  นอกจากนี้ยังคงติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายมาให้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น หน้าจอสัมผัสพร้อมระบบเชื่อมต่อ Apple CarPlay1 ระบบควบคุมการสั่งงานด้วยเสียง และปุ่มรับสาย-วางสายโทรศัพท์ที่พวงมาลัย (เฉพาะรุ่น Double Cab Plus Athlete) รวมไปถึงการเสริมระบบความปลอดภัยเต็มเพียบ อาทิ ระบบลดกำลังเครื่องยนต์เพื่อช่วยเบรก (Brake Override System), ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) พร้อมระบบกระจายแรงเบรกอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) และระบบเสริมแรงเบรก (BA) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว พร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (ASTC – Active Stability and Traction Control) ,ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (Hill Start Assist System) และกล้องมองภาพหลังขณะถอยจอดพร้อมเส้นกะระยะ (Rear View Camera with Guiding Line) ฯลฯ

   กิจกรรมทดลองขับครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ค้นหาขีดจำกัดของคุณกับ MITSUBISHI TRITON ATHLETE” เปิดโอกาศให้สื่อมวลชนได้สัมผัสกับความสะดวกสบายของห้องโดยสารที่กว้างขวาง โอ่โถง และสมรรถนะในการขับขี่ที่หลากหลาย โดยเริ่มต้นการเดินทางในช่วงการจราจรที่หนาแน่นของกรุงเทพฯ จากใจกลางเมืองบนถนนสุขุมวิททดสอบความคล่องตัวในการขับขี่ ก่อนขึ้นทางด่วนและโทลเวย์ข้ามออกนอกเมืองไปยังชานเมืองย่านนวนครมุ่งสู่จุดหมายแรกคือ โชว์รูมมิซูบิชิ รีพับบลิค เพื่อเรียนรู้การทำงานของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Super Select 4WD II ของ TRITON ATHLETE ที่ยกชุดมาจาก PAJERO SPORT รุ่นล่าสุด ซึ่งมีการสาธิตการทำงานของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ในทุกโหมดการใช้งาน เริ่มจากโหมด 4H ระบบขับเคลื่อน4ล้อแบบ Full Time – All Wheel Control ซึ่งระบบนี้จะแบ่งการส่งกำลังลงสู่ล้อหน้า 40%และล้อหลัง 60 % เน้นใช้งานบนสภาพถนนเปียกลื่นด้วยความเร็วที่พอเหมาะทำให้รถมีการทรงตัวที่ดีควบคุมรถง่ายขึ้น   จากนั้นลองบิดสวิทซ์ควบคุมที่อยู่หลังคอนโซลเกียร์เข้าสู่โหมด 4HLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วสูง ระบบนี้คล้ายๆกับการขับรถออฟโรดแบบฟูลไทม์จะกระจายกำลังสู่ล้อหน้าและหลังบนสภาพถนนปกติ 50% เท่ากัน เหมาะสำหรับการขับขี่บนเส้นทางทุรกันดารพื้นถนนลื่นแต่ยังใช้ความเร็วได้ และที่พิเศษคือพวงมาลัยจะไม่รู้สึกหนักหรือตึงมือ สามารถเลี้ยวได้คล่องตัวเหมือนการขับรถขับเคลื่อน 2 ล้อปกติ  และโหมดสุดท้ายคือ 4LLc ระบบขับเคลื่อน 4ล้ออัตราทดความเร็วต่ำพร้อมเฟืองท้าย Rear Diff Lock ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า เน้นเอาชนะอุปสรรคบนเส้นทางออฟโรด ไม่ว่าจะเป็นการพิชิตยอดเขา และการบุกตะลุยเส้นทางธรรมชาติทั้งทางโคลน เนินสลับหรือเนินชันมากๆได้อย่างมั่นใจ

 

   สำหรับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4LLc เรามีโอกาสได้ลองของจริงบนเส้นทางออฟโรดช่วงสั้นๆ เมื่อเดินทางไปถึงสนามยิงปืนนาควานิชเพื่อร่วมกิจกรรมกรรมฝึกยิงปืนและสลับกับการขับรถบนเส้นทางออฟโรดธรรมชาติ ซึ่งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อของ TRITON ATHLETE สามารถนำพาเราผ่านอุปสรรคต่างๆทั้งเนินขึ้นลงทางชันและร่องหินสลับพื้นผิวขุระได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่คุมคันเร่งและบังคับทิศทางของพวงมาลัยให้เหมาะสมกับสภาพเส้นทาง

   ในช่วงการขับขี่บนเส้นทางออนโรด กรุงเทพฯ-เขาใหญ่ เพื่อทดสอบสมรรถนะของเครื่องยนต์ MIVEC Clean Diesel เสื้อสูบและฝาสูบอลูมินัมอัลลอย น้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่ง พื้นฐานแบบ 4 สูบ ขนาด 2.4 ลิตร 181 แรงม้าที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดที่ 430 นิวตันเมตร ที่ 2,500 ต่อนาที เป็นเครื่องยนต์ที่เน้นประหยัดและปล่อยมลพิษสะอาด ผ่านการรับรองมาตรฐานมลพิษระดับ 4 หรือมาตรฐานยูโร4(Euro Step 4) และยังรองรับมาตรฐานมลพิษระดับ 5 ของยุโรปด้วยการติดตั้งระบบ EGR ที่นำไอเสียหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่จึงช่วยลดมลพิษและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

   สมรรถนะการขับขี่โดยรวมต้องบอกว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของรถกระบะระดับท็อปสู้กับคู่แข่งในตลาดได้  ทั้งเรื่องของเครื่องยนต์ที่รู้สึกดีตั้งแต่เสียงที่เงียบขึ้นเวลาสตาร์ท  จังหวะการออกตัวทำได้นุ่มนวล ราบเรียบ การส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ รอยต่อระหว่างเกียร์อาการกระตุกเกิดขึ้นน้อยมาก เมื่อกดคันเร่งหนักๆทันทีในช่วงออกตัวอาการรอรอบมีบ้างแต่ก็ถือว่าทันใจเพียงพอต่อการใช้งาน  และเมื่อเกียร์เริ่มไหลไปตั้งแต่เกียร์ 3 ขึ้นไปรอบเครื่องยนต์ทะลุเกิน 2,000 รอบ/นาที ถือว่าทำได้ดีความเร็วไหล่ตามน้ำหนักเท้าได้ทันใจ โดยอัตราเร่งจะไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้ามีทางโล่งอัดกันยาวๆความเร็วสูงสุดทะลุเกิน 180 กม./ชม. ส่วนช่วงการขับขี่ทั่วๆไปใช้ความเร็วคงที่ในการเดินทาง 90-120 กม./ชม. รอบเครื่องค่อนข้างต่ำประมาณ 1500-1,900 รอบ/นาที  ซึ่งจะได้ความประหยัดในการเดินทางที่คุ้มค่าเกิน 16 กม./ลิตร และถ้าขับแบบเนียนจริงๆ20 กม./ลิตร มีให้เห็นอย่างแน่นอน ส่วนความรู้สึกในการควบคุมรถจะเหมือนกับขับรถตรวจการณ์หรือรถเก๋งมากกว่าขับรถกระบะ พวงมาลัยแม้ไม่ใช่ระบบเพาเวอร์ไฟฟ้าที่เริ่มนิยมใช้กันในรถกระบะ  แต่ก็ให้น้ำหนักในการเลี้ยวที่ดีทั้งช่วงความเร็วต่ำและสูง คือไม่รู้สึกว่าเบาหรือหนักจนเกินไป ทำให้การเลี้ยวรถมีความคล่องตัว  ขับง่ายและสบายกว่ารถกระบะทั่วๆไป ส่วนช่วงล่างเมื่อขับครั้งแรกก็จะรับรู้ได้ทันทีถึงความนุ่มนวล อาการกระด้างหรือกระเด้งทั้งหน้าและหลัง เกิดขึ้นน้อยกว่ารถกระบะยุคเก่าๆโดยรวมจึงถือว่าขับสบายตามมาตรฐานรถกระบะยุคใหม่

 

   นอกจากการทดลองขับบนเส้นทางปกติแบบเดินทางไกล  กิจกรรมครั้งนี้ ยังจัดสื่อมวลชนเท้าเทพได้มีโอกาสร่วม พิชิตยอดเขาพิสูจน์ความประหยัดน้ำมัน  ด้วยการขับขี่ TRITON ATHLETE ทั้งในระบบขับเคลื่อนสองล้อและขับเคลื่อนสี่ล้อขึ้นลงบนเขาใหญ่ ก่อนนำมาคำนวณอัตราเฉลี่ยการบริโภคน้ำมันเพื่อค้นหาผู้สื่อข่าวที่ทำตัวเลขความประหยัดได้ดีที่สุด โดยเริ่มออกสตาร์ทจากทางขึ้นเขาใหญ่ฝั่งปราจีนบุรีข้ามเขาไปลงฝั่งปากช่อง ระหว่างทางขับแวะขึ้นไปจุดชมวิวบนเขาเขียวก่อนลงมาวัดผลบริเวณอ่างเก็บน้ำสายศรบนเขาใหญ่รวมระยะทางประมาณ 65 กิโลเมตร ซึ่งการขับขี่ต้องบอกว่าเป็นการแข่งขันแบบอิสระไม่มีกติกาซับซ้อนเพียงแค่วิ่งตามกำหนดเวลาไปถึงจุดหมายไม่เกินชั่วโมงครึ่ง ผู้สื่อข่าวทุกคนจึงงัดเทคนิคที่ผ่านประสบการณ์แข่งขันมานับครั้งไม่ถ้วนออกมาใช้กันเต็มที่ ตัวเลขที่ออกมาก็ถือว่าสุดยอดในช่วงขาขึ้นเขาเป็นเนินชันส่วนใหญ่สลับทางลงเนินเล็กน้อยตัวเลขที่ปั้นแต่งกันได้อยู่ที่ประมาณ 10-13 กม./ลิตร ส่วนครึ่งทางหลังเป็นการลงเนินเขายาวๆสามารถทำสถิติการประหยัดสูงถึง 18 กม./ลิตร ถือเป็นตัวเลขที่ไม่ธรรมดากับการขับแข่งขันประหยัดน้ำมันบนเขาเป็นครั้งแรก แต่ถ้ามองถึงการขับแบบปกติไม่ต้องใช้เทคนิดทั้งการแต่งเกียร์หรือเดินคันเร่งให้เนียนมากมาย เราประเมิณว่าเส้นทางแบบนี้ TRITON ATHLETE น่าจะทำได้ทะลุเกิน 11 กม./ลิตร ไปได้สบายๆ

 

   โดยภาพรวมต้องยอมรับรถกระบะคันนี้มีความคุ้มค่าในการใช้งานค่อนข้างสูงทั้งด้านความแรงและประหยัดน้ำมัน  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการตัดสินใจซื้อของคนไทยยุคปัจจุบันคงต้องมองผ่านรูปลักษณ์ที่โดดเด่นโดนใจเป็นอันดับแรก เพื่อดึงดูดเข้าสู่การสัมผัสตัวตนที่แท้จริงของรถรุ่นนั้น ซึ่งการเพิ่มรุ่นตกแต่งระดับท็อปของ TRITON ATHLETE ก็น่าจะสร้างแรงดึงดูดให้กับลูกค้าที่กำลังมองหารถกระบะระดับท็อปโมเดลได้มากขึ้น แม้คู่แข่งในกลุ่มนี้จะมีทางเลือกค่อนข้างหลากหลายก็ตาม!!

   การทำตลาด MITSUBISHI TRITON ATHLETE มีราคาจำหน่ายเริ่มต้น 879,000 บาทสำหรับรุ่น D/Cab Plus 2.4D MIVEC Athlete 6MT และ 1,111,000 บาทสำหรับรุ่น D/Cab 4WD 2.4D MIVEC Athlete 5AT สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิทั่วประเทศ

 

TEST DRIVE : MITSUBISHI ATTRAGE MY2017 อัพเกรดออฟชั่นล้ำสมัย

Saturday, 30 December 2017 15:23

   มิตซูบิชิ แอททราจ ภายใต้โฉมซีดาน 4 ประตู เปิดตัวบุกตลากรถยนต์เมืองไทยตั้งแต่ช่วงกลางปี 2556 รถรุ่นนี้ใช้พื้นฐานเดียวกับ มิราจ แฮ็ทชแบ็กอีโคคาร์รุ่นแรกของค่ายมิตซูบิชิ แต่ตัวถังที่เป็นแบบซีดานจะขยายใหญ่กว่าในทุกมิติทั้งความยาว ความกว้าง ความสูง และช่วงล้อ ทั้งนี้ก็เนื่องจากอีโคคาร์ยุคปัจจุบันนอกจากความประหยัด ยังต้องแข่งขันกันด้วยขนาดตัวถัง ซึ่งหมายถึงความกว้างขวางสะดวกสบายภายในห้องโดยสารที่ต้องไม่น้อยหน้ากับคู่แข่งในคลาสเดียวกัน

   ล่าสุดในช่วงกลางปีที่ผ่านมา มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังได้ทำการกระตุ้นตลาดรถอีโคคาร์อีกครั้งด้วยเปิดตัวรถยนต์ใหม่ 2 รุ่นคือ มิตซูบิชิ แอททราจ และ มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ โดยเน้นอัพเกรดรูปลักษณ์และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกใหม่ รวมไปถึงการเพิ่มความโดดเด่นในเรื่องความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆมากมาย

   การทดลองขับในครั้งนี้เราจะโฟกัสไปที่มิตซูบิชิ แอททราจ อีโคคาร์โฉมซีดาน ที่อยู่ในกลุ่มตลาดเดียวกับ โตโยต้า ยาริส เอทีฟ ,นิสสัน อัลมิร่า ,มาสด้า 2 ซีดาน ,ฮอนด้า บริโอ อเมซ และซูซูกิ เซียส ฯลฯ รูปลักษณ์โดยรวมของมิตซูบิชิ แอททราจ รุ่นปี2017 ต้องบอกว่าใกล้เคียงรุ่นเดิมตั้งแต่ต้นโมเดล ต้องสังเกตุดีๆถึงจะเห็นความแปลกใหม่ที่บริเวณกันชนหลังและไฟท้ายแบบใหม่ ส่วนภายในของรุ่น GLS Ltdที่ทดลองขับจะเพิ่มอุปกรณ์ที่รองรับระบบ Apple CarPlay เพิ่มระบบครูสคอนโทรลควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ตกแต่งด้วยเบาะหนังสีดำด้ายแดง หัวเกียร์หุ้มหนังสีดำ ทุกรุ่นเพิ่มไฟเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยฝั่งผู้ขับ ช่อง USB ตำแหน่งใหม่ที่คอลโซลเกียร์ใช้งานสะดวกขึ้น เพิ่มเข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด 3 ตำแหน่งที่เบาะหลัง พร้อมหมอนรองศีรษะปรับความสูงได้ 3 ระดับ และจุดยึดเบาะเด็ก 2 ตำแหน่ง

   สำหรับ Apple CarPlay ภาคบันเทิงใหม่ เป็นช่องทางที่สะดวก และปลอดภัยในการใช้งาน iPhone ภายในรถยนต์ โดยที่ผู้ขับขี่สามารถโทรออกพร้อมรับสายโทรศัพท์ ส่งข้อความ และฟังเพลง ไปพร้อมกับการตั้งสมาธิไปที่การขับขี่ CarPlay ยังสามารถใช้งานผ่านหน้าจอสัมผัส และคำสั่งเสียงผ่านระบบ Siri ได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยเสริมความสะดวกสบายในการขับขี่และระบบเสริมความปลอดภัยที่น่าสนใจทั้ง ระบบล็อคความเร็วบนพวงมาลัยช่วยคลายความเมื่อยล้าเมื่อขับขี่ทางไกล , ติดตั้งระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็วที่ความเร็วต่ำ โดยระบบจะทำการเตือนและช่วยชะลอความเร็ว หากพบว่ามีความเสี่ยงที่จะชนรถยนต์คันหน้า และติดตั้งระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็วเฉพาะด้านหน้า ซึ่งจะทำการเตือนและตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะโดยอัตโนมัติ เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการชน หากระบบตรวจพบวัตถุด้านหน้าในขณะที่มีการเหยียบคันเร่งผิดพลาดอย่างรุนแรง และรวดเร็ว

   มิตซูบิชิ แอททราจ ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเน้นความประหยัดกับ เครื่องยนต์เบนซินแบบ 3 สูบ MIVEC 1.2 ลิตร DOHC 12 วาล์ว มีวาล์วแปรผันทางฝั่งไอดี เพื่อให้การเรียกกำลังออกมาใช้ได้เต็มที่ กำลังสูงสุดอยู่ที่ 78 แรงม้า ที่ 6000 รอบ /นาที แรงบิดสูงสุด 100 นิวตัน-เมตร ที่ 4000 รอบ /นาที รองรับน้ำมันได้ถึง อี 20 ส่งกำลังผ่านกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ CVT พร้อมระบบ INC (Idle Neutral Control) ที่ตัดระบบส่งกำลังไปยังเพลาขับอัตโนมัติในขณะที่รถยนต์หยุดนิ่ง และเหยียบเบรกในตำแหน่งเกียร์ ‘D’ ช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องยนต์ และประหยัดเชื้อเพลิง นอกจากนี้ยังมีระบบ G-Sensor ที่ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์บนทางลาดชันได้อย่างแม่นยำ อัตราเร่งช่วงออกตัวเป็นไปตามมาตรฐานรถอีโคคาร์ทั่วๆไป ไม่ถึงกับรวดเร็วทันใจคนเท้าหนัก แต่ก็ไปได้เรื่อยๆแบบพอเพียงต่อการใช้งาน เมื่อมีจังหวะเหมาะๆลองคิกดาวน์ดูอัตราเร่งแซงที่ความเร็ว 100-120 กม./ชม จะเห็นว่าความเร็วรีดเค้นออกมาได้ไวทีเดียว พร้อมกับเสียงจากท่อไอเสียที่กังวานออกมาในสไตล์รถซิ่ง ส่วนช่วงล่างสมรรถนะอยู่ในเกณฑ์ปานกลางได้ทั้งความนุ่มนวลขับสบายในเมือง พร้อมความแข็งหนึบยึดเกาะถนนได้มั่นใจพอสมควร และพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้าให้ความรู้สึกที่ดีไม่เบาหวิว บังคับหักเลี้ยวได้คล่องตัว และให้ความแม่นยำในระดับที่น่าพอใจ

   ทางด้านความประหยัดเราลองวัดผลแบบเดินทางไกล ขับสบายๆใช้ความเร็วคงที่ประมาณ90 - 100 กม./ชม. โดยลองปรับเซ็ทหลายๆช่วงการขับขี่ ค่าเฉลี่ยบนออนบอร์ดอยู่ที่ประมาณ 4 -5 ลิตร /100 กม.หรือทะลุเกิน 20 กม./ลิตร ทุกครั้ง ซึ่งใกล้เคียงตัวเลข 22-23 กม./ ลิตร. ตามที่มิตซูบิชิ เคลมไว้ตามมาตรฐานโรงงาน

ราคาจำหน่ายมิตซูบิชิ แอททราจ รุ่นปี2017

- GLX เกียร์ธรรมดา ราคา 472,000 บาท

- GLX เกียร์อัตโนมัติ CVT ราคา 506,000 บาท

- GLS เกียร์อัตโนมัติ CVT ราคา 561,000 บาท

- GLS LTD เกียร์อัตโนมัติ CVT ราคา 599,000 บาท

 

TEST DRIVE : TOYOTA YARIS ปรับใหญ่ จัดเต็มทั้งรูปโฉมและสมรรถนะการขับขี่

Monday, 18 December 2017 14:35

   บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เริ่มต้นบุกเบิกตลาด โตโยต้า ยาริส คอมแพคแฮทช์แบ็คเป็นครั้งแรกในเดือนมกราคมปี พ.. 2549 ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีมาโดยตลอด ต่อมาในเดือนตุลาคมปี  2556 โตโยต้าได้เปิดตัวยาริส เครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตรเพื่อตอบสนองความนิยมรถเครื่องยนต์ขนาดเล็กในประเทศไทย ด้วยคุณลักษณะที่โดดเด่น ทั้งรูปลักษณ์และสมรรถนะทำให้สามารถครองใจลูกค้าชาวไทย ด้วยยอดขายสะสมมากกว่า 150,000 คัน

   ล่าสุดในช่วงปลายปี 2560 ได้ทำการกระตุ้นตลาดอีกละลอกด้วยการเปิดตัว ยาริส แฮทช์แบ็ก รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่นี้ มาพร้อมรูปลักษณ์ใหม่ทั้งภายนอกและภายในห้องโดยสารที่แตกต่างจากรุ่นเดิมอย่างชัดเจน  ภายนอกให้มุมมองโฉบเฉี่ยวตลอดคัน รายละเอียดการดีไซน์แต่ละจุดแทบจะแตกต่างจากรุ่นเดิมตลอดคัน ด้านหน้าถอดแบบมาจาก ยาริส เอทีฟโฉม 4 ประตู  เน้นความสปอร์ตด้วยไฟหน้าโปรเจคเตอร์พร้อมไฟ LED Light Guiding ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน Daytime Running Ligแบบ LED และไฟตัดหมอกหน้า ด้านข้างตัวถังเส้นสายใกล้เคียงรุ่นเดิม อุปกรณ์เด่นๆมีทั้งกระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว มือจับประตูโครเมียมพร้อมระบบเปิดประตูอัจฉริยะ Smart Entry เหนือหลังคาดีไซน์เสาอากาศตามยุคสมัยแบบครีบฉลามเฉพาะรุ่น G ที่ทดลองขับ และติดตั้งล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 15 นิ้ว ส่วนด้านท้ายรถโดดเด่นที่ไฟท้ายดีไซน์รูปทรงใหม่เป็นแบบ LED Light Guiding พร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED

   ภายในห้องโดยสารดีไซน์ล้ำสมัย ปรับเปลี่ยนแฝงแดชบอร์ดและชุดอุปกรณ์ควบคุมเกือบใหม่หมด เน้นความกว้างขวางสะดวกสบาย พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครัน อีกทั้งยังโดดเด่นด้วยความเงียบเมื่อขับขี่ด้วยการเพิ่มวัสดุซับเสียงรบกวนรอบคัน  อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่น่าสนใจ มีทั้งพวงมาลัยดีไซน์ใหม่หุ้มหนังพร้อมสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียง   มาตรวัดเรืองแสงแบบ Optitron พร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่อัจฉริยะMID , เครื่องเล่นวิทยุ CD/ MP3/ WMA พร้อมช่องต่อ USB/ AUX และระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย Bluetooth ,  ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ พร้อมจอ LCD  , ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ (Push Start) และระบบเปิดประตูอัจฉริยะ Smart Entry ควบคุมการล็อกปลดล็อกประตูเพียงปลายนิ้วสัมผัส

   สมรรถนะการขับเคลื่อนให้ความแรงและประหยัดตามสไตล์รถยนต์อีโคคาร์ ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน รหัส 3NR-FE แบบ 4 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร DOHC 16 วาล์ว ระบบแปรผันวาล์ว Dual VVT-i ให้กำลังสูงสุด 86 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ แรงบิดสูงสุด 108 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบ รองรับเชื้อเพลิง E20 ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i แบบเดิมแต่ปรับปรุงการทำงานของ ECU ที่ควบคุมเครื่องยนต์กับระบบเกียร์ CVT ให้สั่งงานได้ประสิทธิภาพมากขึ้น  และเครื่องยนต์ยังมีการปรับปรุงให้สามารถลดภาระของเครื่องยนต์ด้วยการตัดการทำงานของคอมเพรสเซอร์แอร์ประมาณ 5 วินาที ขณะที่เหยียบคันเร่งทันทีทันใด เพื่อให้เครื่องยนต์ส่งกำลังไปยังล้อได้อย่างเต็มที่

   การทดลองขับ โตโยต้า ยาริส รุ่นปรับโฉมใหม่ครั้งแรกในเมืองไทย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เชิญสื่อมวลชนร่วมทดลองขับภายใต้เส้นทางกรุงเทพฯ-กาญจนบุรี รวมระยะทางไป-กลับ ประมาณ 400 กิโลเมตร สัมผัสแรกเมื่อเข้าสู่ห้องโดยสารแทบจะไม่หลงเหลือดีไซน์ของรุ่นเดิมก่อนปรับโฉมเพราะทุกสิ่งถูกปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งแผงแดชบอร์ด คอนโซนกลาง และแผงหน้าปัด รวมไปถึงพวงมาลัยทรงใหม่สามารถปรับสูงต่ำได้ เมื่อปรับร่วมกับเบาะนั่งที่หุ้มผ้าลายใหม่ก็ถือว่าปรับตำแหน่งท่านั่งได้ถนัดดีทั้งระยะแขนในการบังคับหักเลี้ยวและระยะปลอดภัยในเหยียบเบรคได้อย่างถนัดเท้า แต่ขอตินิดเดียวตรงไม่มีแป้นพักเท้าซ้ายเมื่อขับขี่ทางไกลอาจเมื่อยล้าหรือขับเร็วๆในโค้งจะไม่มีจุดล็อคตำแหน่งขาด้านซ้ายกับคอนโซนกลางที่ต้องยันหรือเบียดกัน

   สมรรถนะโดยรวมการขับขี่เดินทางไกล หรือใช้งานในเมือง โดดเด่นที่การควบคุมได้อย่างคล่องตัวในทุกจังหวะความเร็ว อัตราเร่งช่วงออกตัวอยู่ในระดับปานกลาง ความเร็วมาแบบเรื่อยๆถ้ากดคันเร่งอย่างเหมาะสมกับรอบเครื่องยนต์ แต่ถ้ากดแบบจัดหนักรอบจะตะวัดขึ้นสูงเกินจำเป็นจนไม่สมดุลย์กับความเร็วของรถ ตรงนี้เป็นเหตุให้สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงโดยใช่เหตุ เพราะถนนทั่วๆไปในเมืองไทยแค่ใช้คันเร่งพอดีๆในการออกตัวหรือเร่งแซงช่วงความเร็วต่ำก็ถือว่ากำลังของเครื่องยนต์บล็อคนี้เพียงพอต่อการใช้งาน ส่วนช่วงความเร็วลอยตัวความเร็วประมาณ 100 - 140 ก../.. อยู่ในระดับที่ขับสนุกเร่งได้ทันใจเพราะความเร็วปลายไม่ห่างจากเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรมากนัก มีความแรงรองรับได้ถึง 170-180 ก../.. ในด้านความประหยัดก็ยังคงความดีงามตามมาตรฐานรถอีโคคาร์ โดยอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในรูปแบบของการขับขี่ใช้งานจริงความเร็วเดินทางประมาณ 100 – 120 กม./ชม. ค่าเฉลี่ยที่แสดงบนแผงหน้าปัดอยู่ที่ประมาณ  16-18 กม./ลิตร และถ้าใช้ความเร็วคงที่ประมาณ 80-90 กม./ชม.ความประหยัดจะทะลุเกิน 20 กม./ลิตร ไปได้สบายๆ

   นอกจากนี้ยังให้การควบคุมรถที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นเดิมทั้งน้ำหนักและการบังคับเลี้ยวที่แม่นยำของพวงมาลัยแบบเพาเวอร์ไฟฟ้า EPS (Electric Power Steering ) การเบรกปรับจูนมาอย่างลงตัว ทั้งน้ำหนักแป้นเบรกที่สามารถตอบสนองได้ตามแรงกดที่นุ่มเท้าและสามารถหยุดได้ตามสั่งโดยมีระยะเบรคที่เหมาะสมกับความเร็วรถ ส่วนการขับขี่ในเส้นทางคดโค้งบนเขาระหว่างเส้นทางจากกาญจนบุรีมุ่งหน้าที่พักแถวเขื่อนศรีนครินทร์ ค่อนข้างประทับใจกับสมรรถนะของช่วงล่าง ที่ปรับเซ็ทใหม่เน้นนุ่มหนึบแน่น มีความแข็งกว่า ยาริส เอทีฟ พอสมควร การโยนตัวในโค้งจึงเกิดขึ้นน้อยสามารถขับผ่านโค้งต่างๆได้อย่างมั่นใจ   โดยช่วงล่างด้านหน้ามีการปรับค่าแรงดูดซับแรงที่แกนโช๊คอัพใหม่ ส่วนในด้านหลังมีการปรับค่าแรงดูดซับแรงที่แกนโช๊คอัพและค่า K ของสปริงหลังใหม่พร้อมปรับค่าฟิตติ้งของจุดยึดระหว่างชุดแพหลังกับตัวถังใหม่ ผลที่ได้คือความนิ่งและมั่นคงของช่วงล่างที่มีมากกว่ายาริสรุ่นเดิม

ราคาจำหน่ายล่าสุด โตโยต้า ยาริส รุ่นปรับโฉมใหม่

  -  รุ่น G เกียร์อัตโนมัติ  ราคา    619,000 บาท

  -  รุ่น E เกียร์อัตโนมัติ   ราคา    569,000 บาท

  -  รุ่น J เกียร์อัตโนมัติ   ราคา    539,000 บาท

  -  รุ่น J ECO เกียร์อัตโนมัติ    ราคา    489,000 บาท

 
 

TEST DRIVE : TOYOTA YARIS ATIV ครบเครื่องเรื่องความคุ้มค่า!

Sunday, 05 November 2017 15:22

   Toyota Yaris ATIV ถือเป็นรถยนต์รุ่นแรกของโตโยต้าในเซ็กเมนต์อีโคคาร์ซีดาน4ประตู โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ดีไซน์ใหม่ตลอดทั้งคัน ผสานสมรรถนะการขับขี่ที่คล่องตัว จากเครื่องยนต์ขนาดเล็กที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และให้ความประหยัดน้ำมันที่คุ้มค่าในการใช้งาน ซึ่งความเป็นจริงทั้งหมดนี้สื่อมวลชนไทยได้พิสูจน์แล้วจากการทดลองขับอย่างเป็นทางการครั้งแรกในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา

   โตโยต้าเริ่มแนะนำ YARIS รุ่นแรกเข้าสู่ตลาดในปี พ.ศ.2542 ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีในตลาดยุโรปรวมทั้งในประเทศญี่ปุ่น จนกระทั่งได้แนะนำเข้าสู่ตลาดประเทศไทยเป็น    ครั้งแรกในเดือนมกราคมปี พ.ศ. 2549 และได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีมาโดยตลอด และในเดือนตุลาคมปี   พ.ศ. 2556 โตโยต้าได้เปิดตัว YARIS เครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตรเพื่อตอบสนองความนิยมรถเครื่องยนต์ขนาดเล็กในประเทศไทย ด้วยคุณลักษณะที่โดดเด่น สะท้อนความเป็นตัวของตัวเอง ทำให้สามารถครองใจลูกค้าชาวไทย ด้วยยอดขายสะสมมากกว่า150,000 คัน

   ล่าสุดได้ต่อยอดความสำเร็จมาสู่การพัฒนา Yaris ATIV ใหม่โฉมซีดาน ภายใต้แนวคิด ผู้ริเริ่มคุณค่าใหม่ โดยมุ่งเน้นพัฒนาเพื่อให้เป็นรถยนต์ที่มีความคุ้มค่า และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ อีกทั้งยังสร้างความภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของ ด้วยการออกแบบรูปลักษณ์ใหม่หมดให้ความล้ำสมัยตลอดคันทั้งภายนอกและภายใน พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครัน ภายใต้ระดับราคาที่สมเหตุสมผลให้ความคุ้มค่าสูงสุดเมื่อเทียบกับรถยนต์ระดับเดียวกัน

   การทดลองขับเป็นครั้งแรกสื่อมวลชนมีโอกาสได้ทดลองขับ Yaris ATIV ภายใต้เส้นทางไปกลับ กรุงเทพฯ-จันทบุรี โดยออกสตาร์ทในช่วงเช้าที่ TOYOTA Driving Experience Park บางนา กม.3 โดยมีคุณรุ่งโรจน์ ขันชะลี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวตอนรับพร้อมทีมผู้บริหารของโตโยต้าให้รายละเอียดผลิตภัณฑ์และแนะนำรูปแบบการทดสอบโดยสรุปตลอด 2 วันเต็มโดยมีทั้งการทดสอบในสนามตามสเตชั่นต่างๆรวมถึงการขับเดินทางไกลแบบใช้งานจริงและการทดสอบในรูปแบบของการแข่งขันขับประหยัดน้ำมัน

     TOYOTA YARIS ATIV รุ่นที่ทดลองขับจะเน้นไปที่รุ่นท็อบ 1.2 S CVTออฟชั่นจัดเต็ม รูปลักษณ์ภายนอกโดยรวมมีดีไซน์ล้ำสมัย แตกต่างจากรถยนต์ขนาดเล็กทุกรุ่นของโตโยต้าที่เคยทำตลาดมาก่อนหน้านี้  ตัวถังแบบ 4 ประตูมีความยาวสมส่วนให้ความโฉบเฉี่ยวด้วยเส้นสายที่มีความต่อเนื่องรอบคัน ใบหน้าเน้นความสปอร์ตด้วยไฟหน้าโปรเจคเตอร์เชื่อมต่อกับกระจังหน้าโครเมียมรมดำตกแต่งด้วยแถบสีแดงบริเวณกระจังหน้าด้านล่างสะท้อนถึงความหรูหราทันสมัยอย่างลงตัว ติดตั้งไฟส่องสว่างเวลากลางวัน Daytime Running Light แบบ LED เพิ่มความปลอดภัยทุกการขับขี่ พร้อมไฟตัดหมอกหน้าให้ความโฉบเฉี่ยวแฝงความเรียบหรู เพิ่มทัศนวิสัยขณะหมอกลงจัดหรือฝนตกหนัก

   ภายในห้องโดยสารดีไซน์ล้ำสมัยกับการออกแบบที่เน้นความกว้างขวางสะดวกสบายและพื้นที่ใช้สอยให้ประโยชน์สูงสุด พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นมาตรวัดเรืองแสงแบบ Optitron.หรูหรามองเห็นเด่นชัด  , ติดตั้งหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่อัจฉริยะ MID ขนาด 4.2 นิ้ว, พวงมาลัยหุ้มหนังตกแต่งด้วยด้ายสีแดง พร้อมแถบเมทัลลิก แนวสปอร์ตล้ำ พร้อมสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียง โทรศัพท์และควบคุมจอแสดงข้อมูลการขับขี่ , หัวเกียร์และฐานเกียร์ สีดำเปียโนแบล็คเพิ่มความหรูหราน่ามองยิ่งขึ้น , ภาคบังเทิงมาพร้อมเครื่องเล่นวิทยุ DVD/ CD/ MP3/ MP4/ WMA หน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้วพร้อมช่องต่อ USB/ HDMI/ Micro SD card / ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย Bluetooth รองรับบริการพิเศษจาก  T-Connect , ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ พร้อมจอ LCD. สะดวกสบาย เลือกปรับอุณหภูมิอย่างเหมาะสม  และให้ความสะดวกสบายด้วยระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ Push Start ง่ายดายแค่ปลายนิ้วสัมผัส

   สมรรถนะการขับเคลื่อนอยู่บนพื้นฐานของรถอีโคคาร์ที่ให้ความแรงคล่องตัวและประหยัดน้ำมันอย่างคุ้มค่า (รองรับสูงสุด E20) เครื่องยนต์เป็นแบบ DUAL VVT-i ขนาด 1.2 ลิตร4 สูบ DOHC 16 วาล์ว DUAL VVT-i  กำลังสูงสุด 86 แรงม้า (63 กิโลวัตต์) ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 108 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ผสานกับระบบเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i ที่มีการปรับจูนเกียร์ให้ตอบสนองต่อการขับขี่ที่ดีมากขึ้น อีกทั้งยังให้ความมั่นใจด้วยมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดเป็นมาตรฐานในทุกรุ่นและเป็นหนึ่งเดียวในรถยนต์ซับคอมแพคซีดานที่มีถุงลมเสริมความปลอดภัย SRS 7 ตำแหน่ง

       หลังจากรับทราบข้อมูลเบื้องต้นของ Yaris ATIV สัมผัสแรกเริ่มทำความรู้จักด้วยการทดสอบในสนาม TOYOTA Driving Experience Park กับสเตชั่นการทดสอบรูปแบบต่างๆทั้งเรื่องของอัตราเร่ง ความคล่องตัวในการควบคุมรถ การทรงตัวและการซับแรงสั่นสะเทือนของช่วงล่างในหลากหลายรูปแบบการขับขี่ ช่วงแรกเริ่มด้วยการลองอัตราเร่งแบบกดเต็มๆตั้งแต่จังหวะออกตัวความเร็วไม่ถึงกับจี๊ดจ๊าดตามน้ำหนักเท้า แต่ก็ไต่ระดับความเร็วมาแบบเรื่อยๆซึ่งถือว่าพอเพียงต่อการใช้งาน ซึ่งเหมาะสมแล้วสำหรับรถอีโคคาร์เน้นใช้งานในเมือง ช่วงหักเลี้ยวในพื้นที่จำกัดทั้งการเข้าโค้ง การสลาลอม รวมถึงการกลับรถทำให้รับรู้ว่า YARIS ATIV ให้ความคล่องตัวสูง พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า EPS ดูเหมือนเซ็ทให้มีน้ำหนักมากแต่ก็สามารถบังคับเลี้ยวได้อย่างแม่นยำ เบามือ วางใจได้ในทุกรูปแบบการขับขี่  และจุดเด่นในการทดสอบครั้งนี้คือการมีระบบช่วยควบคุมการทรงตัวด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งระบบควบคุมการทรงตัว VSC (Vehicle Stability Control) มีเซ็นเซอร์ช่วยควบคุมการทรงตัวช่วยลดอาการหน้าดื้อโค้งและท้ายปัด  ทำงานผสานกับระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC ( Traction Control) ป้องกันการลื่นไถลในขณะออกตัวหรือเหยียบคันเร่งบนถนนที่เปียกลื่น และเบรค ABS+EBD ลองเบรคหนักๆล้อไม่ล็อคตาย ช่วยให้เราควบคุมรถไปตามทิศทางที่ต้องการได้แม้ในพื้นผิวที่เป็นกระเบื้องเปียกลื่น ส่วนที่น่าประทับใจอีกอย่างคือการทำงานของช่วงล่างทั้งด้านหน้าและหลัง จะให้การขับขี่ที่นุ่มนวลแต่ไม่ยวบยาบ สามารถซับแรงกระแทกจากพื้นถนนรูปแบบต่างๆได้ดีพอสมควร  

   ช่วงสายเริ่มต้นทดสอบแบบฟรีรัน ออกเดินทางจาก TOYOTA Driving Experience Park มุ่งหน้าสู่ อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี โดยใช้เส้นทางวงแหวนกาญจนาต่อเนื่องมอเตอร์เวย์ แล้วไปเลี้ยวซ้ายหลังออกจากด่านพานทองไม่นานเพื่อแวะรับประทานมื้อกลางวันที่ร้านริมทาง เติมพลังคนเสร็จก่อนบ่ายคลายเครียดด้วยทดสอบช่วงที่ 2 ในสไตล์ขับแข่งขันประหยัดน้ำมัน จากร้านริมทางมุ่งหน้าสู่ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง โดย YARIS ATIV ทุกคันปรับอุณภูมิที่ 25 องศา ตลอดระยะทางกว่า 92 กิโลเมตร ใช้เวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมงครึ่ง เราขับด้วยความเร็วเฉลี่ย 70-90 กิโลเมตร ทุกคันเข้ามาถึงร้านสวนเจริญ ใกล้กับกับแยกแกลงได้ก่อนเวลา เมื่อตรวจสอบอัตราสิ้นเปลืองจากทริปมิตเตอร์ถึงกับอึ้งทุกคันมีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยมากกว่า 25 กม./ลิตร ส่วนคันที่ขับได้ดีที่สุดทำได้มากถึง 29.4 กม./ลิตร!!!! ต่อมาเป็นการขับขี่ตามกันไปแบบกึ่งคาราวานจากแยกแกลงมุ่งสู่เมืองจันทบุรี มีจุดหมายปลายทางที่เนินนางพญา หาดคุ้งวิมาน หลังจากขับขี่บนไฮเวย์กว่าครึ่งทางเราก็เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนสองเลนสวนลัดเลาะชายฝั่งทะเลอ่าวไทยที่งดงาม ช่วงนี้ใช้ความเร็วเพิ่มขึ้นอัตราสิ้นเพลิงเฉลี่ยแปรผันมาอยู่ที่ 18 กม./ลิตร ซึ่งจัดว่าดีเกินคาด ช่วงเย็นเราถึงที่พัก Peggy’s Cove ต่อด้วยการตอบข้อสักถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทำให้เรารู้จัก และรับรู้ว่ารถคันนี้มีความคุ้มค่าในตัวเองค่อนข้างสูงเมื่อมองจากองค์ประกอบหลายๆด้านที่รวมอยู่ใน Yaris ATIV คันนี้!!!

สำหรับราคาจำหน่าย TOYOTA YARIS ATIV ช่วงแนะนำจนถึง 31 ตุลาคมนี้

1.2 J Eco CVT  ราคา 469,000 บาท        (เดือน พย.ปรับเป็น 479,000 บาท)

1.2 J CVT         ราคา 519,000 บาท        (เดือน พย.ปรับเป็น 529,000 บาท)

1.2 E CVT         ราคา 549,000 บาท        (เดือน พย.ปรับเป็น 559,000 บาท)

1.2 G CVT        ราคา 599,000 บาท        (เดือน พย.ปรับเป็น 609,000 บาท)

1.2 S CVT         ราคา 619,000 บาท        (เดือน พย.ปรับเป็น 635,000 บาท)

 

TEST DRIVE : Volvo V40 T4 Facelift อัพเกรดรูปลักษณ์และสมรรถนะ!

Wednesday, 16 August 2017 16:01

   Volvo V40 T4 Facelift  รุ่นปรับโฉม  เปิดตัวสู่ตลาดในมาดรถแฮทช์แบ็คหรู 5 ประตูที่คงเอกลักษณ์การออกแบบสไตล์สแกนดิเนเวียน โดดเด่นด้วยโฉมใหม่ที่มีไฟหน้าทรงค้อนของเทพเจ้าแห่งธอร์ (Thor Hammer)  พร้อมสมรรถนะปราดเปรียว คล่องตัวด้วยเครื่องยนต์ Drive-E Powertrain เบนซินเทอร์โบ 2.0 ลิตร 190 แรงม้า

   Volvo V40 นับเป็นรถยนต์แฮทช์แบ็ค 5 ประตูขนาดกลางระดับพรีเมียม ที่เริ่มต้นบุกเบิกตลาดทั่วโลกตั้งแต่ปี 2012 และได้กลายเป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดของวอลโว่ในยุโรปและขายดีเป็นอันดับสองของแบรนด์ทั่วโลก สำหรับประเทศไทย V40 ถือเป็นรถอีกหนึ่งรุ่นที่เขามาทำตลาดในไทยและได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่คนรุ่นใหม่มี่ต้องการรถยนต์หรูหรา ทันสมัย พร้อมการขับขี่ที่คล่องตัว อีกทั้งยังมีราคาที่จับต้องได้ง่ายเมื่อเทียบกับรถยนต์ยุโรปหรูยี่ห้ออื่นๆ

   ภายใต้ดีไซน์ใหม่ในสไตล์ปรับโฉมจะเน้นความโดดเด่น ด้วยกระจังหน้าและโลโก้ พร้อมไฟหน้าที่มีรูปทรงจำลองมาจากฆ้อนเทพเจ้าธอร์ ซึ่งไฟหน้ารูปแบบนี้จะเป็นโฉมหน้าเทรนด์ใหม่ของวอลโว่รุ่นใหม่ๆจากนี้ต่อไปในอนาคต เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์แบรนด์ให้ตรงกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่มากขึ้น ส่วนการดีไซน์ในจุดอื่นไม่ว่าจะเป็นเส้นสายด้านข้างตัวถังหรือมุมมองด้านท้ายก็ยังยึดรูปแบบเดียวกับรุ่นเดิมที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินT5 และดีเซล D4  โดยขนาดมิติตัวรถมีความยาว 4,370 มม. ความกว้าง 1,857 มม. ความสูง 1,420 มม. ความยาวช่วงล้ออยู่ที่   2,647 มม. และติดตั้งล้อแม็กลายสวยสีทูโทนอินเทรนด์ ขนาด 16 นิ้ว

   การออกแบบภายในห้องโดยสารสวยงาม หรูหรา และคุ้นตา เพราะยึดพื้นฐานเดียวกับรุ่นเดิมแต่ตกแต่งรายละเอียดบางจุดใหม่  โดยเน้นโทนสีทันสมัย  เบาะนั่งใหม่สไตล์สปอร์ตบุหนังคุณภาพสูงสีดำชาโคล พวงมาลัยสีดำด้าน โชว์โลโก้วอลโว่ iron mark แบบใหม่บนพวงมาลัย แผงหน้าปัดตกแต่งด้วยขอบอลูมีเนียมสีดำคงความหรูหราและประณีตด้วยเอกลักษณ์การออกแบบจากสวีเดนเปี่ยมไปด้วยรสนิยมชั้นเลิศของผู้ขับขี่ นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมที่ให้ความสะดวกเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสหรือสั่งการด้วยเสียงอย่าง Volvo Sensus Connect สามารถค้นหาข้อมูลและควบคุมฟังก์ชั่นต่างๆของรถได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ผ่านสัญญาณบลูทูธ และสามารถสื่อสารผ่านโลกอินเตอร์เน็ตได้อย่างสะดวกและปลอดภัย  ซึ่งมาพร้อมจอแสดงผลแบบ TFT ขนาด 8 นิ้วความละเอียดสูงติดตั้งอยู่เหนือคอนโซลกลางเพื่อแสดงข้อมูลสำคัญต่างๆให้ผู้ขับขี่ทราบในแต่ละสถานการณ์ พร้อมสะท้อนอารมณ์ในการขับขี่ด้วยธีมสีและรูปแบบการแสดงผลที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับได้ถึง 3 รูปแบบ คือ Elegance , Eco และ Performance

   ระบบเสียงสมบูรณ์แบบ High Performance Multimedia 4x45 วัตต์ พร้อมลำโพง 8 ตัว ให้คุณภาพระดับเดียวกับที่ใช้ในระบบโฮมเธียเตอร์ คุณภาพเสียงคมชัด น่ารื่นรมย์สำหรับทุกคนในรถ พร้อมพอร์ตสำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น iPod รวมทั้งเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธ และดึงเพลงจากในโทรศัพท์มือถือมาเล่นในระบบเครื่องเสียงในรถยนต์ได้ในระบบ Audio Streaming เพื่อความสุนทรีย์กับเครื่องเสียงคุณภาพสูง พร้อมกันนี้ยังติดตั้งระบบกรองอากาศอัจฉริยะ CleanZone air purification system ซึ่งเป็นระบบกรองอากาศในห้องโดยสารรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพมากสุด ที่มีประสิทธิภาพในการดักจับอนุภาคเล็ก ละอองเกสร และฝุ่นผง ที่ปะปนมากับอากาศได้ดีที่สุด เพื่อบรรยากาศห้องโดยสารที่สะอาด ปลอดโปร่ง ให้ความสดชื่นทุกการเดินทาง

   Volvo V40 T4 Facelift รุ่นล่าสุดเลือกประกบคู่กับเครื่องยนต์ Drive-E Powertrain เบนซินเทอร์โบ ขนาด 2,000 ซีซี  แบบ 4 สูบ เรียง DOHC 16 วาล์ว  กำลัง 190 แรงม้าที่ 4,700 รอบ/นาที พร้อมแรงบิด 300 นิวตัน-เมตร ที่1,300-4,000 รอบ/นาที  ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด เน้นสมรรถนะแบบต้นจัดปลายไหล ขับขี่ในเมืองนอกเมืองคล่องตัว อัตราเร่งมาไวตามน้ำหนักเท้า ตั้งแต่จังหวะออกตัว ซึ่งวอลโว่การันตีอัตราเร่ง 0–100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลาเพียง 6.9 วินาที และความเร็วปลายไหลยาวๆได้ถึง 210 กิโลเมตร/ชั่วโมง เมื่อความเร็วสูงสุดทำได้มากขนาดนี้นั่นหมายถึงอัตราเร่งแซงในช่วงความเร็วรอบปานกลางถึงสูงจึงทำได้อย่างรวดเร็ว ทันใจ และมั่นใจตลอดการขับขี่ ส่วนช่วงความเร็วปกติในการเดินทางประมาณ 90-110 กิโลเมตร/ชั่วโมง รอบเครื่องต่ำอยู่ 1,650 -2,000 รอบ/นาที  ก็ให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ประหยัดกว่ารถเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรทั่วๆไป โดยค่าเฉลี่ยที่เราวัดได้อยู่ที่ประมาณ  16-17  กิโลเมตร/ลิตร และการขับในเมืองช่วงรถติดหนักๆจะอยู่ประมาณ 11-13 กิโลเมตร/ลิตร ซึ่งการขับขี่ในเมืองก็เป็นสิ่งที่เราประทับใจมาก เพราะตัวรถมีขนาดพอเหมาะไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป ทำให้สามารถควบคุมรถได้อย่างคล่องตัวทุกจังหวะการขับขี่  พร้อมช่วงล่างออกแนวนุ่มนวลนั่งสบายแต่ไม่หยวบหยาบเมื่อเข้าโค้งหรือเลี้ยวแรงๆ  และพวงมาลัยก็ให้น้ำหนักที่ดีเลี้ยวง่าย แม่นยำ ไม่เบาหรือหนักจนเกินไป  

   การเลือกใช้เครื่องยนต์บล็อคนี้ที่มีขนาดเล็กลง ยังสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนผู้ผลิตรถยนต์ออกแบบ และพัฒนารถที่ปล่อยไอเสียในปริมาณที่ต่ำลง วอลโว่จึงได้ออกแบบ และพัฒนารถรุ่น V40 T4 ให้มีการปล่อยค่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เฉลี่ยอยู่ที่ 142 กรัมต่อกิโลเมตร ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ 150 กรัมต่อกิโลเมตร นอกจากจะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว รถรุ่นนี้ยังทำราคาค่าได้น่าสนใจอยู่ที่ 1,749,000 บาท

   ทางด้านเทคโนโลยีที่ช่วยเสริมความปลอดภัยในการขับขี่ ซึ่งเป็นจุดเด่นของวอลโว่ ก็ติดตั้งมาให้อุ่นใจไม่แพ้รุ่นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยในการจอดรถอัตโนมัติ (Park assist pilot) ช่วยให้การจอดแบบขนานขอบทางง่ายดายขึ้นโดยที่ระบบอัจฉริยะจะควบคุมการบังคับเลี้ยวของรถเอง ผู้ขับขี่เพียงแค่ควบคุมความเร็วรถและปรับเปลี่ยนเกียร์เท่านั้น ระบบนี้ทำงานโดยเซ็นเซอร์อัลตร้าโซนิคที่ติดตั้งไว้ที่ด้านหน้า หลัง และข้างรถ  , ระบบแจ้งเตือนเพื่อป้องกันรถวิ่งออกนอกเส้นแบ่งช่องทางเดินรถ Lane Keeping Aid  , ระบบแจ้งเตือนเมื่อมียานพาหนะอยู่ในมุมอับของสายตา BLIS ช่วยในการเปลี่ยนเลนอย่างปลอดภัย  และระบบป้องกันการชนขณะขับขี่ความเร็วต่ำ City Safety ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เมื่อรถวิ่งในระดับความเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม. ระบบจะใช้เลเซอร์ที่ฝังอยู่ส่วนบนของกระจกบังลมหน้า สแกนพื้นที่ด้านหน้ารถในระยะห่างออกไป 10 เมตร เพื่อตรวจจับยานพาหนะด้านหน้ารถว่าหยุดอยู่กับที่หรือกำลังเคลื่อนที่อย่างช้าๆ ถ้าระบบประเมินว่าการชนกำลังจะเกิดขึ้น เบรกจะถูกชาร์จเตรียมไว้เพื่อให้คุณเหยียบเบรกได้ทันท่วงที หรือหากคุณไม่เหยียบเบรก ระบบจะทำการเบรกโดยอัตโนมัติ ซึ่งระบบนี้เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีเพื่อการเดินทางสู่เป้าหมายที่วอลโว่ตั้งไว้ว่าภายในปี ค.ศ. 2020 จะต้องไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัสในรถวอลโว่รุ่นใหม่อีกต่อไป !!!!

 
 

Page 1 of 24

รับจัดกิจกรรมการตลาด - ส่งเสริมการขาย จัดแรลลี่, ท่องเที่ยว, คาราวาน ฯลฯ โดยทีมงาน( มืออาชีพ )